arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๓

ทิพพจักขุกถา เล่ม ๓๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๙๕–๘๐๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๒ ในวรรคที่ ๓มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๓. ตติยวคฺค

(๒๗) ๗. ทิพฺพจกฺขุกถา

๗. ทิพพจักขุกถา (๒๗)

ว่าด้วยทิพยจักษุ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๓ ทิพพจักขุกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๓๗ หน้า ๒๑๓–๒๑๔ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๓๗ หน้า ๓๗๓–๓๗๖

บาลี (มหาจุฬาฯ)

*มํสจกฺขุํ ธมฺมุปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ? อามนฺตา. มํสจกฺขุํ, ทิพฺพจกฺขุํ, ทิพฺพจกฺขุํ มํสจกฺขุนฺติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

*มํสจกฺขุํ ธมฺมุปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ? อามนฺตา. ยาทิสํ มํสจกฺขุํ, ตาทิสํ ทิพฺพจกฺขุํ, ยาทิสํ ทิพฺพจกฺขุํ, ตาทิสํ มํสจกฺขุนฺติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

*มํสจกฺขุํ ธมฺมุปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ? อามนฺตา. ตญฺเญว มํสจกฺขุํ ตํ ทิพฺพจกฺขุํ, ตํ ทิพฺพจกฺขุํ ตํ มํสจกฺขุนฺติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

*มํสจกฺขุํ ธมฺมุปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ? อามนฺตา. ยาทิโส มํสจกฺขุสฺส วิสโย อานุภาโว โคจโร, ตาทิโส ทิพฺพสฺส จกฺขุสฺส วิสโย อานุภาโว โคจโรติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

*มํสจกฺขุํ ธมฺมุปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ? อามนฺตา. อนุปาทินฺนํ (๑) หุตฺวา อุปาทินฺนํ โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

*อุปาทินฺนํ หุตฺวา อนุปาทินฺนํ โหตีติ? อามนฺตา. กามาวจรํ หุตฺวา รูปาวจรํ โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

*กามาวจรํ หุตฺวา รูปาวจรํ โหตีติ? อามนฺตา. รูปาวจรํ หุตฺวา อรูปาวจรํ โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

*รูปาวจรํ หุตฺวา อรูปาวจรํ โหตีติ? อามนฺตา. ปริยาปนฺนํ หุตฺวา อปริยาปนฺนํ โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. อุปาทิณฺณํ. เอวมุปริปิ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. มังสจักษุ(ตาเนื้อ)ที่ธรรม อุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุ(ตาทิพย์) ได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. มังสจักษุคือทิพยจักษุ ทิพยจักษุก็คือมังสจักษุใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. มังสจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. มังสจักษุมีสภาพอย่างไร ทิพยจักษุก็มีสภาพอย่างนั้น ทิพยจักษุมีสภาพ อย่างไร มังสจักษุก็มีสภาพอย่างนั้นใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. มังสจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. มังสจักษุกับทิพยจักษุเป็นอันเดียวกัน ทิพยจักษุกับมังสจักษุก็เป็นอัน เดียวกันใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. มังสจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. วิสัย อานุภาพ โคจรของมังสจักษุมีสภาพอย่างไร วิสัย อานุภาพ โคจร ของทิพยจักษุก็มีสภาพอย่างนั้นใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. มังสจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. มังสจักษุเป็นสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือแล้ว เป็นสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดถือได้ใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. มังสจักษุเป็นสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือแล้ว เป็นสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดถือได้ใช่ไหมปร. ใช่

สก. มังสจักษุเป็นกามาวจรแล้วเป็นรูปาวจรได้ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. มังสจักษุเป็นกามาวจรแล้วเป็นรูปาวจรได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. มังสจักษุเป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวจรได้ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. มังสจักษุเป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวจรได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. มังสจักษุเป็นสภาวธรรมที่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์แล้วเป็นสภาวธรรมที่ไม่ นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ได้ใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ธรรม ในที่นี้หมายถึงจตุตถฌาน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๓/๑๙๖)
  2. ๒ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะและนิกายสมิติยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๓/๑๙๖)
  3. ๓เพราะมีความเห็นว่า ดวงตาปกติของบุคคลผู้เข้าถึงจตุตถฌาน ท่านเรียกว่า ทิพยจักษุ อันเป็นข้อ ๑ ใน อภิญญา ๖ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๓/๑๙๖)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

*มํสจกฺขุํ ธมฺมุปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ? อามนฺตา. ทิพฺพจกฺขุํ ธมฺมุปตฺถทฺธํ มํสจกฺขุํ โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

