พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · ขุททกวัตถุวิภังค์
อัฏฐารสกนิเทศ เล่ม ๓๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๓๓–๑๐๗๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๒/๑๓ ในขุททกวัตถุวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
อัฏฐารสกนิเทศ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ขุททกวัตถุวิภังค์ อัฏฐารสกนิเทศ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)
ตตฺถ กตมานิ อฏฺฐารส ตณฺหาวิจริตานิ อชฺฌตฺติกสฺส อุปาทาย ฯ อสฺมีติ โหติ อิตฺถสฺมีติ โหติ เอวสฺมีติ โหติ อญฺญถาสฺมีติ โหติ ภวิสฺสนฺติ โหติ อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ โหติ เอวํ ภวิสฺสนฺติ โหติ อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ โหติ อสสฺมีติ โหติ สาตสฺมีติ โหติ สิยนฺติ โหติ อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ เอวํ สิยนฺติ โหติ อญฺญถา สิยนฺติ โหติ อปาหํ สิยนฺติ โหติ อปาหํ อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ อปาหํ เอวํ สิยนฺติ โหติ อปาหํ อญฺญถา สิยนฺติ โหติ ฯ
ในมาติกานั้น ตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายในเป็นไฉน
ตัณหาว่าเรามี ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราเป็นโดยประการนี้ ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราเป็นอย่างนั้น ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราเป็นโดยประการอื่น ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราจักเป็น ดังนี้ ก็มีตัณหาว่าเราจักเป็นโดยประการนี้ ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราจักเป็นอย่างนั้น ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราจักเป็นโดยประการอื่น ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราแน่นอน ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราไม่แน่นอนดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราพึงเป็น ดังนี้ก็มี ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้ ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราพึงเป็นอย่างนั้น ดังนี้ก็มี ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่น ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราพึงเป็นบ้าง ดังนี้ก็มี ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้บ้าง ดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราพึงเป็นอย่างนั้นบ้างดังนี้ ก็มี ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่นบ้าง ดังนี้ ก็มี
กถญฺจ อสฺมีติ โหติ กญฺจิ ธมฺมํ อนวการึ กริตฺวา รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อสฺมีติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ อสฺมีติ มานํ ปฏิลภติ อสฺมีติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ ตสฺมึ สติ อิมานิ ปปญฺจิตานิ โหนฺติ อิตฺถสฺมีติ วา เอวสฺมีติ วา อญฺญถาสฺมีติ วา ฯ
ก็ตัณหาว่า เรามี คืออย่างไร
คือ ไม่แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกันแล้ว ได้ฉันทะว่า เรามี ได้มานะว่า เรามี ได้ทิฏฐิว่า เรามี เมื่อธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่า เราเป็นโดยประการนี้ หรือเราเป็นอย่างนั้น หรือเราเป็นโดยประการอื่นก็ย่อมมี
กถญฺจ อิตฺถสฺมีติ โหติ ขตฺติโยสฺมีติ วา พฺราหฺมโณสฺมีติ วา เวสฺโสสฺมีติ วา สุทฺโทสฺมีติ วา คหฏฺโฐสฺมีติ วา ปพฺพชิโตสฺมีติ วา เทโวสฺมีติ วา มนุสฺโสสฺมีติ วา รูปีสฺมีติ วา อรูปีสฺมีติ วา สญฺญีสฺมีติ วา อสญฺญีสฺมีติ วา เนวสญฺญีนาสญฺญีสฺมีติ วา เอวํ อิตฺถสฺมีติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการนี้ คืออย่างไร
คือ ตัณหาว่า เราเป็นกษัตริย์ หรือเป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ หรือเป็นศูทรเป็นคฤหัสถ์หรือเป็นบรรพชิต เป็นเทวดา หรือเป็นมนุษย์ มีรูป หรือไม่มีรูปมีสัญญา หรือไม่มีสัญญาหรือมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่า เราเป็นโดยประการนี้
กถญฺจ เอวสฺมีติ โหติ ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย ยถา โส ขตฺติโย ตถาหํ ขตฺติโยสฺมีติ วา ยถา โส พฺราหฺมโณ ตถาหํ พฺราหฺมโณสฺมีติ วา ยถา โส เวสฺโส ตถาหํ เวสฺโสสฺมีติ วา ยถา โส สุทฺโท ตถาหํ สุทฺโทสฺมีติ วา ยถา โส คหฏฺโฐ ตถาหํ คหฏฺโฐสฺมีติ วา ยถา โส ปพฺพชิโต ตถาหํ ปพฺพชิโตสฺมีติ วา ยถา โส เทโว ตถาหํ เทโวสฺมีติ วา ยถา โส มนุสฺโส ตถาหํ มนุสฺโสสฺมีติ วา ยถา โส รูปี ตถาหํ รูปีสฺมีติ วา ยถา โส อรูปี ตถาหํ อรูปีสฺมีติ วา ยถา โส สญฺญี ตถาหํ สญฺญีสฺมีติ วา ยถา โส อสญฺญี ตถาหํ อสญฺญีสฺมีติ วา ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี ตถาหํ เนวสญฺญีนาสญฺญีสฺมีติ วา เอวํ เอวสฺมีติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนั้น คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็เป็นกษัตริย์เหมือนกัน หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราก็เป็นพราหมณ์เหมือนกัน หรือเขาเป็นแพศย์ เราก็เป็นแพศย์เหมือนกัน หรือเขาเป็นศูทร เราก็เป็นศูทรเหมือนกัน หรือเขาเป็นคฤหัสถ์ เราก็เป็นคฤหัสถ์เหมือนกัน หรือเขาเป็นบรรพชิตเราก็เป็นบรรพชิตเหมือนกัน หรือเขาเป็นเทวดาเราก็เป็นเทวดาเหมือนกัน หรือเขาเป็นมนุษย์ เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน หรือเขามีรูป เราก็มีรูปเหมือนกันหรือเขาไม่มีรูป เราก็ไม่มีรูปเหมือนกัน หรือเขามีสัญญา เราก็มีสัญญาเหมือนกันหรือเขาไม่มีสัญญา เราก็ไม่มีสัญญาเหมือนกัน หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราก็มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนั้น
