ญาณวิภังค์
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๙๕–๘๔๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๖/๑๘ ในวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ญาณวิภงฺโค
๑๖. ญาณวิภังค์
มาติกา
เอกกมาติกา
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ญาณวิภังค์ มาติกา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)
เอกวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ ปญฺจ วิญฺญาณา น เหตู อเหตุกา เหตุวิปฺปยุตฺตา สปฺปจฺจยา สงฺขตา อรูปา โลกิยา สาสวา สญฺโญชนิยา คนฺถนิยา โอฆนิยา โยคนิยา นีวรณิยา ปรามฏฺฐา อุปาทานิยา สงฺกิเลสิกา อพฺยากตา สารมฺมณา อเจตสิกา วิปากา อุปาทินฺนุปาทานิยา อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา น สวิตกฺกสวิจารา น อวิตกฺกวิจารมตฺตา อวิตกฺกอวิจารา น ปีติสหคตา เนวทสฺสเนน- *นภาวนายปหาตพฺพา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพเหตุกา เนวอาจยคามิโนนอปจยคามิโน เนวเสกฺขานาเสกฺขา ปริตฺตา กามาวจรา น รูปาวจรา น อรูปาวจรา ปริยาปนฺนา โน อปริยาปนฺนา อนิยตา อนิยฺยานิกา อุปฺปนฺนา มโนวิญฺญาณวิญฺเญยฺยา อนิจฺจา ชราภิภูตา ฯ
ปญฺจ วิญฺญาณา อุปฺปนฺนวตฺถุกา อุปฺปนฺนารมฺมณา ปุเรชาตวตฺถุกา ปุเรชาตารมฺมณา อชฺฌตฺติกวตฺถุกา พาหิรารมฺมณา อสมฺภินฺน- วตฺถุกา อสมฺภินฺนารมฺมณา นานาวตฺถุกา นานารมฺมณา น อญฺญมญฺญสฺส โคจรวิสยํ ปจฺจนุโภนฺติ น อสมนฺนาหารา อุปฺปชฺชนฺติ น อมนสิการา อุปฺปชฺชนฺติ น อพฺโพกิณฺณา อุปฺปชฺชนฺติ น อปุพฺพํ อจริมํ อุปฺปชฺชนฺติ น อญฺญมญฺญสฺส สมนนฺตรา อุปฺปชฺชนฺติ ปญฺจ วิญฺญาณา อนาโภคา ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กญฺจิ ธมฺมํ ปฏิวิชานาติ อญฺญตฺร อภินิปาตมตฺตา ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น กญฺจิ ธมฺมํ ปฏิวิชานาติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กญฺจิ อิริยาปถํ กปฺเปติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ
น กญฺจิ อิริยาปถํ กปฺเปติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กายกมฺมํ น วจีกมฺมํ ปฏฺฐเปติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น กายกมฺมํ น วจีกมฺมํ ปฏฺฐเปติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กุสลากุสลํ ธมฺมํ สมาทิยติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น กุสลากุสลํ ธมฺมํ สมาทิยติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น สมาปชฺชติ น วุฏฺฐาติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น สมาปชฺชติ น วุฏฺฐาติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น จวติ น อุปปชฺชติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น จวติ น อุปปชฺชติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น สุปติ น ปฏิพุชฺฌติ น สุปินํ ปสฺสติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น สุปติ น ปฏิพุชฺฌติ น สุปินํ ปสฺสติ ฯ ยาถาวกวตฺถุวิภาวนา ปญฺญา ฯ เอวํ เอกวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
ญาณวัตถุหมวดละ ๑ คือ วิญญาณ ๕ (๑) เป็นเหตุ เป็นอเหตุกะ เป็นเหตุวิปปยุต เป็นสัปปัจจยะ เป็นสังขตะ เป็นอรูป เป็นโลกิยะเป็นสาสวะ เป็นสัญโญชนิยะเป็นคันถนิยะ เป็นโอฆนิยะ เป็นโยคนิยะ เป็นนีวรณิยะ เป็นปรามัฏฐะ เป็นอุปาทานิยะเป็นสังกิเลสิกะ เป็นอัพยากฤตเป็นสารัมมณะ เป็นอเจตสิกะ เป็นวิบาก เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ เป็นนสวิตักกสวิจาระ เป็นนอวิตักกวิจารมัตตะ เป็นอวิตักกาวิจาระเป็นนปีติสหคตะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ เป็นเนวาจยคามินาปจยคามี เป็นเนวเสกขนาเสกขะ เป็นปริตตะเป็นกามาวจร เป็นนรูปาวจร เป็นนอรูปาวจร เป็นปริยาปันนะ เป็นโนอปริยาปันนะเป็นอนิยตะ เป็นอนิยยานิกะ เป็นอุปปันนมโนวิญญาณวิญเญยยะ เป็นอนิจจะเป็นชราภิภูตะ
วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นปัจจุบัน มีอารมณ์เป็นปัจจุบัน มีวัตถุเกิดก่อนมีอารมณ์เกิดก่อน มีวัตถุเป็นภายใน มีอารมณ์เป็นภายนอก มีวัตถุยังไม่แตกดับมีอารมณ์ยังไม่แตกดับ มีวัตถุต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกันและกัน ย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะไม่นึก ย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะไม่ทำไว้ในใจ จะเกิดขึ้นโดยไม่สับสนกันก็หาไม่จะเกิดขึ้นไม่ก่อนไม่หลังกันก็หาไม่ ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับของกันและกัน วิญญาณ ๕ ไม่มีความคิดนึก บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕ วิญญาณ ๕ สักแต่ว่าเป็นที่ตกไปแห่งอารมณ์อันใดอันหนึ่ง บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยวิญญาณ ๕ บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม# ๑. จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ.
