วรรคที่ ๕
Text layerBuddha’s wordsItems 1026–1076 (Royal Thai)6/23 in กถาวัตถุ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
วิมุตฺตกถา
วรรคที่ ๕
วิมุตตกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๕ วิมุตตกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ยํ กิญฺจิ วิมุตฺติญาณํ สพฺพนฺตํ วิมุตฺตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจเวกฺขณญาณํ วิมุตฺตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โคตฺรภุโน ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที วิมุตติญาณ ชื่อว่าหลุดพ้นแล้วหรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. วิมุตติญาณ ไม่ว่าอย่างใดหมด ชื่อว่าหลุดพ้นแล้วหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิมุตติญาณ ชื่อว่าหลุดพ้นแล้วหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ปัจจเวกขณญาณ ชื่อว่าหลุดพ้นแล้วหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิมุตติญาณ ชื่อว่าหลุดพ้นแล้วหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิมุตติญาณของโคตรภูบุคคล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้วหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺนสฺส ญาณํ โสตาปตฺติผลํ ปตฺตสฺส ปฏิลทฺธสฺส อธิคตสฺส สจฺฉิกตสฺส ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิสฺส ญาณํ สกทาคามิผลํ ปตฺตสฺส ปฏิลทฺธสฺส อธิคตสฺส สจฺฉิกตสฺส ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิสฺส ญาณํ อนาคามิผลํ ปตฺตสฺส ปฏิลทฺธสฺส อธิคตสฺส สจฺฉิกตสฺส ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต ญาณํ อรหตฺตํ ปตฺตสฺส ปฏิลทฺธสฺส อธิคตสฺส สจฺฉิกตสฺส ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่งโสดาปัตติผลชื่อว่าหลุดพ้นแล้วหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ญาณของพระโสดาบัน เป็นญาณของผู้ถึง ได้เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้ง
ซึ่งโสดาปัตติผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่งสกทาคามิผลชื่อว่าหลุด
พ้นแล้วหรือฯ
ป. ถูกแล้ว
ส. ญาณของพระสกทาคามี เป็นญาณของผู้ถึง ได้เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้ง
ซึ่งสกทาคามิผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ชื่อว่าหลุดพ้น
แล้วหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ญาณของพระอนาคามี เป็นญาณของบุคคลผู้ถึง ได้เฉพาะ บรรลุ ทำให้
แจ้งซึ่งอนาคามิผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ชื่อว่าหลุดพ้น
แล้ว หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ส. ญาณของพระอรหันต์ ชื่อว่า ญาณของผู้ถึง ได้เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้งซึ่ง
อรหัตผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปตฺติผลสมงฺคิสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิผลสมงฺคิสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามิผลสมงฺคิสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหตฺตผลสมงฺคิสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วิมุตติญาณ ของบุคคล ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยโสดาปัตติผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่าหลุด
พ้นแล้ว หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิมุตติญาณของบุคคล ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยสกทาคามิผล ชื่อว่า
หลุดพ้นแล้ว หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิมุตติญาณ ของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ชื่อว่าหลุด
พ้นแล้ว หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิมุตติญาณของบุคคล ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิผล ชื่อว่า
หลุดพ้นแล้ว หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ชื่อว่าหลุดพ้น
แล้วหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตผลชื่อหลุดพ้น
แล้ว หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ชื่อว่าหลุดพ้น
แล้ว หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปตฺติผลสมงฺคิสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตํ ตญฺจ ผลํ ปตฺตสฺส ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตํ ตญฺจ ผลํ ปตฺตสฺส ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิผลสมงฺคิสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตํ ตญฺจ ผลํ ปตฺตสฺส ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตํ ตญฺจ ผลํ ปตฺตสฺส ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามิผลสมงฺคิสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตํ ตญฺจ ผลํ ปตฺตสฺส ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตํ ตญฺจ ผลํ ปตฺตสฺส ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหตฺตผลสมงฺคิสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตํ ตญฺจ ผลํ ปตฺตสฺส ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตํ ตญฺจ ผลํ ปตฺตสฺส ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
วิมุตฺตกถา ฯ
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยโสดาปัตติผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว และนั้นเป็นญาณของผู้บรรลุผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่าหลุด
พ้นแล้ว และนั้นเป็นญาณของผู้บรรลุผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยสกทาคามิผลชื่อว่าหลุดพ้น
แล้ว และนั้นเป็นญาณของผู้บรรลุผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ชื่อว่าหลุด