กถญฺจ อญฺญถาสฺมีติ โหติ ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย ยถา โส ขตฺติโย นาหํ ตถา ขตฺติโยสฺมีติ วา ยถา โส พฺราหฺมโณ นาหํ ตถา พฺราหฺมโณสฺมีติ วา ยถา โส เวสฺโส นาหํ ตถา เวสฺโสสฺมีติ วา ยถา โส สุทฺโท นาหํ ตถา สุทฺโทสฺมีติ วา ยถา โส คหฏฺโฐ นาหํ ตถา คหฏฺโฐสฺมีติ วา ยถา โส ปพฺพชิโต นาหํ ตถา ปพฺพชิโตสฺมีติ วา ยถา โส เทโว นาหํ ตถา เทโวสฺมีติ วา ยถา โส มนุสฺโส นาหํ ตถา มนุสฺโสสฺมีติ วา ยถา โส รูปี นาหํ ตถา รูปีสฺมีติ วา ยถา โส อรูปี นาหํ ตถา อรูปีสฺมีติ วา ยถา โส สญฺญี นาหํ ตถา สญฺญีสฺมีติ วา ยถา โส อสญฺญี นาหํ ตถา อสญฺญีสฺมีติ วา ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี นาหํ ตถา เนวสญฺญีนาสญฺญีสฺมีติ วา เอวํ อญฺญถาสฺมีติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการอื่น คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราไม่ได้เป็นกษัตริย์เหมือนเขา หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราไม่ได้เป็นพราหมณ์เหมือนเขาหรือเขาเป็นแพศย์ เราไม่ได้เป็นแพศย์เหมือนเขา หรือเขาเป็นศูทร เราไม่ได้เป็นศูทรเหมือนเขา หรือเขาเป็นคฤหัสถ์เราไม่ได้เป็นคฤหัสถ์เหมือนเขา หรือเขาเป็นบรรพชิต เราไม่ได้เป็นบรรพชิตเหมือนเขา หรือเขาเป็นเทวดา เราไม่ได้เป็นเทวดาเหมือนเขา หรือเขาเป็นมนุษย์ เราไม่ได้เป็นมนุษย์เหมือนเขาหรือเขามีรูป เราไม่มีรูปเหมือนเขา หรือเขาไม่มีรูป เรามิใช่ไม่มีรูปเหมือนเขา หรือเขามีสัญญาเราไม่มีสัญญาเหมือนเขา หรือเขาไม่มีสัญญา เราไม่ใช่ไม่มีสัญญาเหมือนเขา หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราไม่ใช่มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนเขา อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่า เราเป็นโดยประการอื่น
กถญฺจ ภวิสฺสนฺติ โหติ กญฺจิ ธมฺมํ อนวการึ กริตฺวา รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ ภวิสฺสนฺติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ ภวิสฺสนฺติ มานํ ปฏิลภติ ภวิสฺสนฺติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ ตสฺมึ สติ อิมานิ ปปญฺจิตานิ โหนฺติ อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ วา เอวํ ภวิสฺสนฺติ วา อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ วา ฯ
ก็ตัณหาว่า เราจักเป็น คืออย่างไร
คือ ไม่แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกันแล้ว ได้ฉันทะว่า เราจักเป็น ได้มานะว่า เราจักเป็น ได้ทิฏฐิว่า เราจักเป็น เมื่อธรรมทั้ง ๓นั้นมีอยู่ ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่า เราจักเป็นโดยประการนี้ หรือเราจักเป็นอย่างนั้นหรือเราจักเป็นโดยประการอื่น ก็ย่อมมี
กถญฺจ อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ โหติ ขตฺติโย ภวิสฺสนฺติ วา พฺราหฺมโณ ภวิสฺสนฺติ วา เวสฺโส ภวิสฺสนฺติ วา สุทฺโท ภวิสฺสนฺติ วา คหฏฺโฐ ภวิสฺสนฺติ วา ปพฺพชิโต ภวิสฺสนฺติ วา เทโว ภวิสฺสนฺติ วา มนุสฺโส ภวิสฺสนฺติ วา รูปี ภวิสฺสนฺติ วา อรูปี ภวิสฺสนฺติ วา สญฺญี ภวิสฺสนฺติ วา อสญฺญี ภวิสฺสนฺติ วา เนวสญฺญีนาสญฺญี ภวิสฺสนฺติ วา เอวํ อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการนี้ คืออย่างไร
คือ ตัณหาว่า เราจักเป็นกษัตริย์ หรือจักเป็นพราหมณ์ จักเป็นแพศย์หรือจักเป็นศูทรจักเป็นคฤหัสถ์ หรือจักเป็นบรรพชิต จักเป็นเทวดา หรือจักเป็นมนุษย์ จักมีรูป หรือจักไม่มีรูปจักมีสัญญา หรือจักไม่มีสัญญา หรือจักมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการนี้
กถญฺจ เอวํ ภวิสฺสนฺติ โหติ ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย ยถา โส ขตฺติโย ตถาหํ ขตฺติโย ภวิสฺสนฺติ วา ยถา โส พฺราหฺมโณ ตถาหํ พฺราหฺมโณ ภวิสฺสนฺติ วา ฯเปฯ ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี ตถาหํ เนวสญฺญีนาสญฺญี ภวิสฺสนฺติ วา เอวํ เอวํ ภวิสฺสนฺติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราจักเป็นอย่างนั้น คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็จักเป็นกษัตริย์เหมือนกัน หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราก็จักเป็นพราหมณ์เหมือนกันฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราก็จักมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่าเราจักเป็นอย่างนั้น
กถญฺจ อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ โหติ ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย ยถา โส ขตฺติโย นาหํ ตถา ขตฺติโย ภวิสฺสนฺติ วา ยถา โส พฺราหฺมโณ นาหํ ตถา พฺราหฺมโณ ภวิสฺสนฺติ วา ฯเปฯ ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี นาหํ ตถา เนวสญฺญีนาสญฺญี ภวิสฺสนฺติ วา เอวํ อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการอื่น คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์เราจักไม่ได้เป็นกษัตริย์เหมือนเขา หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราจักไม่ได้เป็นพราหมณ์เหมือนเขา ฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราจักไม่เป็นผู้มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนเขาอย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการอื่น
