arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๓

สังวรกถา เล่ม ๓๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๒๘–๘๓๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๒ ในวรรคที่ ๓มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๓ สังวรกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)

ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่

ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๘๐ หน้า ๖๕๔–๖๖๑

หน้า ๖๕๔

สังวรกถา

[๘๒๘] สกวาที ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ?

ปรวาที ถูกแล้ว.

ส. ความไม่สำรวมก็มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

[๘๒๙] ส. ความไม่สำรวมไม่มีในหมู่เทวดา หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. ความสำรวมก็ไม่มีในหมู่เทวดา หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

[๘๓๐] ส. ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวม มิใช่หรือ ความสำรวมมีอยู่ในหมู่ เทวดา หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวมใด ความ

ไม่สำรวมนั้น ก็มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่า ศีล คือความสำรวม

จากความไม่สำรวม ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่าศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวมใด ความไม่สำรวมนั้นก็มีอยู่ในหมู่เทวดา, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้น พึงกล่าวได้ว่า ศีล ความสำรวมจากความไม่สำรวม ความสำรวมมีอยู่ในหมู่-

หน้า ๖๕๕

เทวดา แต่ไม่พึงกล่าวว่า ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวมใดความไม่สำรวมนั้นก็มีอยู่ในหมู่เทวดา ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่าศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวมใด ความไม่สำรวมนั้นก็มีอยู่ในหมู่เทวดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวมความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวม ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา แต่ไม่พึงกล่าวว่า ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวมใดความไม่สำรวมนั้นก็มีอยู่ในหมู่เทวดา ดังนี้ ผิด.

[๘๓๑] ส. ความสำรวมมีอยู่ในมนุษย์ ความไม่สำรวมก็มี

อยู่ในหมู่มนุษย์นั้น หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา ความไม่สำรวมก็

มีอยู่ในหมู่เทวดานั้น หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

[๘๓๒] ส. ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา ความไม่สำรวม

ไม่มีอยู่ในหมู่เทวดานั้น หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. ความสำรวมมีอยู่ในหมู่มนุษย์ ความไม่สำรวม

ไม่มีอยู่ในหมู่มนุษย์ หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

หน้า ๖๕๖

[๘๓๓] ส. การเว้นจากปาณาติบาต มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. ปาณาติบาตก็มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ

ดื่มน้ำเมา กล่าวคือสุราเมรัย มีอยู่ในหมู่เทวดาหรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมา

กล่าวคือสุราและเมรัย ก็อยู่ในหมู่เทวดา หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

[๘๓๔] ส. ปาณาติบาตไม่มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. การเว้นจากปาณาติบาต ก็ไม่มีในหมู่เทวดา

หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

ส. เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมา

กล่าวคือสุราและเมรัย ไม่มีอยู่ในหมู่เทวดา

หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ

หน้า ๖๕๗

ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย ก็ไม่มีในหมู่

เทวดา หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

[๘๓๕ ] ป. การเว้นจากปาณาติบาตมีอยู่ในหมู่มนุษย์ ปาณา-

ติบาตก็มีอยู่ในหมู่มนุษย์นั้น หรือ ?

ส. การเว้นจากปาณาติบาตมีอยู่ในหมู่เทวดา ปาณา-

ติบาตก็มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ

ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราเมรัย มีอยู่ในหมู่มนุษย์ เป็นเหตุที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย ก็มีอยู่ในหมู่มนุษย์นั้นหรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. ก็เว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ

ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย มีอยู่ในหมู่เทวดา เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย ก็มีอยู่ในหมู่เทวดานั้น หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

[๘๓๖] ส. การเว้นจากปาณาติบาตมีอยู่ในหมู่เทวดา ปาณา-

ติบาตไม่มีในหมู่เทวดานั้น หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

หน้า ๖๕๘

ส. การเว้นจากปาณาติบาตมีอยู่ในหมู่มนุษย์ ปาณา-

ติบาตไม่มีในหมู่มนุษย์นั้น หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ

ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย มีอยู่ในหมู่เทวดา เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยไม่มีอยู่ในหมู่เทวดานั้น หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ

ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย มีอยู่ในหมู่มนุษย์ เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย ไม่มีในหมู่มนุษย์นั้น หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

[๘๓๗] ป. ความสำรวมไม่มีในหมู่เทวดา หรือ ?

ส. ถูกแล้ว.

ป. เทวดาทั้งปวง เป็นผู้ผลาญชีวิต เป็นผู้ถือเอาสิ่ง

ของที่เจ้าของมิได้ให้ เป็นผู้ประพฤติผิดในกาม เป็นผู้พูดเท็จ เป็นผู้ตั้งอยู่ในความประมาท คือ ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย หรือ ?

ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ

ป. ถูกแล้ว.

