พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · มหาวรรค
สมาธิภาวนามยญาณนิทเทส เล่ม ๓๑
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๒–๙๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๕/๖๘ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สมาธิภาวนามยญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๑ หน้า ๗๐–๗๓
บรรดาความสำรวม ความไม่ฟุ้งซ่าน และทัสสนะนั้น ความสำรวมชื่อว่าอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านชื่อว่าอธิจิตตสิกขา ความเห็นแจ้งชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา
พระโยคาวจรเมื่อนึกถึงสิกขา ๓ นี้ ชื่อว่าย่อมศึกษา เมื่อรู้ เมื่อเห็น เมื่อพิจารณา เมื่ออธิษฐานจิต เมื่อน้อมใจไปด้วยศรัทธา เมื่อประคองความเพียรไว้ เมื่อตั้งสติมั่น เมื่อตั้งจิตไว้ เมื่อรู้ชัดด้วยปัญญา เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เมื่อละธรรมที่ควรละ เมื่อทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญ ชื่อว่าย่อมศึกษาทุกอย่างชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการที่ฟังธรรมแล้วสำรวมระวัง ชื่อว่าสีลมยญาณ”
จบ สีลมยญาณนิทเทสที่ ๒
๓. สมาธิภาวนามยญาณนิทเทส
แสดงญาณความรู้อันสำเร็จมาแต่การเจริญสมาธิ
{๙๒} [๙๒] ปัญญาในการที่สำรวมระวังแล้วตั้งใจไว้ดี ชื่อว่าสมาธิภาวนามยญาณอย่างไร
สมาธิ ๑ คือ เอกัคคตาจิต
สมาธิ ๒ คือ โลกิยสมาธิ ๑ โลกุตตรสมาธิ ๑
สมาธิ ๓ คือ สมาธิมีวิตกและวิจาร ๑ สมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจาร ๑ สมาธิไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ๑
สมาธิ ๔ คือ สมาธิมีส่วนเสื่อม ๑ สมาธิเป็นส่วนตั้งอยู่ ๑ สมาธิเป็นส่วนวิเศษ ๑ สมาธิเป็นส่วนชำแรกกิเลส ๑
สมาธิ ๕ คือ สมาธิมีปีติแผ่ไป ๑ สมาธิมีสุขแผ่ไป ๑ สมาธิมีจิตแผ่ไป ๑ สมาธิมีแสงสว่างแผ่ไป ๑ สมาธิมีการพิจารณาเป็นนิมิต ๑
สมาธิ ๖ คือสมาธิคือเอกัคคตาจิตมิได้ฟุ้งซ่านด้วยสามารถพุทธานุสสติ ๑ ธัมมานุสสติ ๑ สังฆานุสสติ ๑ สีลานุสสติ ๑ จาคานุสสติ ๑ เทวดานุสสติ ๑
สมาธิ ๗ คือ ความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในการตั้งสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในความงามแห่งสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในโคจรแห่งสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในการน้อมไปแห่งสมาธิ ๑สมาธิ ๘ คือ สมาธิคือเอกัคคตาจิตมิได้ฟุ้งซ่านด้วยสามารถปฐวีกสิณ ๑ อาโปกสิณ ๑ เตโชกสิณ ๑ วาโยกสิณ ๑ นีลกสิณ ๑ ปีตกสิณ ๑ โลหิตกสิณ ๑ โอทาตกสิณ ๑
สมาธิ ๙ คือ รูปาวจร สมาธิส่วนเลว ๑ ส่วนปานกลาง ๑ ส่วนประณีต ๑ อรูปาวจรส่วนเลว ๑ ส่วนปานกลาง ๑ ส่วนประณีต ๑ สุญญตสมาธิ ๑ อนิมิตตสมาธิ ๑ อัปปณิหิตสมาธิ ๑
สมาธิ ๑๐ คือสมาธิคือเอกัคคตาจิตมิได้ฟุ้งซ่านด้วยสามารถ อุทธุมาตกสัญญา ๑ วินีลกสัญญา ๑ วิปุพพกสัญญา ๑ วิฉิททกสัญญา ๑ วิกขายิตกสัญญา ๑ วิกขิตตกสัญญา ๑ หตวิกขายิตกสัญญา ๑ โลหิตกสัญญา ๑ ปุฬุวกสัญญา ๑ อัฏฐิกสัญญา ๑สมาธิเหล่านี้รวมเป็น ๕๕
- ๑อุทธุมาตกสัญญา ความกำหนดหมายความไม่งามแห่งร่างกายในซากศพที่เน่าพองขึ้นอืด วินีลกสัญญา ความกำหนดหมายความไม่งามแห่งร่างกายในซากศพที่มีสีเขียวคลํ้าคละด้วยสีต่าง ๆ
{๙๓} [๙๓] อีกอย่างหนึ่ง สภาพในความเป็นสมาธิแห่งสมาธิ ๒๕ ประการ คือ สมาธิเพราะอรรถว่าอันสัทธินทรีย์เป็นต้นกำหนดถือเอา ๑ เพราะอรรถว่าอินทรีย์เป็นบริวารแห่งกันและกัน ๑ เพราะอรรถว่าสัทธินทรีย์เป็นต้นบริบูรณ์ ๑ เพราะอรรถว่ามีอารมณ์เป็นอันเดียว ๑ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ๑ เพราะอรรถว่าไม่แส่ไป ๑ เพราะอรรถว่าไม่ขุ่นมัว ๑ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว ๑ เพราะอรรถว่าหลุดพ้นจากกิเลส ๑ เพราะความที่จิตตั้งอยู่ด้วยสามารถความตั้งมั่นในความเป็นจิตมีอารมณ์เดียว ๑ เพราะอรรถว่าแสวงหาความสงบ ๑ เพราะอรรถว่าไม่แสวงหาธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบ ๑ เพราะแสวงหาความสงบแล้ว ๑ เพราะไม่แสวงหาธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบแล้ว