กถญฺจ อสสฺมีติ โหติ กญฺจิ ธมฺมํ อนวการึ กริตฺวา รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ นิจฺโจสฺมิ ธุโวสฺมิ สสฺสโตสฺมิ อวิปริณามธมฺโมสฺมีติ เอวํ อสสฺมีติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราแน่นอน คืออย่างไร
คือ ไม่แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกันแล้ว มีตัณหาว่า เราเที่ยง เรายั่งยืน เราแน่นอน เราไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดาอย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราแน่นอน
กถญฺจ สาตสฺมีติ โหติ กญฺจิ ธมฺมํ อนวการึ กริตฺวา รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อุจฺฉิชฺชิสฺสามิ วินสฺสิสฺสามิ น ภวิสฺสามีติ เอวํ สาตสฺมีติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราไม่แน่นอน คืออย่างไร
คือ ไม่แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกันแล้ว มีตัณหาว่า เราจักขาดสูญ เราจักพินาศ เราจักไม่มี อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่า เราไม่แน่นอน
กถญฺจ สิยนฺติ โหติ กญฺจิ ธมฺมํ อนวการึ กริตฺวา รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ สิยนฺติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ สิยนฺติ มานํ ปฏิลภติ สิยนฺติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ ตสฺมึ สติ อิมานิ ปปญฺจิตานิ โหนฺติ อิตฺถํ สิยนฺติ วา เอวํ สิยนฺติ วา อญฺญถา สิยนฺติ วา ฯ
ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็น คืออย่างไร
คือ ไม่แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกันแล้วได้ฉันทะว่า เราพึงเป็น ได้มานะว่า เราพึงเป็น ได้ทิฏฐิว่า เราพึงเป็น เมื่อธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้ หรือเราพึงเป็นอย่างนั้น หรือเราพึงเป็นโดยประการอื่น ก็ย่อมมี
กถญฺจ อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ ขตฺติโย สิยนฺติ วา พฺราหฺมโณ สิยนฺติ วา เวสฺโส สิยนฺติ วา สุทฺโท สิยนฺติ วา คหฏฺโฐ สิยนฺติ วา ปพฺพชิโต สิยนฺติ วา เทโว สิยนฺติ วา มนุสฺโส สิยนฺติ วา รูปี สิยนฺติ วา อรูปี สิยนฺติ วา สญฺญีถ สิยนฺติ วา อสญฺญี สิยนฺติ วา เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺติ วา เอวํ อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้ คืออย่างไร
คือ ตัณหาว่า เราพึงเป็นกษัตริย์ หรือพึงเป็นพราหมณ์ พึงเป็นแพศย์หรือพึงเป็นศูทรพึงเป็นคฤหัสถ์ หรือพึงเป็นบรรพชิต พึงเป็นเทวดา หรือพึงเป็นมนุษย์พึงมีรูป หรือพึงไม่มีรูป พึงมีสัญญา หรือพึงไม่มีสัญญา หรือพึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้
กถญฺจ เอวํ สิยนฺติ โหติ ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย ยถา โส ขตฺติโย ตถาหํ ขตฺติโย สิยนฺติ วา ยถา โส พฺราหฺมโณ ตถาหํ พฺราหฺมโณ สิยนฺติ วา ฯเปฯ ยถา โส เนวสญฺญีนา- สญฺญี ตถาหํ เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺติ วา เอวํ เอวํ สิยนฺติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้น คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็พึงเป็นกษัตริย์เหมือนกัน หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราก็พึงเป็นพราหมณ์เหมือนกันฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราก็พึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่าเราพึงเป็นอย่างนั้น
กถญฺจ อญฺญถา สิยนฺติ โหติ ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย ยถา โส ขตฺติโย นาหํ ตถา ขตฺติโย สิยนฺติ วา ยถา โส พฺราหฺมโณ นาหํ ตถา พฺราหฺมโณ สิยนฺติ วา ฯเปฯ ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี นาหํ ตถา เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺติ วา เอวํ อญฺญถา สิยนฺติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่น คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราไม่พึงเป็นกษัตริย์เหมือนเขา หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราไม่พึงเป็นพราหมณ์เหมือนเขา ฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราไม่พึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนเขา อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่น
กถญฺจ อปาหํ สิยนฺติ โหติ กญฺจิ ธมฺมํ อนวการึ กริตฺวา รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อปาหํ สิยนฺติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ อปาหํ สิยนฺติ มานํ ปฏิลภติ อปาหํ สิยนฺติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ ตสฺมึ สติ อิมานิ ปปญฺจิตานิ โหนฺติ อปาหํ อิตฺถํ สิยนฺติ วา อปาหํ เอวํ สิยนฺติ วา อปาหํ อญฺญถา สิยนฺติ วา ฯ
ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นบ้าง คืออย่างไร
