พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ · ปาริฉัตตกวรรค
๕. คุตติลวิมาน เล่ม ๒๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในปาริฉัตตกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
๕. คุตติลวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในคุตติลวิมาน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรค คุตติลวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๕ สตฺตตนฺตึ สุมธุรํ รามเณยฺยํ อวาจยึ
โสมํ รงฺคมฺหิ อเวฺหติ สรณํ เม โหหิ โกสิยาติ ฯ
อหํ เต สรณํ โหมิ อหมาจริยปูชโก
น ตํ ชหิสฺสติ สิสฺโส สิสฺสมาจริย เชสฺสสีติ ฯ
อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต
โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา
เกน เตตาทิโส วณฺโณ เกน เต อิธมิชฺฌติ
อุปฺปชฺชนฺติ จ เต โภคา เย เกจิ มนโส ปิยา
ปุจฺฉามิ ตํ เทวิ มหานุภาเว
มนุสฺสภูตา กิมกาสิ ปุญฺญํ
เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาวา
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
ปญฺหํ ปุฏฺฐา วิยากาสิ ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
วตฺถุตฺตมทายิกา นาริ
ปวรา โหติ นเรสุ นารีสุ
เอวํ ปิยรูปทายิกา มนาปํ
ทิพฺพํ สา ลภเต อุเปจฺจ ฐานํ
ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ
อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ
อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา
ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
อิตรํ จตุรวิมานํ ยถา วตฺถทายิกวิมานํ ตถา วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ
(๑) อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
ปุปฺผุตฺตมทายิกา นารี
ปวรา โหติ นเรสุ นารีสุ
เอวํ ปิยรูปทายิกา มนาปํ
ทิพฺพํ สา ลภเต อุเปจฺจ ฐานํ
ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ
อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ
อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา
ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
________________
(๒) อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต
... เป ... โอสธี วิย ตารกา
เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
คนฺธุตฺตมทายิกา นารี
ปวรา โหติ นเรสุ นารีสุ
เอวํ ปิยรูปทายิกา มนาปํ
ทิพฺพํ สา ลภเต อุเปจฺจ ฐานํ
ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ
อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ
อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา
ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
________________
(๓) อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต
โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา
เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
ผลุตฺตมทายิกา นารี
ปวรา โหติ นเรสุ นารีสุ
เอวํ ปิยรูปทายิกา มนาปํ
ทิพฺพํ สา ลภเต อุเปจฺจ ฐานํ
ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ
อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ
อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา
ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
________________
(๔) อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต
โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา
เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
รสุตฺตมทายิกา นารี
ปวรา โหติ นเรสุ นารีสุ
เอวํ ปิยรูปทายิกา มนาปํ
ทิพฺพํ สา ลภเต อุเปจฺจ ฐานํ
ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ
อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ
อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา
ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
_________________
อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต
... เป ... โอสธี วิย ตารกา
เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
คนฺธปญฺจงฺคุลิกํ อหมทาสึ
กสฺสปสฺส ภควโต ถูปสฺมึ
ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ
อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ
อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา
ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
อิตรํ จตุรวิมานํ ยถา คนฺธปญฺจงฺคุลิกํ วิมานํ ตถา วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ
(๑) อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
ภิกฺขู จาหํ ภิกฺขุนิโย จ
อทฺทสามิ ปนฺถปฏิปนฺเน
เตสาหํ ธมฺมํ สุตฺวาน
เอกูโปสถํ อุปวสิสฺสํ
ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ
อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ
อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวราภ
ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
(๒) อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
อุทเก ฐิตา อุทกํ อทาสึ
ภิกฺขุโน จิตฺเตน วิปฺปสนฺเนน
ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ
อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ
อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา
ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
______________________
(๓) อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
สสฺสุญฺจาหํ สสฺสุเร จ
จณฺฑิเก โกธเน จ ผรุเส จ
อนุสฺสุยฺยิกา อุปฏฺฐาสึ
อปฺปมตฺตา สเกน สีเลน
ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ
อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ
อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา
ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
______________________
(๔) อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กสฺมสฺสิทํ ผลํ
ปรกมฺมการินี ๑ อาสึ
อตฺเถนาตนฺทิตา ทาสี
อกฺโกธนา อนติมานี ๒
สํวิภาคินี สกสฺส ภาคสฺส
ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ
อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ
อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา
ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
______________________
อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต
... เป ... โอสธี วิย ตารกา
เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
ขีโรทนมหํ อทาสึ
ภิกฺขุโน ปิณฺฑาย จรนฺตสฺส
ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ
อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ
อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา
ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
เตสุ ปญฺจวีสติวิมานํ ยถา ขีโรทนทายิกาวิมานํ ตถา วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ
อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
(๑) ผาณิตํ อหมทาสึ
(๒) อุจฺฉุขณฺฑิกํ ... เป ...