ไม่ประกอบวจีกรรม ด้วยวิญญาณ ๕ ย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรมแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ บุคคลย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม ด้วยวิญญาณ ๕ย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ บุคคลย่อมไม่เข้าสมาบัติ ไม่ออกจากสมาบัติด้วยวิญญาณ ๕ ย่อมไม่เข้าสมาบัติ ไม่ออกจากสมาบัติแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕บุคคลย่อมไม่จุติ ไม่เกิดด้วยวิญญาณ ๕ ย่อมไม่จุติไม่เกิด แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ บุคคลย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน ด้วยวิญญาณ ๕ย่อมไม่หลับ ไม่ตื่นไม่ฝัน แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ ปัญญาที่แสดงเรื่องของวิญญาณ ๕ตามความเป็นจริงดังที่กล่าวมานี้ ญาณวัตถุหมวดละ ๑ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ทุกมาติกา
ทุวิเธน ญาณวตฺถุ โลกิยา ปญฺญา โลกุตฺตรา ปญฺญา เกนจิ วิญฺเญยฺยา ปญฺญา เกนจิ น วิญฺเญยฺยา ปญฺญา สาสวา ปญฺญา อนาสวา ปญฺญา อาสววิปฺปยุตฺตสาสวา ปญฺญา อาสววิปฺปยุตฺตอนาสวา ปญฺญา สญฺโญชนิยา ปญฺญา อสญฺโญชนิยา ปญฺญา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตสญฺโญชนิยา ปญฺญา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตอ สญฺโญชนิยา ปญฺญา คนฺถนิยา ปญฺญา อคนฺถนิยา ปญฺญา คนฺถวิปฺปยุตฺตคนฺถนิยา ปญฺญา คนฺถวิปฺปยุตฺตอคนฺถนิยา ปญฺญา โอฆนิยา ปญฺญา อโนฆนิยา ปญฺญา โอฆวิปฺปยุตฺตโอฆนิยา ปญฺญา โอฆวิปฺปยุตฺตอโนฆนิยา ปญฺญา โยคนิยา ปญฺญา อโยคนิยา ปญฺญา โยควิปฺปยุตฺตโยคนิยา ปญฺญา โยควิปฺปยุตฺตอโยคนิยา ปญฺญา นีวรณิยา ปญฺญา อนีวรณิยา ปญฺญา
นีวรณวิปฺปยุตฺตนีวรณิยา ปญฺญา นีวรณวิปฺปยุตฺตอนีวรณิยา ปญฺญา ปรามฏฺฐา๊ ปญฺญา อปรามฏฺฐา ปญฺญา ปรามาสวิปฺปยุตฺตปรามฏฺฐา ปญฺญา ปรามาสวิปฺปยุตฺตอปรามฏฺฐา ปญฺญา อุปาทินฺนา ปญฺญา อนุปาทินฺนา ปญฺญา อุปาทานิยา ปญฺญา อนุปาทานิยา ปญฺญา อุปาทานวิปฺปยุตฺตอุปาทานิยา ปญฺญา อุปาทานวิปฺปยุตฺตอนุปาทานิยา ปญฺญา สงฺกิเลสิกา ปญฺญา อสงฺกิเลสิกา ปญฺญา กิเลสวิปฺปยุตฺตสงฺกิเลสิกา ปญฺญา กิเลสวิปฺปยุตฺตอสงฺกิเลสิกา ปญฺญา สวิตกฺกา ปญฺญา อวิตกฺกา ปญฺญา สวิจารา ปญฺญา อวิจารา ปญฺญา สปฺปีติกา ปญฺญา อปฺปีติกา ปญฺญา ปีติสหคตา ปญฺญา น ปีติสหคตา ปญฺญา สุขสหคตา ปญฺญา น สุขสหคตา ปญฺญา อุเปกฺขาสหคตา ปญฺญา น อุเปกฺขาสหคตา ปญฺญา กามาวจรา ปญฺญา น กามาวจรา ปญฺญา รูปาวจรา ปญฺญา น รูปาวจรา ปญฺญา อรูปาวจรา ปญฺญา น อรูปาวจรา ปญฺญา ปริยาปนฺนา ปญฺญา อปริยาปนฺนา ปญฺญา นิยฺยานิกา ปญฺญา อนิยฺยานิกา ปญฺญา นิยตา ปญฺญา อนิยตา ปญฺญา สอุตฺตรา ปญฺญา อนุตฺตรา ปญฺญา อตฺถชาปิกา ปญฺญา ชาปิตตฺถา ปญฺญา เอวํ ทุวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
ญาณวัตถุหมวดละ ๒ คือ โลกิยปัญญา โลกุตตรปัญญาเกนจิวิญเญยยปัญญาเกนจินวิญเญยยปัญญา สาสวปัญญา อนาสวปัญญา อาสววิปปยุตตสาสวปัญญา อาสววิปปยุตตอนาสวปัญญา สัญโญชนิยปัญญา อสัญโญชนิยปัญญา สัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยปัญญา สัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยปัญญา คันถนิยปัญญา อคันถนิยปัญญาคันถวิปปยุตตคันถนิยปัญญาคันถวิปปยุตตอคันถนิยปัญญา โอฆนิยปัญญา อโนฆนิยปัญญาโอฆวิปปยุตตโอฆนิยปัญญา โอฆวิปปยุตตอโนฆนิยปัญญา โยคนิยปัญญา อโยคนิยปัญญาโยควิปปยุตตโยคนิยปัญญา โยควิปปยุตตอโยคนิยปัญญา นีวรณิยปัญญา อนีวรณิยปัญญานีวรณวิปปยุตตนีวรณิยปัญญา นีวรณวิปปยุตตอนิวรณิยปัญญา ปรามัฏฐปัญญา อปรามัฏฐปัญญาปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐปัญญา
ปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐปัญญา อุปาทินนปัญญา อนุปาทินนปัญญา อุปาทานิยปัญญาอนุปาทานิยปัญญา อุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยปัญญา อุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยปัญญา สังกิเลสิกปัญญา อสังกิเลสิกปัญญา กิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกปัญญา กิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกปัญญา สวิตักกปัญญา อวิตักกปัญญา สวิจารปัญญา อวิจารปัญญา สัปปีติกปัญญา อัปปีติกปัญญา ปีติสหคตปัญญา นปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญานสุขสหคตปัญญา อุเปกขาสหคตปัญญานอุเปกขาสหคตปัญญา กามาวจรปัญญานกามาวจรปัญญา รูปาวจรปัญญานรูปาวจรปัญญา อรูปาวจรปัญญา นอรูปาวจรปัญญาปริยาปันนปัญญา อปริยาปันนปัญญา นิยยานิกปัญญา อนิยยานิกปัญญา นิยตปัญญาอนิยตปัญญาสอุตตรปัญญา อนุตตรปัญญา อัตถชาปิกปัญญา ชาปีตัตถปัญญาญาณวัตถุหมวดละ ๒ ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้
ติกมาติกา
ติวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ จินฺตามยา ปญฺญา สุตมยา ปญฺญา ภาวนามยา ปญฺญา ทานมยา ปญฺญา สีลมยา ปญฺญา ภาวนามยา ปญฺญา อธิสีเล ปญฺญา อธิจิตฺเต ปญฺญา อธิปญฺญาย ปญฺญา อายโกสลฺลํ อปายโกสลฺลํ อุปายโกสลฺลํ ฯ วิปากา ปญฺญา วิปากธมฺมธมฺมา ปญฺญา เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา ปญฺญา อุปาทินฺนุปาทานิยา ปญฺญา อนุปาทินฺนุปาทานิยา ปญฺญา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา ปญฺญา สวิตกฺกสวิจารา ปญฺญา อวิตกฺกวิจารมตฺตา ปญฺญา อวิตกฺกอวิจารา ปญฺญา ปีติสหคตา ปญฺญา สุขสหคตา ปญฺญา อุเปกฺขาสหคตา ปญฺญา อาจยคามินี ปญฺญา อปจยคามินี ปญฺญา เนวอาจยคามินีนอปจยคามินี ปญฺญา เสกฺขา ปญฺญา อเสกฺขา ปญฺญา เนวเสกฺขานาเสกฺขา ปญฺญา
