พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · ขุททกวัตถุวิภังค์
อัฏฐารสกนิเทศ เล่ม ๓๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๓๓–๑๐๗๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๒/๑๓ ในขุททกวัตถุวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ขุททกวัตถุวิภังค์ อัฏฐารสกนิเทศ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๕ หน้า ๖๘๘–๗๐๐
ตัณหาวิจริตนิทเทส
{๑๐๓๓} [๙๗๓] ในมาติกานั้น ตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายใน เป็นไฉนตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายใน คือ
๑. ตัณหาว่าเรามี
๒. ตัณหาว่าเราเป็นโดยประการนี้
๓. ตัณหาว่าเราเป็นอย่างนั้น
๔. ตัณหาว่าเราเป็นโดยประการอื่น
๕. ตัณหาว่าเราจักเป็น
๖. ตัณหาว่าเราจักเป็นโดยประการนี้
๗. ตัณหาว่าเราจักเป็นอย่างนั้น
๘. ตัณหาว่าเราจักเป็นโดยประการอื่น
๙. ตัณหาว่าเราเป็นผู้เที่ยง
๑๐. ตัณหาว่าเราเป็นผู้ไม่เที่ยง
๑๑.ตัณหาว่าเราพึงเป็น
๑๒. ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้
๑๓. ตัณหาว่าเราพึงเป็นอย่างนั้น
๑๔. ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่น
๑๕. ตัณหาว่าเราพึงเป็นบ้าง
๑๖. ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้บ้าง
๑๗. ตัณหาว่าเราพึงเป็นอย่างนั้นบ้าง
๑๘. ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่นบ้าง
{๑๐๓๔} [๙๗๔] ตัณหาว่าเรามี เป็นอย่างไร
คือ บุคคลไม่แยกธรรมใด ๆ คือรูป ... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณออกจากกันแล้วได้ฉันทะว่าเรามี ได้มานะว่าเรามี ได้ทิฏฐิว่าเรามี เมื่อธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่าเราเป็นโดยประการนี้ หรือว่าเราเป็นอย่างนั้น หรือว่าเราเป็นโดยประการอื่น ก็ย่อมมี (๑)
{๑๐๓๕} ตัณหาว่าเราเป็นโดยประการนี้ เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาว่าเราเป็นกษัตริย์หรือเป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์หรือเป็นศูทร เป็นคฤหัสถ์หรือเป็นบรรพชิต เป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์ มีรูปหรือไม่มีรูป มีสัญญาหรือไม่มีสัญญา หรือมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราเป็นโดยประการนี้ (๒)
{๑๐๓๖} ตัณหาว่าเราเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเขาเป็นกษัตริย์ เราก็เป็นกษัตริย์เหมือนกัน หรือว่าเขาเป็นพราหมณ์ เราก็เป็นพราหมณ์เหมือนกัน หรือว่าเขาเป็นแพศย์ เราก็เป็นแพศย์เหมือนกัน หรือว่าเขาเป็นศูทร เราก็เป็นศูทรเหมือนกัน หรือว่าเขาเป็นคฤหัสถ์ เราก็เป็นคฤหัสถ์เหมือนกัน หรือว่าเขาเป็นบรรพชิต เราก็เป็นบรรพชิตเหมือนกัน หรือว่าเขาเป็นเทวดา เราก็เป็นเทวดาเหมือนกัน หรือว่าเขาเป็นมนุษย์เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน หรือว่าเขามีรูป เราก็มีรูปเหมือนกัน หรือว่าเขาไม่มีรูปเราก็ไม่มีรูปเหมือนกัน หรือว่าเขามีสัญญาเราก็มีสัญญาเหมือนกัน หรือว่าเขาไม่มีสัญญา เราก็ไม่มีสัญญาเหมือนกัน หรือว่าเขามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราก็มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่เหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราเป็นอย่างนั้น (๓){๑๐๓๗} ตัณหาว่าเราจักเป็นโดยประการอื่น เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราไม่ได้เป็นกษัตริย์เหมือนเขา หรือว่าเขาเป็นพราหมณ์ เราไม่ได้เป็นพราหมณ์เหมือนเขา หรือว่าเขาเป็นแพศย์ เราไม่ได้เป็นแพศย์เหมือนเขา หรือว่าเขาเป็นศูทร เราไม่ได้เป็นศูทรเหมือนเขา หรือว่าเขาเป็นคฤหัสถ์ เราไม่ได้เป็นคฤหัสถ์เหมือนเขา หรือว่าเขาเป็นบรรพชิต เราไม่ได้เป็นบรรพชิตเหมือนเขา หรือว่าเขาเป็นเทวดา เราไม่ได้เป็นเทวดาเหมือนเขา หรือว่าเขาเป็นมนุษย์ เราไม่ได้เป็นมนุษย์เหมือนเขา หรือว่าเขามีรูป เราไม่มีรูปเหมือนเขา หรือว่าเขาไม่มีรูป เรามิใช่ไม่มีรูปเหมือนเขา หรือว่าเขามีสัญญา เรามิใช่ไม่มีสัญญาเหมือนเขา หรือว่าเขาไม่มีสัญญา เรามิใช่ไม่มีสัญญาเหมือนเขา หรือว่าเขามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เรามิใช่มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่เหมือนเขา อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่า เราเป็นโดยประการอื่น (๔){๑๐๓๘} ตัณหาว่าเราจักเป็น เป็นอย่างไร
คือ บุคคลไม่แยกธรรมอันหนึ่ง คือ รูป ... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณออกจากกันแล้วได้ฉันทะว่าเราจักเป็น ได้มานะว่าเราจักเป็น ได้ทิฏฐิว่าเราจักเป็น เมื่อธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่าเราจักเป็นโดยประการนี้ หรือว่าเราจักเป็นอย่างนั้น หรือว่าเราจักเป็นโดยประการอื่น ก็ย่อมมี (๕)
{๑๐๓๙} ตัณหาว่าเราจักเป็นโดยประการนี้ เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาว่าเราจักเป็นกษัตริย์หรือจักเป็นพราหมณ์ จักเป็นแพศย์หรือจักเป็นศูทร จักเป็นคฤหัสถ์หรือจักเป็นบรรพชิต จักเป็นเทวดาหรือจักเป็นมนุษย์ จักมีรูปหรือจักไม่มีรูป จักมีสัญญาหรือจักไม่มีสัญญา หรือจักมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราจักเป็นโดยประการนี้ (๖)
