พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๓
ยถากัมมูปคตญาณกถา เล่ม ๓๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๘๒๐–๘๒๗ (Royal Thai)9/12 in วรรคที่ ๓4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
ยถากมฺมูปคตญาณกถา
ยถากัมมูปคตญาณกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๓ ยถากัมมูปคตญาณกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
ยถากมฺมูปคตญาณํ ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ยถากมฺมูปคตญฺจ มนสิ กโรติ ทิพฺเพน จกฺขุนา รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที ยถากัมมูปคตญาณ (ญาณเป็นเครื่องรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม) เป็นทิพยจักษุ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ทำไว้ในใจซึ่งความที่สัตว์เป็นไปตามกรรมด้วย เห็นรูปได้ด้วยทิพยจักษุ
ด้วย หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ยถากมฺมูปคตญฺจ มนสิ กโรติ ทิพฺเพน จกฺขุนา รูปํ ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ทำไว้ในใจซึ่งความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรมด้วย เห็นรูปด้วยทิพยจักษุด้วย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง แห่งจิต ๒ ดวง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ยถากมฺมูปคตญาณํ ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อิเม วต โภนฺโต สตฺตาติ จ มนสิ กโรติ กายทุจฺจริเตน สมนฺนาคตาติ จ มนสิ กโรติ วจีทุจฺจริเตน สมนฺนาคตาติ จ มนสิ กโรติ มโนทุจฺจริเตน สมนฺนาคตาติ จ มนสิ กโรติ อริยานํ อุปวาทกาติ จ มนสิ กโรติ มิจฺฉาทิฏฺฐิกาติ จ มนสิ กโรติ มิจฺฉาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานาติ จ มนสิ กโรติ เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนาติ จ มนสิ กโรติ อิเม วา ปน โภนฺโต สตฺตาติ จ มนสิ กโรติ กายสุจริเตน สมนฺนาคตาติ จ มนสิ กโรติ วจีสุจริเตน สมนฺนาคตาติ จ มนสิ กโรติ มโนสุจริเตน สมนฺนาคตาติ จ มนสิ กโรติ อริยานํ อนุปวาทกาติ จ มนสิ กโรติ สมฺมาทิฏฺฐิกาติ จ มนสิ กโรติ สมฺมาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานาติ จ มนสิ กโรติ เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปนฺนาติ จ มนสิ กโรติ ทิพฺเพน จกฺขุนา รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ยถากัมมูปคตญาณ เป็นทิพยจักษุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "สัตว์เหล่านี้หนอ ท่านทั้งหลาย" ดังนี้ด้วย ทำไว้
ในใจซึ่งบทว่า "เป็นผู้ประกอบด้วยกายทุจริต" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "เป็นผู้ประกอบด้วยวจีทุจริต" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า"เป็นผู้ประกอบด้วยมโนทุจริต" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "เป็นผู้ติเตียนพระอริยะทั้งหลาย" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "เป็นมิจฉาทิฏฐิ" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "สมาทานกรรมคือมิจฉาทิฏฐิ" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "สัตว์เหล่านั้นเข้าถึงแล้วซึ่งอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เบื้องหน้าแต่มรณะ เพราะกายแตก" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "ก็หรือสัตว์เหล่านี้นะท่านทั้งหลาย" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "เป็นผู้ประกอบด้วยกายสุจริต" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า"เป็นผู้ประกอบด้วยวจีสุจริต" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "เป็นผู้ประกอบด้วยมโนสุจริต" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "เป็นผู้ไม่ติเตียนพระอริยะทั้งหลาย" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "เป็นสัมมาทิฏฐิ"ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "สมาทานกรรมคือสัมมาทิฏฐิ" ดังนี้ด้วยทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "สัตว์เหล่านั้นเข้าถึงแล้วซึ่งสุคติ โลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่มรณะ เพราะกายแตก" ดังนี้ด้วย เห็นรูปด้วยทิพยจักษุด้วยหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ยถากมฺมูปคตญาณํ ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อิเม วต โภนฺโต สตฺตาติ จ มนสิ กโรติ ฯเปฯ เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปนฺนาติ จ มนสิ กโรติ ทิพฺเพน จกฺขุนา รูปํ ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ทวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "สัตว์เหล่านี้หนอ ท่านทั้งหลาย" ดังนี้ด้วย ฯลฯ ทำ
ไว้ในใจซึ่งบทว่า "สัตว์เหล่านั้นได้เข้าถึงแล้วซึ่งสุคติ โลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่มรณะ เพราะกายแตก" ดังนี้ด้วย เห็นรูปด้วยทิพยจักษุด้วย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง แห่งจิต ๒ ดวง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ยถากมฺมูปคตญาณํ ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โกจิ อทิพฺพจกฺขุโก ทิพฺพจกฺขุํ อปฺปฏิลทฺโธ อนธิคโต อสจฺฉิกโต ยถากมฺมูปคตํ ชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ โกจิ อทิพฺพจกฺขุโก ทิพฺพจกฺขุํ อปฺปฏิลทฺโธ อนธิคโต อสจฺฉิกโต ยถากมฺมูปคตํ ชานาติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ยถากมฺมูปคตญาณํ ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ
ส. ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลบางคน เป็นผู้ไม่มีทิพยจักษุ เป็นผู้ไม่ได้เฉพาะแล้ว ไม่บรรลุแล้ว
ไม่กระทำให้แจ้งแล้วซึ่งทิพยจักษุ แต่รู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรมได้มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลบางคน เป็นผู้ไม่มีทิพยจักษุ เป็นผู็ไม่ได้เฉพาะแล้ว ไม่
บรรลุแล้ว ไม่กระทำให้แจ้งแล้วซึ่งทิพยจักษุ แต่รู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรมได้มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ
ยถากมฺมูปคตญาณํ ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อายสฺมา สารีปุตฺโต ยถากมฺมูปคตํ ชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อายสฺมา สารีปุตฺโต ยถากมฺมูปคตํ ชานาติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ยถากมฺมูปคตญาณํ ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ
ส. ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ท่านพระสารีบุตรรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ท่านพระสารีบุตร รู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม ก็ต้อง
ไม่กล่าวว่า ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ
อายสฺมา สารีปุตฺโต ยถากมฺมูปคตํ ชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ท่านพระสารีบุตร รู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ท่านพระสารีบุตรมีทิพยจักษุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อายสฺมา สารีปุตฺโต เอตทโวจ
เนว ปุพฺเพ นิวาสาย นปิ ทิพฺพสฺส จกฺขุโน
เจโตปริยาย อิทฺธิยา โสตธาตุวิสุทฺธิยา
จุติยา อุปปตฺติยา ปณิธิ เม น วิชฺชตีติ
อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ ยถากมฺมูปคตญาณํ ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ
ยถากมฺมูปคตญาณกถา ฯ
ส. ท่านพระสารีบุตรมีทิพยจักษุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ท่านพระสารีบุตร ได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า การตั้งความปรารถนา เพื่อปุพ
เพนิวาสญาณ ทิพพจักขุญาณ เจโตปริยญาณ อิทธิวิธิ ความหมดจดแห่งโสตธาตุ และจุตูปปาตญาณของเราไม่มี ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ ดังนี้
ยถากัมมูปคตญาณกถา จบ
End of ยถากัมมูปคตญาณกถา