arnon.world

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ · มหารถวรรค

๑๓. จูฬรถวิมาน เล่ม ๒๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๓/๑๔ ในมหารถวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

จูฬรถวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในจูฬรถวิมาน

พระมหากัจจายนเถระถามสุชาตกุมารว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรค จูฬรถวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑๓ ทฬฺหธมฺมนิสารสฺส ธนน โอลุพฺภ ติฏฺฐสิ

ขตฺติโย นุสิ ราชญฺโญ อาทู ลุทฺโธ วนาจโรติ ฯ

อสฺสกาธิปติสฺสาหํ ภนฺเต ปุตฺโต วเนจโร

นามํ เม ภิกฺขุ เต พฺรูมิ สุชาโต อิติ มํ วิทู

มิเค คเวสมาโนหํ โอคาหนฺโต พฺรหาวนํ

มิคํ คนฺเตฺวว นาทกฺขึ ตญฺจ ทิสฺวา อหํ ฐิโต (อิติ) ฯ

สฺวาคตนฺเต มหาปุญฺญ อโถ เต อทูราคตํ

อิโต อุทกมาทาย ปาเท ปกฺขาลยสฺสุ เต

อิทํปิ ปานิยํ สีตํ อาภตํ คิริคพฺภรา

ราชปุตฺต ตโต ปิตฺวา สนฺถตสฺมึ อุปาวิสาติ ฯ

กลฺยาณี วต เต วาจา สวนียา มหามุนิ

เนลา ๑ อตฺถวตี วคฺคู มนฺตา อตฺถญฺจ ภาสสิ

กา เต รติ วเน วิหรโต

อิสินิสภ วเทหิ ปุฏฺโฐ

ตว วจนปถํ นิสามยิตฺวา

อตฺถธมฺมปทํ สมาจเรมเสติ ฯ

อหึสา สพฺพปาณินํ กุมารมฺหากํ ๒ รุจฺจติ

เถยฺยา จ อติจารา จ มชฺชปานา จ อารติ

อรติ สมจริยา จ พาหุสจฺจํ กตญฺญุตา

ทิฏฺเฐว ธมฺเม ปสํสา ๓ ธมฺมา เอเต ปสํสิยาติ

สนฺติเก มรณํ ตุยฺหํ โอรํ มาเสหิ ปญฺจหิ

ราชปุตฺต วิชานาหิ อตฺตานํ ปริโมจยาติ ฯ

กตมํ สฺวาหํ ชนปทํ คนฺตฺวา กึ กมฺมํ กิญฺจิ โปริสํ

กาย วา ปน วิชฺชาย ภเวยฺยํ อชรามโรติ ฯ

น วิชฺชเต โส ปเทโส ๑ กมฺมํ วิชฺชา จ โปริสํ

ยตฺถ คนฺตฺวา ภเว มจฺโจ ราชปุตฺตาชรามโร

มหทฺธนา มหาโภคา รฏฺฐวนฺโตปิ ขตฺติยา

ปหูตธนธญฺญาเส น เตปิ อชรามรา

ยทิ เต สุตา อนฺธกเวณฺฑปุตฺตา ๒

สูรา วีรา วิกฺกนฺตปฺปหาริโน

เตปิ อายุกฺขยํ ปตฺตา

วิทฺธสฺตา สสฺสตีสมา

ขตฺติยา พฺราหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา จณฺฑาลปุกฺกุสา