{๑๐๔๐} ตัณหาว่าเราจักเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเขาเป็นกษัตริย์ เราก็จักเป็นกษัตริย์เหมือนกัน หรือว่าเขาเป็นพราหมณ์ เราก็จักเป็นพราหมณ์เหมือนกัน ... หรือว่าเขามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราก็จักมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่เหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราจักเป็นอย่างนั้น (๗){๑๐๔๑} ตัณหาว่าเราจักเป็นโดยประการอื่น อย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเขาเป็นกษัตริย์ เราจักไม่ได้เป็นกษัตริย์เหมือนเขา หรือว่าเขาเป็นพราหมณ์ เราจักไม่ได้เป็นพราหมณ์เหมือนเขา ... หรือว่าเขามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราจักไม่เป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่เหมือนเขา อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราจักเป็นโดยประการอื่น (๘){๑๐๔๒} ตัณหาว่าเราเป็นผู้เที่ยง เป็นอย่างไร
คือ ไม่แยกธรรมอันหนึ่ง คือ รูป ... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณออกจากกันแล้วมีตัณหาว่าเราเป็นผู้เที่ยง เราเป็นผู้ยั่งยืน เราเป็นผู้แน่นอน เราไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราเป็นผู้เที่ยง (๙){๑๐๔๓} ตัณหาว่าเราเป็นผู้ไม่เที่ยง เป็นอย่างไร
คือ ไม่แยกธรรมอันหนึ่ง คือ รูป ...เวทนา ...สัญญา ...สังขาร ... วิญญาณออกจากกันแล้วมีตัณหาว่า เราจักขาดสูญ เราจักพินาศ เราจักไม่มี อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราเป็นผู้ไม่เที่ยง (๑๐)
{๑๐๔๔} ตัณหาว่าเราพึงเป็น เป็นอย่างไร
คือ บุคคลไม่แยกธรรมอันหนึ่ง คือ รูป ...เวทนา ...สัญญา ...สังขาร ... วิญญาณออกจากกันแล้วได้ฉันทะว่าเราพึงเป็น ได้มานะว่าเราพึงเป็น
ได้ทิฏฐิว่าเราพึงเป็น เมื่อธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้ หรือว่าเราพึงเป็นอย่างนั้น หรือว่าพึงเป็นโดยประการอื่น ก็ย่อมมี (๑๑)
{๑๐๔๕} ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้ เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาว่าเราพึงเป็นกษัตริย์หรือพึงเป็นพราหมณ์ พึงเป็นแพศย์หรือพึงเป็นศูทร พึงเป็นคฤหัสถ์หรือพึงเป็นบรรพชิต พึงเป็นเทวดาหรือพึงเป็นมนุษย์ พึงมีรูปหรือพึงไม่มีรูป พึงมีสัญญาหรือพึงไม่มีสัญญา หรือพึงมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้ (๑๒){๑๐๔๖} ตัณหาว่าเราพึงเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเขาเป็นกษัตริย์ เราก็พึงเป็นกษัตริย์เหมือนกัน หรือว่าเขาเป็นพราหมณ์ เราก็พึงเป็นพราหมณ์เหมือนกัน ... หรือว่าเขามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราก็พึงมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่เหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราพึงเป็นอย่างนั้น (๑๓){๑๐๔๗} ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่น เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเขาเป็นกษัตริย์ เราไม่พึงเป็นกษัตริย์เหมือนเขา หรือว่าเขาเป็นพราหมณ์ เราไม่พึงเป็นพราหมณ์เหมือนเขา ... หรือว่าเขามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราไม่พึงมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่เหมือนเขา อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่น (๑๔){๑๐๔๘} ตัณหาว่าเราพึงเป็นบ้าง เป็นอย่างไร
คือ บุคคลไม่แยกธรรมอันหนึ่ง คือ รูป ... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณออกจากกันแล้วได้ฉันทะว่าเราก็พึงเป็นบ้าง ได้มานะว่าเราก็
พึงเป็นบ้าง ได้ทิฏฐิว่าเราก็พึงเป็นบ้าง เมื่อธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่าเราก็พึงเป็นโดยประการนี้บ้าง พึงเป็นอย่างนั้นบ้าง หรือว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่นบ้าง ก็ย่อมมี (๑๕)
{๑๐๔๙} ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้บ้าง เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาว่าเราพึงเป็นกษัตริย์บ้าง หรือพึงเป็นพราหมณ์บ้าง พึงเป็นแพศย์บ้าง หรือพึงเป็นศูทรบ้าง พึงเป็นคฤหัสถ์บ้าง หรือพึงเป็นบรรพชิตบ้าง พึงเป็นเทวดาบ้าง หรือพึงเป็นมนุษย์บ้าง พึงมีรูปบ้าง หรือพึงไม่มีรูปบ้าง พึงมีสัญญาบ้างหรือพึงไม่มีสัญญาบ้าง หรือพึงมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่บ้าง อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้บ้าง (๑๖){๑๐๕๐} ตัณหาว่าเราพึงเป็นอย่างนั้นบ้าง เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเขาเป็นกษัตริย์ เราก็พึงเป็นกษัตริย์เหมือนกันบ้าง หรือว่าเขาเป็นพราหมณ์ เราก็พึงเป็นพราหมณ์เหมือนกันบ้าง ... หรือว่าเขามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราก็พึงมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่เหมือนกันบ้าง อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราพึงเป็นอย่างนั้นบ้าง (๑๗){๑๐๕๑} ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่นบ้าง เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเขาเป็นกษัตริย์ เราไม่พึงเป็นกษัตริย์เหมือนเขาบ้าง หรือว่าเขาเป็นพราหมณ์ เราไม่พึงเป็นพราหมณ์เหมือนเขาบ้าง ... หรือว่าเขามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราไม่พึงมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่เหมือนเขาบ้าง อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่นบ้าง (๑๘)เหล่านี้ชื่อว่าตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายใน
{๑๐๕๒} [๙๗๕] ตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายนอก เป็นไฉน
ตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายนอก คือ
๑. ตัณหาว่าเรามีด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้
๒. ตัณหาว่าเราเป็นโดยประการนี้ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้
๓. ตัณหาว่าเราเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้
๔. ตัณหาว่าเราเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้
๕. ตัณหาว่าเราจักเป็นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้
๖. ตัณหาว่าเราจักเป็นโดยประการนี้ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้
๗. ตัณหาว่าเราจักเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้
๘. ตัณหาว่าเราจักเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้
๙. ตัณหาว่าเราเป็นผู้เที่ยงด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้
๑๐. ตัณหาว่าเราเป็นผู้ไม่เที่ยงด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้
๑๑. ตัณหาว่าเราพึงเป็นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้
๑๒. ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้
๑๓. ตัณหาว่าเราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้
๑๔. ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้
๑๕. ตัณหาว่าเราพึงเป็นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง
๑๖. ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง
๑๗. ตัณหาว่าเราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง
๑๘. ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง
{๑๐๕๓} [๙๗๖] ตัณหาว่าเรามีด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ เป็นอย่างไร
คือ บุคคลแยกธรรมอันหนึ่ง คือ รูป ...เวทนา ...สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณออกจากกันแล้วได้ฉันทะว่าเรามีด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ ได้มานะว่าเรามีด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ ได้ทิฏฐิว่าเรามีด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ เมื่อธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ ธรรมเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่าเรามีด้วยประการนี้ ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ หรือว่าเราเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ หรือว่าเราเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ ก็ย่อมมี (๑){๑๐๕๔} ตัณหาว่าเราเป็นโดยประการนี้ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาว่าเราเป็นกษัตริย์ด้วยรูป ... วิญญาณนี้ หรือเป็นพราหมณ์ด้วยรูป ... วิญญาณนี้ เป็นแพศย์ด้วยรูป ... วิญญาณนี้ หรือเป็นศูทรด้วยรูป ...วิญญาณนี้ เป็นคฤหัสถ์ด้วยรูป ... วิญญาณนี้ หรือเป็นบรรพชิตด้วยรูป ... วิญญาณนี้ เป็นเทวดาด้วยรูป ... วิญญาณนี้ หรือเป็นมนุษย์ด้วยรูป ... วิญญาณนี้ มีรูปด้วยรูป ... วิญญาณนี้ หรือไม่มีรูปด้วยรูป ... วิญญาณนี้ มีสัญญาด้วยรูป ... วิญญาณนี้ หรือไม่มีสัญญาด้วยรูป ... หรือวิญญาณนี้ หรือมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยรูป ...วิญญาณนี้ อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ... วิญญาณนี้ (๒){๑๐๕๕} ตัณหาว่าเราเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเขาเป็นกษัตริย์ เราก็เป็นกษัตริย์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้เหมือนกัน หรือว่าเขาเป็นพราหมณ์ เราก็เป็นพราหมณ์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้เหมีอนกัน ... หรือว่าเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราก็มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้เหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ (๓)
{๑๐๕๖} ตัณหาว่าเราเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเขาเป็นกษัตริย์ เราไม่เป็นกษัตริย์เหมือนเขาด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ หรือว่าเขาเป็นพราหมณ์ เราไม่เป็นพราหมณ์เหมือนเขาด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ ... หรือว่าเขามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เรามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่เหมือนเขาด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ก็หามิได้ อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ (๔){๑๐๕๗} ตัณหาว่าเราจักเป็นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ เป็นอย่างไร
