พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๓
เนวสัญญานาสัญญายตนกถา เล่ม ๓๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๘๕๒–๘๖๖ (Royal Thai)12/12 in วรรคที่ ๓4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๓ เนวสัญญานาสัญญายตนกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 37, pp. 422–429
(๓๒) ๑๒. เนวสัญญานาสัญญายตนกถา
ว่าด้วยเรื่องเนวสัญญานาสัญญายตนภพ
{๘๕๒} [๓๘๔] สกวาทีถามว่า ท่านไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ” หรือ ?
ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นภพที่ไม่มีสัญญา เป็นคติที่ไม่มีสัญญา เป็นที่อยู่ของสัตว์ที่ไม่มีสัญญา เป็นที่เวียนว่ายตายเกิดที่ไม่มีสัญญา เป็นกำเนิดที่ไม่มีสัญญา เป็นการได้อัตภาพที่ไม่มีสัญญาหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๘๕๓} ส. เนวสัญญานาสัญญญายตนภพเป็นภพที่มีสัญญา เป็นคติที่มีสัญญา เป็นที่อยู่ของสัตว์ที่มีสัญญา เป็นที่เวียนว่ายตายเกิดที่มีสัญญา เป็นกำเนิดที่มีสัญญา เป็นการได้อัตภาพที่มีสัญญามิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าเนวสัญญานาสัญญญายตนภพเป็นภพที่มีสัญญา ... เป็นการได้อัตภาพที่มีสัญญา ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ”{๘๕๔} ส. ท่านไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ” หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอันธกะ ซึ่งมีความเห็นประเด็นเดียวว่า ในสัญญานาสัญญายตนภพ (ภพของผู้เข้าถึงภาวะที่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ หรืออรูปภพชั้นที่ ๔) มีสัญญาแจ้งชัด (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๐๐)
ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นเอกโวการภพ เป็นคติ ... เป็นการได้อัตภาพหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพ (ภพที่มีขันธ์๔) เป็นคติ ... เป็นการได้อัตภาพมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าเนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพ เป็นคติ ... เป็นการได้อัตภาพ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ”
{๘๕๕} [๓๘๕] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย และภพนั้นเป็นเป็นภพที่ไม่มีสัญญา เป็นคติที่ไม่มีสัญญา เป็นที่อยู่ของสัตว์ที่ไม่มีสัญญา เป็นที่เวียนว่ายตายเกิดที่ไม่มีสัญญา เป็นกำเนิดที่ไม่มีสัญญา เป็นการได้อัตภาพที่ไม่มีสัญญา” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ และภพนั้นเป็นภพที่ไม่มีสัญญา เป็นคติที่ไม่มีสัญญา เป็นที่อยู่ของสัตว์ที่ไม่มีสัญญา เป็นที่เวียนว่ายตายเกิดที่ไม่มีสัญญา เป็นกำเนิดที่ไม่มีสัญญา เป็นการได้อัตภาพที่ไม่มีสัญญา” หรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย และภพนั้นเป็นเอกโวการภพ เป็นคติ ... เป็นการได้อัตภาพ” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพและภพนั้นก็เป็นเอกโวการภพ เป็นคติ เป็นที่อยู่ของสัตว์ เป็นที่เวียนว่ายตายเกิด เป็นกำเนิด เป็นการได้อัตภาพ” หรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๘๕๖} ส. ท่านไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพและภพนั้นเป็นภพที่มีสัญญา เป็นคติที่มีสัญญา ... เป็นการได้อัตภาพที่มีสัญญา” หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ท่านไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลายและภพนั้นเป็นภพที่มีสัญญา เป็นคติที่มีสัญญา ... เป็นการได้อัตภาพที่มีสัญญา” หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๘๕๗} ส. ท่านไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพและภพนั้นเป็นจตุโวการภพ ... เป็นการได้อัตภาพ” หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ท่านไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลายและภพนั้นเป็นจตุโวการภพ ... เป็นการได้อัตภาพ” หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๘๕๘} ส. ท่านไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ” หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าเนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ”{๘๕๙} [๓๘๖] ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ” หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อากาสานัญจายตนภพเป็นจตุโวการภพ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในอากาสานัญจายตนภพ” หรือป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๘๖๐} ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ” หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิญญาณัญจายตนภพ ... อากิญจัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่ในอากิญจัญญายตนภพ” หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๘๖๑} ส. อากาสานัญจายตนภพเป็นจตุโวการภพ สัญญามีอยู่ในภพนั้นหรือ ?
