วรรคที่ ๙
Text layerBuddha’s wordsItems 1306–1374 (Royal Thai)10/23 in กถาวัตถุ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
อานิสํสกถา
วรรคที่ ๙
อานิสังสกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๙ อานิสังสกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
อานิสํสทสฺสาวิสฺส สญฺโญชนานํ ปหานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ สงฺขาเร อนิจฺจโต มนสิกโรโต สญฺโญชนา ปหียนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ สงฺขาเร อนิจฺจโต มนสิกโรโต สญฺโญชนา ปหียนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ อานิสํสทสฺสาวิสฺส สญฺโญชนานํ ปหานนฺติ ฯเปฯ นนุ สงฺขาเร ทุกฺขโต ฯเปฯ โรคโต คณฺฑโต สลฺลโต อฆโต อาพาธโต ปรโต ปโลกโต อีติโต อุปทฺทวโต ภยโต อุปสคฺคโต จลโต ปภงฺคุโต อธุวโต อตาณโต อเลณโต อสรณโต อสรณีภูตโต ริตฺตโต ตุจฺฉโต สุญฺญโต อนตฺตโต อาทีนวโต ฯเปฯ วิปริณามธมฺมโต มนสิกโรโต สญฺโญชนา ปหียนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ สงฺขาเร วิปริณามธมฺมโต มนสิกโรโต สญฺโญชนา ปหียนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ อานิสํสทสฺสาวิสฺส สญฺโญชนานํ ปหานนฺติ ฯ สงฺขาเร จ อนิจฺจโต มนสิ กโรติ นิพฺพาเน จ อานิสํสทสฺสาวี โหตีติ ฯ
น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สงฺขาเร จ อนิจฺจโต มนสิ กโรติ นิพฺพาเน จ อานิสํสทสฺสาวี โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สงฺขาเร จ ทุกฺขโต ฯเปฯ โรคโต ฯเปฯ วิปริณามธมฺมโต มนสิ กโรติ นิพฺพาเน จ อานิสํสทสฺสาวี โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สงฺขาเร จ วิปริณามธมฺมโต มนสิ กโรติ นิพฺพาเน จ อานิสํสทสฺสาวี โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที ผู้เห็นอานิสงส์ (ในนิพพาน) ละสัญโญชน์ได้ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ละสัญ
โญชน์ได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง
ละสัญโญชน์ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ผู้เห็นอานิสงส์ (ในนิพพาน) ละสัญโญชน์ได้ ฯลฯ บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ โดยความเป็นโรค โดยความเป็นหัวฝี โดยความเป็นลูกศร โดยความเป็นของลำเค็ญ โดยความเป็นอาพาธ โดยความเป็นดังคนอื่น โดยความเป็นของหลอกลวง โดยความเป็นของเสนียด โดยความเป็นเครื่องเบียดเบียน โดยความเป็นภัย โดยความเป็นอุปสรรค โดยความเป็นของหวั่นไหว โดยความเป็นของเปื่อยพัง โดยความเป็นของไม่ยั่งยืน โดยความไม่เป็นที่ต้านทาน โดยความไม่เป็นที่หลีกเร้น โดยความไม่เป็นที่พึ่ง โดยความไม่เป็นที่ขจัดภัย โดยความเป็นของว่าง โดยความเป็นของเปล่า โดยความเป็นของสูญ โดยความเป็นอนัตตา โดยความเป็นโทษฯลฯ โดยความเป็นของมีความแปรไปเป็นธรรมดา ละสัญโญชน์ได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของมีความแปร
ไปเป็นธรรมดา ละสัญโญชน์ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ผู้เห็นอานิสงส์ (ในนิพพาน) ละสัญโญชน์ได้
ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วย เป็น
ผู้เห็นอานิสงส์ในนิพพานด้วย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วย
เป็นผู้เห็นอานิสงส์ในนิพพานด้วย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒ ดวง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ โดยความ
อานิเป็นโรค ฯลฯ โดยความเป็นของมีความแปรไปเป็นธรรมดาด้วย เห็นสงส์ในนิพพานด้วย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายโดยความเป็นของแปรไปเป็นธรรมดา
ด้วย เป็นผู้เห็นอานิสงส์ในนิพพานด้วย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒ ดวง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ อานิสํสทสฺสาวิสฺส สญฺโญชนานํ ปหานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ นิพฺพาเน สุขานุปสฺสี วิหรติ สุขสญฺญี สุขปฏิสํเวที สตตํ สมิตํ อพฺโพกิณฺณํ เจตสา อธิมุจฺจมาโน ปญฺญาย ปริโยคาหมาโนติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ อานิสํสทสฺสาวิสฺส สญฺโญชนานํ ปหานนฺติ ฯ
อานิสํสกถา ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ผู้เห็นอานิสงส์ (ในนิพพาน) ละสัญโญชน์ได้ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข หมายรู้ว่าเป็นสุข มีความรู้สึกว่าเป็นสุขน้อมใจไปเนืองนิตย์สม่ำเสมอ ไม่สับสน หยั่งปัญญาลงในพระ
นิพพานอยู่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ผู้เห็นอานิสงส์ (ในนิพพาน) ก็ละสัญโญชน์ได้น่ะสิ
อานิสังสกถา จบ
อมตารมฺมณกถา
อมตารัมมณกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๙ อมตารัมมณกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
อมตารมฺมณํ สญฺโญชนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อมตํ สญฺโญชนิยํ คนฺถนิยํ โอฆนิยํ โยคนิยํ นีวรณิยํ ปรามฏฺฐํ อุปาทานิยํ สงฺกิเลสิกนฺติ ฯ ๑ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อมตํ อสญฺโญชนิยํ อคนฺถนิยํ ฯเปฯ อสงฺกิเลสิกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อมตํ อสญฺโญชนิยํ ฯเปฯ อสงฺกิเลสิกํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อมตารมฺมณํ สญฺโญชนนฺติ ฯ
สกวาที สัญโญชน์มีอมตะเป็นอารมณ์ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. อมตะเป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ เป็นอารมณ์ของคันถะ เป็นอารมณ์ของ
โอฆะ เป็นอารมณ์ของโยคะ เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ เป็นอารมณ์ของปรามาสะ เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นอารมณ์สังกิเลส หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อมตะไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ ไม่
เป็นอารมณ์ของสังกิเลส มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อมตะไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของ
สังกิเลส ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัญโญชน์มีอมตะเป็นอารมณ์
อมตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อมตํ ราคฏฺฐานิยํ รชนิยํ กมนิยํ มทนิยํ พนฺธนิยํ มุจฺฉนิยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อมตํ น ราคฏฺฐานิยํ น รชนิยํ น กมนิยํ น มทนิยํ น พนฺธนิยํ น มุจฺฉนิยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อมตํ น ราคฏฺฐานิยํ น รชนิยํ น กมนิยํ น มทนิยํ น พนฺธนิยํ น มุจฺฉนิยํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อมตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชตีติ ฯ
๑. ม. สงฺกิเลสิยํ
ส. ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตพึงยินดี พึงใคร่ พึงมัวเมา พึงผูกพัน
พึงสยบอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตไม่พึงยินดี ไม่พึงใคร่ ไม่พึงมัวเมา
ไม่พึงผูกพัน ไม่พึงสยบอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตไม่พึงยินดี ไม่พึงใคร ไม่พึง
มัวเมา ไม่พึงผูกพัน ไม่พึงสยบอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้
อมตํ อารพฺภ โทโส อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อมตํ โทสฏฺฐานิยํ โกปฏฺฐานิยํ ปฏิฆฏฺฐานิยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อมตํ น โทสฏฺฐานิยํ น โกปฏฺฐานิยํ น ปฏิฆฏฺฐานิยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อมตํ น โทสฏฺฐานิยํ น โกปฏฺฐานิยํ น ปฏิฆฏฺฐานิยํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อมตํ อารพฺภ โทโส อุปฺปชฺชตีติ ฯ
ส. โทสะปรารภอมตะ เกิดขึ้นได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ เป็นที่ตั้งแห่งความ
กระทบกระเทือน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่ง
ความกระทบกระเทือน มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่เป็น
ที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน ก็ต้องไม่กล่าวว่า โทสะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้