เอเต จญฺเญ จ ชาติยา เตปิ น อชรามรา

เย มนฺตํ ปริวตฺเตนฺติ ฉฬงฺคํ พฺรหฺมจินฺติตํ

เอเต จญฺเญ จ วิชฺชาย เตปิ น อชรามรา

อิสโย จาปิ เย สนฺตา สญฺญตตฺตา ตปสฺสิโน

สรีรํ เตปิ กาเลน วิชหนฺติ ตปสฺสิโน

ภาวิตตฺตาปิ อรหนฺโต กตกิจฺจา อนาสวา

นิกฺขิปนฺติ อิมํ เทหํ ปุญฺญปาปปริกฺขยา (อิติ) ฯ

สุภาสิตา อตฺถวตี คาถาโย เต มหามุนิ

นิชฺฌตฺโตมฺหิ สุภฏฺเฐน ตฺวญฺจ เม สรณํ ภวาติ ฯ

มา มํ ตฺวํ สรณํ คจฺฉ ตเมว สรณํ วช

สกฺยปุตฺตํ มหาวีรํ ยมหํ สรณํ คโตติ ฯ

กตรสฺมึ โส ชนปเท สตฺถา ตุมฺหาก มาริส

อหมฺปิ ทฏฺฐฐ คจฺฉิสฺสํ ชินํ อปฺปฏิปุคฺคลนฺติ ฯ

ปุรตฺถิมสฺมึ ชนปเท โอกฺกากกุลสมฺภโว

สตฺถาปิ ปุริสาชญฺโญ โส จ โข ปรินิพฺพุโตติ ฯ

สเจ หิ พุทฺโธ ติฏฺเฐยฺย สตฺถา ตุมฺหาก มาริส

โยชนานิ สหสฺสานิ คจฺเฉ ๑ ปยิรุปาสิตุํ

ยโต จ โข ปรินิพฺพุโต สตฺถา ตุมฺหาก มาริส

ปรินิพฺพุตํ มหาวีรํ คจฺฉามิ สรณํ อหํ

อุเปมิ สรณํ พุทฺธํ ธมฺมญฺจาปิ อนุตฺตรํ

สงฺฆญฺจ นรเทวสฺส คจฺฉามิ สรณํ อหํ

ปาณาติปาตา วิรมามิ ขิปฺปํ

โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยามิ

อมชฺชโป โน จ มุสา ภณามิ

สเกน ทาเรน จ โหมิ ตุฏฺโฐติ ฯ

สหสฺสรํสีว ยถา มหปฺปโภ

ทิสํ ยถา ภาติ นเภ อนุกฺกมํ

ตถปฺปกาโร ๒ ตวายํ ๓ มหารโถ

สมนฺตโต โยชนสตํ อายโต ๑

สุวณฺณปฏฺเฏหิ สมนฺตโมนโฏ ๒

อุรสฺส มุตฺตาหิ มณีหิ จิตฺติโต

เลขา สุวณฺณสฺส จ รูปิยสฺส จ

โสภนฺติ เวฬุริยมยา สุนิมฺมิตา

สีสญฺจิทํ เวฬุริยสฺส นิมฺมิตํ

ยุคญฺจิทํ โลหิตกาย จิตฺติตํ

ยุตฺตา สุวณฺณสฺส จ รูปิยสฺส จ

โสภนฺติ อสฺสาปิ จิเม มโนชวา

โส ติฏฺฐสิ เหมรเถ อธิฏฺฐิโต

เทวานมินฺโทว สหสฺสวาหโน

ปุจฺฉามิ ตาหํ ยสวนฺตโกวิทํ

กถํ ตยา ลทฺโธ อยํ อุฬาโรติ ฯ

สุชาโต นามหํ ภนฺเต ราชปุตฺโต ปุเร อหุํ

ตญฺจ ๓ มํ อนุกมฺปาย สญฺญมสฺมึ นิเวสยิ

ขีณายุกญฺจ มํ ญตฺวา สรีรํ ปาทาสิ สตฺถุโน (อิติ) ฯ

อิมํ สุชาต ปูเชหิ ตนฺเต อตฺถาย โหหีติ

ตาหํ คนฺเธหิ มาเลหิ ปูชยิตฺวา สมุยฺยุโก ๔

ปหาย มานุสํ เทหํ อุปปนฺโนมฺหิ นนฺทเน

นนฺทเน ปวเร ๑ รมฺเม นานาทิชคณายุเต

รมามิ นจฺจคีเตหิ อจฺฉราหิ ปุรกฺขิโตติ ฯ

จูฬรถวิมานํ เตรสมํ ฯ

๑ ยุ. เนฬา ฯ ๒ ม. กุมารมฺหาก ฯ ๓ ม. ปาสํสา ฯ

๑ ยุ. น. วิชฺชเต หิ เทโส ฯ ๒ สี. อนฺธกเวณฺหุปุตฺตา ฯ ม. อนฺธกเวณฺฑุปุตฺตา ฯ

๑ ม. ยุ. คจฺเฉยฺยํ ฯ ๒ ม. ตถาปกาโร ฯ ๓ สี. ยุ. ตวยํ ฯ

๑ ม. โยชนสตฺตมายโต ฯ ๒ ม. สมนฺตโมตฺถโต ฯ ๓ ม. ตฺวญฺจ ฯ ๔ ม. ยุ. สมุยฺยุโต ฯ

ฉบับหลวง

ท่านเป็นกษัตริย์ เป็นราชโอรส หรือเป็นพรานป่าพเนจร สพายธนู

อันทำด้วยไม้แก่นอันมั่นคง ยืนอยู่?

สุชาตกุมารตรัสตอบว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นราชโอรสของพระเจ้าอัสสกะ ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นอัสสกรัฐ เที่ยวไปในป่า ข้าแต่ภิกษุ ข้าพเจ้าจะขอบอกนามของข้าพเจ้าแก่ท่าน ชนทั้งหลายเรียกข้าพเจ้าว่า สุชาต ข้าพเจ้าเที่ยวลัดเลาะไปในป่าใหญ่แสวงหาหมู่เนื้อ ไม่ได้เห็นเนื้อ มาเห็นท่าน ข้าพเจ้าจึงได้

ยืนอยู่.