(๓) ติมฺพรูสกํ
(๔) กกฺการุกํ ๑
(๕) เอฬาลุกํ
(๖) วลฺลีปกฺกํ ๒
(๗) ผารูสกํ
(๘) หตฺถปฺปตาปกํ
(๙) สากมุฏฺฐึ
(๑๐) ปุปฺผกมุฏฺฐึ
(๑๑) มูลกํ
(๑๒) นิมฺพมุฏฺฐึ
(๑๓) อมฺพกญฺชิกํ
(๑๔) โทณินิมฺมุชฺชนํ ๓
(๑๕) กายพนฺธนํ
(๑๖) อํสพนฺธกํ ๔
(๑๗) อโยคปตฺตํ
(๑๘) วิธูปนํ
(๑๙) ตาลปณฺณํ ๑
(๒๐) โมรหตฺถํ
(๒๑) ฉตฺตํ
(๒๒) อุปาหนํ
(๒๓) ปูวํ
(๒๔) โมทกํ
(๒๕) สกฺขลึ ๒
ภิกฺขุโน ปิณฺฑาย จรนฺตสฺส
ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ
อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ
อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา
ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สฺวาคตํ วต เม อชฺช สุปฺปภาตํ สุหุฏฺฐิตํ
ยํ อทฺทสํ เทวตาโย อจฺฉรา กามวณฺณินิโย
ตาสาหํ ธมฺมํ สุตฺวาน กาหามิ กุสลํ พหุํ
ทาเนน สมจริยาย สํยเมน ทเมน จ
สาหํ ตตฺถ คมิสฺสามิ ยตฺถ คนฺตฺวา น โสจเรติ ฯ
คุตฺติลวิมานํ ปญฺจมํ ฯ
๑ โป. ม. ยุ. อปุจฉิมฺห ฯ
๑ โป. ม. ปรกมฺมการี ฯ ยุ ปรกมฺมการิ ฯ ๒ ม. นาติมานินี ฯ
๑ ม. ยุ. กกฺการิกํ ฯ ๒ ม. ยุ. วลฺลิผลํ ฯ ๓ ม ... นิมฺมชฺชนึ ฯ ๔ โป. ม.
อํสพทฺธกํ ฯ ยุ. อํสวฏฺฏกํ ฯ
๑ ม. ย. ตาลวณฺฐํ ฯ ๒ ม. สกฺขลิกํ ฯ
พระมหาสัตว์นามว่าคุตติลบัณฑิต อันสมเด็จอัมรินทราธิราชทรงจำแลงองค์เป็นพราหมณ์โกสิยโคตร เสด็จเข้าไปหาทรงซักถามแล้ว ได้ทูลตอบแสดงความเจ็บใจของตนให้ท้าวเธอทรงทราบ ด้วยคาถาความว่า
ข้าแต่ท้าวโกสีย์ ข้าพระองค์ได้สอนวิชาดีดพิณ ๗ สาย อันมีเสียงไพเราะมาก น่ารื่นรมย์ ให้แก่มุสิละผู้เป็นศิษย์ เขาตั้งใจจะดีดพิณประชันกับข้าพระองค์บนกลางเวที ขอพระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของข้าพระ
องค์ด้วย.
สมเด็จอัมรินทราธิราช ทรงสดับคำปรับทุกข์นั้นแล้ว เมื่อจะทรงปลอบอาจารย์ จึงตรัสปลุกใจด้วยคาถาความว่า
จะกลัวไปทำไมนะท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะเป็นที่พึ่งของท่านอาจารย์เพราะข้าพเจ้าเป็นผู้บูชาท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าผู้เป็นศิษย์จะไม่ปล่อยให้ท่านอาจารย์ปราชัย ท่านอาจารย์ต้องเป็นผู้ชนะนายมุสิละผู้เป็นศิษย์
แน่นอน.