ป.ถูกแล้ว
ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพ สัญญามีอยู่ในภพนั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. วิญญาณัญจายตนภพ ... อากิญจัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพ สัญญามีอยู่ในภพนั้นหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพ สัญญามีอยู่ในภพนั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๘๖๒} ส. ท่านไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่หรือไม่มีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ”หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าเนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สัญญามีอยู่หรือไม่มีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ”{๘๖๓} ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่หรือไม่มีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ” หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อากาสานัญจายตนภพ ... วิญญาณัญจายตนภพ ... อากิญจัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่หรือไม่มีอยู่ในอากิญจัญญายตนภพ” หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๘๖๔} ส. อากาสานัญจายตนภพเป็นจตุโวการภพ สัญญามีอยู่ในภพนั้นหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพ สัญญามีอยู่ในภพนั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. วิญญาณัญจายตนภพ ... อากิญจัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพ สัญญามีอยู่ในภพนั้นหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพ สัญญามีอยู่ในภพนั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๘๖๕} ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ข้าพเจ้าไม่ยอมรับว่ามีสัญญาหรือไม่มีสัญญา” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนภพมิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่าเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ข้าพเจ้าไม่ยอมรับว่ามีสัญญาหรือไม่มีสัญญา”{๘๖๖} ส. เพราะท่านเข้าใจว่าเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนภพ จึงไม่ยอมรับว่า “สัญญามีอยู่หรือไม่มีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ” หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะท่านเข้าใจว่าเป็นอทุกขมสุขเวทนา จึงไม่ยอมรับว่า “เป็นเวทนาหรือมิใช่เวทนาในอทุกขมสุขเวทนา” หรือป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
จบ เนวสัญญานาสัญญายตนกถา
จบ วรรคที่ ๓
รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑.พลกถา ๒.อริยันติกถา
๓.วิมุจจติกถา ๔.วิมุจจมานกถา
๕.อัฏฐมกกถา ๖.อัฏฐมกัสสอินทริยกถา
๗.ทิพพจักขุกถา ๘.ทิพพโสตกถา
๙.ยถากัมมูปคตญาณกถา ๑๐.สังวรกถา
๑๑.อสัญญกถา ๑๒.เนวสัญญานาสัญญายตนกถา
๔. จตุตถวรรค
(๓๓) ๑. คิหิสสอรหาติกถา
ว่าด้วยเรื่องคฤหัสถ์เป็นพระอรหันต์ได้
{๘๖๗} [๓๘๗] สกวาทีถามว่า คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้หรือ ?
ส. คิหิสังโยชน์ของพระอรหันต์มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. คิหิสังโยชน์ของพระอรหันต์ไม่มีหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าคิหิสังโยชน์ของพระอรหันต์ไม่มี ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “คฤหัสถ์เป็นพระอรหันต์ได้”{๘๖๘} ส. คฤหัสถ์เป็นพระอรหันต์ได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งมีความเห็นว่าคฤหัสถ์ก็สามารถเป็นพระอรหันต์ได้ เพราะเห็นตัวอย่างผู้ที่บรรลุอรหัตขณะที่ดำรงเพศคฤหัสถ์เช่นยสกุลบุตรเป็นต้น การที่มีความเห็นเช่นนี้เพราะกำหนดความเป็นคฤหัสถ์ด้วยเพศ ซึ่งผิดจากหลักการในฝ่ายสกวาที ที่ถือเอาคิหิสังโยชน์เป็นตัวกำหนดความเป็นคฤหัสถ์ โดยมิได้คำนึงถึงเพศเป็นสำคัญ ดังนั้น การที่คฤหัสถ์จะบรรลุอรหัตได้หรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศคฤหัสถ์ แต่ขึ้นอยู่กับการละคิหิสังโยชน์หากละคิหิสังโยชน์ได้ ก็สามารถเป็นพระอรหันต์ได้ ดังเช่นยสกุลบุตรเป็นต้น (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๐๑)
- ๒คิหิสังโยชน์ สังโยชน์ของคฤหัสถ์ เครื่องผูกพันของคฤหัสถ์ หมายถึงเครื่องผูกพันของผู้อยู่ครองเรือน หรือความพอใจรักใคร่ในบริขารเครื่องอำนวยสุขของผู้ครองเรือน เช่น ทรัพย์สมบัติ กามคุณ ๕ เป็นต้น (ม.ม.อ. ๑๔๔)
End of เนวสัญญานาสัญญายตนกถา