พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · มหาวรรค
บุพเพนิวาสานุสติญาณนิทเทส เล่ม ๓๑
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๕๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕๐/๖๘ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค บุพเพนิวาสานุสติญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๑ หน้า ๑๖๓–๑๖๕
ไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น จิตน้อมไปก็รู้ว่าจิตน้อมไป หรือจิตไม่น้อมไปก็รู้ว่าจิตไม่น้อมไป
ชื่อว่าญาณเพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการกำหนดจริยาคือวิญญาณหลายอย่างหรืออย่างเดียวด้วยความแผ่ไปแห่งจิต ๓ ประเภท และด้วยสามารถแห่งความผ่องใสแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ชื่อว่าเจโตปริยญาณ”
จบ เจโตปริยญาณนิทเทสที่ ๕๒
๕๓. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณนิทเทส
แสดงญาณความรู้เครื่องระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้
{๒๕๖} [๒๕๖] ปัญญาในการกำหนดธรรมทั้งหลาย อันเป็นไปตามปัจจัยด้วยสามารถความแผ่ไปแห่งกรรมหลายอย่างหรืออย่างเดียว ชื่อว่าปุพเพนิวาสานุสสติญาณอย่างไร
ภิกษุในศาสนานี้ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วยฉันทะและสังขารเป็นประธาน ... ครั้นแล้วย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาส
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้” ภิกษุนั้นมีจิตอบรมแล้วอย่างนั้น บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่า ‘ในภพโน้นเราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพโน้นนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพโน้นนั้นแล้วจึงได้มาเกิดในภพนี้’ เธอระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ (คือวรรณะเป็นต้น) พร้อมทั้งอุเทศ (คือชื่อและโคตร) ด้วยประการฉะนี้
- ๑คำว่า กัป ในที่นี้หมายถึงกำหนดระยะเวลาที่ยาวนานมาก หรือกำหนดระยะเวลาที่โลกคือสกลจักรวาลประลัยครั้งหนึ่งนับเป็นกัปหนึ่ง ซึ่งจัดแบ่งเป็น ๔ ช่วงระยะ หรือ ๔ อสงไขยกัป (ช่วงระยะเวลาที่นานนับไม่ได้) คือ (๑) สังวัฏฏกัป กัปฝ่ายเสื่อม ช่วงระยะเวลาที่โลกคือสกลจักรวาลกำลังประลัยเสื่อมพินาศเพราะเหตุ ๓ อย่าง นํ้า ไฟ และลม อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งกินระยะเวลานานนับเป็น ๑ อสงไขย (๒) สังวัฏฏัฏฐายีกัป กัปที่ดำรงความเสื่อมอยู่ ช่วงระยะเวลาที่โลกจักรวาลผ่านพ้นช่วงประลัยและมืดมิดอยู่นานแสนนานนับเป็น ๑ อสงไขย (๓) วิวัฏฏกัป กัปฝ่ายเจริญ ช่วงระยะเวลาที่โลกจักรวาลกำลังวิวัฒน์ตัวก้าวสู่ความเจริญด้วยสรรพสิ่งเหมือนช่วงก่อนประลัย ซึ่งก็ใช้เวลานานมากจนนับเป็น ๑ อสงไขย (๔) วิวัฏฏัฏฐายีกัป กัปที่ดำรงความเจริญอยู่ ช่วงระยะเวลาที่โลกมีวิวัฒนาการอย่างสมบูรณ์เต็มที่จนสรรพสัตว์สามารถอาศัยอยู่ได้ ซึ่งก็วิวัฒนาการอยู่อย่างยืนนานมากจนนับเป็น ๑ อสงไขย โลกปัจจุบันจัดอยู่ในอสงไขยกัปนี้ เมื่อหมุนเวียนจนครบ ๔ อสงไขยกัป นับเป็น ๑ มหากัป (นัย ขุ.อุ.อ. ๘๖, ขุ.ปฏิ.อ. ๑/๓๗๘-๓๘๗) อนึ่ง เกี่ยวกับเรื่อง มหากัปนี้ในอรรถกถาได้เปรียบให้เข้าใจความนานของระยะเวลาด้วยอุปมาว่า มีสระนํ้าใหญ่แห่งหนึ่งเต็มไปด้วยนํ้า บุคคลเอาปลายใบหญ้าคาจุ่มลงไปนำหยดน้ำออกมา ๑๐๐ ปีต่อ ๑ ครั้ง จนน้ำในสระนั้นแห้ง กระทำเช่นนี้ไปจนครบ ๗ ครั้ง นั่นคือระยะเวลา ๑ มหากัป (ที.สี.อ. ๑๔๘)
ชื่อว่าญาณเพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการกำหนดธรรมอันเป็นไปตามปัจจัยด้วยสามารถความแผ่ไปแห่งกรรมหลายอย่างหรืออย่างเดียว ชื่อว่ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ”
จบ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณนิทเทสที่ ๕๓
๕๔. ทิพพจักขุญาณนิทเทส
แสดงญาณความรู้ในจักขุอันเป็นทิพย์
{๒๕๗} [๒๕๗] ปัญญาในความเห็นรูปเป็นนิมิตหลายอย่างหรืออย่างเดียวด้วยสามารถแสงสว่าง ชื่อว่าทิพพจักขุญาณอย่างไร
ภิกษุในศาสนานี้เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วยฉันทะและสังขารเป็นประธาน ... ครั้นแล้วย่อมมนสิการถึงอาโลกสัญญาตั้งสัญญาว่าเป็นกลางวัน มีใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ เจริญจิตให้มีแสงสว่างว่า กลางวันฉันใด กลางคืนฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลางวันฉันนั้น ภิกษุนั้นมีจิตอันอบรมแล้วอย่างนั้น บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณในจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักขุอันบริสุทธิ์ล่วงจักขุวิสัยของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้หนอประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก’ หรือว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ
จบ บุพเพนิวาสานุสติญาณนิทเทส