เมื่อสมเด็จอัมรินทราธิราชตรัสปลอบใจเช่นนี้ คุตติลบัณฑิตก็โล่งใจ คลายทุกข์พอถึงวันนัดก็ไปประลองศิลป์กันบนเวทีหน้าพระโรง ในที่สุดคุตติลบัณฑิตผู้อาจารย์เป็นฝ่ายชนะนายมุสิละผู้เป็นศิษย์เป็นฝ่ายแพ้ถึงแก่ความตายกลางเวที เพราะอาชญาของปวงชน สมเด็จอัมรินทราธิราชทรงกล่าววาจาแสดงความยินดีด้วยคุตติลบัณฑิตแล้ว เสด็จกลับเทวสถาน ครั้นกาลต่อมา สมเด็จอัมรินทราธิราชตรัสใช้ให้พระมาตลีเทพสารถี นำเวชยันตราชรถลงมารับคุตติลบัณฑิตไปยังเทวโลกเพื่อให้ดีดพิณถวาย คุตติลบัณฑิตจึงกราบทูลท้าวโกสีย์ในท่ามกลางเทพบริษัท เพื่อไต่ถามถึงบุรพกรรมของเทพธิดาทั้งหลาย ณ ที่นั้น เป็นรางวัลแห่งการดีดพิณเสียก่อน เมื่อได้รับพระอนุญาตแล้ว จึงไต่ถามถึงบุรพกรรมของเทพธิดาเหล่านั้นว่า
ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องแสงสว่างไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรม
อะไร?
นางเทพธิดานั้น อันคุตติลบัณฑิตถามเหมือนท่านพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้วมีใจยินดี ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่าดิฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้งหลาย ได้ถวายผ้าอย่างดีผืนหนึ่งแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดิฉันได้ถวายผ้าอันน่ารักอย่างนี้ จึงมาได้ทิพยวิมานอันน่าปลื้มใจถึงเช่นนี้ เชิญดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย เชิญดูผลแห่งบุญ คือ การถวายผ้าอย่างดีทั้งหลายนั้นเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.
๔. วิมานที่จะกล่าวต่อไปนี้ มีความพิสดารเหมือนวัตถทายิกวิมาน.
(๑) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว
ทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ
ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
ดิฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้งหลาย ได้ถวายดอกมะลิอย่างดีแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดิฉันได้ถวายดอกมะลิอันน่ารักอย่างนี้ จึงมาได้ทิพยวิมานน่าปลื้มใจถึงเช่นนี้ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉันนั้นเถิดยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญ คือการถวายดอกมะลิอย่างดีทั้งหลายนั้นเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ
บุญกรรมนั้น.
(๒) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ
บุญกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ
ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
ดิฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้งหลาย ได้ถวายจุรณของหอมอย่างดีแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดิฉันได้ถวายจุรณของหอมอันน่ารักอย่างนี้ จึงมาได้ทิพยวิมานอันน่าปลื้มใจเช่นนี้ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉันนี้เถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญ คือ การถวายจุรณของหอมอย่างดีทั้งหลายนั้นเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีส่องสว่างไปทั่วทุกทิศ
เพราะบุญกรรมนั้น.
(๓) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ
บุญกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ
ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
ดิฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้งหลาย ได้ถวายผลไม้อย่างดีแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดิฉันได้ถวายผลไม้อันน่ารักอย่างนี้ จึงมาได้ทิพยวิมานอันน่าปลื้มใจถึงเช่นนี้ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญ คือการถวายผลไม้อย่างดีทั้งหลายนั้นเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ
บุญกรรมนั้น.
(๔) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศสถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ
ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
ดิฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้งหลาย ได้ถวายอาหารมีรสอย่างดีแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดิฉันได้ถวายอาหารอันน่ารักอย่างนี้ จึงมาได้ทิพยวิมานอันน่าปลื้มใจถึงเช่นนี้ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญคือการถวายอาหารมีรสอย่างดีทั้งหลายนั้นเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ
บุญกรรมนั้น.
พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศสถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลื้มใจ ได้
พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
ดิฉันได้นำของหอม ๕ อย่าง ไปประพรมที่องค์พระสถูปทองคำ สำหรับบรรจุพระบรมธาตุของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉันนี้เถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญคือการถวายของหอม ๕ อย่างนั้นเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว
ทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.
๔. วิมานที่จะกล่าวต่อไปนี้ มีเนื้อความพิสดารเหมือนกับคันธปัญจังคลิกวิมาน(๑) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ
กรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉัน ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลาย พากันเดินทางไกล ได้ฟังธรรมเทศนาของท่านเหล่านั้น ได้เข้ารักษาอุโบสถอยู่วันหนึ่ง คืนหนึ่ง นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารักทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญทั้งหลายเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ
และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.