คือ ไม่แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกันแล้วได้ฉันทะว่า เราก็พึงเป็นบ้าง ได้มานะว่า เราก็พึงเป็นบ้าง ได้ทิฏฐิว่า เราก็พึงเป็นบ้าง เมื่อธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่า เราก็พึงเป็นโดยประการนี้บ้าง หรือพึงเป็นอย่างนั้นบ้าง หรือพึงเป็นโดยประการอื่นบ้าง ก็ย่อมมี
กถญฺจ อปาหํ อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ อปาหํ ขตฺติโย สิยนฺติ วา อปาหํ พฺราหฺมโณ สิยนฺติ วา อปาหํ เวสฺโส สิยนฺติ วา อปาหํ สุทฺโท สิยนฺติ วา อปาหํ คหฏฺโฐ สิยนฺติ วา อปาหํ ปพฺพชิโต สิยนฺติ วา อปาหํ เทโว สิยนฺติ วา อปาหํ มนุสฺโส สิยนฺติ วา อปาหํ รูปี สิยนฺติ วา อปาหํ อรูปี สิยนฺติ วา อปาหํ สญฺญี สิยนฺติ วา อปาหํ อสญฺญี สิยนฺติ วา อปาหํ เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺติ วา เอวํ อปาหํ อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้บ้าง คืออย่างไร
คือ ตัณหาว่า เราก็พึงเป็นกษัตริย์บ้าง หรือพึงเป็นพราหมณ์บ้าง พึงเป็นแพศย์บ้างหรือพึงเป็นศูทรบ้าง พึงเป็นคฤหัสถ์บ้าง หรือพึงเป็นบรรพชิตบ้างพึงเป็นเทวดาบ้าง หรือพึงเป็นมนุษย์บ้าง พึงมีรูปบ้าง หรือพึงไม่มีรูปบ้าง พึงมีสัญญาบ้าง หรือพึงไม่มีสัญญาบ้าง หรือพึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่บ้างอย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้บ้าง
กถญฺจ อปาหํ เอวํ สิยนฺติ โหติ ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย ยถา โส ขตฺติโย อปาหํ ตถา ขตฺติโย สิยนฺติ วา ยถา โส พฺราหฺมโณ อปาหํ ตถา พฺราหฺมโณ สิยนฺติ วา ฯเปฯ ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อปาหํ ตถา เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺติ วา เอวํ อปาหํ เอวํ สิยนฺติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นบ้าง คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็พึงเป็นกษัตริย์เหมือนเขาบ้าง หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราก็พึงเป็นพราหมณ์เหมือนเขาบ้าง ฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราก็พึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนเขาบ้าง อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นบ้าง
กถญฺจ อปาหํ อญฺญถา สิยนฺติ โหติ ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย ยถา โส ขตฺติโย อปาหํ น ตถา ขตฺติโย สิยนฺติ วา ยถา โส พฺราหฺมโณ อปาหํ น ตถา พฺราหฺมโณ สิยนฺติ วา ฯเปฯ ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อปาหํ น ตถา เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺติ วา เอวํ อปาหํ อญฺญถา สิยนฺติ โหติ ฯ
อิมานิ อฏฺฐารส ตณฺหาวิจริตานิ อชฺฌตฺติกสฺส อุปาทาย ฯ
ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นบ้าง คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็พึงเป็นกษัตริย์เหมือนเขาบ้างก็หาไม่ หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราก็พึงเป็นพราหมณ์เหมือนเขาบ้างก็หาไม่ ฯลฯ
หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราก็พึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนเขาบ้างก็หาไม่ อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นบ้าง
เหล่านี้ชื่อว่า ตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายใน
ตตฺถ กตมานิ อฏฺฐารส ตณฺหาวิจริตานิ พาหิรสฺส อุปาทาย ฯ อิมินา อสฺมีติ โหติ อิมินา อิตฺถสฺมีติ โหติ อิมินา เอวสฺมีติ โหติ อิมินา อญฺญถาสฺมีติ โหติ อิมินา ภวิสฺสนฺติ โหติ อิมินา อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ โหติ อิมินา เอวํ ภวิสฺสนฺติ โหติ อิมินา อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ โหติ อิมินา อสสฺมีติ โหติ อิมินา สาตสฺมีติ โหติ อิมินา สิยนฺติ โหติ อิมินา อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ อิมินา เอวํ สิยนฺติ โหติ อิมินา อญฺญถา สิยนฺติ โหติ อิมินา อปาหํ สิยนฺติ โหติ อิมินา อปาหํ อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ อิมินา อปาหํ เอวํ สิยนฺติ โหติ อิมินา อปาหํ อญฺญถา สิยนฺติ โหติ ฯ
ตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายนอก เป็นไฉน
ตัณหาว่า เรามีด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ
หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราจักเป็นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราจักเป็นอย่างนั้นด้วยรูปฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ตัณหาว่าเราแน่นอนด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราไม่แน่นอนด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ตัณหาว่า เราพึงเป็นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ
หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ตัณหาว่า เราพึงเป็นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้างตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง
กถญฺจ อิมินา อสฺมีติ โหติ กญฺจิ ธมฺมํ อวการึ กริตฺวา รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อิมินา อสฺมีติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ อิมินา อสฺมีติ มานํ ปฏิลภติ อิมินา อสฺมีติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ ตสฺมึ สติ อิมานิ ปปญฺจิตานิ โหนฺติ อิมินา อิตฺถสฺมีติ วา อิมินา เอวสฺมีติ วา อิมินา อญฺญถาสฺมีติ วา ฯ