พ้นแล้ว และนั้นเป็นญาณของผู้บรรลุผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ชื่อว่า
หลุดพ้นแล้ว และนั้นเป็นญาณของผู้บรรลุผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิผล ชื่อว่าหลุด
พ้นแล้ว และนั้นเป็นญาณของผู้บรรลุผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ชื่อว่าหลุด
พ้นแล้ว และนั้นเป็นญาณของผู้บรรลุผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตผล ชื่อหลุดพ้น
แล้วและนั้นเป็นญาณของผู้บรรลุผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ชื่อว่าหลุดพ้น
แล้ว และนั้นเป็นญาณของผู้บรรลุผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
วิมุตตกถา จบ
อเสกฺขญาณกถา
อเสกขญาณกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๕ อเสกขญาณกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
เสกฺขสฺส อเสกฺขํ ญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ เสกฺโข อเสกฺขํ ธมฺมํ ชานาติ ปสฺสติ ทิฏฺฐํ วิทิตํ สจฺฉิกตํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ เสกฺโข อเสกฺขํ ธมฺมํ น ชานาติ น ปสฺสติ อทิฏฺฐํ อวิทิตํ อสจฺฉิกตํ น อุปสมฺปชฺช วิหรติ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ เสกฺโข อเสกฺขํ ธมฺมํ น ชานาติ น ปสฺสติ อทิฏฺฐํ อวิทิตํ อสจฺฉิกตํ น อุปสมฺปชฺช วิหรติ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ โน วต เร วตฺตพฺเพ เสกฺขสฺส อเสกฺขํ ญาณํ อตฺถีติ ฯ
สกวาที พระเสกขะ มีญาณของพระอเสกขะ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. พระเสกขะ รู้เห็นธรรมของพระอเสกขะได้ เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยกาย
อยู่ ซึ่งธรรมของพระอเสกขะที่ตนเห็นแล้ว รู้แล้ว ทำให้แจ้งแล้วได้หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ธรรมของพระอเสกขะ อันพระเสกขะ รู้ไม่ได้ เห็นไม่ได้ เมื่อมิได้เห็น
มิได้รู้ ก็เข้าถึงไม่ได้ ถูกต้องด้วยกายไม่ได้ มิใช่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ธรรมของพระอเสกขะ อันพระเสกขะ รู้ไม่ได้ เห็นไม่ได้ เมื่อมิได้
เห็น มิได้รู้ มิได้ทำให้แจ้ง ก็เข้าถึงไม่ได้ ถูกต้องด้วยกายไม่ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระเสกขะมีญาณของพระอเสกขะ
อเสกฺขสฺส อเสกฺขํ ญาณํ อตฺถิ อเสกฺโข อเสกฺขํ ธมฺมํ ชานาติ ปสฺสติ ทิฏฺฐํ วิทิตํ สจฺฉิกตํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เสกฺขสฺส อเสกฺขํ ญาณํ อตฺถิ เสกฺโข อเสกฺขํ ธมฺมํ ชานาติ ปสฺสติ ทิฏฺฐํ วิทิตํ สจฺฉิกตํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอเสกขะ มีญาณของพระอเสกขะ พระอเสกขะรู้เห็นธรรมของพระอเสกขะได้ เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยกายอยู่ ซึ่งธรรมของพระอเสกขะที่ตนเห็นแล้ว รู้แจ้งแล้ว ทำให้แจ้งแล้วได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระเสกขะมีญาณของพระอเสกขะ พระเสกขะรู้เห็นธรรมของพระอเสกขะ
ได้ เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยกายอยู่ ซึ่งธรรมของพระอเสกขะที่ตนเห็นแล้ว รู้แล้ว ทำให้แจ้งแล้วได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เสกฺขสฺส อเสกฺขํ ญาณํ อตฺถิ เสกฺโข อเสกฺขํ ธมฺมํ น ชานาติ น ปสฺสติ อทิฏฺฐํ อวิทิตํ อสจฺฉิกตํ น อุปสมฺปชฺช วิหรติ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อเสกฺขสฺส อเสกฺขํ ญาณํ อตฺถิ อเสกฺโข อเสกฺขํ ธมฺมํ น ชานาติ น ปสฺสติ อทิฏฺฐํ อวิทิตํ อสจฺฉิกตํ น อุปสมฺปชฺช วิหรติ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระเสกขะ มีญาณของพระอเสกขะ แต่ธรรมของพระอเสกขะอันพระเสกขะรู้ไม่ได้ เห็นไม่ได้ เมื่อมิได้เห็น มิได้รู้ มิได้ทำให้แจ้ง ก็เข้าถึงไม่ได้ ถูกต้องด้วยกายไม่ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอเสกขะ มีญาณของพระอเสกขะ แต่พระธรรมของพระอเสกขะ อัน
พระอเสกขะรู้ไม่ได้ เห็นไม่ได้ เมื่อมิได้เห็น มิได้รู้ มิได้ทำให้แจ้ง ก็เข้าถึงไม่ได้ ถูกต้องด้วยกายไม่ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เสกฺขสฺส อเสกฺขํ ญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ โคตฺรภุโน ปุคฺคลสฺส โสตาปตฺติมคฺเค ญาณํ อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส โสตาปตฺติผเล ญาณํ อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ฯเปฯ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ฯเปฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส อรหตฺเต ญาณํ อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระเสกขะ มีญาณของพระอเสกขะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โคตรภูบุคคล มีญาณในโสดาปัตติมรรค หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มีญาณในโสดาปัตติผล
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่งสกทาคามิผล ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่ง
อนาคามิผล ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล มีญาณในอรหัตผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ เสกฺขสฺส อเสกฺขํ ญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อายสฺมา อานนฺโท เสกฺโข ภควา อุฬาโรติ ชานาติ สารีปุตฺโต เถโร มหาโมคฺคลฺลาโน เถโร อุฬาโรติ ชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อายสฺมา อานนฺโท เสกฺโข ภควา อุฬาโรติ ชานาติ สารีปุตฺโต เถโร มหาโมคฺคลฺลาโน เถโร อุฬาโรติ ชานาติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ เสกฺขสฺส อเสกฺขํ ญาณํ อตฺถีติ ฯ
อเสกฺขญาณกถา ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระเสกขะมีญาณของพระอเสกขะ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ท่านพระอานนท์เมื่อยังเป็นเสกขะ ก็ทราบได้ว่าพระผู้มีพระภาคมีพระคุณ