(๒) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ
กรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า ดิฉันยืนอยู่ในน้ำ มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายน้ำใช้และน้ำฉันแก่ภิกษุรูปหนึ่ง นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญทั้งหลายเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ
กรรมนั้น.
(๓) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรม
อะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันไม่คิดมุ่งร้าย ตั้งใจปฏิบัติเป็นอย่างดี ซึ่งแม่ผัวและพ่อผัวผู้ดุร้าย ผู้มักโกรธง่ายและหยาบคาย เป็นผู้ไม่ประมาทในการรักษาศีลของตน นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญทั้งหลายเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.
(๔) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศสถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ
บุญกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันเป็นหญิงรับใช้ รับจ้างทำกิจการงานของคนอื่น ไม่เกียจคร้าน ไม่เป็นคนโกรธง่าย ไม่ถือตัว ชอบแบ่งปันสิ่งของ อันเป็นส่วนของตนที่ได้มาแก่ปวงชนที่ต้องการ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้นดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญทั้งหลายเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ
และมีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.
พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศสถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ
กรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ
ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
ดิฉันได้ถวายข้าวสุกคลุกนมวัวสดแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ นิมนต์พระคุณเจ้าจงดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้นดิฉันเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ
และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.
ในวิมานเหล่านั้น ๒๕ วิมานที่จะกล่าวต่อไปนี้ มีเนื้อความพิสดารเหมือนกับขีโรทนทายิกาวิมาน.
พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสว
ไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันได้ถวาย
(๑) น้ำอ้อยงบ ฯลฯ
(๒) ผลมะพลับสุก ฯลฯ
(๓) อ้อยท่อนหนึ่ง ฯลฯ
(๔) แตงโมผลหนึ่ง ฯลฯ
(๕) ฟักทองผลหนึ่ง ฯลฯ
(๖) ยอดผักต้ม ฯลฯ
(๗) ผลลิ้นจี่ ฯลฯ
(๘) เชิงกราน ฯลฯ
(๙) ผักดองกำหนึ่ง ฯลฯ
(๑๐) ดอกไม้กำหนึ่ง ฯลฯ
(๑๑) มัน ฯลฯ
(๑๒) สะเดากำหนึ่ง ฯลฯ
(๑๓) น้ำผักดอง ฯลฯ
(๑๔) แป้งคลุกงาคั่ว ฯลฯ
(๑๕) ประคตเอว ฯลฯ
(๑๖) ผ้าอังสะ ฯลฯ
(๑๗) พัด ฯลฯ
(๑๘) พัดสี่เหลี่ยม ฯลฯ
(๑๙) พัดใบตาล ฯลฯ
(๒๐) หางนกยูงกำหนึ่ง ฯลฯ
(๒๑) ร่ม ฯลฯ
(๒๒) รองเท้า ฯลฯ
(๒๓) ขนม ฯลฯ
(๒๔) ขนมต้ม ฯลฯ
(๒๕) น้ำตาลกรวด
แก่ภิกษุรูปหนึ่งผู้กำลังบิณฑบาตอยู่ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ
บุญกรรมนั้น.
เมื่อนางเทพธิดาเหล่านั้น เฉลยผลกรรมที่ได้ทำมาเป็นอันดีอย่างนี้แล้ว คุตติลบัณฑิตร่าเริง บันเทิงใจ เมื่อจะแสดงความชื่นชมยินดีของตน จึงกล่าวว่า
ข้าพเจ้ามาถึงเมืองสวรรค์วันนี้ เป็นการดีแท้ เป็นฤกษ์งามยามดีที่ข้าพเจ้าได้เห็นนางเทพธิดาทั้งหลาย ที่เป็นนางฟ้ามีรูปร่างและผิวพรรณน่ารักใคร่ ทั้งยังได้ฟังธรรมอันแนะนำทางบุญกุศลจากเธอเหล่านั้นด้วยแต่นี้ไป ข้าพเจ้าจักกระทำบุญกุศลให้มาก ด้วยการให้ทาน ด้วยการประพฤติธรรมสม่ำเสมอ ด้วยการรักษาศีลสังวร และด้วยการฝึกอินทรีย์ ข้าพเจ้าจักได้ไปสู่สถานที่ๆ ไปแล้วไม่เศร้าโศก.
จบ คุตติลวิมานที่ ๕.
จบ ๕. คุตติลวิมาน