คือ บุคคลแยกธรรมอันหนึ่ง คือ รูป ... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณออกจากกันแล้วได้ฉันทะว่าเราจักเป็นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ ได้มานะว่าเราจักเป็นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ ได้ทิฏฐิว่าเราจักเป็นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ เมื่อธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่าเราจักเป็นโดยประการนี้ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ หรือว่าเราจักเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ... หรือวิญญาณนี้ หรือว่าเราจักเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ... หรือวิญญาณนี้ ก็ย่อมมี (๕){๑๐๕๘} ตัณหาว่าเราจักเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ... วิญญาณนี้ เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาว่าเราจักเป็นกษัตริย์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ ... หรือจักไม่มีรูปด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ จักมีสัญญาด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ หรือจักไม่มีสัญญาด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ หรือจักมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราจักเป็นโดยประการนี้ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ (๖)
{๑๐๕๙} ตัณหาว่าเราจักเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ... วิญญาณนี้ เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเขาเป็นกษัตริย์ เราก็จักเป็นกษัตริย์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้เหมือนกัน หรือว่าเขาเป็น
พราหมณ์ เราก็จักเป็นพราหมณ์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้เหมือนกัน ... หรือว่าเขามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราก็จักมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้เหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราจักเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ (๗)
{๑๐๖๐} ตัณหาว่าเราจักเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเขาเป็นกษัตริย์ เราจักไม่เป็นกษัตริย์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้เหมือนเขา หรือว่าเขาเป็นพราหมณ์ เราจักไม่เป็นพราหมณ์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้เหมือนเขา ... หรือว่าเขามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราจักไม่เป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้เหมือนเขา อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราจักเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ (๘){๑๐๖๑} ตัณหาว่าเราเป็นผู้เที่ยงด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ เป็นอย่างไร
คือ บุคคลแยกธรรมอันหนึ่ง คือ รูป ... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณออกจากกันแล้วมีตัณหาว่าเราเป็นผู้เที่ยง เราเป็นผู้ยั่งยืน เราเป็นผู้แน่นอน เราไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดาด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราเป็นผู้เที่ยงด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ (๙)
{๑๐๖๒} ตัณหาว่าเราเป็นผู้ไม่เที่ยงด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ เป็นอย่างไร
คือ บุคคลแยกธรรมอันหนึ่ง คือ รูป ... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณออกจากกันแล้วมีตัณหาว่าเราจักขาดสูญ เราจักพินาศ เราจักไม่มีด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราเป็นผู้ไม่เที่ยงด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ (๑๐)
{๑๐๖๓} ตัณหาว่าเราพึงเป็นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ เป็นอย่างไร
คือ บุคคลแยกธรรมอันหนึ่ง คือ รูป ... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณออกจากกันแล้วได้ฉันทะว่าเราพึงเป็นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ ได้มานะว่าเราพึงเป็นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ ได้ทิฏฐิว่าเราพึงเป็นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ เมื่อธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ ธรรมเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ หรือว่าเราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ หรือว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ ก็ย่อมมี (๑๑)