อันยิ่ง ทราบได้ว่า พระสารีบุตรเถระ พระมหาโมคคัลลานเถระ มีคุณอันยิ่ง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า ท่านพระอานนท์เมื่อยังเป็นเสกขะก็ทราบได้ว่า พระผู้มีพระภาค
มีพระคุณอันยิ่ง ทราบได้ว่า พระสารีบุตรเถระ พระมหาโมคคัลลานเถระมีคุณอันยิ่ง ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่าพระเสกขะมีญาณของพระอเสกขะ
อเสกขญาณกถา จบ
วิปรีตกถา
วิปรีตกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๕ วิปรีตกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส วิปรีเต ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนิจฺเจ นิจฺจนฺติ วิปริเยโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทุกฺเข สุขนฺติ ฯเปฯ อนตฺตนิ อตฺตาติ ฯเปฯ อสุเภ สุภนฺติ วิปริเยโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้วิปริตหรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. มีความเห็นผิดในสภาวะที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. มีความเห็นผิดในสภาวะที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุขหรือ ฯลฯ มีความเห็นผิด
ในสภาวะที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตาหรือ ฯลฯ มีความเห็นผิดในสภาวะที่ไม่งามว่างาม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส วิปรีเต ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสลนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ กุสลนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ กุสลํ โน วต เร วตฺตพฺเพ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส วิปรีเต ญาณนฺติ ฯ
ส. ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้วิปริต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นอกุศล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นกุศลไม่ใช่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าเป็นกุศล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์
ความรู้วิปริต
อนิจฺเจ นิจฺจนฺติ วิปริเยโส โส จ อกุสโลติ ฯ อามนฺตา ฯ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส วิปรีเต ญาณํ ตญฺจ อกุสลนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทุกฺเข สุขนฺติ ฯเปฯ อนตฺตนิ อตฺตาติ ฯเปฯ อสุเภ สุภนฺติ วิปริเยโส โส จ อกุสโลติ ฯ อามนฺตา ฯ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส วิปรีเต ญาณํ ตญฺจ อกุสลนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สภาวะที่ไม่เที่ยงเห็นว่าเที่ยง เป็นความเห็นผิดและนั้นเป็นอกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้วิปริต และนั้นเป็นอกุศล
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สภาวะที่เป็นทุกข์เห็นว่าเป็นสุข ฯลฯ สภาวะที่เป็นอนัตตา เห็นว่าเป็น
อัตตา ฯลฯ สภาวะที่ไม่งามเห็นว่างาม เป็นความเห็นผิด และนั้นเป็นอกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้วิปริต และนั้นเป็นอกุศล
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส วิปรีเต ญาณํ ตญฺจ กุสลนฺติ ๑ ฯ อามนฺตา ฯ อนิจฺเจ นิจฺจนฺติ วิปริเยโส โส จ กุสโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส วิปรีเต ญาณํ ตญฺจ กุสลนฺติ ๒ ฯ อามนฺตา ฯ ทุกฺเข สุขนฺติ ฯเปฯ อนตฺตนิ อตฺตาติ ฯเปฯ อสุเภ สุภนฺติ วิปริเยโส โส จ กุสโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้วิปริต และนั้นเป็นกุศลหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สภาวะที่ไม่เที่ยงเห็นว่าเที่ยง และนั้นเป็นกุศล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้วิปริต และนั้นเป็นกุศล
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สภาวะที่เป็นทุกข์เห็นว่าเป็นสุข ฯลฯ สภาวะที่เป็นอนัตตา เห็นว่าเป็น
อัตตา ฯลฯ สภาวะที่ไม่งามเห็นว่างาม เป็นความเห็นผิด และนั้นเป็นกุศล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส วิปรีเต ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปชฺเชยฺยาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปชฺเชยฺย โน วต เร วตฺตพฺเพ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส วิปรีเต ญาณนฺติ ฯ
ส. ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้วิปริต หรือป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์พึงเข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระอรหันต์พึงเข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ก็ต้องไม่
กล่าวว่า ผู้ที่เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้วิปริต
ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส วิปรีเต ญาณํ อรหา ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปชฺเชยฺยาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต วิปริเยโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้วิปริต พระอรหันต์พึงเข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ยังมีความเห็นผิดอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต วิปริเยโสติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต สญฺญาวิปริเยโส จิตฺตวิปริเยโส ทิฏฺฐิวิปริเยโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ ยังมีความเห็นผิดอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ ยังมีความสำคัญผิด มีความคิดผิด มีความเห็นผิดอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นตฺถิ อรหโต สญฺญาวิปริเยโส จิตฺตวิปริเยโส ทิฏฺฐิวิปริเยโสติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ นตฺถิ อรหโต สญฺญาวิปริเยโส จิตฺตวิปริเยโส ทิฏฺฐิวิปริเยโส โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต วิปริเยโสติ ฯ
๑. ๒. ม. อกุสลํ.
