arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · ขุททกวัตถุวิภังค์

นวกนิเทศ เล่ม ๓๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๒๐–๑๐๒๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๓ ในขุททกวัตถุวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

นวกนิเทศ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ขุททกวัตถุวิภังค์ นวกนิเทศ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺถ กตมานิ นว อาฆาตวตฺถูนิ อนตฺถํ เม อจรีติ อาฆาโต ชายติ อนตฺถํ เม จรตีติ อาฆาโต ชายติ อนตฺถํ เม จริสฺสตีติ อาฆาโต ชายติ ปิยสฺส เม มนาปสฺส อนตฺถํ อจริ อนตฺถํ จรติ อนตฺถํ จริสฺสตีติ อาฆาโต ชายติ อปฺปิยสฺส เม อมนาปสฺส อตฺถํ อจริ อตฺถํ จรติ อตฺถํ จริสฺสตีติ อาฆาโต ชายติ อิมานิ นว อาฆาตวตฺถูนิ ฯ

ฉบับหลวง

ในนวกมาติกาเหล่านั้น อาฆาตวัตถุ ๙ เป็นไฉน

อาฆาตวัตถุ ๙ คือ

๑. ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้กระทำความเสื่อมเสียแก่เราแล้ว๒. ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่เรา๓. ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักกระทำความเสื่อมเสียแก่เรา๔. ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้กระทำความเสื่อมเสียแก่คนเป็นที่รักที่ชอบพอของเราแล้ว

๕. ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา

๖. ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักกระทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเราแล้ว

๗. ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้กระทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเราแล้ว

๘. ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา

๙. ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา

เหล่านี้เรียกว่า อาฆาตวัตถุ ๙

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺถ กตมานิ นว ปุริสมลานิ โกโธ มกฺโข อิสฺสา มจฺฉริยํ มายา สาเถยฺยํ มุสาวาโท ปาปิจฺฉา มิจฺฉาทิฏฺฐิ อิมานิ นว ปุริสมลานิ ฯ

ฉบับหลวง

ปุริสมละ ๙ เป็นไฉน

ปุริสมละ ๙ คือ

๑. โกธะ ความโกรธ

๒. มักขะ ความลบหลู่คุณท่าน

๓. อิสสา ความริษยา

๔. มัจฉริยะ ความตระหนี่

๕. มายา ความเจ้าเล่ห์

๖. สาเถยยะ ความโอ้อวด

๗. มุสาวาท พูดเท็จ

๘. ปาปิจฉา ความปรารถนาลามก

๙. มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด

เหล่านี้เรียกว่า ปุริสมละ ๙

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺถ กตเม นววิธา มานา เสยฺยสฺส เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน เสยฺยสฺส สทิโสหมสฺมีติ มาโน เสยฺยสฺส หีโนหมสฺมีติ มาโน สทิสสฺส เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน สทิสสฺส สทิโสหมสฺมีติ มาโน สทิสสฺส หีโนหมสฺมีติ มาโน หีนสฺส เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน หีนสฺส สทิโสหมสฺมีติ มาโน หีนสฺส หีโนหมสฺมีติ มาโน อิเม นววิธา มานา ฯ

ฉบับหลวง

มานะ ๙ เป็นไฉน

มานะ ๙ คือ

๑. ผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา

๒. ผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าเสมอเขา

๓. ผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าเลวกว่าเขา

๔. ผู้เสมอเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา

๕. ผู้เสมอเขา สำคัญตนว่าเสมอเขา

๖. ผู้เสมอเขา สำคัญตนว่าเลวกว่าเขา

๗. ผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา

๘. ผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเสมอเขา

๙. ผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเลวกว่าเขาเหล่านี้เรียกว่า มานะ ๙

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺถ กตเม นว ตณฺหามูลกา ธมฺมา ตณฺหํ ปฏิจฺจ ปริเยสนา ปริเยสนํ ปฏิจฺจ ลาโภ ลาภํ ปฏิจฺจ วินิจฺฉโย วินิจฺฉยํ ปฏิจฺจ ฉนฺทราโค ฉนฺทราคํ ปฏิจฺจ อชฺโฌสานํ อชฺโฌสานํ ปฏิจฺจ ปริคฺคโห ปริคฺคหํ ปฏิจฺจ มจฺฉริยํ มจฺฉริยํ ปฏิจฺจ อารกฺโข อารกฺขาธิกรณํ ทณฺฑาทานํ สตฺถาทานํ กลโห วิคฺคโห วิวาโท ตุวํตุวํ เปสุญฺญํ มุสาวาโท อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ อิเม นว ตณฺหามูลกา ธมฺมา ฯ