พระมหากัจจายนเถระกล่าวว่า

ดูกรท่านผู้มีบุญใหญ่ ท่านมาดีแล้ว อนึ่ง ถึงท่านมาไกลก็เหมือนมาใกล้ขอท่านจงตักน้ำจากภาชนะนี้ล้างเท้าของท่านเสียเถิด น้ำนี้เย็นใสสะอาดอาตมภาพตักมาจากซอกเขา ดูกรพระราชบุตร ขอเชิญท่านดื่มน้ำจาก

ภาชนะนี้แล้ว เชิญนั่งบนพื้นอันปูลาดเถิด.

สุชาตกุมารตรัสถามว่า

ข้าแต่ท่านผู้เป็นมหามุนี วาจาของท่านนี้ไพเราะเสนาะโสต ไม่มีโทษมีแต่ประโยชน์ จับใจนัก ให้เกิดปัญญา และท่านรู้ว่ามีประโยชน์แล้วจึงพูด ข้าแต่ท่านฤาษีผู้องอาจ อะไรเป็นความยินดีของท่านผู้อยู่ในป่าข้าพเจ้าถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอก ข้าพเจ้าฟังถ้อยคำของท่านแล้วจะ

ประพฤติอรรถธรรมให้สม่ำเสมอ.

พระมหากัจจายนเถระตอบว่า

ดูกรพระราชกุมาร อาตมภาพชอบการไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง ชอบการงดเว้นจากการลักขโมย จากการประพฤติล่วงละเมิดในหญิงที่เขาหวงห้าม จากการดื่มน้ำเมา และชอบความประพฤติชอบ ความเป็นพหูสูต ความกตัญญู เพราะธรรมเหล่านี้เป็นเหตุเกิดความสรรเสริญวิญญูชนพึงสรรเสริญในปัจจุบันโดยแท้ ความตายของท่านใกล้เข้ามาแล้ว ท่านจักตายภายใน ๕ เดือน ดูกรพระราชบุตร ขอท่านจงรู้เถิด

จงรีบปลดเปลื้องตนเสียเถิด.

พระราชกุมารตรัสถามว่า

ข้าพเจ้าพึงไปสู่ชนบทไหน ทำการงานอะไร ทำกิจอะไรของบุรุษ หรือ

พึงเล่าเรียนวิชาอะไรหนอ จึงจะไม่แก่ไม่ตาย?

พระมหากัจจายนเถระตอบว่า

ดูกรพระราชกุมาร สัตว์พึงไปในประเทศใดแล้ว ประกอบการงานและเล่าเรียนวิชา กระทำกิจของบุรุษ จะไม่แก่ไม่ตาย ประเทศเช่นนั้นจะไม่มีเลย แม้ชนทั้งหลายผู้มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก เป็นกษัตริย์ปกครองแว่นแคว้น มีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย จะไม่แก่ไม่ตายไม่มีเลย ถึงชนเหล่านั้นจะเป็นลูกอันธกเวณฑะ มีเพลงอาวุธอันได้ศึกษาแล้ว แกล้วกล้า องอาจ สามารถจะต่อสู้ศัตรูได้ก็ตาม แต่ชนเหล่านั้นก็ถึงความสิ้นอายุ จะดำรงยั่งยืนเหมือนพระจันทร์พระอาทิตย์ก็หาไม่ เหล่าชนที่เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ สูทร คนจัณฑาลคนอยากเหยื่อ และชนชาติอื่นที่จะไม่แก่ไม่ตายก็ไม่มี ชนเหล่าใดเล่าเรียนมนต์อันประกอบด้วยองค์ ๖ ที่เป็นพรหมลิขิตและพวกที่เรียนวิชาเหล่าอื่น แม้ชนเหล่านั้นที่จะไม่แก่ไม่ตายก็ไม่มี อนึ่ง ฤาษีทั้งหลายผู้สงบสำรวมตนบำเพ็ญตบะ ก็จำต้องละทิ้งสรีระไปตามกาล ถึงพระอรหันต์ผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว เสร็จกิจแล้ว ไม่มีอาสวะ สิ้นบุญ

และบาปแล้ว ก็ยังต้องทอดทิ้งร่างกายนี้ไป.

พระราชกุมารตรัสว่า

ข้าแต่ท่านผู้เป็นมหามุนี คาถาของท่านเป็นสุภาษิตมีประโยชน์ ข้าพเจ้าโล่งใจเพราะวาจาอันท่านกล่าวดีแล้ว ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าเถิด.