ส. พระอรหันต์ไม่มีความสำคัญผิด ความคิดผิด ความเห็นผิดหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระอรหันต์ ไม่มีความสำคัญผิด ความคิดผิด ความเห็นผิด
ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ยังมีความเห็นผิดอยู่
น วตฺตพฺพํ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส วิปรีเต ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปชฺชนฺตสฺส สพฺเพว ปฐวี โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส วิปรีเต ญาณนฺติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้วิปริต หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ปฐวีกสิณปรากฏแก่ท่านผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์อยู่ เป็นดิน
ล้วนเทียว หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ก็มีความรู้วิปริตน่ะสิ
ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส วิปรีเต ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ปฐวี อตฺถิ อตฺถิ จ โกจิ ปฐวึ ปฐวิโต สมาปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ปฐวี อตฺถิ อตฺถิ จ โกจิ ปฐวึ ปฐวิโต สมาปชฺชติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส วิปรีเต ญาณนฺติ ฯ
ส. ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้วิปริต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ดินมีอยู่ และบางคนที่เข้าปฐวีกสิณจากดินก็มีอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ดินมีอยู่ และบางคนที่ถ้าปฐวีกสิณจากดินก็มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้วิปริต
ปฐวี อตฺถิ ปฐวึ ปฐวิโต สมาปชฺชนฺตสฺส วิปรีตํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ อตฺถิ นิพฺพานํ นิพฺพานํ นิพฺพานโต สมาปชฺชนฺตสฺส วิปรีตํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส วิปรีเต ญาณนฺติ ฯ
วิปรีตกถา ฯ
ส. ดินมีอยู่ แต่ความรู้ของผู้เข้าปฐวีกสิณจากดิน เป็นความรู้วิปริต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. นิพพานมีอยู่ แต่ความรู้ของผู้เข้าสมาบัติมีนิพพานเป็นอารมณ์จากนิพพาน
ก็เป็นความรู้วิปริต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์มีความ
รู้วิปริต
วิปรีตกถา จบ
นิยามกถา
นิยามกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๕ นิยามกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นิยตสฺส อนิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที บุคคลผู้ไม่แน่นอน (ยังเป็นปุถุชน) มีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน(อริยมรรค) หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้แน่นอน (อริยบุคคล) มีญาณเพื่อไปสู่โลกิยธรรมอันมิใช่ทาง
แน่นอน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นิยตสฺส อนิยามคมนาย นตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนิยตสฺส นิยามคมนาย นตฺถิ ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้แน่นอนไม่มีญาณเพื่อไปสู่โลกิยธรรม อันมิใช่ทางแน่นอน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนไม่มีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นิยตสฺส นิยามคมนาย นตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนิยตสฺส นิยามคมนาย นตฺถิ ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้แน่นอนไม่มีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนไม่มีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนิยตสฺส อนิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่โลกิยธรรมอันมิใช่ทางแน่นอน หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนิยตสฺส อนิยามคมนาย นตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนิยตสฺส นิยามคมนาย นตฺถิ ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอน ไม่มีญาณเพื่อไปสู่โลกิยธรรมอันมิใช่ทางแน่นอนหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนไม่มีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ นิยาโมติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีทางอันแน่นอน เพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ สติปฏฺฐานา ฯเปฯ สมฺมปฺปธานา อิทฺธิปาทา อินฺทฺริยา พลา โพชฺฌงฺคาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอน มีสติปัฏฐาน ฯลฯ สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์
พละ โพชฌงค์ เพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนิยตสฺส นิยามคมนาย นตฺถิ นิยาโมติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนิยตสฺส นิยามคมนาย นตฺถิ นิยาโม โน วต เร วตฺตพฺเพ อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ
ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอน ไม่มีทางอันแน่นอนเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลผู้ไม่แน่นอน ไม่มีทางอันแน่นอนเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน
ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน
อนิยตสฺส นิยามคมนาย นตฺถิ สติปฏฺฐานา ฯเปฯ โพชฺฌงฺคาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนิยตสฺส นิยามคมนาย นตฺถิ โพชฺฌงฺคา โน วต เร วตฺตพฺเพ อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ
ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนไม่มีสติปัฏฐาน ฯลฯ โพชฌงค์ เพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลผู้ไม่แน่นอน ไม่มีโพชฌงค์เพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน ก็
ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน
อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โคตฺรภุโน ปุคฺคลสฺส โสตาปตฺติมคฺเค ญาณํ อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โคตรภูบุคคลมีญาณในโสดาปัตติมรรค หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส โสตาปตฺติผเล ญาณํ อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ฯเปฯ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ฯเปฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส อรหตฺเต ญาณํ อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มีญาณในโสดาปัตติผลหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่ง