อมตํ อารพฺภ โมโห อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อมตํ โมหฏฺฐานิยํ อญฺญาณกรณํ อจกฺขุกรณํ ปญฺญานิโรธิยํ วิฆาตปกฺขิยํ อนิพฺพานสํวตฺตนิยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อมตํ น โมหฏฺฐานิยํ น อญฺญาณกรณํ น อจกฺขุกรณํ ปญฺญาวุฑฺฒิยํ อวิฆาตปกฺขิยํ นิพฺพานสํวตฺตนิยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อมตํ น โมหฏฺฐานิยํ น อญฺญาณกรณํ ฯเปฯ นิพฺพานสํวตฺตนิยํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อมตํ อารพฺภ โมโห อุปฺปชฺชตีติ ฯ
ส. โมหะ ปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ทำความไม่รู้ ทำความไม่เห็น เกื้อกูลแก่ความ
ดับสูญแห่งปัญญา เป็นไปในฝ่ายทำลายปัญญา ไม่เป็นไปเพื่อนิพพานหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้ เกื้อกูลแก่ความเจริญ
แห่งปัญญา ไม่เป็นไปในฝ่ายทำลายปัญญา เป็นไปเพื่อนิพพาน มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้ ฯลฯ เป็นไป
เพื่อนิพพาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า โมหะปรารภอมตะ เกิดขึ้นได้
รูปํ อารพฺภ สญฺโญชนา อุปฺปชฺชนฺติ รูปํ สญฺโญชนิยํ คนฺถนิยํ ฯเปฯ สงฺกิเลสิกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อมตํ อารพฺภ สญฺโญชนา อุปฺปชฺชนฺติ อมตํ สญฺโญชนิยํ คนฺถนิยํ ฯเปฯ สงฺกิเลสิกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สัญโญชน์ ปรารภรูปเกิดขึ้นได้ และรูปเป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัญโญชน์ปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะเป็นอารมณ์ของสัญโญชน์
เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของกิเลส หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ รูปํ ราคฏฺฐานิยํ รชนิยํ กมนิยํ มทนิยํ พนฺธนิยํ มุจฺฉนิยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อมตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ อมตํ ราคฏฺฐานิยํ ฯเปฯ มุจฺฉนิยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ราคะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ รูปเป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตพึงยินดี พึงใคร่พึงมัวเมา พึงผูกพัน พึงสยบอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะเป็นที่ตั้งแห่งราคะอันจิตพึงยินดี
ฯลฯ พึงสยบอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปํ อารพฺภ โทโส อุปฺปชฺชติ รูปํ โทสฏฺฐานิยํ โกปฏฺฐานิยํ ปฏิฆฏฺฐานิยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อมตํ อารพฺภ โทโส อุปฺปชฺชติ อมตํ โทสฏฺฐานิยํ โกปฏฺฐานิยํ ปฏิฆฏฺฐานิยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. โทสะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ และรูปเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โทสะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่ง
ความโกรธ เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปํ อารพฺภ โมโห อุปฺปชฺชติ รูปํ โมหฏฺฐานิยํ อญฺญาณกรณํ ฯเปฯ อนิพฺพานสํวตฺตนิยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อมตํ อารพฺภ โมโห อุปฺปชฺชติ อมตํ โมหฏฺฐานิยํ อญฺญาณกรณํ ฯเปฯ อนิพฺพานสํวตฺตนิยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. โมหะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ และรูปเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ กระทำความไม่รู้ฯลฯ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โมหะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ กระทำ
ความไม่รู้ ฯลฯ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อมตํ อารพฺภ สญฺโญชนา อุปฺปชฺชนฺติ อมตํ อสญฺโญชนิยํ อคนฺถนิยํ อโนฆนิยํ อโยคนิยํ อนีวรณิยํ อปรามฏฺฐํ อนุปาทานิยํ อสงฺกิเลสิกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ อารพฺภ สญฺโญชนา อุปฺปชฺชนฺติ รูปํ อสญฺโญชนิยํ อคนฺถนิยํ ฯเปฯ อสงฺกิเลสิกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สัญโญชน์ปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ แต่อมตะไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ ไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ ไม่เป็นอารมณ์ของโยคะ ไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาสะ ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัญโญชน์ปรารภรูปเกิดขึ้นได้ แต่รูปไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ไม่
เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อมตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ อมตํ น ราคฏฺฐานิยํ น รชนิยํ น กมนิยํ น มทนิยํ น พนฺธนิยํ น มุจฺฉนิยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ รูปํ น ราคฏฺฐานิยํ ฯเปฯ น มุจฺฉนิยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ แต่อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะอันจิตไม่พึงยินดี ไม่พึงใคร่ ไม่พึงมัวเมา ไม่พึงผูกพัน ไม่พึงสยบอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ราคะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ แต่รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตไม่พึงยินดี
ฯลฯ ไม่พึงสยบอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อมตํ อารพฺภ โทโส อุปฺปชฺชติ อมตํ น โทสฏฺฐานิยํ น โกปฏฺฐานิยํ น ปฏิฆฏฺฐานิยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ อารพฺภ โทโส อุปฺปชฺชติ รูปํ น โทสฏฺฐานิยํ น โกปฏฺฐานิยํ น ปฏิฆฏฺฐานิยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. โทสะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โทสะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ แต่รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่ง
ความโกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อมตํ อารพฺภ โมโห อุปฺปชฺชติ อมตํ น โมหฏฺฐานิยํ น อญฺญาณกรณํ ฯเปฯ นิพฺพานสํวตฺตนิยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ อารพฺภ โมโห อุปฺปชฺชติ รูปํ น โมหฏฺฐานิยํ น อญฺญาณกรณํ ฯเปฯ นิพฺพานสํวตฺตนิยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. โมหะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ แต่อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่ทำความไม่รู้ ฯลฯ เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โมหะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ แต่รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้
ฯลฯ เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ อมตารมฺมณํ สญฺโญชนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา นิพฺพานํ นิพฺพานโต สญฺชานาติ นิพฺพานํ นิพฺพานโต สญฺชานิตฺวา นิพฺพานํ มญฺญติ นิพฺพานสฺมึ มญฺญติ นิพฺพานโต มญฺญติ นิพฺพานํ เมติ มญฺญติ นิพฺพานํ อภินนฺทตีติ ๑ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ อมตารมฺมณํ สญฺโญชนนฺติ ฯ
อมตารมฺมณกถา ฯ
๑ ม. มู. ๕ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า สัญโญชน์มีอมตะเป็นอารมณ์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า (ปุถุชน ...) หมายรู้นิพพานโดยความเป็น
นิพพาน ครั้นหมายรู้นิพพานโดยความเป็นนิพพานแล้ว ย่อมสำคัญนิพพาน ย่อมสำคัญในนิพพาน ย่อมสำคัญโดยความเป็นนิพพาน
ย่อมสำคัญนิพพานว่าของเรา ย่อมชื่นชมนิพพาน ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น สัญโญชน์ก็มีอมตะเป็นอารมณ์ น่ะสิ
อมตารัมมณกถา จบ
รูปํ สารมฺมณนฺติกถา
รูปังสารัมมณันติกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๙ รูปังสารัมมณันติกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
รูปํ สารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค สมนฺนาหาโร มนสิกาโร เจตนา ปตฺถนา ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธิ โน วต เร วตฺตพฺเพ รูปํ สารมฺมณนฺติ ฯ
สกวามี รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ความนึก ความผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความ
ปรารถนา ความตั้งใจ ของรูปนั้น มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของรูปนั้น ไม่มี มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของรูปนั้น ไม่มี ก็ต้องไม่
กล่าวว่า รูปเป็นธรรมมีอารมณ์
