arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · มหาวรรค

ภังคานุปัสสนาญาณนิทเทส เล่ม ๓๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๒–๑๑๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๙/๖๘ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ภังคานุปัสสนาญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๑ หน้า ๘๔–๘๖

หน้า ๘๔

เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ ประการนี้เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕๐ ประการนี้

ชื่อว่าญาณเพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรผันไปแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ชื่อว่าอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ”

รูปขันธ์เกิดเพราะอาหารเกิด ขันธ์ที่เหลือ คือ เวทนา สัญญา สังขาร เกิดเพราะผัสสะเกิด วิญญาณขันธ์เกิดเพราะนามรูปเกิด

จบ อุทยัพพยญาณนิทเทสที่ ๖

๗. ภังคานุปัสสนาญาณนิทเทส

แสดงญาณความรู้ในการพิจารณาเห็นความดับ

{๑๑๒} [๑๑๒] ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความดับไป ชื่อว่าวิปัสสนาญาณอย่างไร

จิตมีรูปเป็นอารมณ์เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป พระโยคาวจรพิจารณาอารมณ์นั้นแล้วย่อมพิจารณาเห็นความดับไปแห่งจิตนั้น ที่ว่าย่อมพิจารณาเห็น คือ พิจารณาเห็นอย่างไร คือ ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นของเที่ยง ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นสุข ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่เพลิดเพลิน ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อม

หน้า ๘๕

สละคืน ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญาได้ เมื่อพิจารณาโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละอัตตสัญญาได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความเพลิดเพลินได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อให้ดับ ย่อมละสมุทัยได้ เมื่อสลัดทิ้ง ย่อมละความถือมั่นได้{๑๑๓} [๑๑๓] จิตมีเวทนาเป็นอารมณ์ ... จิตมีสัญญาเป็นอารมณ์... จิตมีสังขารเป็นอารมณ์ ... จิตมีวิญญาณเป็นอารมณ์ ... จิตมีจักขุเป็นอารมณ์ ... จิตมีชราและมรณะเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป พระโยคาวจรพิจารณาอารมณ์นั้นแล้วพิจารณาเห็นความดับไปแห่งจิตนั้น ที่ว่าย่อมพิจารณาเห็นคือพิจารณาเห็นอย่างไร คือ ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ... เมื่อสลัดทิ้งย่อมละความถือมั่นได้

{๑๑๔} [๑๑๔]การก้าวไปสู่อัญญวัตถุแต่ปุริมวัตถุการหลีกไป

ด้วยปัญญาอันรู้ชอบ การคำนึงถึงอันเป็นกำลัง ธรรม ๒

ประการ คือ การพิจารณาหาทางและความเห็นแจ้ง

บัณฑิตกำหนดเอาด้วยสภาพเดียวกันโดยความเป็นไป

ตามอารมณ์

ความน้อมจิตไปในความดับ ชื่อว่าวิปัสสนาอันมี

ความเสื่อมไปเป็นลักษณะ การที่พระโยคาวจรพิจารณา

อารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความแตกไปแห่งจิตและความ

ปรากฏโดยความเป็นของสูญ ชื่อว่าอธิปัญญาวิปัสสนา

พระโยคาวจรผู้ฉลาดในอนุปัสสนา ๓ ในวิปัสสนา ๔

ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฏฐิต่าง ๆ เพราะความเป็นผู้

ฉลาดในความปรากฏ ๓ ประการ

หน้า ๘๖

ชื่อว่าญาณเพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้ว พิจารณาเห็นความดับไป ชื่อว่าวิปัสสนาญาณ”

จบ ภังคานุปัสสนาญาณนิทเทสที่ ๗

๘. อาทีนวญาณนิทเทส

แสดงญาณความรู้ในการพิจารณาเห็นโทษ

{๑๑๕} [๑๑๕] ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นภัย ชื่อว่าอาทีนวญาณ อย่างไร

ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นภัยว่า “ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความเป็นไปเป็นภัย สังขารนิมิตเป็นภัย ... การประมวลมาเป็นภัย ปฏิสนธิเป็นภัย คติเป็นภัย ความบังเกิดเป็นภัย ความอุบัติเป็นภัย ชาติเป็นภัย ชราเป็นภัย พยาธิเป็นภัย มรณะเป็นภัย ความโศกเป็นภัย ความรำพันเป็นภัย ความคับแค้นใจเป็นภัย” ชื่อว่าอาทีนวญาณแต่ละอย่าง ๆญาณในสันติบทว่า “ความไม่เกิดขึ้นเป็นความปลอดภัย ความไม่เป็นไปเป็นความปลอดภัย ... ความไม่คับแค้นใจเป็นความปลอดภัย

ญาณในสันติบทว่า “ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความไม่เกิดขึ้นเป็นความปลอดภัย ความเป็นไปเป็นภัย ความไม่เป็นไปเป็นความปลอดภัย ... ความคับแค้นใจเป็นภัย ความไม่คับแค้นใจเป็นความปลอดภัย”

ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นภัยว่า “ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ... ความคับแค้นใจเป็นทุกข์” ชื่อว่าอาทีนวญาณแต่ละอย่าง ๆ

จบ ภังคานุปัสสนาญาณนิทเทส