อนาคามิผล ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล มีญาณในอรหัตผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ภควา ชานาติ อยํ ปุคฺคโล สมฺมตฺตนิยามํ โอกฺกมิสฺสติ ภพฺโพ อยํ ปุคฺคโล ธมฺมํ อภิสเมตุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ภควา ชานาติ อยํ ปุคฺคโล สมฺมตฺตนิยามํ โอกฺกมิสฺสติ ภพฺโพ อยํ ปุคฺคโล ธมฺมํ อภิสฺเมตุํ เตน วต เร วตฺตพฺเพ อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณนฺติ ฯ
นิยามกถา ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่ทางอันไม่แน่นอน หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคทรงทราบได้ว่า บุคคลนี้จักก้าวลงสู่ทางอันแน่นอนเพื่อ
ความชอบ บุคคลนี้เป็นผู้ควรเพื่อจะตรัสรู้ธรรมนี้ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคทรงทราบได้ว่า บุคคลนี้จักก้าวลงสู่ทางอัน
แน่นอนเพื่อความชอบ บุคคลนี้เป็นผู้ควรเพื่อจะตรัสรู้ธรรม ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน
นิยามกถา จบ
ปฏิสมฺภิทากถา
ปฏิสัมภิทากถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๕ ปฏิสัมภิทากถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
สพฺพํ ญาณํ ปฏิสมฺภิทาติ ฯ อามนฺตา ฯ สมฺมติญาณํ ปฏิสมฺภิทาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมฺมติญาณํ ปฏิสมฺภิทาติ ฯ อามนฺตา ฯ เย เกจิ สมฺมตึ ชานนฺติ สพฺเพ เต ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สพฺพํ ญาณํ ปฏิสมฺภิทาติ ฯ อามนฺตา ฯ เจโตปริยาเย ญาณํ ปฏิสมฺภิทาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เจโตปริยาเย ญาณํ ปฏิสมฺภิทาติ ฯ อามนฺตา ฯ เย เกจิ ปรจิตฺตํ ชานนฺติ สพฺเพ เต ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที ความรู้ทั้งปวงเป็นปฏิสัมภิทา หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ความรู้สมมติเป็นปฏิสัมภิทาหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความรู้สมมติเป็นปฏิสัมภิทา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้สมมติ ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้ถึงปฏิสัมภิทาแล้ว
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความรู้ทั้งปวงเป็นปฏิสัมภิทา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น เป็นปฏิสัมภิทา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความรู้ในการกำหนดใจผู้อื่นเป็นปฏิสัมภิทา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้จิตของบุคคลอื่น ชนเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้ถึง
ปฏิสัมภิทาแล้ว หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สพฺพํ ญาณํ ปฏิสมฺภิทาติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพา ปญฺญา ปฏิสมฺภิทาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สพฺพา ปญฺญา ปฏิสมฺภิทาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ ปญฺญา สา ปญฺญา ปฏิสมฺภิทาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อาโปกสิณํ ฯเปฯ เตโชกสิณํ ฯเปฯ วาโยกสิณํ ฯเปฯ นีลกสิณํ ฯเปฯ ปีตกสิณํ ฯเปฯ โลหิตกสิณํ ฯเปฯ โอทาตกสิณํฟ ฯเปฯ อากาสานญฺจายตนํ ฯเปฯ วิญฺญาณญฺจายตนํ ฯเปฯ อากิญฺจญฺญายตนํ ฯเปฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส ฯเปฯ ทานํ ททนฺตสฺส ฯเปฯ จีวรํ ททนฺตสฺส ฯเปฯ ปิณฺฑปาตํ ททนฺตสฺส ฯเปฯ เสนาสนํ ททนฺตสฺส ฯเปฯ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ ททนฺตสฺส อตฺถิ ปญฺญา สา ปญฺญา ปฏิสมฺภิทาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความรู้ทั้งปวง เป็นปฏิสัมภิทา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ปัญญาทั้งปวง เป็นปฏิสัมภิทา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ปัญญาทั้งปวง เป็นปฏิสัมภิทา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ก็มีปัญญานั้นเป็นปฏิสัมภิทา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ผู้เข้าสมาบัติมีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ
มีวาโยกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีนีลกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีปีตกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีโลหิตกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ อากิญจัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ ผู้ให้ทาน ฯลฯ ผู้ให้จีวร ฯลฯ ผู้ให้บิณฑบาต ฯลฯ
ผู้ให้เสนาสนะ ฯลฯ ผู้ให้คิลานปัจจัยเภสัชชบริขารก็มีปัญญา ปัญญานั้นเป็นปฏิสัมภิทา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ สพฺพํ ญาณํ ปฏิสมฺภิทาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โลกุตฺตรา ปญฺญา สา ปญฺญา น ปฏิสมฺภิทาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ สพฺพํ ญาณํ ปฏิสมฺภิทาติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ทั้งปวง เป็นปฏิสัมภิทา หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ปัญญาอันเป็นโลกุตตระมีอยู่ ปัญญานั้นไม่เป็นปฏิสัมภิทา หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น ความรู้ทั้งปวงก็เป็นปฏิสัมภิทาน่ะสิ
ปฏิสัมภิทากถา จบ
ปฏิสมฺภิทากถา
สมฺมติญาณกถา
สัมมติญาณกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๕ สัมมติญาณกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
น วตฺตพฺพํ สมฺมติญาณํ สจฺจารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ ญาณํ ปฐวีกสิณญฺจ สมฺมติสจฺจมฺหีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ ญาณํ ปฐวีกสิณญฺจ สมฺมติสจฺจมฺหิ เตน วต เร วตฺตพฺเพ สมฺมติญาณํ สจฺจารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ
ปรวาที ไม่พึงกล่าวว่า ญาณให้สมมติ มีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ หรือ?
สกวาที ถูกแล้ว
ป. บุคคลผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีญาณ และปฐวีกสิณเป็น