ผสฺโส สารมฺมโณ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ผัสสะเป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของผัสสะนั้น มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของรูปนั้น
มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เวทนา ฯเปฯ สญฺญา เจตนา จิตฺตํ สทฺธา วิริยํ สติ สมาธิ ปญฺญา ราโค โทโส โมโห มาโน ทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา ถีนํ อุทฺธจฺจํ อหิริกํ ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา จิต ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ราคะโทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ ฯลฯ อโนตตัปปะ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของอโนตตัปปะนั้น มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของรูปนั้น
มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปํ สารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ ผสฺโส สารมฺมโณ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ แต่ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของรูปนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผัสสะเป็นธรรมมีอารมณ์ แต่ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของ
ผัสสะนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปํ สารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ เวทนา สญฺญา ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ สารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ แต่ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของรูปนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนา สัญญา ฯลฯ อโนตตัปปะ เป็นธรรมมีอารมณ์ แต่ความนึก ความ
ผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของอโนตตัปปะนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ รูปํ สารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ รูปํ สปจฺจยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ รูปํ สปจฺจยํ เตน วต เร วตฺตพฺเพ รูปํ สารมฺมณนฺติ ฯ
รูปํ สารมฺมณนฺติกถา ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. รูปเป็นธรรมมีปัจจัย มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า รูปเป็นธรรมมีปัจจัย ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่า รูปเป็น
ธรรมมีอารมณ์
รูปังสารัมมณันติกถา จบ
อนุสยา อนารมฺมณาติกถา
อนุสยา อนารัมมณาติกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๙ อนุสยา อนารัมมณาติกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
อนุสยา อนารมฺมณาติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ นิพฺพานํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที อนุสัยเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็นโผฏฐัพพายตนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กามราคานุสโย อนารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ กามราโค กามราคปริยุฏฺฐานํ กามราคสญฺโญชนํ กาโมโฆ กามโยโค กามจฺฉนฺทนีวรณํ อนารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กามราโค กามราคปริยุฏฺฐานํ กามราคสญฺโญชนํ กาโมโฆ กามโยโค กามจฺฉนฺทนีวรณํ สารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กามราคานุสโย สารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. กามราคานุสัย เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กามราคะ กามราคปริยุฏฐาน กามราคสัญโญชน์ กาโมฆะ กามโยฆะ กาม
ฉันทนิวรณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กามราคะ กามราคปริยุฏฐาน กามราคสัญโญชน์ กาโมฆะ กามโยคะ กาม
ฉันทนิวรณ์ เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กามราคานุสัย เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กามราคานุสโย อนารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ กตมกฺขนฺธปริยาปนฺโนติ ฯ สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺโนติ ฯ สงฺขารกฺขนฺโธ อนารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สงฺขารกฺขนฺโธ อนารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อนารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. กามราคานุสัย เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. นับเนื่องในขันธ์ไหน?
ป. นับเนื่องในสังขารขันธ์
ส. สังขารขันธ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สังขารขันธ์เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กามราคานุสโย สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺโน อนารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ กามราโค สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺโน อนารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กามราโค สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺโน สารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ กามราคานุสโย สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺโน สารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. กามราคานุสัย นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กามราคะนับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กามราคะนับเนื่องในสังขารขันธ์ และเป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กามราคานุสัยนับเนื่องในสังขารขันธ์ และเป็นสารัมมณะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กามราคานุสโย สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺโน อนารมฺมโณ กามราโค สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺโน สารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ สงฺขารกฺขนฺโธ เอกเทโส สารมฺมโณ เอกเทโส อนารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สงฺขารกฺขนฺโธ เอกเทโส สารมฺมโณ เอกเทโส อนารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ เอกเทโส สารมฺมโณ เอกเทโส อนารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. กามราคานุสัย นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ส่วนกามราคะนับเนื่องในสังขารขันธ์ และเป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สังขารขันธ์ส่วนหนึ่ง เป็นธรรมมีอารมณ์ แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นธรรมไม่
อารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สังขารขันธ์ส่วนหนึ่ง เป็นธรรมมีอารมณ์ แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นธรรมไม่
มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ ส่วนหนึ่งเป็นธรรมมีอารมณ์
แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปฏิฆานุสโย มานานุสโย ทิฏฺฐานุสโย วิจิกิจฺฉานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย อนารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ อวิชฺชา อวิชฺโชโฆ อวิชฺชาโยโค อวิชฺชานุสโย อวิชฺชาปริยุฏฺฐานํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ อวิชฺชานีวรณํ อนารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อวิชฺชา อวิชฺโชโฆ อวิชฺชาโยโค ฯเปฯ อวิชฺชานีวรณํ สารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อวิชฺชานุสโย สารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อวิชชา อวิชโชฆะ อวิชชาโยคะ อวิชชานุสัย อวิชชาปริยุฏฐาน
อวิชชาสัญโญชน์ อวิชชานิวรณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อวิชชา อวิชโชฆะ อวิชชาโยคะ ฯลฯ อวิชชานิวรณ์ เป็นธรรมมีอารมณ์
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อวิชชานุสัย เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อวิชฺชานุสโย อนารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ กตมกฺขนฺธปริยาปนฺโนติ ฯ สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺโนติ ฯ สงฺขารกฺขนฺโธ อนารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สงฺขารกฺขนฺโธ อนารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อนารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อวิชชานุสัย เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. นับเนื่องในขันธ์ไหน?