ส. ถ้าอย่างนั้น ความสำรวมก็มีอยู่ในหมู่เทวดา น่ะสิ.

สังวรกถา จบ

หน้า ๖๕๙

อรรถกถาสังวรกถา

ว่าด้วยความสำรวม

บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องความสำรวม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นว่า เทวดาทั้งหลายเบื้องบนตั้งแต่ชั้นดาวดึงส์ขึ้นไป ย่อมไม่ประพฤติล่วงเวร ๕ คือไม่ล่วงศีล ๕ เหตุในเพราะเหตุนั้น ความสำรวมจึงมีอยู่แก่เทพเหล่านั้น ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที เพราะไม่เห็นความปรากฏแห่งเวร ๕. ลำดับนั้นสกวาทีจึงถามความไม่สำรวม เพราะธรรมดาว่าความสำรวมมีอยู่ ความไม่สำรวมที่บุคคลพึงสำรวมก็ต้องมีอยู่. แต่ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะในเทวดาทั้งหลายไม่มีปาณาติบาต เป็นต้น. คำว่า ความสำรวมมีอยู่ในหมู่มนุษย์ เป็นต้น สกวาทีกล่าว

เพื่อแสดงความเป็นไปแห่งความไม่สำรวม ก็ครั้นเมื่อความสำรวมและความเป็นไปแห่งความสำรวม มีอยู่ความไม่สำรวมก็ต้องมีอยู่. ในปัญหาว่า ปาณาติปาตา เวรมณี เป็นต้น พึงทราบคำตอบรับรองด้วยสามารถแห่งการไม่ประพฤติปาณาติบาตเป็นต้น และพึงทราบคำตอบปฏิเสธ เพราะความไม่มีปาณาติบาต เป็นต้น. ปัญหาว่าด้วยปฏิโลม มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. ในปัญหาว่า ปาณา-ติบาตไม่มีในหมู่เทวดาหรือ พึงทราบคำตอบรับรองของปรวาทีด้วยสามารถแห่งการไม่ประพฤติปาณาติบาตเป็นต้น และคำปฏิเสธของปรวาที เพราะความไม่มีปาณาติบาตเป็นต้น. ปัญหาว่าด้วยปฏิโลมมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

หน้า ๖๖๐

ในปัญหาทั้งหลายบทสุดท้ายว่า ความสำรวมไม่มีในหมู่เทวดาหรือ คำตอบรับรองของสกวาที หมายเอาความไม่มีความสำ-รวมจากการทำปาณาติบาตเป็นต้นอีก. ต่อจากนั้นคำถามของปรวาทีว่าถ้าความสำรวมของเทวดาทั้งหลายไม่มี เทวดาทั้งปวงก็ต้องเป็นผู้ล้างผลาญชีวิต เป็นต้น ด้วยสามารถแห่งคำอันมีเลสนัย. คำปฏิเสธเป็นของสกวาที เพราะไม่มีความประพฤติล่วงเวรของเทวดาทั้งหลาย. ปรวาทีให้ลัทธิตั้งไว้ เพราะถือเอาสักแต่คำว่า ไม่พึงกล่าวของสกวาที. แต่ลัทธิที่ตั้งไว้แล้วอย่างนี้ย่อมตั้งไว้ไม่ได้เลย ดังนี้แล.

อรรถกถาสังวรกถา จบ

หน้า ๖๖๑

อสัญญากถา

[๘๓๘] สกวาที สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย หรือ ?

ปรวาที ถูกแล้ว.

ส. เป็นสัญญภพ เป็นสัญญคติ เป็นสัญญสัตตาวาส

เป็นสัญญสงสาร เป็นสัญญโยนิ คือ กำเนิดแห่งสัตว์ผู้มีสัญญา เป็นสัญญัตตภาวปฏิลาภ คือ การได้อัตภาพแห่งสัตว์ผู้มีสัญญา หรือ ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

[๘๓๙] ส. เป็นอสัญญภพ เป็นอสัญญคติ เป็นอสัญญ-สัตตาวาส เป็นอสัญญสงสาร เป็นอสัญญโยนิ เป็นอสัญญัตตภาวปฏิ-ลาภ มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. หากว่า เป็นอสัญญภพ เป็นอสัญญคติ เป็น

อสัญญสัตตาวาส เป็นอสัญญสงสาร เป็นอสัญญโยนิ เป็นอสัญญัตต-ภาวปฏิลาภ ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย.

[๘๔๐] ส. สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย หรือ ?

ป. ถูกแล้ว.

ส. เป็นปัญจโวการภพ๑ เป็นปัญจโวการคติ สัต-

ตาวาส สงสาร โยนิ อัตตภาวปฏิลาภ หรือ ?

๑. ภพมีขันธ์ ๕ ได้แก่กามภพ และรูปภพ.

จบ สังวรกถา