{๑๐๖๔} ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาว่าเราพึงเป็นกษัตริย์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ หรือพึงเป็นพราหมณ์ด้วยรูปนี้ ...วิญญาณนี้ พึงเป็นแพศย์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ หรือพึงเป็นศูทรด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ พึงเป็นคฤหัสถ์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ หรือพึงเป็นบรรพชิตด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ พึงเป็นเทวดาด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ หรือพึงเป็นมนุษย์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ พึงเป็นผู้มีรูปด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ หรือพึงเป็นผู้ไม่มีรูปด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ พึงเป็นผู้มีสัญญาด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ หรือพึงเป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ หรือพึงเป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ (๑๒){๑๐๖๕} ตัณหาว่าเราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเขาเป็นกษัตริย์ เราก็พึงเป็นกษัตริย์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้เหมือนกัน หรือว่าเขาเป็นพราหมณ์ เราก็พึงเป็นพราหมณ์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้เหมือนกัน ... หรือว่าเขามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราก็พึงมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้เหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ (๑๓)
{๑๐๖๖} ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเขาเป็นกษัตริย์ เราไม่พึงเป็นกษัตริย์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้เหมือนเขา หรือว่าเขาเป็นพราหมณ์ เราไม่พึงเป็นพราหมณ์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้เหมือนเขา ... หรือว่าเขามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราไม่พึงมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้เหมือนเขา อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ (๑๔){๑๐๖๗} ตัณหาว่าเราพึงเป็นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง เป็นอย่างไร
คือ บุคคลแยกธรรมอันหนึ่ง คือ รูป ... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณออกจากกันแล้ว ได้ฉันทะว่าเราพึงเป็นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง ได้มานะว่าเราพึงเป็นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง ได้ทิฏฐิว่าเราพึงเป็นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง เมื่อธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ ธรรมเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง หรือว่าเราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง หรือว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง ก็ย่อมมี (๑๕){๑๐๖๘} ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาว่าเราพึงเป็นกษัตริย์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง หรือพึงเป็นพราหมณ์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง เราพึงเป็นแพศย์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง หรือพึงเป็นศูทรด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง เราพึงเป็นคฤหัสถ์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง หรือพึงเป็นบรรพชิตด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง เราพึงเป็นเทวดาด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง หรือพึงเป็นมนุษย์ด้วยรูปนี้ ... หรือวิญญาณนี้บ้าง เราพึงมีรูปด้วยรูปนี้ ... วิญญาณ
นี้บ้าง หรือพึงไม่มีรูปด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง หรือพึงไม่มีสัญญาด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง หรือพึงมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ (๑๖)
{๑๐๖๙} ตัณหาว่าเราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเขาเป็นกษัตริย์ เราก็พึงเป็นกษัตริย์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้างเหมือนกัน หรือว่าเขาเป็นพราหมณ์ เราก็พึงเป็นพราหมณ์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้างเหมือนกัน ... หรือว่าเขามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราก็พึงมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้างเหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง (๑๗){๑๐๗๐} ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง เป็นอย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเขาเป็นกษัตริย์ เราไม่พึงเป็นกษัตริย์เหมือนเขาด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง หรือว่าเขาเป็นพราหมณ์ เราไม่พึงเป็นพราหมณ์เหมือนเขาด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง ... หรือว่าเขามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราไม่พึงมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่เหมือนเขาด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง (๑๘)เหล่านี้ชื่อว่าตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายนอก
{๑๐๗๑} ตัณหาวิจริตอาศัยเบญจขันธ์ภายใน ๑๘ เหล่านี้ดังพรรณนามาฉะนี้ ตัณหาวิจริตอาศัยเบญจขันธ์ภายนอก ๑๘ เหล่านี้ ประมวลเข้าด้วยกันเป็นตัณหาวิจริต ๓๖ ตัณหาวิจริตดังกล่าวนี้เป็นอดีต ๓๖ เป็นอนาคต ๓๖ เป็นปัจจุบัน ๓๖ ประมวลเข้าด้วยกันเป็นตัณหาวิจริต ๑๐๘
จบ อัฏฐารสกนิเทศ