ก็ตัณหาว่า เรามีด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ คืออย่างไร
คือ แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกันแล้ว ได้ฉันทะว่า เรามีด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ได้มานะว่า เรามีด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ได้ทิฏฐิว่า เรามีด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เมื่อธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ ธรรมเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่า เรามีโดยประการนี้ด้วยรูปฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือเราเป็นอย่างนั้นด้วยรูปฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือเราเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ก็ย่อมมี
กถญฺจ อิมินา อิตฺถสฺมีติ โหติ อิมินา ขตฺติโยสฺมีติ วา อิมินา พฺราหฺมโณสฺมีติ วา อิมินา เวสฺโสสฺมีติ วา อิมินา สุทฺโทสฺมีติ วา อิมินา คหฏฺโฐสฺมีติ วา อิมินา ปพฺพชิโตสฺมีติ วา อิมินา เทโวสฺมีติ วา อิมินา มนุสฺโสสฺมีติ วา อิมินา รูปีสฺมีติ วา อิมินา อรูปีสฺมีติ วา อิมินา สญฺญีสฺมีติ วา อิมินา อสญฺญีสฺมีติ วา อิมินา เนวสญฺญีนาสญฺญีสฺมีติ วา เอวํ อิมินา อิตฺถสฺมีติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ คือ
อย่างไร
คือ ตัณหาว่า เราเป็นกษัตริย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือเป็นพราหมณ์ด้วยรูปฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นแพศย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้หรือเป็นศูทรด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นคฤหัสถ์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือเป็นบรรพชิตด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นเทวดาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือเป็นมนุษย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้มีรูปด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือไม่มีรูปด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้มีสัญญาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือไม่มีสัญญาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
กถญฺจ อิมินา เอวสฺมีติ โหติ ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย ยถา โส ขตฺติโย อิมินา ตถาหํ ขตฺติโยสฺมีติ วา ยถา โส พฺราหฺมโณ อิมินา ตถาหํ พฺราหฺมโณสฺมีติ วา ฯเปฯ ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อิมินา ตถาหํ เนวสญฺญีนาสญฺญีสฺมีติ วา เอวํ อิมินา เอวสฺมีติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็เป็นกษัตริย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราก็เป็นพราหมณ์ด้วยรูป ฯลฯ
หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน ฯลฯ เขามีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราก็มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
กถญฺจ อิมินา อญฺญถาสฺมีติ โหติ ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย ยถา โส ขตฺติโย อิมินา นาหํ ตถา ขตฺติโยสฺมีติ วา ยถา โส พฺราหฺมโณ อิมินา นาหํ ตถา พฺราหฺมโณสฺมีติ วา ฯเปฯ ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อิมินา นาหํ ตถา เนวสญฺญีนาสญฺญีสฺมีติ วา เอวํ อิมินา อญฺญถาสฺมีติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ คือ
อย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็เป็นกษัตริย์เหมือนเขา ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราไม่เป็นพราหมณ์เหมือนเขาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เรามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนเขาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ก็หามิได้ อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
กถญฺจ อิมินา ภวิสฺสนฺติ โหติ กญฺจิ ธมฺมํ อวการึ กริตฺวา รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อิมินา ภวิสฺสนฺติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ อิมินา ภวิสฺสนฺติ มานํ ปฏิลภติ อิมินา ภวิสฺสนฺติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ ตสฺมึ สติ อิมานิ ปปญฺจิตานิ โหนฺติ อิมินา อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ วา อิมินา เอวํ ภวิสฺสนฺติ วา อิมินา อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ วา ฯ
ก็ตัณหาว่า เราจักเป็นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้คืออย่างไร
คือ แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกันแล้ว ได้ฉันทะว่า เราจักเป็นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ได้มานะว่า เราจักเป็นด้วยรูป ฯลฯ
หรือวิญญาณนี้ ได้ทิฏฐิว่า เราจักเป็นด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้ เมื่อธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่า เราจักเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือเราจักเป็นอย่างนั้นด้วยรูปฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือเราจักเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ก็ย่อมมี