ป. นับเนื่องในสังขารขันธ์
ส. สังขารขันธ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สังขารขันธ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อวิชฺชานุสโย สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺโน อนารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ อวิชฺชา สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺนา อนารมฺมณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อวิชฺชา สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺนา สารมฺมณาติ ฯ อามนฺตา ฯ อวิชฺชานุสโย สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺโน สารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อวิชชานุสัย นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อวิชชา นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อวิชชา นับเนื่องในสังขารขันธ์ และเป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อวิชชานุสัย นับเนื่องในสังขารขันธ์ และเป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อวิชฺชานุสโย สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺโน อนารมฺมโณ อวิชฺชา สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺนา สารมฺมณาติ ฯ อามนฺตา ฯ สงฺขารกฺขนฺโธ เอกเทโส สารมฺมโณ เอกเทโส อนารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สงฺขารกฺขนฺโธ เอกเทโส สารมฺมโณ เอกเทโส อนารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ เอกเทโส สารมฺมโณ เอกเทโส อนารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อวิชชานุสัย นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ส่วนอวิชชานับเนื่องในสังขารขันธ์ และเป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สังขารขันธ์ส่วนหนึ่ง เป็นธรรมมีอารมณ์ แต่อีกส่วนหนึ่ง เป็นธรรมไม่
มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สังขารส่วนหนึ่งเป็นธรรมมีอารมณ์ แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นธรรมไม่มีอารมณ์
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ ส่วนหนึ่งเป็นธรรมมีอารมณ์
แต่อีกส่วนหนึ่ง เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ อนุสยา อนารมฺมณาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุถุชฺชโน กุสลาพฺยากเต จิตฺเต วตฺตมาเน สานุสโยติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ เตสํ อนุสยานํ อารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ อนุสยา อนารมฺมณาติ ฯ
ส. ไม่พึงกล่าวว่า อนุสัยเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ปุถุชน เมื่อจิตเป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นไปอยู่ พึงกล่าวได้ว่า เป็นผู้
มีอนุสัย หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. อารมณ์ของอนุสัยเหล่านั้น มีอยู่หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น อนุสัยก็เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ น่ะสิ
ปุถุชฺชโน กุสลาพฺยากเต จิตฺเต วตฺตมาเน สราโคติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตสฺส ราคสฺส อารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ ราโค อนารมฺมโณติ ฯ
อนุสยา อนารมฺมณาติกถา ฯ
ส. ปุถุชน เมื่อจิตเป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นไปอยู่ พึงกล่าวได้ว่า เป็นผู้มีราคะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อารมณ์ของราคะนั้นมีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ถ้าอย่างนั้น ราคะก็เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ น่ะสิ
อนุสยา อนารัมมณาติกถา จบ
ญาณํ อนารมฺมณนฺติกถา
ญาณัง อนารัมมณันติกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๙ ญาณัง อนารัมมณันติกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
ญาณํ อนารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ นิพฺพานํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ญาณํ อนารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาพลํ สมฺมาทิฏฺฐิ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค อนารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาพลํ สมฺมาทิฏฺฐิ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค สารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ ญาณํ สารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที ญาณ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็นโผฏฐัพพายตนะ
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ญาณ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ สัมมาทิฏฐิ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ สัมมาทิฏฐิ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ญาณ เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ญาณํ อนารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กตมกฺขนฺธปริยาปนฺนนฺติ ฯ สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺนนฺติ ฯ สงฺขารกฺขนฺโธ อนารมฺม- โณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สงฺขารกฺขนฺโธ อนารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อนารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ญาณ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. นับเนื่องในขันธ์ไหน
ป. นับเนื่องในสังขารขันธ์
ส. สังขารขันธ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สังขารขันธ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ญาณํ สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺนํ อนารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปญฺญา สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺนา อนารมฺมณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปญฺญา สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺนา สารมฺมณาติ ฯ อามนฺตา ฯ ญาณํ สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺนํ สารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ญาณ นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ส. ปัญญา นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ปัญญา นับเนื่องในสังขารขันธ์ และเป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ญาณ นับเนื่องในสังขารขันธ์ เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ญาณํ สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺนํ อนารมฺมณํ ปญฺญา สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺนา สารมฺมณาติ ฯ อามนฺตา ฯ สงฺขารกฺขนฺโธ อกเทโส สารมฺมโณ เอกเทโส อนารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สงฺขารกฺขนฺโธ เอกเทโส สารมฺมโณ เอกเทโส อนารมฺมโณติ ฯ อามนฺตา ฯ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ เอกเทโส สารมฺมโณ เอกเทโส อนารมฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ญาณ นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ส่วนปัญญานับเนื่องในสังขารขันธ์ และเป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สังขารขันธ์ส่วนหนึ่ง เป็นธรรมมีอารมณ์ แต่อีกส่วนหนึ่ง เป็นธรรมไม่มี
อารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สังขารขันธ์ ส่วนหนึ่งเป็นธรรมมีอารมณ์ แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นธรรมไม่มี
อารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ ส่วนหนึ่งเป็นธรรมมีอารมณ์ แต่