๑ เพราะอรรถว่ายึดมั่นความสงบ ๑ เพราะอรรถว่าไม่ยึดมั่นธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบ ๑ เพราะยึดมั่นความสงบแล้ว ๑ เพราะไม่ยึดมั่นธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบแล้ว ๑ เพราะอรรถว่าปฏิบัติสงบ ๑ เพราะอรรถว่าไม่ปฏิบัติไม่สงบ ๑ เพราะปฏิบัติสงบแล้ว ๑ เพราะไม่ปฏิบัติไม่สงบแล้ว ๑ เพราะอรรถว่าเพ่งความสงบ ๑ เพราะอรรถว่าเผาธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบ ๑ เพราะเพ่งความสงบแล้ว ๑ เพราะเผาธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบแล้ว ๑ เพราะอรรถว่าเป็นธรรมสงบ เป็นสภาพเกื้อกูลและนำสุขมาให้ ๑ สภาพในความเป็นสมาธิแห่งสมาธิเหล่านี้รวมเป็น ๒๕
- ๑วิปุพพกสัญญา ความกำหนดหมายความไม่งามแห่งร่างกายในซากศพที่มีนํ้าเหลืองไหลเยิ้มอยู่ตามที่ที่แตกปริออก วิจฉิททกสัญญา ความกำหนดหมายความไม่งามแห่งร่างกายในซากศพที่ขาดจากกันเป็นสองท่อน วิกขายิตกสัญญา ความกำหนดหมายความไม่งามแห่งร่างกายในซากศพที่ถูกสัตว์เช่นแร้ง กา สุนัขจิกทิ้งกัดกินแล้ว วิกขิตตกสัญญา ความกำหนดหมายความไม่งามแห่งร่างกายในซากศพที่กระจุยกระจาย หตวิกขายิตกสัญญา ความกำหนดหมายความไม่งามแห่งร่างกายในซากศพที่ถูกสับฟันบั่นเป็นท่อน กระจายออกไป โลหิตกสัญญา ความกำหนดหมายความไม่งามแห่งร่างกายในซากศพที่มีโลหิตไหลอาบเรี่ยราดอยู่ ปุฬวกสัญญา ความกำหนดหมายความไม่งามแห่งร่างกายในซากศพที่มีหนอนคลาคล่ำเต็มไปหมด อัฏฐิกสัญญา ความกำหนดหมายความไม่งามแห่งร่างกายในซากศพที่ยังเหลือแต่ท่อนกระดูก (ขุ.ปฏิ.อ. ๑/๒๕๓-๒๕๔)
ชื่อว่าญาณเพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการที่สำรวมระวังแล้วตั้งใจไว้ดี ชื่อว่าสมาธิภาวนามยญาณ”
จบ สมาธิภาวนามยญาณนิทเทสที่ ๓
๔. ธัฌมัฏฐิติญาณนิทเทส
แสดงญาณความรู้ในเหตุตั้งอยู่แห่งธรรม
{๙๔} [๙๔] ปัญญาในการกำหนดปัจจัยชื่อว่าธัมมฐิติญาณอย่างไร
ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า “อวิชชาเป็นเหตุเกิด เป็นเหตุให้เป็นไป เป็นเหตุเป็นไป เป็นเครื่องหมาย เป็นเหตุประมวลมา เป็นเหตุประกอบไว้ เป็นเหตุพัวพัน เป็นเหตุให้เกิด เป็นเหตุเดิม และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งสังขารด้วยอาการ ๙ ประการ อวิชชาจึงเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นแต่ปัจจัยแม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย” ดังนี้ ชื่อว่า ธัมมฐิติญาณปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า “ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี อวิชชาเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งสังขารด้วยอาการ ๙ ประการนี้ อวิชชาจึงเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นแต่ปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย” ดังนี้ ชื่อว่า ธัมมฐิติญาณ
ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า “สังขารเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งวิญญาณ ... วิญญาณเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งนามรูป. .. นามรูปเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งสฬายตนะ ... สฬายตนะเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งผัสสะ ... ผัสสะเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งเวทนา ... เวทนา
จบ สมาธิภาวนามยญาณนิทเทส