พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๒๑
กรรมกถา เล่ม ๓๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๘๕๑–๑๘๕๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๖ ในวรรคที่ ๒๑มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๒๑ กรรมกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๙๙๔–๙๙๘
ป. รูปเป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ เวทนา สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเป็นรูป เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขารหรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ป. ถ้าอย่างนั้น รูปก็ต้องเป็นนิยตะโดยสภาวะว่าเป็นรูป เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเป็นนิยตะโดยสภาวะว่าเป็นวิญญาณ
จบ ธัมมกถา
(๒๐๗) ๘. กัมมกถา
ว่าด้วยเรื่องกรรมเป็นนิยตะ
{๑๘๕๑} [๘๘๙] สกวาทีถามว่า กรรมทั้งปวงเป็นนิยตะหรือ ?
ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. เป็นสัมมัตตนิยตะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. กองสภาวธรรมอันเป็นอนิยตะไม่มีหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอันธกะและอุตตราปถกะบางพวก ซึ่งมีความเห็นว่า เพราะเหตุที่กรรมทั้งหลายมีทิฏฐธัมมเวทนียกรรมเป็นต้นเป็นนิยตะคือมีความแน่นอนต่อการให้ผลในอัตภาพปัจจุบันเป็นต้น ฉะนั้น กรรมทั้งปวงจึงจัดเป็นนิยตะ คือมีความแน่นอนในการให้ผลโดยไม่เปลี่ยนแปลง (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๑๘)
ส. กองสภาวธรรมอันเป็นอนิยตะมีอยู่มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่ากองสภาวธรรมอันเป็นอนิยตะมีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “กรรมทั้งปวงเป็นนิยตะ”
{๑๘๕๒} ส. กรรมทั้งปวงเป็นนิยตะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกอง ๓ คือ กองสภาวธรรมอันเป็นมิจฉัตตนิยตะ ๑ กองสภาวธรรมอันเป็นสัมมัตตนิยตะ ๑ กองสภาวธรรมอันเป็นอนิยตะ ๑ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกอง ๓ คือ กองสภาวธรรมอันเป็นมิจฉัตตนิยตะ ๑ กองสภาวธรรมอันเป็นสัมมัตตนิยตะ ๑ กองสภาวธรรมอันเป็นอนิยตะ ๑ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “กรรมทั้งปวงเป็นนิยตะ”{๑๘๕๓} [๘๙๐] ส. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรมเป็นนิยตะโดยอรรถว่าเป็นกรรมที่บุคคลพึงได้รับผลในปัจจุบันหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. เป็นสัมมัตตนิยตะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. อุปปัชชเวทนียกรรม ... อปราปริยเวทนียกรรมเป็นนิยตะโดยอรรถว่าเป็นกรรมที่บุคคลพึงได้รับผลในอัตภาพต่อ ๆ ไปหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. เป็นสัมมัตตนียตะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๘๕๔} [๘๙๑] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “ทิฏฐธัมมเวทปิยกรรมเป็นนิยตะโดยอรรถว่าเป็นกรรมที่บุคคลพึงได้รับผลในปัจจุบัน อุปปัชชเวทนียกรรม ... อปราปริยเวทนียกรรมเป็นนิยตะโดยอรรถว่าเป็นกรรมที่บุคคลพึงได้รับผลในอัตภาพต่อ ๆ ไปหรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรมเป็นอุปปัชชเวทนียกรรม ... เป็นอปราปริย เวทนียกรรม ... อุปปัชชเวทนียกรรมเป็นทิฏฐธัมมเวทนียกรรม ... เป็นอปราปริยเวทนียกรรม ... อปราปริยเวทนียกรรมเป็นทิฏฐธัมมเวทนียกรรม ... เป็นอุปปัชชเวทนียกรรมหรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ป. ถ้าอย่างนั้น ทิฏฐธัมมเวทนียกรรมก็ต้องเป็นนิยตะโดยอรรถว่าเป็นกรรมที่บุคคลพึงได้รับผลในปัจจุบัน อุปปัชชเวทนียกรรม ... อปราปริยเวทนียกรรมก็ต้องเป็นนิยตะโดยอรรถว่าเป็นกรรมที่บุคคลพึงได้รับผลในอัตภาพต่อ ๆ ไป
จบ กัมมกถา
จบ เอกวีสติมวรรค
รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สาสนกถา ๒. อวิวิตตกถา
๓. สังโยชนกถา ๔. อิทธิกถา
๕. พุทธกถา ๖. สัพพทิสากถา
๗. ธัมมกถา ๘. กัมมกถา
๒๒. ทวาวีสติมวรรค
(๒๐๘) ๑. ปรินิพพานกถา
ว่าด้วยเรื่องการปรินิพพาน
{๑๘๕๕} [๘๙๒] สกวาทีถามว่า การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสังโยชน์บางอย่างแล้วปรินิพพานมีอยู่หรือ ?
ส. การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสักกายทิฎฐิ ... ยังไม่ละอโนตตัปปะบางอย่างแล้วปรินิพพานมีอยู่หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๘๕๖} ส. การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสังโยชน์บางอย่างแล้วปรินิพพานมีอยู่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ยังมีราคะ ... ยังมีกิเลสอยู่หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. พระอรหันต์หมดราคะแล้ว ... หมดกิเลสแล้วมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าพระอรหันต์หมดราคะแล้ว ... หมดกิเลสแล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสังโยชน์บางอย่างแล้วปรินิพพานมีอยู่”
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอันธกะ ซึ่งมีความเห็นว่า เพราะเหตุที่พระอรหันต์เป็น ผู้ละสังโยชน์ไม่ได้ในวิสัยแห่งพระสัพพัญญูพุทธเจ้าย่อมปรินิพพานไป ฉะนั้น จึงถือว่า มีการปรินิพพานโดยที่ยังละสังโยชน์บางอย่างไม่ได้อยู่ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๑๙)
จบ กรรมกถา