อีกส่วนหนึ่ง เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ ญาณํ อนารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา จกฺขุวิญฺญาณสมงฺคี ญาณีติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตสฺส ญาณสฺส อารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ ญาณํ อนารมฺมณนฺติ ฯ อรหา จกฺขุวิญฺญาณสมงฺคี ปญฺญวาติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตาย ปญฺญาย อารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ ปญฺญา อนารมฺมณาติ ฯ
ญาณํ อนารมฺมณนฺติกถา ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ญาณเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระอรหันต์ผู้พรั่งพร้อมด้วยจักขุวิญญาณ พึงกล่าวว่ามีญาณ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. อารมณ์ของญาณนั้น มีหรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น ญาณก็เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ น่ะสิ
ส. อรหันต์ผู้พรั่งพร้อมด้วยจักขุวิญญาณ พึงกล่าวว่า มีปัญญา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อารมณ์ของปัญญานั้น มีหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ถ้าอย่างนั้น ปัญญาก็เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ นะสิ
ญาณัง อนารัมมณันติกถา จบ
อตีตารมฺมณกถา
อตีตารัมมณกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๙ อตีตารัมมณกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
อตีตารมฺมณํ จิตฺตํ อนารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตีตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตารมฺมณํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตารมฺมณํ จิตฺตํ อนารมฺมณนฺติ อตีตารมฺมณํ จิตฺตํ อนารมฺมณนฺติ มิจฺฉา หญฺจิ วา ปน อนารมฺมณํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตารมฺมณนฺติ อนารมฺมณํ อตีตารมฺมณนฺติ มิจฺฉา ฯ
สกวาที จิตที่มีอดีตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. มีอดีตเป็นอารมณ์ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า มีอดีตเป็นอารมณ์ ก็ไม่ต้องกล่าวว่า จิตที่มีอดีตเป็นอารมณ์ เป็น
ธรรมไม่มีอารมณ์ และดังนั้น การกล่าวว่าจิตที่มีอดีตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ จึงผิด ก็หรือหากว่า จิตเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า มีอดีตเป็นอารมณ์ และดังนั้น การกล่าวว่า จิตที่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์เป็นธรรมมีอดีตเป็นอารมณ์ จึงผิด
อตีตารมฺมณํ จิตฺตํ อนารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตีตํ อารพฺภ อตฺถิ อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตํ อารพฺภ อตฺถิ อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตารมฺมณํ จิตฺตํ อนารมฺมณนฺติ ฯ
อตีตารมฺมณกถา ฯ
ส. จิตที่มีอดีตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภอดีตมี มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภอดีต มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า จิต
ที่มีอดีตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์
อตีตารัมมณกถา จบ
อนาคตารมฺมณกถา
อนาคตารัมมณกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๙ อนาคตารัมมณกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
อนาคตารมฺมณํ จิตฺตํ อนารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนาคตารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคตารมฺมณํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคตารมฺมณํ จิตฺตํ อนารมฺมณนฺติ อนาคตารมฺมณํ จิตฺตํ อนารมฺมณนฺติ มิจฺฉา หญฺจิ วา ปน อนารมฺมณํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคตารมฺมณนฺติ อนารมฺมณํ อนาคตารมฺมณนฺติ มิจฺฉา ฯ
สกวาที จิตที่มีอนาคตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. มีอนาคตเป็นอารมณ์ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า มีอนาคตเป็นอารมณ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า จิตที่มีอนาคตเป็นอารมณ์
เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ และดังนั้น การกล่าวว่า จิตที่มีอนาคตเป็นอารมณ์เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ จึงผิด ก็หรือหากว่า จิตเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า จิตมีอนาคตเป็นอารมณ์ และดังนั้น การกล่าวว่า จิตที่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ เป็นธรรมมีอนาคตเป็นอารมณ์ จึงผิด
อนาคตารมฺมณํ จิตฺตํ อนารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนาคตํ อารพฺภ อตฺถิ อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคตํ อารพฺภ อตฺถิ อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคตารมฺมณํ จิตฺตํ อนารมฺมณนฺติ ฯ
ส. จิตที่มีอนาคตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภอนาคตมี มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภอนาคต มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
จิตที่มีอนาคตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์
ปจฺจุปฺปนฺนํ อารพฺภ อตฺถิ อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณํ จิตฺตํ สารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ อารพฺภ อตฺถิ อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ อตีตารมฺมณํ จิตฺตํ สารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภปัจจุบันมีอยู่ และจิตที่มีปัจจุบันเป็นอารมณ์ เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภอดีต มีอยู่ และจิตมีอดีตเป็นอารมณ์
เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ อารพฺภ อตฺถิ อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณํ จิตฺตํ สารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ อารพฺภ อตฺถิ อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ อนาคตารมฺมณํ จิตฺตํ สารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภปัจจุบัน มีอยู่ และจิตที่มีปัจจุบันเป็นอารมณ์ เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภอนาคต มีอยู่ และจิตที่มีอนาคตเป็น
อารมณ์ เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ อารพฺภ อตฺถิ อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ อตีตารมฺมณํ จิตฺตํ อนารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ อารพฺภ อตฺถิ อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณํ จิตฺตํ อนารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภอดีต มีอยู่ แต่จิตที่มีอดีตเป็นอารมณ์เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภปัจจุบัน มีอยู่ แต่จิตที่มีปัจจุบันเป็น
อารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ อารพฺภ อตฺถิ อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ อนาคตารมฺมณํ จิตฺตํ อนารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ อารพฺภ อตฺถิ อาวชฺชนา ฯเปฯ ปณิธิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณํ จิตฺตํ อนารมฺมณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภอนาคต มีอยู่ แต่จิตที่มีอนาคตเป็นเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภปัจจุบัน มีอยู่ แต่จิตที่มีปัจจุบันเป็น
อารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ อตีตานาคตารมฺมณํ จิตฺตํ อนารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตีตานาคตํ นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตานาคตํ นตฺถิ เตน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตานาคตารมฺมณํ จิตฺตํ อนารมฺมณนฺติ ฯเปฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า จิตที่มีอดีตและอนาคตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. อดีตและอนาคตไม่มีอยู่ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า อดีตและอนาคตไม่มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า จิต
