พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา · ฉักกนิบาต
๘. วิชยาเถรีคาถา เล่ม ๒๖
Text layerBuddha’s wordsItems ๔๕๘ (Royal Thai)8/8 in ฉักกนิบาต4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต วิชยาเถรีคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 54 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
The Mahamakut edition prints the commentary in the same volumes as the canon, so this text includes commentary.
ไทย (มหามกุฏฯ), vol. 54, pp. 271–274
๘. วิชยาเถรีคาถา
[๔๕๘] พระวิชยาเถรี กล่าวคาถาเป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้ายังทำจิตให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้
ความสงบใจ ออกจากที่อยู่ ไปข้างนอก ๔-๕ ครั้งข้าพเจ้าก็เข้าไปหาพระเขมาเถรีไต่ถามโดยเคารพ.
ท่านได้แสดงธรรม คือ ธาตุ อายตนะ อริย-
สัจ ๔ อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อัฏฐังคิกมรรคโปรดข้าพเจ้า เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุด.
ข้าพเจ้าฟังคำของท่านแล้ว กระทำตามคำสั่ง
สอน ในปฐมยามแห่งราตรีนั้น ก็รู้ปุพเพนิวาสญาณในมัชฌิมยามแห่งราตรี ก็ชำระทิพยจักษุได้หมดจดในปัจฉิมยามแห่งราตรีก็ได้อาสวักขยญาณ ทำลายกองแห่งความมืดได้.
ครั้งนั้น ข้าพเจ้ามีปีติและสุขแผ่ไปทั่วกาย ใน
ราตรีที่ครบ ๗ ข้าพเจ้าทำลายกองแห่งความมืดแล้วจึงเหยียดเท้าออกได้.
จบวิชยาเถรีคาถา
๘. อรรถกถาวิชยาเถรีคาถา
คาถาว่า จตุกฺขตฺตุํ ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของพระวิชยาเถรี.
พระเถรีแม้รูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆสะสมกุศลซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆ ผู้มีกุศลมูลอันพอกพูนมาโดยลำดับ เที่ยวเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในพุทธุปบาทกาลนี้ก็ได้บังเกิดในเรือนของครอบครัวหนึ่งในกรุงราชคฤห์ รู้เดียงสาแล้วก็เป็นสหายของพระเขมาเถรีครั้งเป็นคฤหัสถ์. ได้ฟังมาว่าพระนางเขมานั้นทรงผนวชแล้วก็คิดว่า พระมเหสีแม้นั้นยังทรงผนวชจะป่วยกล่าวไปไยถึงเราเล่า ก็อยากจะบวชบ้าง จึงเข้าไปหาพระเขมาเถรี พระเถรีทราบอัธยาศัยของนางแล้ว ก็แสดงธรรมโดยวิธีที่นางจะมีใจสังเวชในสงสาร จักเลื่อมใสยิ่งขึ้นในพระศาสนานางฟังธรรมนั้นแล้วเกิดสังเวช และได้ศรัทธาแล้วก็ขอบวช. พระเถรีให้นางได้บวชแล้ว นางครั้นบวชแล้ว ทำกิจเบื้องต้นเสร็จก็เริ่มวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เพราะสมบูรณ์ด้วยเหตุสัมปทาได้พิจารณาการปฏิบัติของตนแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นเป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้ายังทำจิตให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้
ความสงบใจ ออกจากที่อยู่ ไปข้างนอก ๔-๕ ครั้ง
ข้าพเจ้าก็เข้าไปหาพระเขมาภิกษุณีไต่ถามโดยเคารพ
ท่านได้แสดงธรรมคือ ธาตุ อายตนะ อริยสัจ ๔
อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และอัฏฐังคิกมรรค โปรด
ข้าพเจ้า เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุด ข้าพเจ้าฟัง
คำของท่านแล้ว กระทำตามคำพร่ำสอน ในปฐมยาม
แห่งราตรีนั้น ก็รู้ปุพเพนิวาสญาณ ในมัชฌิมยาม
แห่งราตรี ก็ชำระทิพยจักษุให้หมดจด ในปัจฉิมยาม
แห่งราตรี ก็ได้อาสวักขยญาณ ทำลายกองแห่งความ
มืดได้ ครั้งนั้น ข้าพเจ้ามีปีติและสุขแผ่ไปทั่วกายอยู่
ในราตรีที่ครบ ๗ ข้าพเจ้าทำลายกองแห่งความมืด
แล้ว จึงเหยียดเท้าออกได้.
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า ภิกฺขุนึ พระเถรีกล่าวหมายถึงพระเขมาเถรี. บทว่า โพชฺฌงฺคฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ได้แก่โพชฌงค์ ๗ และอริย-มรรคมีองค์ ๘. บทว่า อุตฺตมตฺถสฺส ปตฺติยา ได้แก่ เพื่อบรรลุพระอรหัตหรือนิพพานเท่านั้น.
บทว่า ปีติสุเขน ได้แก่ ด้วยปีติและสุข เนื่องด้วยผลสมาบัติ.
บทว่า กายํ ได้แก่ นามกายที่ประกอบกัน และรูปกายที่ไปตามนามกายนั้น.
บทว่า ผริตฺวา ได้แก่ ถูกต้องหรือซึมซาบไป. บทว่า สตฺตมิยา ปาเทปสาเรสึ ความว่า นับจากวันเริ่มวิปัสสนาไปในราตรีที่ ๗ ข้าพเจ้าจึงคลายการนั่งขัดสมาธิเหยียดเท้าได้. ถามว่าทำลายกองแห่งความมืดได้อย่างไร. ตอบว่า ทำลายกองโมหะที่ยังไม่เคยทำลายด้วยดาบคืออรหัตมรรคญาณ. คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวมาแล้วในหนหลังทั้งนั้น.
จบ อรรถกถาวิชยาเถรีคาถา
จบ อรรถกถาฉักกนิบาต
สัตตกนิบาต
๑. อุตตราเถรีคาถา
[๔๕๙] พระปฏาจาราเถรี ให้โอวาทว่า
มาณพทั้งหลายพากันถือสากตำข้าว ได้ทรัพย์มาเลี้ยงบุตรภรรยาท่านทั้งหลายจงพากเพียรในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทำแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลังท่านทั้งหลายจงรีบล้างเท้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่งจงเข้าไปตั้งจิตให้มีอารมณ์เดียว ตั้งมั่นด้วยดีแล้วพิจารณาสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของแปรปรวนและโดยความเป็นของไม่ใช่ตน.
ข้าพเจ้าฟังคำพร่ำสอนของพระปฏาจาราเถรีนั้นแล้ว ล้างเท้าเข้าไปนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ในปฐมยามแห่งราตรี ข้าพเจ้าก็ระลึกชาติก่อนได้ ในมัชฌิมยานแห่งราตรี ก็ชำระทิพยจักษุได้หมดจด ในปัจฉิมยามแห่งราตรี ก็ทำลายกองแห่งความมืด [อวิชชา] ได้ข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ จึงลุกขึ้นจากอาสนะในภายหลังข้าพเจ้าทำตามคำพร่ำสอนของแม่ท่านแล้ว ข้าพเจ้ามีวิชชา ๓ ไม่มีอาสวะห้อมล้อมแม่ท่านอยู่ ดุจทวยเทพชั้นดาวดึงส์ พากันห้อมล้อมท่าวสักกะผู้ชนะสงครามฉะนั้น.
จบ อุตตราเถรีคาถา
End of ๘. วิชยาเถรีคาถา