ฉบับหลวง

ตัณหามูลกธรรม ๙ เป็นไฉน

ตัณหามูลกธรรม ๙ คือ

๑. เพราะอาศัยตัณหา จึงเกิดการแสวงหา

๒. เพราะอาศัยการแสวงหา จึงเกิดการได้

๓. เพราะอาศัยการได้ จึงเกิดการวินิจฉัย

๔. เพราะอาศัยการวินิจฉัย จึงเกิดฉันทราคะ

๕. เพราะอาศัยฉันทราคะ จึงเกิดความยึดถือ

๖. เพราะอาศัยความยึดถือ จึงเกิดการหวงแหน

๗. เพราะอาศัยการหวงแหน จึงเกิดความตระหนี่

๘. เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงเกิดการรักษา

๙. เพราะอาศัยการรักษา จึงเกิดบาปอกุศลธรรม หลายประการ คือการจับท่อนไม้การจับศาสตรา การทะเลาะ การเกี่ยงแย้ง การวิวาท การพูดขึ้นมึงกูการพูดส่อเสียด การพูดเท็จ

เหล่านี้เรียกว่า ตัณหามูลกธรรม ๙

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺถ กตมานิ นว อิญฺชิตานิ อสฺมีติ อิญฺชิตเมตํ อหมสฺมีติ อิญฺชิตเมตํ อยมหมสฺมีติ อิญฺชิตเมตํ ภวิสฺสนฺติ อิญฺชิตเมตํ รูปี ภวิสฺสนฺติ อิญฺชิตเมตํ อรูปี ภวิสฺสนฺติ อิญฺชิตเมตํ สญฺญี ภวิสฺสนฺติ อิญฺชิตเมตํ อสญฺญี ภวิสฺสนฺติ อิญฺชิตเมตํ เนวสญฺญีนาสญฺญี ภวิสฺสนฺติ อิญฺชิตเมตํ อิมานิ นว อิญฺชิตานิ ฯ

ฉบับหลวง

อิญชิตะ ๙ เป็นไฉน

อิญชิตะ ๙ คือ

๑. ความหวั่นไหวว่า มีเรา

๒. ความหวั่นไหวว่า เป็นเรา

๓. ความหวั่นไหวว่า นี้เป็นเรา

๔. ความหวั่นไหวว่า เราจักมี

๕. ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์มีรูป

๖. ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์ไม่มีรูป

๗. ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์มีสัญญา

๘. ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา๙. ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหล่านี้เรียกว่า อิญชิตะ ๙

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺถ กตมานิ นว มญฺญิตานิ นว ผนฺทิตานิ นว ปปญฺจิตานิ นว สงฺขตานิ อสฺมีติ สงฺขตเมตํ อหมสฺมีติ สงฺขตเมตํ อยมหมสฺมีติ สงฺขตเมตํ ภวิสฺสนฺติ สงฺขตเมตํ รูปี ภวิสฺสนฺติ สงฺขตเมตํ อรูปี ภวิสฺสนฺติ สงฺขตเมตํ สญฺญี ภวิสฺสนฺติ สงฺขตเมตํ อสญฺญี ภวิสฺสนฺติ สงฺขตเมตํ เนวสญฺญีนาสญฺญี ภวิสฺสนฺติ สงฺขตเมตํ อิมานิ นว สงฺขตานิ ฯ

นวกํ ฯ

ฉบับหลวง

มัญญิตะ ๙ ผันทิตะ ๙ ปปัญจิตะ ๙ สังขตะ ๙ เป็นไฉนสังขตะ ๙ คือ

๑. ความปรุงแต่งว่า เรามี

๒. ความปรุงแต่งว่า เป็นเรา

๓. ความปรุงแต่งว่า นี้เป็นเรา

๔. ความปรุงแต่งว่า เราจักมี

๕. ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์มีรูป

๖. ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์ไม่มีรูป

๗. ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์มีสัญญา

๘. ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา๙. ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหล่านี้เรียกว่า สังขตะ ๙

จบ นวกนิเทศ