กถญฺจ อิมินา อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ โหติ อิมินา ขตฺติโย ภวิสฺสนฺติ วา อิมินา พฺราหฺมโณ ภวิสฺสนฺติ วา อิมินา เวสฺโส ภวิสฺสนฺติ วา อิมินา สุทฺโท ภวิสฺสนฺติ วา อิมินา คหฏฺโฐ ภวิสฺสนฺติ วา อิมินา ปพฺพชิโต ภวิสฺสนฺติ วา อิมินา เทโว ภวิสฺสนฺติ วา อิมินา มนุสฺโส ภวิสฺสนฺติ วา อิมินา รูปี ภวิสฺสนฺติ วา อิมินา อรูปี ภวิสฺสนฺติ วา อิมินา สญฺญี ภวิสฺสนฺติ วา อิมินา อสญฺญี ภวิสฺสนฺติ วา อิมินา เนวสญฺญีนาสญฺญี ภวิสฺสนฺติ วา เอวํ อิมินา อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้
คืออย่างไร
คือ ตัณหาว่า เราจักเป็นกษัตริย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือจักเป็นพราหมณ์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ จักเป็นแพศย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือจักเป็นศูทรด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ จักเป็นคฤหัสถ์ด้วยรูปฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือจักเป็นบรรพชิตด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ จักเป็นเทวดาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือจักเป็นมนุษย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือจักมีรูปด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือจักไม่มีรูปด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้ จักมีสัญญาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือจักไม่มีสัญญาด้วยรูปฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือจักมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้
กถญฺจ อิมินา เอวํ ภวิสฺสนฺติ โหติ ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย ยถา โส ขตฺติโย อิมินา ตถาหํ ขตฺติโย ภวิสฺสนฺติ วา ยถา โส พฺราหฺมโณ อิมินา ตถาหํ พฺราหฺมโณ ภวิสฺสนฺติ วา ฯเปฯ ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อิมินา ตถาหํ เนวสญฺญีนาสญฺญี ภวิสฺสนฺติ วา เอวํ อิมินา เอวํ ภวิสฺสนฺติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราจักเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ คือ
อย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็จักเป็นกษัตริย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน หรือเขาเป็นพราหมณ์เราก็จักเป็นพราหมณ์ด้วยรูป ฯลฯ
หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน ฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราก็จักมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราจักเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
กถญฺจ อิมินา อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ โหติ ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย ยถา โส ขตฺติโย อิมินา นาหํ ตถา ขตฺติโย ภวิสฺสนฺติ วา ยถา โส พฺราหฺมโณ อิมินา นาหํ ตถา พฺราหฺมโณ ภวิสฺสนฺติ วา ฯเปฯ ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อิมินา นาหํ ตถา เนวสญฺญีนาสญฺญี ภวิสฺสนฺติ วา เอวํ อิมินา อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้
คืออย่างไร
คือตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราจักไม่เป็นกษัตริย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขา หรือเขาเป็นพราหมณ์เราจักไม่เป็นพราหมณ์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขา ฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราจักมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ด้วยรูปฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขาก็หามิได้ อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
กถญฺจ อิมินา อสสฺมีติ โหติ กญฺจิ ธมฺมํ อวการึ กริตฺวา รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อิมินา นิจฺโจสฺมิ ธุโวสฺมิ สสฺสโตสฺมิ อวิปริณามธมฺโมสฺมีติ เอวํ อิมินา อสสฺมีติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราแน่นอนด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้คืออย่างไร
คือ แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกันแล้ว มีตัณหาว่า เราเที่ยง เรายั่งยืน เราแน่นอน เราไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราแน่นอนด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
กถญฺจ อิมินา สาตสฺมีติ โหติ กญฺจิ ธมฺมํ อวการึ กริตฺวา รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อิมินา อุจฺฉิชฺชิสฺสามิ วินสฺสิสฺสามิ น ภวิสฺสามีติ เอวํ อิมินา สาตสฺมีติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราไม่แน่นอนด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ คืออย่างไร
คือ แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกันแล้ว มีตัณหาว่า เราจักขาดสูญ เราจักพินาศ เราจักไม่มี ด้วยรูปฯลฯ หรือวิญญาณนี้อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราไม่แน่นอนด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
กถญฺจ อิมินา สิยนฺติ โหติ กญฺจิ ธมฺมํ อวการึ กริตฺวา รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อิมินา สิยนฺติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ อิมินา สิยนฺติ มานํ ปฏิลภติ อิมินา สิยนฺติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ ตสฺมึ สติ อิมานิ ปปญฺจิตานิ โหนฺติ อิมินา อิตฺถํ สิยนฺติ วา อิมินา เอวํ สิยนฺติ วา อิมินา อญฺญถา สิยนฺติ วา ฯ
ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้คืออย่างไร
คือ แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกันแล้ว ได้ฉันทะว่า เราพึงเป็นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ได้มานะว่า เราพึงเป็นด้วยรูปฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ได้ทิฏฐิว่า เราพึงเป็นด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้ เมื่อธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ ธรรมเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือเราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้ หรือเราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ก็ย่อมมี
กถญฺจ อิมินา อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ อิมินา ขตฺติโย สิยนฺติ วา อิมินา พฺราหฺมโณ สิยนฺติ วา อิมินา เวสฺโส สิยนฺติ วา อิมินา สุทฺโท สิยนฺติ วา อิมินา คหฏฺโฐ สิยนฺติ วา อิมินา ปพฺพชิโต สิยนฺติ วา อิมินา เทโว สิยนฺติ วา อิมินา มนุสฺโส สิยนฺติ วา อิมินา รูปี สิยนฺติ วา อิมินา อรูปี สิยนฺติ วา อิมินา สญฺญี สิยนฺติ วา อิมินา อสญฺญี สิยนฺติ วา อิมินา เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺติ วา เอวํ อิมินา อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
คืออย่างไร
คือ ตัณหาว่า เราพึงเป็นกษัตริย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือพึงเป็นพราหมณ์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ พึงเป็นแพศย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือพึงเป็นศูทรด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ พึงเป็นคฤหัสถ์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือพึงเป็นบรรพชิตด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ พึงเป็นเทวดาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือพึงเป็นมนุษย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ พึงเป็นผู้มีรูปด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือพึงเป็นผู้ไม่มีรูปด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ พึงเป็นผู้มีสัญญาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือพึงเป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือพึงเป็นผู้มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้ ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
กถญฺจ อิมินา เอวํ สิยนฺติ โหติ ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย ยถา โส ขตฺติโย อิมินา ตถาหํ ขตฺติโย สิยนฺติ วา ยถา โส พฺราหฺมโณ อิมินา ตถาหํ พฺราหฺมโณ สิยนฺติ วา ฯเปฯ ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อิมินา ตถาหํ เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺติ วา เอวํ อิมินา เอวํ สิยนฺติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ คือ
อย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็พึงเป็นกษัตริย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราก็พึงเป็นพราหมณ์ด้วยรูป ฯลฯ
หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน ฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราก็พึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้เหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้
กถญฺจ อิมินา อญฺญถา สิยนฺติ โหติ ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย ยถา โส ขตฺติโย อิมินา นาหํ ตถา ขตฺติโย สิยนฺติ วา ยถา โส พฺราหฺมโณ อิมินา นาหํ ตถา พฺราหฺมโณ สิยนฺติ วา ฯเปฯ ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อิมินา นาหํ ตถา เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺติ วา เอวํ อิมินา อญฺญถา สิยนฺติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้
คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเขาเป็นกษัตริย์ เราไม่พึงเป็นกษัตริย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขา หรือเขาเป็นพราหมณ์ เราไม่พึงเป็นพราหมณ์ด้วยรูป ฯลฯ
หรือวิญญาณนี้เหมือนเขา ฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราไม่พึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขา อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
กถญฺจ อิมินา อปาหํ สิยนฺติ โหติ กญฺจิ ธมฺมํ อวการึ กริตฺวา รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อิมินา อปาหํ สิยนฺติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ อิมินา อปาหํ สิยนฺติ มานํ ปฏิลภติ อิมินา อปาหํ สิยนฺติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ ตสฺมึ สติ อิมานิ ปปญฺจิตานิ โหนฺติ อิมินา อปาหํ อิตฺถํ สิยนฺติ วา อิมินา อปาหํ เอวํ สิยนฺติ วา อิมินา อปาหํ อญฺญถา สิยนฺติ วา ฯ
ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง คืออย่างไร