พระเถระกล่าวว่า

ท่านอย่าถึงอาตมภาพเป็นที่พึ่งเลย จงถึงพระพุทธเจ้าผู้เป็นศากยบุตรเป็นมหาวีรบุรุษ ที่อาตมภาพถึงเป็นที่พึ่ง ว่าเป็นที่พึ่งเถิด.

พระราชกุมารตรัสถามว่า

ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระบรมครูของท่านพระองค์นั้นเวลานี้ประทับอยู่ในชนบทไหน แม้ข้าพเจ้าก็จักไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพระ

องค์นั้น ผู้ชนะมาร หาบุคคลเปรียบปรานมิได้?

พระเถระตอบว่า

แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นบรมครู เป็นบุรุษอาชาไนย ทรงสมภพในวงศ์แห่งพระเจ้าโอกกากราช อยู่ในชนบทปุรัตถิมทิศ แต่ว่า

พระองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว.

พระราชกุมารตรัสว่า

ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ก็ถ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นบรมครูของท่านพึงยังดำรงพระชนม์อยู่ไซร้ ถึงจะประทับอยู่ไกลพันโยชน์ ข้าพเจ้าก็จะไปเฝ้าให้จงได้ ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ก็เพราะพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครูของท่านเสด็จปรินิพพานแล้ว ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จปรินิพพานแล้วเป็นมหาวีรบุรุษ เป็นที่พึ่ง อนึ่ง ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้ากับทั้งพระธรรมอันยอดเยี่ยม และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านรชน เป็นที่พึ่ง ข้าพเจ้าของดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน จะ

ขอยินดีด้วยภรรยาของตนไม่พูดเท็จและไม่ดื่มน้ำเมา.

พระเถระกล่าวว่า

พระอาทิตย์มีรัศมีตั้งพัน โคจรไปในท้องฟ้าส่องแสงสว่างไปทั่วทิศฉันใด รถใหญ่ของท่านนี้ก็ฉันนั้น วัดโดยรอบยาวได้ร้อยโยชน์ หุ้มด้วยแผ่นทองคำรอบด้าน งอนรถนั้นวิจิตรด้วยแก้วมุกดา และแก้วมณีลอยจำหลักเป็นรูปดอกไม้ลดาวัลย์ ตระการไปด้วยแก้วไพฑูรย์ อันบุญกรรมตบแต่งแล้ว งามเพริดแพร้วด้วยทองคำและเงิน และปลายงอนรถนี้อันบุญกรรมตบแต่งด้วยแก้วไพฑูรย์ แอกรถวิจิตรไปด้วยแก้วทับทิมสายเชือกล้วนแล้วไปด้วยทองคำและเงิน อนึ่ง ม้าเหล่านี้ฝีเท้าว่องไวดังใจ งามรุ่งเรือง ท่านยืนอยู่บนรถทองดูองอาจ ดุจท้าวสักกเทวราชผู้เป็นใหญ่กว่าหมู่ทวยเทพ ผู้ทรงราชรถอันเทียมด้วยม้าอาชาไนยตั้งพันฉะนั้น อาตมภาพขอถามท่านผู้มียศ ผู้ฉลาด รถอันยิ่งใหญ่นี้ ท่านได้

มาอย่างไร?

สุชาตเทพบุตรตอบว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชาติก่อน ข้าพเจ้าเป็นราชบุตรนามว่า สุชาตกุมารพระคุณเจ้าอนุเคราะห์สั่งสอนข้าพเจ้าให้ตั้งอยู่ในความสำรวม และพระคุณเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าจะสิ้นอายุได้ให้พระบรมสารีริกธาตุแก่ข้าพเจ้า โดยกล่าวว่า ดูกรสุชาตราชกุมาร ท่านจงบูชาพระบรมสารีริกธาตุนี้เถิดพระบรมสารีริกธาตุนี้ จักเป็นประโยชน์แก่ท่าน ข้าพเจ้าได้บูชาพระบรมสารีริกธาตุนั้น ด้วยของหอมและพวงมาลัย ขวนขวายในการทำบุญให้ทาน ละร่างมนุษย์นั้นแล้ว ได้ไปบังเกิดในสวนนันทวัน เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้ามีหมู่นางเทพอัปสรฟ้อนรำ ขับร้องห้อมล้อม รื่นเริงอยู่ในสวนนันทวันอันประเสริฐ น่ารื่นรมย์ เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่สกุณชาติ

นานาชนิด.

จบ จูฬรถวิมานที่ ๑๓.

จบ ๑๓. จูฬรถวิมาน