ปริตฺตา ปญฺญา มหคฺคตา ปญฺญา อปฺปมาณา ปญฺญา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา มหคฺคตารมฺมณา ปญฺญา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา มคฺคา- รมฺมณา ปญฺญา มคฺคเหตุกา ปญฺญา มคฺคาธิปตินี ปญฺญา อุปฺปนฺนา ปญฺญา อนุปฺปนฺนา ปญฺญา อุปฺปาทินี ปญฺญา อตีตา ปญฺญา อนาคตา ปญฺญา ปจฺจุปฺปนฺนา ปญฺญา อตีตารมฺมณา ปญฺญา อนาคตารมฺมณา ปญฺญา ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา ปญฺญา อชฺฌตฺตา ปญฺญา พหิทฺธา ปญฺญา อชฺฌตฺตพหิทฺธา ปญฺญา อชฺฌตฺตารมฺมณา ปญฺญา พหิทฺธารมฺมณา ปญฺญา อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา ปญฺญา ฯ
สวิตกฺกสวิจารา ปญฺญา อตฺถิ วิปากา อตฺถิ วิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ อุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา อตฺถิ ปีติสหคต อตฺถิ สุขสหคตา อตฺถิ อุเปกฺขาสหคตา อตฺถิ อาจยคามินี อตฺถิ อปจยคามินี อตฺถิ เนวอาจยคามินีนอปจยคามินี อตฺถิ เสกฺขา อตฺถิ อเสกฺขา อตฺถิ เนวเสกฺขานาเสกฺขา อตฺถิ ปริตฺตา อตฺถิ มหคฺคตา อตฺถิ อปฺปมาณา อตฺถิ ปริตฺตารมฺมณา อตฺถิ มหคฺคตารมฺมณา อตฺถิ อปฺปมาณารมฺมณา อตฺถิ มคฺคารมฺมณา อตฺถิ มคฺคเหตุกา อตฺถิ มคฺคาธิปตินี อตฺถิ อุปฺปนฺนา อตฺถิ อนุปฺปนฺนา อตฺถิ อุปฺปาทินี อตฺถิ อตีตา อตฺถิ อนาคตา
อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนา อตฺถิ อตีตารมฺมณา อตฺถิ อนาคตารมฺมณา อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา อตฺถิ อชฺฌตฺตา อตฺถิ พหิทฺธา อตฺถิ อชฺฌตฺตพหิทฺธา อตฺถิ อชฺฌตฺตารมฺมณา อตฺถิ พหิทฺธารมฺมณา อตฺถิ อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา ฯ อวิตกฺกวิจารมตฺตา ปญฺญา อตฺถิ วิปากา อตฺถิ วิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ อุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา อตฺถิ อาจยคามินี อตฺถิ อปจยคามินี อตฺถิ เนวอาจยคามินีนอปจยคามินี อตฺถิ เสกฺขา อตฺถิ อเสกฺขา อตฺถิ เนวเสกฺขานาเสกฺขา อตฺถิ อุปฺปนฺนา อตฺถิ อนุปฺปนฺนา อตฺถิ อุปฺปาทินี อตฺถิ อตีตา อตฺถิ อนาคตา อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนา อตฺถิ อชฺฌตฺตา อตฺถิ พหิทฺธา อตฺถิ อชฺฌตฺตพหิทฺธา ฯ
อวิตกฺกอวิจารา ปญฺญา อตฺถิ วิปากา อตฺถิ วิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ อุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา อตฺถิ ปีติสหคตา อตฺถิ สุขสหคตา อตฺถิ อุเปกฺขาสหคตา อตฺถิ อาจยคามินี อตฺถิ อปจยคามินี อตฺถิ เนวอาจยคามินีนอปจยคามินี อตฺถิ เสกฺขา อตฺถิ อเสกฺขา อตฺถิ เนวเสกฺขานาเสกฺขา อตฺถิ ปริตฺตารมฺมณา อตฺถิ มหคฺคตารมฺมณา อตฺถิ อปฺปมาณารมฺมณา อตฺถิ มคฺคารมฺมณา อตฺถิ มคฺคเหตุกา อตฺถิ มคฺคาธิปตินี อตฺถิ อุปฺปนฺนา อตฺถิ อนุปฺปนฺนา อตฺถิ อุปฺปาทินี อตฺถิ อตีตา อตฺถิ อนาคตา อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนา อตฺถิ อตีตารมฺมณา อตฺถิ
อนาคตารมฺมณา อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา อตฺถิ อชฺฌตฺตา อตฺถิ พหิทฺธา อตฺถิ อชฺฌตฺตพหิทฺธา อตฺถิ อชฺฌตฺตารมฺมณา อตฺถิ พหิทฺธารมฺมณา อตฺถิ อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา ฯ ปีติสหคตา ปญฺญา สุขสหคตา ปญฺญา อตฺถิ วิปากา อตฺถิ วิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ เนว วิปากนวิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ อุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา อตฺถิ สวิตกฺกสวิจารา อตฺถิ อวิตกฺกวิจารมตฺตา อตฺถิ อวิตกฺกอวิจารา อตฺถิ อาจยคามินี อตฺถิ อปจยคามินี อตฺถิ เนวอาจยคามินีนอปจยคามินี อตฺถิ เสกฺขา อตฺถิ อเสกฺขา อตฺถิ เนวเสกฺขานาเสกฺขา อตฺถิ ปริตฺตา อตฺถิ มหคฺคตา อตฺถิ อปฺปมาณา อตฺถิ
ปริตฺตารมฺมณา อตฺถิ มหคฺคตารมฺมณา อตฺถิ อปฺปมาณารมฺมณา อตฺถิ มคฺคารมฺมณา อตฺถิ มคฺคเหตุกา อตฺถิ มคฺคาธิปตินี อตฺถิ อุปฺปนฺนา อตฺถิ อนุปฺปนฺนา อตฺถิ อุปฺปาทินี อตฺถิ อตีตา อตฺถิ อนาคตา อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนา อตฺถิ อตีตารมฺมณา อตฺถิ อนาคตารมฺมณา อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา อตฺถิ อชฺฌตฺตา อตฺถิ พหิทฺธา อตฺถิ อชฺฌตฺตพหิทฺธา อตฺถิ อชฺฌตฺตารมฺมณา อตฺถิ พหิทฺธารมฺมณา อตฺถิ อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา ฯ
อุเปกฺขาสหคตา ปญฺญา อตฺถิ วิปากา อตฺถิ วิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ อุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา อตฺถิ อาจยคามินี อตฺถิ อปจยคามินี อตฺถิ เนวอาจยคามินีนอปจยคามินี อตฺถิ เสกฺขา อตฺถิ อเสกฺขา อตฺถิ เนวเสกฺขานาเสกฺขา อตฺถิ ปริตฺตา อตฺถิ มหคฺคตา อตฺถิ อปฺปมาณา อตฺถิ ปริตฺตารมฺมณา อตฺถิ มหคฺคตารมฺมณา อตฺถิ อปฺปมาณา- รมฺมณา อตฺถิ มคฺคารมฺมณา อตฺถิ มคฺคเหตุกา อตฺถิ มคฺคาธิปตินี อตฺถิ อุปฺปนฺนา อตฺถิ อนุปฺปนฺนา อตฺถิ อุปฺปาทินี อตฺถิ อตีตา อตฺถิ อนาคตา อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนา อตฺถิ อตีตารมฺมณา อตฺถิ อนาคตารมฺมณา อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา อตฺถิ อชฺฌตฺตา อตฺถิ พหิทฺธา อตฺถิ อชฺฌตฺตพหิทฺธา อตฺถิ อชฺฌตฺตารมฺมณา อตฺถิ พหิทฺธารมฺมณา อตฺถิ อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา ฯ เอวํ ติวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
ญาณวัตถุหมวดละ ๓ คือ จินตามยปัญญา สุตมยปัญญาภาวนามยปัญญา