ที่มีอดีตและอนาคตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ฯลฯ
อนาคตารัมมณกถา จบ
อนาคตารมฺมณกถา
วิตกฺกานุปติตกถา
วิตักกานุปติตกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๙ วิตักกานุปติตกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
สพฺพํ จิตฺตํ วิตกฺกานุปติตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพํ จิตฺตํ วิจารานุปติตํ ปีตานุปติตํ สุขานุปติตํ ทุกฺขานุปติตํ โสมนสฺสานุปติตํ โทมนสฺสานุปติตํ อุเปกฺขานุปติตํ สทฺธานุปติตํ วิริยานุปติตํ สตานุปติตํ สมาธานุปติตํ ปญฺญานุปติตํ ราคานุปติตํ โทสานุปติตํ ฯเปฯ อโนตฺตปฺปานุปติตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตก หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิจาร เนื่องด้วยปีติ เนื่องด้วยสุข เนื่องด้วยทุกข์
เนื่องด้วยโสมนัส เนื่องด้วยโทมนัส เนื่องด้วยอุเบกขา เนื่องด้วยศรัทธา เนื่องด้วยวิริยะ เนื่องด้วยสติ เนื่องด้วยสมาธิ เนื่องด้วยปัญญาเนื่องด้วยราคะ เนื่องด้วยโทสะ ฯลฯ เนื่องด้วยอโนตตัปปะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สพฺพํ จิตฺตํ วิตกฺกานุปติตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ อวิตกฺโก วิจารมตฺโต สมาธีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ อวิตกฺโก วิจารมตฺโต สมาธิ โน วต เร วตฺตพฺเพ สพฺพํ จิตฺตํ วิตกฺกานุปติตนฺติ ฯ
ส. จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สมาธิที่ไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร มีอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า สมาธิที่ไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า จิตทุกดวง
เนื่องด้วยวิตก
สพฺพํ จิตฺตํ วิตกฺกานุปติตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ อวิตกฺโก อวิจาโร สมาธีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ อวิตกฺโก อวิจาโร สมาธิ โน วต เร วตฺตพฺเพ สพฺพํ จิตฺตํ วิตกฺกานุปติตนฺติ ฯ
ส. จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สมาธิที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า สมาธิที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า จิตทุกดวง
เนื่องด้วยวิตก
สพฺพํ จิตฺตํ วิตกฺกานุปติตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ตโย สมาธี วุตฺตา ภควตา สวิตกฺโก สวิจาโร สมาธิ อวิตกฺโก วิจารมตฺโต สมาธิ อวิตกฺโก อวิจาโร สมาธีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ตโย สมาธี วุตฺตา ภควตา สวิตกฺโก สวิจาโร สมาธิ อวิตกฺโก วิจารมฺมตฺโต สมาธิ อวิตกฺโก อวิจาโร สมาธิ โน วต เร วตฺตพฺเพ สพฺพํ จิตฺตํ วิตกฺกานุปติตนฺติ ฯ
วิตกฺกานุปติตกถา ฯ
ส. จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสมาธิ ๓ อย่าง คือ สมาธิมีวิตก มีวิจาร สมาธิ
ไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร สมาธิไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสมาธิ ๓ อย่าง คือ สมาธิมีวิตกมีวิจาร
สมาธิไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร สมาธิไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ก็ต้องไม่กล่าวว่าจิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตก
วิตักกานุปติตกถา จบ
วิตกฺกวิปฺผารสทฺทกถา
วิตักกวิปผารสัททกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๙ วิตักกวิปผารสัททกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
สพฺพโส วิตกฺกยโต วิจารยโต วิตกฺกวิปฺผาโร สทฺโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพโส ผุสยโต ผสฺสวิปฺผาโร สทฺโท สพฺพโส เวทยโต เวทนาวิปฺผาโร สทฺโท สพฺพโส สญฺชานโต สญฺญาวิปฺผาโร สทฺโท สพฺพโส เจตยโต เจตนาวิปฺผาโร สทฺโท สพฺพโสจินฺตยโต จิตฺตวิปฺผาโร สทฺโท สพฺพโส สรโต สติวิปฺผาโร สทฺโท สพฺพโส ปชานโต ปญฺญาวิปฺผาโร สทฺโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที ทุกครั้งที่ตรึกอยู่ ตรองอยู่ ความแผ่ไปแห่งวิตก เกิดเป็นเสียงหรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ทุกครั้งที่ถูกต้องอยู่ ความแผ่ไปแห่งผัสสะก็เกิดเป็นเสียงทุกครั้งที่เสวย
อารมณ์อยู่ ทุกครั้งที่จำอารมณ์อยู่ ทุกครั้งที่จงใจอยู่ ทุกครั้งที่คิดอยู่ทุกครั้งที่ระลึกอยู่ ทุกครั้งที่รู้ชัดอยู่ ความแผ่ไปแห่งเวทนา สัญญา เจตนาจิต สติ ปัญญา ก็เกิดเป็นเสียง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สพฺพโส วิตกฺกยโต วิจารยโต วิตกฺกวิปฺผาโร สทฺโทติ ฯ อามนฺตา ฯ วิตกฺกวิปฺผาโร สทฺโท โสตวิญฺเญยฺโย โสตสฺมึ ปฏิหญฺญติ โสตสฺส อาปาถํ อาคจฺฉตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ วิตกฺกวิปฺผาโร สทฺโท น โสตวิญฺเญยฺโย น โสตสฺมึ ปฏิหญฺญติ น โสตสฺส อาปาถํ อาคจฺฉตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ วิตกฺกวิปฺผาโร สทฺโท น โสตวิญฺเญยฺโย น โสตสฺมึ ปฏิหญฺญติ น โสตสฺส อาปาถํ อาคจฺฉติ โน วต เร วตฺตพฺเพ สพฺพโส วิตกฺกยโต วิจารยโต วิตกฺกวิปฺผาโร สทฺโทติ ฯ
วิตกฺกวิปฺผารสทฺทกถา ฯ
ส. ทุกครั้งที่ตรึก อยู่ตรองอยู่ ความแผ่ไปแห่งวิตกเกิดเป็นเสียง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความแผ่ไปแห่งวิตก เป็นเสียงที่พึงรู้ได้ด้วยโสติวิญญาณ กระทบที่โสตะ
มาสู่คลองแห่งโสตะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความแผ่ไปแห่งวิตก ไม่เป็นเสียงที่พึงรู้ได้ด้วยโสตวิญญาณ ไม่กระทบที่
โสตะ ไม่มาสู่คลองแห่งโสตะ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ความแผ่ไปแห่งวิตก ไม่เป็นเสียงที่พึงรู้ได้ด้วยโสตวิญญาณ ไม่
กระทบที่โสตะ ไม่มาสู่คลองแห่งโสตะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ทุกครั้งที่ตรึกอยู่ ตรองอยู่ ความแผ่ไปแห่งวิตกเกิดเป็นเสียง
วิตักกวิปผารสัททกถา จบ
นยถาจิตฺตสฺส วาจาติกถา
นยถาจิตตัสสวาจาติกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๙ นยถาจิตตัสสวาจาติกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ อามนฺตา ฯ อผสฺสกสฺส วาจา อเวทนกสฺส วาจา อสญฺญกสฺส วาจา อเจตนกสฺส วาจา อจิตฺตกสฺส วาจาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ สผสฺสกสฺส วาจา สเวทนกสฺส วาจา สสญฺญกสฺส วาจา สเจตนกสฺส วาจา ฯเปฯ สจิตฺตกสฺส วาจาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ สผสฺสกสฺส วาจา ฯเปฯ สจิตฺตกสฺส วาจา โน วต เร วตฺตพฺเพ น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ
สกวาที บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีเจตนา ไม่มีจิต ก็มีวาจา
ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลมีผัสสะ มีเวทนา มีสัญญา มีเจตนา มีจิต จึงมีวาจาได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลมีผัสสะ ฯลฯ มีจิต จึงมีวาจาได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคล
ผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้
น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาวชฺชนฺตสฺส วาจา อนาโภคสฺส วาจา ฯเปฯ อปณิทหนฺตสฺส วาจาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อาวชฺชนฺตสฺส วาจา อาโภคสฺส วาจา ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส วาจาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อาวชฺชนฺตสฺส วาจา อาโภคสฺส วาจา ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส วาจา โน วต เร วตฺตพฺเพ น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ
ส. บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ไม่นึกอยู่ ไม่ผูกใจอยู่ ฯลฯ ไม่ตั้งใจอยู่ ก็มีวาจาได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลนึกอยู่ ผูกใจอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่ จึงมีวาจาได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลนึกอยู่ ผูกใจอยู่ จึงมีวาจาได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่
มีความคิดอย่างไร มีวาจาได้