สมมติสัจจะ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า บุคคลผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีญาณและปฐวีกสิณ
เป็นสมมติสัจจะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ญาณในสมมติมีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์
น วตฺตพฺพํ สมฺมติญาณํ สจฺจารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อาโปกสิณํ ฯเปฯ เตโชกสิณํ ฯเปฯ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ ททนฺตสฺส อตฺถิ ญาณํ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาโร จ สมฺมติสจฺจมฺหีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ ททนฺตสฺส อตฺถิ ญาณํ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาโร จ สมฺมติสจฺจมฺหิ เตน วต เร วตฺตพฺเพ สมฺมติญาณํ สจฺจารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ญาณในสมมติ มีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. บุคคลผู้เข้าสมาบัติมีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์
ฯลฯ บุคคลผู้ให้อยู่ซึ่งคิลานปัจจยเภสัชชบริขาร มีญาณและคิลานปัจจยเภสัชชบริขารเป็นสมมติสัจจะ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า บุคคลผู้ให้อยู่ซึ่งคิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร มีญาณและคิลาน
ปัจจัยเภสัชชบริขารเป็นสมมติสัจจะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่าญาณในสมมติมีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์
สมฺมติญาณํ สจฺจารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สมฺมติญาณกถา ฯ
ส. ญาณในสมมติ มีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กำหนดรู้ทุกข์ได้ ละสมุทัยได้ กระทำนิโรธให้แจ้งได้ ยังมรรคให้เกิดได้
ด้วยญาณนั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สัมมติญาณกถา จบ
จิตฺตารมฺมณกถา
จิตตารัมมณกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๕ จิตตารัมมณกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
เจโตปริยาเย ญาณํ จิตฺตารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ โกจิ สราคํ จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ โกจิ สราคํ จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ โน วต เร วตฺตพฺเพ เจโตปริยาเย ญาณํ จิตฺตารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ นนุ อตฺถิ โกจิ วีตราคํ จิตฺตํ วีตราคํ จิตฺตนฺติ ฯเปฯ สโทสํ จิตฺตํ ฯเปฯ วีตโทสํ จิตฺตํ สโมหํ จิตฺตํ วีตโมหํ จิตฺตํ สงฺขิตฺตํ จิตฺตํ วิกฺขิตฺตํ จิตฺตํ มหคฺคตํ จิตฺตํ อมหคฺคตํ จิตฺตํ สอุตฺตรํ จิตฺตํ อนุตฺตรํ จิตฺตํ สมาหิตํ จิตฺตํ อสมาหิตํ จิตฺตํ วิมุตฺตํ จิตฺตํ ฯเปฯ อวิมุตฺตํ จิตฺตํ อวิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ โกจิ อวิมุตฺตํ จิตฺตํ อวิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ โน วต เร วตฺตพฺเพ เจโตปริยาเย ญาณํ จิตฺตารมฺมณญฺเญว นํ อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ
สกวาที ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. มีบางคน เมื่อจิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า มีบางคนเมื่อจิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์
ส. มีบางคน เมื่อจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ ฯลฯ เมื่อจิต
มีโทสะ ฯลฯ เมื่อจิตปราศจากโทสะ เมื่อจิตมีโมหะ เมื่อจิตปราศจากโมหะ เมื่อจิตหดหู่ เมื่อจิตกวัดแกว่ง เมื่อจิตใหญ่ เมื่อจิตไม่ใหญ่เมื่อจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า เมื่อจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิ เมื่อจิตไม่เป็นสมาธิ เมื่อจิตหลุด ฯลฯ เมื่อจิตยังไม่หลุด ก็รู้ชัดว่าจิตยังไม่หลุด มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า มีบางคนเมื่อจิตยังไม่หลุด ก็รู้ชัดว่า จิตยังไม่หลุด ก็ต้องไม่
กล่าวว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์
ผสฺสารมฺมเณ ญาณํ วตฺตพฺพํ เจโตปริยาเย ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ผสฺสารมฺมเณ ญาณํ วตฺตพฺพํ เจโตปริยาเย ญาณํ โน วต เร วตฺตพฺเพ เจโตปริยาเย ญาณํ จิตฺตารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ เวทนารมฺมเณ ญาณํ ฯเปฯ สญฺญารมฺมเณ ญาณํ เจตนารมฺมเณ ญาณํ จิตฺตารมฺมเณ ญาณํ สทฺธารมฺมเณ ญาณํ วิริยารมฺมเณ ญาณํ สตารมฺมเณ ญาณํ สมาธารมฺมเณ ญาณํ ปญฺญารมฺมเณ ญาณํ ฯเปฯ ราคารมฺมเณ ญาณํ ฯเปฯ โทสารมฺมเณ ญาณํ ฯเปฯ อโนตฺตปฺปารมฺมเณ ญาณํ วตฺตพฺพํ เจโตปริยาเย ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อโนตฺตปฺปารมฺมเณ ญาณํ วตฺตพฺพํ เจโตปริยาเย ญาณํ โน วต เร วตฺตพฺเพ เจโตปริยาเย ญาณํ จิตฺตารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ
ส. ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์ คือ ผัสสะหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์ คือ
ผัสสะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์
ส. ความรู้ในการกำหนดใจผู้อื่น พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์ คือ เวทนา
ฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสัญญา ว่าความรู้ในอารมณ์คือเจตนา ว่าความรู้ในอารมณ์คือจิต ว่าความรู้ในอารมณ์คือศรัทธา ว่าความรู้ในอารมณ์คือ วิริยะ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสติ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสมาธิ ว่าความรู้ในอารมณ์คือปัญญา ฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คือราคะ ฯลฯ
ว่าความรู้ในอารมณ์ คือโทสะ ฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คืออโนตตัปปะหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์คือ
อโนตตัปปะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์
ผสฺสารมฺมเณ ญาณํ น วตฺตพฺพํ เจโตปริยาเย ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ผสฺสปริยาเย ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เวทนารมฺมเณ ญาณํ ฯเปฯ สญฺญารมฺมเณ ญาณํ ฯเปฯ อโนตฺตปฺปารมฺมเณ ญาณํ น วตฺตพฺพํ เจโตปริยาเย ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อโนตฺตปฺปปริยาเย ญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์ คือผัสสะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นความรู้ในการกำหนดรู้ผัสสะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์คือเวทนา
ฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสัญญา ฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์ คืออโนตตัปปะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นความรู้ในการกำหนดรู้อโนตตัปปะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ เจโตปริยาเย ญาณํ จิตฺตารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ เจโตปริยาเย ญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ เจโตปริยาเย ญาณํ เตน วต เร วตฺตพฺเพ เจโตปริยาเย ญาณํ จิตฺตารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ
จิตฺตารมฺมณกถา ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้นไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เป็นความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า เป็นความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้อง
กล่าวว่าความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์
จิตตารัมมณกถา จบ
อนาคตญาณกถา
อนาคตญาณกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๕ อนาคตญาณกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
อนาคเต ญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ มูลโต ชานาติ เหตุโต ชานาติ นิทานโต ชานาติ สมฺภวโต ชานาติ ปภวโต ชานาติ สมุฏฺฐานโต ชานาติ อาหารโต ชานาติ อารมฺมณโต ชานาติ ปจฺจยโต ชานาติ สมุทยโต ชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที ความรู้ในอนาคต (สภาวะที่ยังไม่มาถึง) มีอยู่หรือปรวาที ถูกแล้ว
ส. อนาคตรู้ได้โดยมูล รู้ได้โดยเหตุ รู้ได้โดยนิทาน (เหตุเป็นแดนมอบให้
ซึ่งผล) รู้ได้โดยสมภพ (เหตุเป็นแดนเกิด) รู้ได้โดยประภพ (เหตุเป็นแดนเกิดก่อน) รู้ได้โดยสมุฏฐาน รู้ได้โดยอาหาร (เหตุนำมาซึ่งผล)รู้ได้โดยอารมณ์ (เหตุเป็นที่ยึดหน่วง) รู้ได้โดยปัจจัย (เหตุเป็นที่อาศัยเป็นไป) รู้ได้โดยสมุทัย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคเต ญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ เหตุปจฺจยตํ ชานาติ อารมฺมณปจฺจยตํ ชานาติ อธิปติปจฺจยตํ ชานาติ อนนฺตรปจฺจยตํ ชานาติ สมนนฺตรปจฺจยตํ ชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความรู้ในอนาคตมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รู้ความเป็นเหตุปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ รู้ความเป็นอารัมมณปัจจัยที่เป็น
อนาคตได้ รู้ความเป็นอธิปติปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ รู้ความเป็นอนันตรปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ รู้ความเป็นสมนันตรปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคเต ญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ โคตฺรภุโน ปุคฺคลสฺส โสตาปตฺติมคฺเค ญาณํ อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส โสตาปตฺติผเล ญาณํ อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ฯเปฯ อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ฯเปฯ อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส อรหตฺเต ญาณํ อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความรู้ในอนาคตมีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โคตรภูบุคคล มีความรู้ในโสดาปัตติมรรคหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มีความรู้ในโสดาปัตติผล
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่ง
อนาคามิผล ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล มีความรู้ในอรหัตผลหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ อนาคเต ญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ปาฏลิปุตฺตสฺส โข อานนฺท ตโย อนฺตรายา ภวิสฺสนฺติ อคฺคิโต วา อุทกโต วา มิถุเภทา วาติ ๑ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ อนาคเต ญาณํ อตฺถีติ ฯ
อนาคตญาณกถา ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในอนาคตมีอยู่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรอานนท์ อันตราย ๓ อย่าง จักเกิด
แก่เมืองปาฏลีบุตร คือ จากไฟ หรือจากน้ำ หรือจากการแตก
ความสามัคคี ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ความรู้ในอนาคตก็มีอยู่น่ะสิ
อนาคตญาณกถา จบ
ปจฺจุปฺปนฺนญาณกถา
ปัจจุปปันนญาณกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๕ ปัจจุปปันนญาณกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
ปจฺจุปฺปนฺเน ๒ ญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน ญาเณน ตํ ญาณํ ชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน ญาเณน ตํ ญาณํ ชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน ญาเณน ตํ ญาณํ ญาณนฺติ ชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน ญาเณน ตํ ญาณํ ญาณนฺติ ชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตํ ญาณํ ตสฺส ญาณสฺส อารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตํ ญาณํ ตสฺส ญาณสฺส อารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน ผสฺเสน ตํ ผสฺสํ ผุสติ ตาย เวทนาย ตํ เวทนํ เวเทติ ตาย สญฺญาย ตํ สญฺญํ สญฺชานาติ ตาย เจตนาย ตํ เจตนํ เจเตติ เตน จิตฺเตน ตํ จิตฺตํ จินฺเตติ เตน วิตกฺเกน ตํ วิตกฺกํ วิตกฺเกติ เตน วิจาเรน ตํ วิจารํ วิจาเรติ ตาย ปีติยา ตํ ปีตึ ปิยายติ
ตาย สติยา ตํ สตึ สรติ ตาย ปญฺญาย ตํ ปญฺญํ ปชานาติ เตน ขคฺเคน ตํ ขคฺคํ ฉินฺทติ เตน ผรสุนา ตํ ผรสุํ ตจฺฉติ ตาย กุธาริยา ตํ กุธารึ ตจฺฉติ ตาย วาสิยา ตํ วาสึ ตจฺฉติ ตาย สูจิยา ตํ สูจึ สิพฺเพติ เตน องฺคุลคฺเคน ตํ องฺคุลคฺคํ ปรามสติ เตน นาสิกคฺเคน ตํ นาสิกคฺคํ ปรามสติ เตน มตฺถเกน ตํ มตฺถกํ ปรามสติ เตน คูเถน ตํ คูถํ โธวติ เตน มุตฺเตน ตํ มุตฺตํ โธวติ เตน เขเฬน ตํ เขฬํ โธวติ เตน ปุพฺเพน ตํ ปุพฺพํ โธวติ เตน โลหิเตน ตํ โลหิตํ โธวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑ วิ. ม. ๒. ๘๔ ฯ ๒. ม. ปฏุปฺปนฺเน. (สพฺพตฺถ สทิสเมว.)