คือ แยกธรรมอันใดอันหนึ่ง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจากกันแล้ว ได้ฉันทะว่า เราพึงเป็นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง ได้มานะว่า เราพึงเป็นด้วยรูปฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง ได้ทิฏฐิว่า เราพึงเป็นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง เมื่อธรรมทั้ง ๓นั้นมีอยู่ ธรรมเครื่องเนิ่นช้าว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง หรือเราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง หรือเราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ
หรือวิญญาณนี้บ้าง ก็ย่อมมี
กถญฺจ อิมินา อปาหํ อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ อิมินา อปาหํ ขตฺติโย สิยนฺติ วา อิมินา อปาหํ พฺราหฺมโณ สิยนฺติ วา อิมินา อปาหํ เวสฺโส สิยนฺติ วา อิมินา อปาหํ สุทฺโท สิยนฺติ วา อิมินา อปาหํ คหฏฺโฐ สิยนฺติ วา อิมินา อปาหํ ปพฺพชิโต สิยนฺติ วา อิมินา อปาหํ เทโว สิยนฺติ วา อิมินา อปาหํ มนุสฺโส สิยนฺติ วา อิมินา อปาหํ รูปี สิยนฺติ วา อิมินา อปาหํ อรูปี สิยนฺติ วา อิมินา อปาหํ สญฺญี สิยนฺติ วา อิมินา อปาหํ อสญฺญี สิยนฺติ วา อิมินา อปาหํ เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺติ วา เอวํ อิมินา อปาหํ อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้บ้าง
คืออย่างไร
คือ ตัณหาว่า เราพึงเป็นกษัตริย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง หรือพึงเป็นพราหมณ์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง เราพึงเป็นแพศย์ด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้บ้าง หรือพึงเป็นศูทรด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง เราพึงเป็น คฤหัสถ์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง หรือพึงเป็นบรรพชิตด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้บ้าง เราพึงเป็นเทวดาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง หรือพึงเป็นมนุษย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง เราพึงมีรูปด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง หรือพึงไม่มีรูปด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง เราพึงมีสัญญาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง หรือพึงไม่มีสัญญาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง หรือพึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้างอย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
กถญฺจ อิมินา อปาหํ เอวํ สิยนฺติ โหติ ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย ยถา โส ขตฺติโย อิมินา อปาหํ ตถา ขตฺติโย สิยนฺติ วา ยถา โส พฺราหฺมโณ อิมินา อปาหํ ตถา พฺราหฺมโณ สิยนฺติ วา ฯเปฯ ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อิมินา อปาหํ ตถา เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺติ วา เอวํ อิมินา อปาหํ เอวํ สิยนฺติ โหติ ฯ
ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง
คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็พึงเป็นกษัตริย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้างเหมือนกัน หรือเขาเป็นพราหมณ์เราก็พึงเป็นพราหมณ์ด้วยรูปฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้างเหมือนกัน ฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราก็พึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้างเหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง
กถญฺจ อิมินา อปาหํ อญฺญถา สิยนฺติ โหติ ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย ยถา โส ขตฺติโย อิมินา อปาหํ น ตถา ขตฺติโย สิยนฺติ วา ยถา โส พฺราหฺมโณ อิมินา อปาหํ น ตถา พฺราหฺมโณ สิยนฺติ วา ฯเปฯ ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อิมินา อปาหํ น ตถา เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺติ วา เอวํ อิมินา อปาหํ อญฺญถา สิยนฺติ โหติ ฯ
อิมานิ อฏฺฐารส ตณฺหาวิจริตานิ พาหิรสฺส อุปาทาย ฯ
ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯหรือวิญญาณนี้
บ้าง คืออย่างไร
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราไม่พึงเป็นกษัตริย์เหมือนเขาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง หรือเขาเป็นพราหมณ์เราไม่พึงเป็นพราหมณ์เหมือนเขาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง ฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราไม่พึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนเขาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง
เหล่านี้ชื่อว่า ตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายนอก
อิมานิ อฏฺฐารส ตณฺหาวิจริตานิ อชฺฌตฺติกสฺส อุปาทาย อิมานิ อฏฺฐารส ตณฺหาวิจริตานิ พาหิรสฺส อุปาทาย ตเทกชฺฌํ อภิสญฺญูหิตฺวา อภิสงฺขิปิตฺวา ฉตฺตึส ตณฺหาวิจริตานิ โหนฺติ ฯ อิติ เอวรูปานิ อตีตานิ ฉตฺตึส ตณฺหาวิจริตานิ อนาคตานิ ฉตฺตึส ตณฺหาวิจริตานิ ปจฺจุปฺปนฺนานิ ฉตฺตึส ตณฺหาวิจริตานิ ตเทกชฺฌํ อภิสญฺญูหิตฺวา อภิสงฺขิปิตฺวา อฏฺฐสตํ ตณฺหาวิจริตํ โหติ ฯ
ตัณหาวิจริตอาศัยเบญจขันธ์ภายใน ๑๘ เหล่านี้ ตัณหาวิจริตอาศัยเบญจขันธ์ภายนอก ๑๘ เหล่านี้ ประมวลเข้ากันเป็นตัณหาวิจริต ๓๖
ตัณหาวิจริตดังกล่าวนี้เป็นอดีตกาล ๓๖ เป็นอนาคตกาล ๓๖ เป็นปัจจุบันกาล ๓๖ประมวลเข้ากันเป็นตัณหาวิจริต ๑๐๘
จบ อัฏฐารสกนิเทศ