น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วาจา จิตฺตสมุฏฺฐานา จิตฺเตน สห ชาตา จิตฺเตน สห เอกุปฺปาทาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ วาจา จิตฺตสมุฏฺฐานา จิตฺเตน สห ชาตา จิตฺเตน สห เอกุปฺปาทา โน วต เร วตฺตพฺเพ น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ
ส. บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วาจามีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดร่วมกับจิต เกิดขณะเดียวกับจิต มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า วาจามีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดร่วมกับจิต เกิดขณะเดียวกับจิต ก็
ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้
น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ อามนฺตา ฯ น ภณิตุกาโม ภณติ น กเถตุกาโม กเถติ น อาลปิตุกาโม อาลปติ น โวหริตุกาโม โวหรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ ภณิตุกาโม ภณติ กเถตุกาโม กเถติ อาลปิตุกาโม อาลปติ โวหริตุกาโม โวหรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ภณิตุกาโม ภณติ กเถตุกาโม กเถติ อาลปิตุกาโม อาลปติ โวหริตุกาโม โวหรติ โน วต เร วตฺตพฺเพ น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ
ส. บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลไม่ปรารถนาจะกล่าวก็กล่าวได้ ไม่ปรารถนาจะแสดงก็แสดงได้ ไม่
ปรารถนาจะร้องเรียกก็ร้องเรียกได้ ไม่ปรารถนาจะพูดก็พูดได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ส. บุคคลปรารถนาจะกล่าวจึงกล่าวได้ ปรารถนาจะแสดงจึงแสดงได้
ปรารถนาจะร้องเรียกจึงร้องเรียกได้ ปรารถนาจะพูดจึงพูดได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลปรารถนาจะกล่าวจึงกล่าวได้ ปรารถนาจะแสดงจึงแสดงได้
ปรารถนาจะร้องเรียกจึงร้องเรียกได้ ปรารถนาจะพูดจึงพูดได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้
น วตฺตพฺพํ น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ โกจิ อญฺญํ ภณิสฺสามีติ อญฺญํ ภณติ อญฺญํ กเถสฺสามีติ อญฺญํ กเถติ อญฺญํ อาลปิสฺสามีติ อญฺญํ อาลปติ อญฺญํ โวหริสฺสามีติ อญฺญํ โวหรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ โกจิ อญฺญํ ภณิสฺสามีติ อญฺญํ ภณติ ฯเปฯ อญฺญํ โวหริสฺสามีติ อญฺญํ โวหรติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ
นยถาจิตฺตสฺส วาจาติกถา ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. บางคนที่คิดว่าจะกล่าวอย่างหนึ่ง ก็กล่าวเสียอีกอย่างหนึ่ง คิดว่าจะแสดง
อย่างหนึ่ง ก็แสดงเสียอีกอย่างหนึ่ง คิดว่าจะร้องเรียกอย่างหนึ่ง ก็ร้องเรียกเสียอีกอย่างหนึ่ง คิดว่าจะพูดอย่างหนึ่ง ก็พูดเสียอีกอย่างหนึ่ง มีอยู่ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า บางคนที่คิดว่าจะกล่าวอย่างหนึ่ง ก็กล่าวเสียอีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ
คิดว่าจะพูดอย่างหนึ่ง ก็พูดเสียอีกอย่างหนึ่ง มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้
นยถาจิตตัสสวาจาติกถา จบ
นยถาจิตฺตสฺส กายกมฺมนฺติกถา
นยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๙ นยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
น ยถาจิตฺตสฺส กายกมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อผสฺสกสฺส กายกมฺมํ ฯเปฯ อจิตฺตกสฺส กายกมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ สผสฺสกสฺส กายกมฺมํ ฯเปฯ สจิตฺตกสฺส กายกมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ สผสฺสกสฺส กายกมฺมํ ฯเปฯ สจิตฺตกสฺส กายกมฺมํ โน วต เร วตฺตพฺเพ น ยถาจิตฺตสฺส กายกมฺมนฺติ ฯ
สกวาที บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ไม่มีผัสสะ ฯลฯ ผู้ไม่มีจิต ก็มีกายกรรมได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลมีผัสสะ ฯลฯ มีจิต จึงมีกายกรรมได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลมีผัสสะ ฯลฯ มีจิต จึงมีกายกรรมได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้
น ยถาจิตฺตสฺส กายกมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาวชฺชนฺตสฺส กายกมฺมํ ฯเปฯ อปณิทหนฺตสฺส กายกมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อาวชฺชนฺตสฺส กายกมฺมํ ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส กายกมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อาวชฺชนฺตสฺส กายกมฺมํ ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส กายกมฺมํ โน วต เร วตฺตพฺเพ น ยถาจิตฺตสฺส กายกมฺมนฺติ ฯ
ส. บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ไม่นึกอยู่ ฯลฯ ไม่ตั้งใจอยู่ ก็มีกายกรรมได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้นึกอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่ จึงมีกายกรรมได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลผู้นึกอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่ จึงมีกายกรรมได้ ก็ต้องไม่กล่าว
ว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้
น ยถาจิตฺตสฺส กายกมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ กายกมฺมํ จิตฺตสมุฏฺฐานํ จิตฺเตน สห ชาตํ จิตฺเตน สห เอกุปฺปาทนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ กายกมฺมํ จิตฺตสมุฏฺฐานํ จิตฺเตน สห ชาตํ จิตฺเตน สห เอกุปฺปาทํ โน วต เร วตฺตพฺเพ น ยถาจิตฺตสฺส กายกมฺมนฺติ ฯ
ส. บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายกรรมมีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดร่วมกับจิต เกิดในขณะเดียวกับจิต มิ
ใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า กายกรรมมีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดร่วมกับจิต เกิดในขณะเดียว
กับจิต ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้
น ยถาจิตฺตสฺส กายกมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ น อภิกฺกมิตุกาโม อภิกฺกมติ น ปฏิกฺกมิตุกาโม ปฏิกฺกมติ น อาโลเกตุกาโม อาโลเกติ น วิโลเกตุกาโม วิโลเกติ น สมฺมิญฺชิตุกาโม สมฺมิญฺเชติ น ปสาเรตุกาโม ปสาเรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อภิกฺกมิตุกาโม อภิกฺกมติ ปฏิกฺกมิตุกาโม ปฏิกฺกมติ อาโลเกตุกาโม อาโลเกติ วิโลเกตุกาโม วิโลเกติ สมฺมิญฺชิตุกาโม สมฺมิญฺเชติ ปสาเรตุกาโม ปสาเรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อภิกฺกมิตุกาโม อภิกฺกมติ ฯเปฯ ปสาเรตุกาโม ปสาเรติ โน วต เร วตฺตพฺเพ น ยถาจิตฺตสฺส กายกมฺมนฺติ ฯ
ส. บุคคลไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลไม่ปรารถนาจะก้าวไปข้างหน้า ก็ก้าวไปข้างหน้าได้ ไม่ปรารถนาจะ
ถอยไปข้างหลัง ก็ถอยไปข้างหลังได้ ไม่ปรารถนาจะแลดูก็แลดูได้ ไม่ปรารถนาจะเหลียวดูก็เหลียวดูได้ ไม่ปรารถนาจะคู้แขนก็คู้แขนได้ ไม่ปรารถนาจะเหยียดแขนก็เหยียดแขนได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลปรารถนาจะก้าวไปข้างหน้า จึงก้าวไปข้างหน้าได้ ปรารถนาจะถอย
หลัง จึงถอยไปข้างหลังได้ ปรารถนาจะแลดู จึงแลดูได้ ปรารถนาจะเหลียวดู จึงเหลียวดูได้ ปรารถนาจะคู้แขน จึงคู้แขนได้ ปรารถนาจะเหยียดแขน จึงเหยียดแขนได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลปรารถนาจะก้าวไปข้างหน้า จึงก้าวไปข้างหน้าได้ ฯลฯ
ปรารถนาจะเหยียดแขน จึงเหยียดแขนได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้
น วตฺตพฺพํ น ยถาจิตฺตสฺส กายกมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ โกจิ อญฺญตฺร คจฺฉิสฺสามีติ อญฺญตฺร คจฺฉติ ฯเปฯ อญฺญํ ปสาเรสฺสามีติ อญฺญํ ปสาเรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ โกจิ อญฺญตฺร คจฺฉิสฺสามีติ อญฺญตฺร คจฺฉติ ฯเปฯ อญฺญํ ปสาเรสฺสามีติ อญฺญํ ปสาเรติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ น ยถาจิตฺตสฺส กายกมฺมนฺติ ฯ