สกวาที ความรู้ในปัจจุบัน (สภาวะที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า) มีอยู่หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นได้ด้วยความรู้นั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นได้ด้วยความรู้นั้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นว่าความรู้ ด้วยความรู้นั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นว่าความรู้ ได้ด้วยความรู้นั้นหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความรู้นั้น เป็นอารมณ์แห่งความรู้นั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความรู้นั้น เป็นอารมณ์แห่งความรู้นั้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลถูกต้องผัสสะนั้นได้ด้วยผัสสะนั้น เสวยเวทนานั้นได้ด้วยเวทนา
นั้น จำสัญญานั้นได้ด้วยสัญญานั้น ตั้งเจตนานั้นได้ด้วยเจตนานั้น คิดจิตนั้นได้ด้วยจิตนั้น ตรึกวิตกนั้นได้ด้วยวิตกนั้น ตรองวิจารนั้นได้ด้วยวิจารนั้น ดื่มปีตินั้นได้ด้วยปีตินั้น ระลึกสตินั้นได้ด้วยสตินั้น ทราบชัดปัญญานั้นได้ด้วยปัญญานั้น ตัดขันธ์นั้นได้ด้วยขันธ์นั้น ถากขวานนั้นได้ด้วยขวานนั้น ถากผึ่งนั้นได้ด้วยผึ่งนั้น ถากมีดนั้นได้ด้วยมีดนั้นเย็บเข็มนั้นได้ด้วยเข็มนั้น ลูบคลำปลายองคุลีนั้นได้ด้วยปลายองคุลีนั้นลูบคลำปลายนาสิกนั้นได้ด้วยปลายนาสิกนั้น ลูบคลำกระหม่อมนั้นได้ด้วยกระหม่อมนั้น ล้างคูถนั้นได้ด้วยคูถนั้น ล้างมูตรนั้นได้ด้วยมูตรนั้นล้างเขฬะนั้นได้ด้วยเขฬะนั้น ล้างหนองนั้นได้ด้วยหนองนั้น ล้างเลือดนั้นได้ด้วยเลือดนั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ ปจฺจุปฺปนฺเน ญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ สพฺพสงฺขาเร อนิจฺจโต ทิฏฺเฐ ตมฺปิ ญาณํ อนิจฺจโต ทิฏฺฐํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ สพฺพสงฺขาเร อนิจฺจโต ทิฏฺเฐ ตมฺปิ ญาณํ อนิจฺจโต ทิฏฺฐํ โหติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปจฺจุปฺปนฺเน ญาณํ อตฺถีติ ฯ
ปจฺจุปฺปนฺนญาณกถา ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในปัจจุบันมีอยู่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เมื่อพระโยคาวจรเห็นสังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยงแล้ว แม้
ความรู้นั้น ก็เป็นอันพระโยคาวจรนั้นได้เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วย มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า เมื่อพระโยคาวจรเห็นสังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยง
แล้ว แม้ความรู้นั้นก็เป็นอันพระโยคาวจรนั้นได้เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ความรู้ในปัจจุบันมีอยู่
ปัจจุปปันนญาณกถา จบ
ผลญาณกถา
ผลญาณกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๕ ผลญาณกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
สาวกสฺส ผเล ญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ สาวโก ผลสฺสกตํ ปญฺญาเปตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สาวกสฺส ผเล ญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ สาวกสฺส ผลปโรปริยตฺตํ ๑ อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ ปุคฺคลปโรปริยตฺตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สาวกสฺส ผเล ญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ สาวกสฺส ขนฺธปญฺญตฺติ อายตนปญฺญตฺติ ธาตุปญฺญตฺติ สจฺจปญฺญตฺติ อินฺทฺริยปญฺญตฺติ ปุคฺคลปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สาวกสฺส ผเล ญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ สาวโก ชิโน สตฺถา สมฺมาสมฺพุทฺโธ สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี ธมฺมสามี ธมฺมปฏิสรโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สาวกสฺส ผเล ญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ สาวโก อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา อสญฺชาตสฺส มคฺคสฺส สญฺชเนตา อนกฺขาตสฺส มคฺคสฺส อกฺขาตา มคฺคญฺญู มคฺควิทู มคฺคโกวิโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑ ม. ผลปโรปริยตฺติ. (อีทิโสเยว ปรโต ปเทสุ อิการนฺตาคโม.)
สกวาที พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. พระสาวกประกาศคุณสมบัติแห่งผลได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งผล การรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งอินทรีย์
การรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งบุคคล ของพระสาวกมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การบัญญัติขันธ์ การบัญญัติอายตนะ การบัญญัติธาตุ การบัญญัติสัจจะ
การบัญญัติอินทรีย์ การบัญญัติบุคคล ของพระสาวกมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระสาวก เป็นพระชินะ เป็นพระศาสดา เป็นพระสัมมาสัมพุทธะ
เป็นพระสัพพัญญู เป็นผู้เห็นธรรมทั้งปวง เป็นเจ้าแห่งธรรม เป็นที่อาศัย เป็นไปแห่งธรรม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระสาวกเป็นผู้ยังมรรคที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้น เป็นผู้ยังมรรคที่ยังไม่
เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม เป็นผู้กล่าวมรรคที่ใครๆ ยังไม่กล่าว เป็นผู้รู้มรรค เป็นผู้รู้แจ้งมรรค เป็นผู้ฉลาดในมรรค หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ สาวกสฺส ผเล ญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ สาวโก อญฺญาณีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ สาวกสฺส ผเล ญาณํ อตฺถีติ ฯ
ผลญาณกถา ฯ
ปญฺจโม วคฺโค ฯ
ตสฺส อุทฺทานํ
วิมุตฺติญาณํ วิมุตฺตํ เสกฺขสฺส อเสกฺขํ ญาณํ
วิปรีเตญาณํ อนิยตสฺส นิยามคมนาย อตฺถิ ญาณํ
สพฺพํ ญาณํ ปฏิสมฺภิทาติ สมฺมติญาณํ
เจโตปริยาเย ญาณํ อนาคเต ญาณํ
ปจฺจุปฺปนฺเน ญาณํ สาวกสฺส ผเล ญาณนฺติ ฯ
มหาปณฺณาสโก ฯ
สตฺตูปลทฺธิ อุปหาโร พลํ คิหิสฺส อรหา จ วิมุตฺติปญฺจมํ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระสาวกเป็นผู้ไม่มีความรู้ หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น พระสาวกก็มีความรู้ในผลน่ะสิ
ผลญาณกถา จบ
วรรคที่ ๕ จบ
มหาปัณณาสก์ จบ
End of วรรคที่ ๕