*มํสจกฺขุํ ธมฺมุปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ? อามนฺตา. ทิพฺพจกฺขุํ ธมฺมุปตฺถทฺธํ ปญฺญาจกฺขุํ โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

*มํสจกฺขุํ ธมฺมุปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ? อามนฺตา. ทิพฺพจกฺขุํ ธมฺมุปตฺถทฺธํ มํสจกฺขุํ โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

*มํสจกฺขุํ ธมฺมุปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ? อามนฺตา. เทฺวว จกฺขูนีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

เทฺวว จกฺขูนีติ? อามนฺตา. นนุ ตีณิ จกฺขูนิ วุตฺตานิ ภควตา “มํสจกฺขุํ ทิพฺพจกฺขุํ ปญฺญา-จกฺขุนฺ”ติ? อามนฺตา. หญฺจิ ตีณิ จกฺขูนิ วุตฺตานิ ภควตา มํสจกฺขุํ ทิพฺพจกฺขุํ ปญฺญาจกฺขุํ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “เทฺวว จกฺขูนี”ติ.

*เทฺวว จกฺขูนีติ? อามนฺตา. นนุ วุตฺตํ ภควตา “ตีณิมานิ ภิกฺขเว จกฺขูนิ. กตมานิ ตีณิ? มํสจกฺขุํ ทิพฺพจกฺขุํ ปญฺญาจกฺขุนฺติ. อิมานิ โข ภิกฺขเว ตีณิ จกฺขูนีติ.

มํสจกฺขุํ ทิพฺพจกฺขุํ ปญฺญาจกฺขุํ อนุตฺตรํ

เอตานิ ตีณิ จกฺขูนิ อกฺขาสิ ปุริสุตฺตโม.

มํสจกฺขุสฺส อุปฺปาโท มคฺโค ทิพฺพสฺส จกฺขุโน

ยโต ญาณํ (๑) อุทปาทิ ปญฺญาจกฺขุํ อนุตฺตรํ

ยสฺส (๒) จกฺขุสฺส ปฏิลาภา สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจตี”ติ (๓)

อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ? อามนฺตา. เตน หิ น วตฺตพฺพํ “เทฺวว จกฺขูนี”ติ. ทิพฺพจกฺขุกถา นิฏฺฐิตา.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. ยทา จ ญาณํ
  2. ๒ฉ.ม. ตสฺส
  3. ๓ขุ. อิติ. ๒๕/๖๑/๒๘๘-๒๘๙
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สก. มังสจักษุที่ธรรม อุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. ทิพยจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นมังสจักษุได้ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. มังสจักษุที่ธรรม อุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. ทิพยจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นปัญญาจักษุ(ตาปัญญา)ได้ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. มังสจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. ทิพยจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นปัญญาจักษุได้ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. มังสจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้นใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้นใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. จักษุ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มี ๓ อย่าง คือ มังสจักษุ ทิพยจักษุ และปัญญาจักษุ” มิใช่หรือปร. ใช่

สก. หากจักษุ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มี ๓ อย่าง คือ (๑) มังสจักษุ (๒) ทิพยจักษุ (๓) ปัญญาจักษุ” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้น”สก. จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้นใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย จักษุนี้มี ๓ อย่าง ๓ อย่างอะไรบ้าง คือ (๑) มังสจักษุ (๒) ทิพยจักษุ (๓) ปัญญาจักษุ จักษุมี ๓ อย่างนี้แล

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้อุดมบุรุษ

ได้ตรัสจักษุ ๓ อย่าง คือ มังสจักษุ ทิพยจักษุ

และปัญญาจักษุอันยอดเยี่ยม

ความเกิดขึ้นแห่งมังสจักษุเป็นทางแห่งทิพยจักษุ

เมื่อใด ญาณคือปัญญาจักษุอันยอดเยี่ยมเกิดขึ้น

เมื่อนั้น ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

เพราะได้ปัญญาจักษุ”

มีอยู่จริงมิใช่หรือ

ปร. ใช่

สก. ดังนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้น”

ทิพพจักขุกถา จบ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ธรรม ในที่นี้หมายถึงกามาวจรธรรม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๔/๑๙๗)
  2. ๒ธรรม ในที่นี้หมายถึงโลกุตตรธรรม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๔/๑๙๗)
  3. ๓ดูเทียบ ขุ.อิติ. (แปล) ๒๕/๖๑/๔๑๖-๔๑๗

จบ ทิพพจักขุกถา