น ยถาจิตฺตสฺส กายกมฺมนฺติกถา ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. บางคนที่คิดว่าจะไปในที่แห่งหนึ่ง ก็ไปเสียในที่อีกแห่งหนึ่ง ฯลฯ คิด
ว่าจะเหยียดแขนข้างหนึ่ง ก็เหยียดอีกเสียข้างหนึ่ง มีอยู่ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า บางคนที่คิดว่าจะไปในที่แห่งหนึ่ง ก็ไปเสียในที่อีกแห่งหนึ่ง
ฯลฯ คิดว่าจะเหยียดแขนข้างหนึ่ง ก็เหยียดเสียอีกข้างหนึ่ง มีอยู่ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้
นยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถา จบ
อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนกถา
อตีตานาคตปัจจุปปันนกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๙ อตีตานาคตปัจจุปปันนกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
อตีเตน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตีตํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีเตน สมนฺนาคโตติ ฯ
สกวาที บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอดีต หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. อดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญ
ไปแล้ว มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว
สาบสูญไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอดีต
อนาคเตน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนาคตํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคตํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคเตน สมนฺนาคโตติ ฯ
ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอนาคต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่
บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อนาคต ยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด
ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอนาคต
อตีเตน รูปกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต อนาคเตน รูปกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต ปจฺจุปฺปนฺเนน รูปกฺขนฺเธน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ ตีหิ รูปกฺขนฺเธหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีเตหิ ปญฺจหิ ขนฺเธหิ สมนฺนาคโต อนาคเตหิ ปญฺจหิ ขนฺเธหิ สมนฺนาคโต ปจฺจุปฺปนฺเนหิ ปญฺจหิ ขนฺเธหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ ปนฺนรสหิ ขนฺเธหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยรูปขันธ์ที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วยรูปขันธ์ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยรูปขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยรูปขันธ์ ๓ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยขันธ์ ๕ ที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วยขันธ์ ๕
ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยขันธ์ ๕ ที่เป็นปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยขันธ์ ๑๕ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีเตน จกฺขายตเนน สมนฺนาคโต อนาคเตน จกฺขายตเนน สมนฺนาคโต ปจฺจุปฺปนฺเนน จกฺขายตเนน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ ตีหิ จกฺขายตเนหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีเตหิ ทฺวาทสหิ อายตเนหิ สมนฺนาคโต อนาคเตหิ ทฺวาทสหิ อายตเนหิ สมนฺนาคโต ปจฺจุปฺปนฺเนหิ ทฺวาทสหิ อายตเนหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ ฉตฺตึสายตเนหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยจักขายตนะที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขายตนะที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขายตนะที่เป็นปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยจักขายตนะ ๓ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอายตนะ ๑๒ ที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วย
อายตนะ ๑๒ ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยอายตนะ ๑๒ ที่เป็นปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยอายตนะ ๓๖ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตาย จกฺขุธาตุยา สมนฺนาคโต อนาคตาย จกฺขุธาตุยา สมนฺนาคโต ปจฺจุปฺปนฺนาย จกฺขุธาตุยา สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ ตีหิ จกฺขุธาตูหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตาหิ อฏฺฐารสหิ ธาตูหิ สมนฺนาคโต อนาคตาหิ อฏฺฐารสหิ ธาตูหิ สมนฺนาคโต ปจฺจุปฺปนฺนาหิ อฏฺฐารสหิ ธาตูหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ จตุปญฺญาสธาตูหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยจักขุธาตุที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุธาตุที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุธาตุที่เป็นปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุธาตุ ๓ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยธาตุ ๑๘ ที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วยธาตุ
๑๘ ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยธาตุ ๑๘ ที่เป็นปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยธาตุ ๕๔ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีเตน จกฺขุนฺทฺริเยน สมนฺนาคโต อนาคเตน จกฺขุนฺทฺริเยน สมนฺนาคโต ปจฺจุปฺปนฺเนน จกฺขุนฺทฺริเยน สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ ตีหิ จกฺขุนฺทฺริเยหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีเตหิ พาวีสตินฺทฺริเยหิ สมนฺนาคโต อนาคเตหิ พาวีสตินฺทฺริเยหิ สมนฺนาคโต ปจฺจุปฺปนฺเนหิ พาวีสตินฺทฺริเยหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ ฉสฏฺฐินฺทฺริเยหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยจักขุนทรีย์ที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุนทรีย์ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุนทรีย์ที่เป็นปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุนทรีย์ ๓ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วย
อินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยอินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นผู้ประกอบด้วยอินทรีย์ ๖๖ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ อตีตานาคเตหิ สมนฺนาคโตติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ อฏฺฐวิโมกฺขฌายี จตุนฺนํ ฌานานํ นิกามลาภี นวนฺนํ อนุปุพฺพวิหารสมาปตฺตีนํ ลาภีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ อฏฺฐวิโมกฺขฌายี จตุนฺนํ ฌานานํ นิกามลาภี นวนฺนํ อนุปุพฺพวิหารสมาปตฺตีนํ สมาปตฺตีนํ ลาภี เตน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตานาคเตหิ สมนฺนาคโตติ ฯ
อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนกถา ฯ
นวโม วคฺโค ฯ
ตสฺส อุทฺทานํ
อานิสํสทสฺสาวิสฺส สญฺโญชนานํ ปหานํ
อมตารมฺมณํ สญฺโญชนํ รูปํ สารมฺมณํ
อนุสยา อนารมฺมณา เอวเมว ญาณํ อตีตานาคตารมฺมณํ
จิตฺตํ สพฺพํ จิตฺตํ วิตกฺกานุปติตํ
สพฺพโส วิตกฺกยโต วิจารยโต
วิตกฺกวิปฺผาโร สทฺโท นยถาจิตฺตสฺส วาจา
ตเถว กายกมฺมํ อตีตานาคเตหิ สมนฺนาคโตติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลประกอบด้วยอดีตและอนาคต หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. บุคคลผู้มีปกติเพ่งวิโมกข์ ๘ (สมาบัติ ๘) ผู้ได้ตามปรารถนาซึ่งฌาน ๔
ผู้มีปกติได้อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ มีอยู่ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า บุคคลผู้มีปกติเพ่งวิโมกข์ ๘ ผู้ได้ตามปรารถนาซึ่งฌาน ๔ ผู้มี
ปกติได้อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะ จึงต้องกล่าวว่าบุคคลผู้ประกอบด้วยอดีตและอนาคต
อตีตานาคตปัจจุปปันนกถา จบ
วรรคที่ ๙ จบ
End of วรรคที่ ๙