ทานมยปัญญา สีลมยปัญญา ภาวนามยปัญญา อธิสีลปัญญาอธิจิตตปัญญา อธิปัญญาปัญญาอายโกศล อปายโกศล อุปายโกศล
วิปากปัญญา วิปากธัมมธัมมปัญญา เนววิปากนวิปากธัมมธัมมปัญญาอุปาทินนุปาทานิยปัญญา อนุปาทินนุปาทานิยปัญญา อนุปาทินนานุปาทานิยปัญญาสวิตักกสวิจารปัญญาอวิตักกวิจารมัตตปัญญา อวิตักกาวิจารปัญญา ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญาอุเปกขาสหคตปัญญา อาจยคามินีปัญญา อปจยคามินีปัญญา เนวาจยคามินีนาปจยคามินีปัญญา เสกขปัญญา อเสกขปัญญา เนวเสกขนาเสกขปัญญา ปริตตปัญญามหัคคตปัญญาอัปปมาณปัญญา ปริตรัมมณปัญญา มหัคคตารัมมณปัญญา อัปปมาณารัมมณปัญญามัคคารัมมณปัญญามัคคเหตุกปัญญา มัคคาธิปตินีปัญญา อุปปันนปัญญาอนุปปันนปัญญา อุปปาทินีปัญญา อดีตปัญญา อนาคตปัญญา ปัจจุปปันนปัญญา อตีตารัมมณปัญญาอนาคตารัมมณปัญญา ปัจจุปปันนารัมมณปัญญา อัชฌัตตปัญญา พหิทธาปัญญาอัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา อัชฌัตตารัมมณปัญญา พหิทธารัมมณปัญญาอัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา
สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มีเป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี สวิตักกสวิจารปัญญาเป็นปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มีเป็นอุเปกขาสหคตะก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอาจยคามินีก็มี เป็นอปจยคามินีก็มีเป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มีเป็นเนวเสกขนาเสกขะก็มีสวิตักกสวิจารปัญญา เป็นปริตตะก็มี เป็นมหัคคตะก็มี เป็นอัปปมาณะก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มีเป็นอัปปมาณารัมมณะก็มีสวิตักกสวิจารปัญญา เป็นมัคคารัมมณะก็มี เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปตินีก็มีสวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทินีก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอตีตารัมมณะก็มี เป็นอนาคตารัมมณะก็มี เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอัชฌัตตะก็มีเป็นพหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี สวิตักกสวิจารปัญญาเป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี เป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี
อวิตักกวิจารมัตตปัญญา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี อวิตักกวิจารมัตตปัญญา เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มีเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี อวิตักกวิจารมัตตปัญญา เป็นอาจยคามินีก็มีเป็นอปจยคามินีก็มี เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี อวิตักกวิจารปัญญา เป็นเสกขะก็มีเป็นอเสขะก็มี เป็นเนวเสกขนาเสกขะก็มี อวิตักกวิจารปัญญา เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทินีก็มีอวิตักกวิจารปัญญา เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี อวิตักกวิจารปัญญา เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี เป็น
อัชฌัตตพหิทธาก็มี
อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มีเป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี อวิตักกาวิจารปัญญาเป็นปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มีเป็นอุเปกขาสหคตะก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นอาจยคามินีก็มี เป็นอปจยคามินีก็มี เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มี เป็นเนวเสกขนาเสกขะก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มีเป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นมัคคารัมมณะก็มี เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปตินีก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทินีก็มี อวิตักกาวิจารปัญญาเป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มีเป็นปัจจุบันก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นอตีตารัมมณะก็มีเป็นอนาคตารัมมณะก็มี เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นอัชฌัตตะก็มีเป็นพหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี เป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี
ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญาเป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มีเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญาเป็นสวิตักกสวิจาระก็มี เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี ปีติสหคตปัญญาสุขสหคตปัญญาเป็นอาจยคามินีก็มี เป็นอปจยคามินีก็มี เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มีปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มี เป็นเนวเสกขนาเสกขะก็มีปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นปริตตะก็มี เป็นมหัคคตะก็มี เป็นอัปปมาณะก็มีปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา
เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นมัคคารัมมณะก็มี เป็นมัคคเหตุกะก็มีเป็นมัคคาธิปตินีก็มีปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปันนะก็มีเป็นอุปปาทินีก็มี ปิติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มีเป็นปัจจุบันก็มีปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นอตีตารัมมณะก็มี เป็นอนาคตารัมมณะก็มี เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มีเป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี ปิติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มีเป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี
อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มีเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มีเป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นอาจยคามินีก็มี เป็นอปจยคามินีก็มีเป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มี เป็นเนวเสกขนาเสกขะก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นปริตตะก็มี เป็นมหัคคตะก็มี เป็นอัปปมาณะก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นมัคคารัมมณะก็มี เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปตินีก็มีอุเปกขาสหคตปัญญา เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปันนะก็มี เป็นอุปปาทินีก็มีอุเปกขาสหคตปัญญา เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี อุเปกขาสหคตปัญญาเป็นอตีตารัมมณะก็มี เป็นอนาคตารัมมณะก็มีเป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี อุเปกขาสหคตปัญญาเป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มีเป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี ญาณวัตถุ หมวดละ ๓ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
จตุกกมาติกา
จตุพฺพิเธน ญาณวตฺถุ กมฺมสฺสกตํ ญาณํ สจฺจานุโลมิกํ ญาณํ มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ผลสมงฺคิสฺส ญาณํ ทุกฺเข ญาณํ ทุกฺขสมุทเย ญาณํ ทุกฺขนิโรเธ ญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ กามาวจรา ปญฺญา รูปาวจรา ปญฺญา อรูปาวจรา ปญฺญา อปริยาปนฺนา ปญฺญา ธมฺเม ญาณํ อนฺวเย ญาณํ ปริจฺเจ ญาณํ สมฺมติญาณํ อตฺถิ ปญฺญา อาจยาย โน อปจยาย อตฺถิ ปญฺญา อปจยาย โน อาจยาย อตฺถิ ปญฺญา อาจยาย เจว อปจยาย จ อตฺถิ ปญฺญา เนว อาจยาย โน อปจยาย อตฺถิ ปญฺญา นิพฺพิทาย โน ปฏิเวธาย อตฺถิ ปญฺญา ปฏิเวธาย โน นิพฺพิทาย อตฺถิ ปญฺญา นิพฺพิทาย เจว ปฏิเวธาย จ อตฺถิ ปญฺญา เนว นิพฺพิทาย โน ปฏิเวธาย หานภาคินี ปญฺญา
ฐิติภาคินี ปญฺญา วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส ปฏิปทา จตฺตาริ อารมฺมณานิ ชรามรเณ ญาณํ ชรา- มรณสมุทเย ญาณํ ชรามรณนิโรเธ ญาณํ ชรามรณนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ชาติยา ญาณํ ฯเปฯ ภเว ญาณํ ฯเปฯ อุปาทาเน ญาณํ ฯเปฯ ตณฺหาย ญาณํ ฯเปฯ เวทนาย ญาณํ ฯเปฯ ผสฺเส ญาณํ ฯเปฯ สฬายตเน ญาณํ ฯเปฯ นามรูเป ญาณํ ฯเปฯ วิญฺญาเณ ญาณํ ฯเปฯ สงฺขาเรสุ ญาณํ สงฺขารสมุทเย ญาณํ สงฺขารนิโรเธ ญาณํ สงฺขารนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ เอวํ จตุพฺพิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
ญาณวัตถุหมวดละ ๔ คือ กัมมัสสกตาญาณ สัจจานุโลมิกญาณ มัคคสมังคิญาณผลสมังคิญาณ ทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณกามาวจรปัญญา รูปาวจรปัญญาอรูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ธรรมญาณ อันวยญาณปริจจญาณสัมมติญาณ อาจยโนอปจยปัญญา อปจยโนอาจยปัญญา อาจยอปจยปัญญาเนวาจยโนอปจยปัญญา นิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา ปฏิเวธโนนิพพิทาปัญญานิพพิทาปฏิเวธปัญญา เนวนิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา หานภาคินีปัญญา ฐิติภาคินีปัญญา วิเสสภาคินีปัญญา นิพเพธภาคินีปัญญาปฏิสัมภิทา ๔ ปฏิปทา ๔อารมณ์ ๔ ชรามรณญาณ ชรามรณสมุทยญาณ ชรามรณนิโรธญาณชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ ชาติญาณ ฯลฯ ภวญาณ ฯลฯ อุปาทานญาณ ฯลฯตัณหาญาณฯลฯ เวทนาญาณ ฯลฯ ผัสสญาณ ฯลฯ สฬายตนญาณ ฯลฯนามรูปญาณ ฯลฯ วิญญาณญาณฯลฯ สังขารญาณ สังขารสมุทยญาณสังขารนิโรธญาณ สังขารนิโรธคามินีปฏิปทาญาณญาณวัตถุ หมวดละ ๔ ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้
ปัญจก-ฉักก-สัตตก-อัฏฐก-นวกมาติกา
ปญฺจวิเธน ญาณวตฺถุ ปญฺจงฺคิโก สมฺมาสมาธิ ปญฺจญาณิโก สมฺมาสมาธิ เอวํ ปญฺจวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ ฉพฺพิเธน ญาณวตฺถุ ฉสุ อภิญฺญาสุ ปญฺญา เอวํ ฉพฺพิเธน ญาณวตฺถุ ฯ สตฺตวิเธน ญาณวตฺถุ สตฺตสตฺตติ ญาณวตฺถูนิ เอวํ สตฺตวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ อฏฺฐวิเธน ญาณวตฺถุ จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา เอวํ อฏฺฐวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ นววิเธน ญาณวตฺถุ นวสุ อนุปุพฺพวิหารสมาปตฺตีสุ ปญฺญา เอวํ นววิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
ญาณวัตถุ หมวดละ ๕ คือ สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ สัมมาสมาธิมีญาณ ๕ญาณวัตถุ หมวดละ ๕ ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้
ญาณวัตถุ หมวดละ ๖ คือ ปัญญาในอภิญญา ๖ ญาณวัตถุ หมวดละ ๖ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ญาณวัตถุ หมวดละ ๗ คือ ญาณวัตถุในธรรมแต่ละ ๗ ละ ๗ ญาณวัตถุหมวดละ ๗ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้
ญาณวัตถุ หมวดละ ๘ คือ ปัญญาในวรรค ๕ ปัญญามรรค ๔ ปัญญรในผล ๔ญาณวัตถุ หมวด ๘ ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้
ญาณวัตถุ หมวดละ ๙ คือ ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ญาณวัตถุหมวดละ ๙ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้
ทสกมาติกา
ทสวิเธน ญาณวตฺถุ ทส ตถาคตสฺส ตถาคตพลานิ เยหิ พเลหิ สมนฺนาคโต ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ กตมานิ ทส ฯ อิธ ตถาคโต ฐานญฺจ ฐานโต อฏฺฐานญฺจ อฏฺฐานโต ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต ฐานญฺจ ฐานโต อฏฺฐานญฺจ อฏฺฐานโต ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ
ปุน จ ปรํ ตถาคโต อตีตานาคตปุจฺจุปฺปนฺนานํ กมฺมสมาทานานํ ฐานโส เหตุโส วิปากํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ กมฺมสมาทานานํ ฐานโส เหตุโส วิปากํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ ปุน จ ปรํ ตถาคโต สพฺพตฺถคามินึ ปฏิปทํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต สพฺพตฺถคามินึ ปฏิปทํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ
ปุน จ ปรํ ตถาคโต อเนกธาตุํ นานาธาตุํ โลกํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต อเนกธาตุํ นานาธาตุํ โลกํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ ปุน จ ปรํ ตถาคโต สตฺตานํ นานาธิมุตฺติกตํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต สตฺตานํ นานาธิมุตฺติกตํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ
ปุน จ ปรํ ตถาคโต ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ ปุน จ ปรํ ตถาคโต ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ สงฺกิเลสํ โวทานํ วุฏฺฐานํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ สงฺกิเลสํ โวทานํ วุฏฺฐานํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ
ปุน จ ปรํ ตถาคโต ปุพฺเพนิวาสานุสฺสตึ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต ปุพฺเพนิวาสานุสฺสตึ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ ปุน จ ปรํ ตถาคโต สตฺตานํ จุตูปปาตํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต สตฺตานํ จุตูปปาตํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ ปุน จ ปรํ ตถาคโต อาสวานํ ขยํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต อาสวานํ ขยํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ อิมานิ ทส ตถาคตสฺส ตถาคตพลานิ เยหิ พเลหิ สมนฺนาคโต ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ เอวํ ทสวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
มาติกา ฯ
ญาณวัตถุ หมวดละ ๑๐ คือ พระตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใดจึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร กำลังเหล่านั้นชื่อว่ากำลัง ๑๐ ของพระตถาคต
กำลัง ๑๐ ของพระตถาคต เป็นไฉน
๑. พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะ และธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริง พระตถาคตทรงทราบธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะ และธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริง แม้ใดแม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคตพระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
๒. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบวิบากของกัมมสมาทาน อันเป็นอดีตอนาคต ปัจจุบัน ตามความเป็นจริง โดยฐานะ โดยเหตุ พระตถาคตทรงทราบวิบากของกัมมสมาทานอันเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ตามความเป็นจริงโดยฐานะ โดยเหตุ แม้ใดแม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐทรงบันลือสีหนาท ในบริษัททรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
๓. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบทางไปสู่ภูมิทั้งปวงตามความเป็นจริง พระตถาคตทรงทราบทางไปสู่ภูมิทั้งปวงตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคตพระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานอันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัททรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
๔. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบโลกอันเป็นอเนกธาตุเป็นนานาธาตุตามความเป็นจริง พระตถาคตทรงทราบโลกอันเป็นอเนกธาตุเป็นนานาธาตุ ตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคตพระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
๕. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆกัน ตามความเป็นจริง พระตถาคตทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคตพระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
๖. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่น ตามความเป็นจริง พระตถาคต ทรงทราบความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่น ตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคตพระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
๗. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ตามความเป็นจริงพระตถาคตทรงทราบความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออก แห่งฌานวิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
๘. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบความระลึกชาติหนหลังได้ตามความเป็นจริง พระตถาคตทรงทราบความระลึกชาติหนหลังได้ตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
๙. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบความจุติและเกิดของสัตว์ทั้งหลายตามความเป็นจริง พระตถาคตทรงทราบความจุติและเกิดของสัตว์ทั้งหลายตามความเป็นจริง แม้ใดแม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
๑๐. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบความสิ้นอาสวะตามความเป็นจริงพระตถาคตทรงทราบความสิ้นอาสวะตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
พระตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร กำลังเหล่านี้ ชื่อว่า กำลัง ๑๐ของพระตถาคตญาณวัตถุ หมวดละ ๑๐ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
มาติกา จบ
เอกกนิเทศ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ญาณวิภังค์ นิเทศ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)
ปญฺจวิญฺญาณํ น เหตุเมว อเหตุกเมว เหตุวิปฺปยุตฺตเมว สปฺปจฺจยเมว สงฺขตเมว อรูปเมว โลกิยเมว สาสวเมว สญฺโญชนิยเมว คนฺถนิยเมว โอฆนิยเมว โยคนิยเมว นีวรณิยเมว ปรามฏฺฐเมว อุปาทานิยเมว สงฺกิเลสิกเมว อพฺยากตเมว สารมฺมณเมว อเจตสิกเมว วิปากเมว อุปาทินฺนุปาทานิยเมว อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกเมว นสวิตกฺกสวิจารเมว นอวิตกฺกวิจารมตฺตเมว อวิตกฺกอวิจารเมว น ปีติสหคตเมว เนวทสฺสเนนนภาวนาย- *ปหาตพฺพเมว เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพเหตุกเมว เนวอาจยคามึนอปจยคามิเมว เนวเสกฺขํนาเสกฺขเมว ปริตฺตเมว กามาวจรเมว น รูปาวจรเมว น อรูปาวจรเมว ปริยาปนฺนเมว โน อปริยาปนฺนเมว อนิยตเมว อนิยฺยานิกเมว อุปฺปนฺนํ มโนวิญฺญาณวิญฺเญยฺยเมว อนิจฺจเมว ชราภิภูตเมว ฯ
วิญญาณ ๕ เป็นนเหตุทั้งนั้น เป็นอเหตุกะทั้งนั้น เป็นเหตุวิปปยุตทั้งนั้นเป็นสัปปัจจยะทั้งนั้น เป็นสังขตะทั้งนั้น เป็นอรูปทั้งนั้น เป็นโลกิยะทั้งนั้น เป็นสาสวะทั้งนั้นเป็นสัญโญชนิยะทั้งนั้น เป็นคันถนิยะทั้งนั้นเป็นโอฆนิยะทั้งนั้น เป็นโยคนิยะทั้งนั้น เป็นนีวรณิยะทั้งนั้น เป็นปรามัฏฐะทั้งนั้นเป็นอุปาทานิยะทั้งนั้น เป็นสังกิเลสิกะทั้งนั้นเป็นอัพยากฤตทั้งนั้น เป็นสารัมมณะทั้งนั้น เป็นอเจตสิกะทั้งนั้น เป็นวิบากทั้งนั้น เป็นอุปาทินนุปาทานิยะทั้งนั้นเป็นอสังกิสิฏฐสังกิเลสิกะทั้งนั้น ไม่เป็นสวิตักกสวิจาระทั้งนั้นไม่เป็นอวิตักกวิจารมัตตะทั้งนั้น เป็นอวิตักกาวิจาระทั้งนั้น ไม่เป็นปีติสหคตะทั้งนั้น เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะทั้งนั้น เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะทั้งนั้น เป็นเนวาจยคามินาปจยคามีทั้งนั้น เป็นเนวเสกขนาเสกขะทั้งนั้น เป็นปริตตะทั้งนั้นเป็นกามาวจรทั้งนั้น ไม่เป็นรูปาวจรทั้งนั้น ไม่เป็นอรูปาวจรทั้งนั้น เป็นปริยาปันนะทั้งนั้นไม่เป็นอปริยาปันนะทั้งนั้น เป็นอนิยตะทั้งนั้น เป็นอนิยยานิกะทั้งนั้นเป็นอุปปันนมโนวิญญาณวิญเญยยะทั้งนั้น เป็นอนิจจะทั้งนั้น เป็นชราภิภูตะทั้งนั้น
ปญฺจ วิญฺญาณา อุปฺปนฺนวตฺถุกา อุปฺปนฺนารมฺมณาติ อุปฺปนฺนสฺมึ วตฺถุสฺมึ อุปฺปนฺเน อารมฺมเณ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ ปุเรชาตวตฺถุกา ปุเรชาตารมฺมณาติ ปุเร ชาตสฺมึ วตฺถุสฺมึ ปุเร ชาเต อารมฺมเณ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ อชฺฌตฺติกวตฺถุกา พาหิรารมฺมณาติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ วตฺถู อชฺฌตฺติกา อารมฺมณา พาหิรา ฯ อสมฺภินฺนวตฺถุกา อสมฺภินฺนารมฺมณาติ อสมฺภินฺนสฺมึ วตฺถุสฺมึ อสมฺภินฺเน อารมฺมเณ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ นานาวตฺถุกา นานารมฺมณาติ อญฺญํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส วตฺถุ จ อารมฺมณญฺจ อญฺญํ โสตวิญฺญาณสฺส วตฺถุ จ อารมฺมณญฺจ อญฺญํ ฆานวิญฺญาณสฺส วตฺถุ จ อารมฺมณญฺจ อญฺญํ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส วตฺถุ จ อารมฺมณญฺจ อญฺญํ กายวิญฺญาณสฺส วตฺถุ จ อารมฺมณญฺจ ฯ
น อญฺญมญฺญสฺส โคจรวิสยํ ปจฺจนุโภนฺตีติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ โสตวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ โสตวิญฺญาณสฺสโคจรวิสยํปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ ฆานวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ ฆานวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ กายวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ กายวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ โสตวิญฺญาณสฺส ฯเปฯ ฆานวิญฺญาณสฺส ฯเปฯ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส ฯเปฯ
กายวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ จกฺขุวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส๓ โคจรวิสยํปิ กายวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ กายวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ โสตวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ โสตวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ กายวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ กายวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ ฆานวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ ฆานวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ กาย- วิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ กายวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส โคจรวิสยํปิ กายวิญฺญาณํ น ปจฺจนุโภติ ฯ น อสมนฺนาหารา อุปฺปชฺชนฺตีติ สมนฺนาหรนฺตสฺส อุปฺปชฺชนฺติ ฯ น อมนสิการา อุปฺปชฺชนฺตีติ มนสิกโรนฺตสฺส อุปฺปชฺชนฺติ ฯ น อพฺโพกิณฺณา อุปฺปชฺชนฺตีติ น ปฏิปาฏิยา อุปฺปชฺชนฺติ ฯ น อปุพฺพํ อจริมํ อุปฺปชฺชนฺตีติ น เอกกฺขเณ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ
น อญฺญมญฺญสฺส สมนนฺตรา อุปฺปชฺชนฺตีติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา โสตวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ โสตวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา ฆานวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ ฆานวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา ชิวฺหาวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา กายวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ กายวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ จกฺขุวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ โสตวิญฺญาณสฺส ฯเปฯ ฆานวิญฺญาณสฺส ฯเปฯ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส ฯเปฯ
กายวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา จกฺขุวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ กายวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ กายวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา โสตวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ โสตวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ กายวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ กายวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา ฆานวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ ฆานวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ กายวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ กายวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตรา ชิวฺหาวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ ชิวฺหาวิญฺญาณสฺส อุปฺปนฺนสมนนฺตราปิ กายวิญฺญาณํ น อุปฺปชฺชติ ฯ ปญฺจ วิญฺญาณา อนาโภคาติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ นตฺถิ อาวชฺชนา วา อาโภโค วา สมนฺนาหาโร วา มนสิกาโร วา ฯ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กญฺจิ ธมฺมํ ปฏิวิชานาตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กญฺจิ ธมฺมํ ปฏิวิชานาติ ฯ
อญฺญตฺร อภินิปาตมตฺตาติ อญฺญตฺร อาปาถมตฺตา ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น กญฺจิ ธมฺมํ ปฏิวิชานาตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น กญฺจิ ธมฺมํ ปฏิวิชานาติ ฯ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กญฺจิ อิริยาปถํ กปฺเปตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กญฺจิ อิริยาปถํ กปฺเปติ คมนํ วา ฐานํ วา นิสชฺชํ วา เสยฺยํ วา ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น กญฺจิ อิริยาปถํ กปฺเปตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น กญฺจิ อิริยาปถํ กปฺเปติ คมนํ วา ฐานํ วา นิสชฺชํ วา เสยฺยํ วา ฯ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กายกมฺมํ น วจีกมฺมํ ปฏฺฐเปตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กายกมฺมํ วจีกมฺมํ ปฏฺฐเปติ ฯ
ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น กายกมฺมํ น วจีกมฺมํ ปฏฺฐเปตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น กายกมฺมํ วจีกมฺมํ ปฏฺฐเปติ ฯ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กุสลากุสลํ ธมฺมํ สมาทิยตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กุสลากุสลํ ธมฺมํ สมาทิยติ ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น กุสลากุสลํ ธมฺมํ สมาทิยตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น กุสลากุสลํ ธมฺมํ สมาทิยติ ฯ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น สมาปชฺชติ น วุฏฺฐาตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น สมาปชฺชติ น วุฏฺฐาติ ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น สมาปชฺชติ น วุฏฺฐาตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น สมาปชฺชติ น วุฏฺฐาติ ฯ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น จวติ น อุปปชฺชตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น จวติ น อุปปชฺชติ ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น จวติ น อุปปชฺชตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น จวติ น อุปปชฺชติ ฯ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น สุปติ น ปฏิพุชฺฌติ น สุปินํ ปสฺสตีติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น สุปติ น ปฏิพุชฺฌติ น สุปินํ ปสฺสติ ฯ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น สุปติ น ปฏิพุชฺฌติ น สุปินํ ปสฺสตีติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตรา มโนธาตุยาปิ น สุปติ น ปฏิพุชฺฌติ น สุปินํ ปสฺสติ ฯ
เอวํ ยาถาวกวตฺถุวิภาวนา ปญฺญา ฯ
เอวํ เอกวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นปัจจุบัน มีอารมณ์เป็นปัจจุบัน นั้น
คือ เมื่อวัตถุเกิดขึ้น เมื่ออารมณ์เกิดขึ้น วิญญาณ ๕ ก็เกิดขึ้น
คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเกิดก่อน มีอารมณ์เกิดก่อน นั้น คือเมื่อวัตถุเกิดก่อนเมื่ออารมณ์เกิดก่อน วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น
คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นภายใน มีอารมณ์เป็นภายนอกนั้น คือ วัตถุของวิญญาณ ๕ เป็นภายใน อารมณ์ของวิญญาณ ๕ เป็นภายนอก
คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุยังไม่แตกดับ มีอารมณ์ยังไม่แตกดับนั้น คือ วิญญาณ ๕เกิดขึ้น ในเมื่อวัตถุยังไม่แตกดับ ในเมื่ออารมณ์ยังไม่แตกดับ
คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน นั้น มีอธิบายว่า วัตถุและอารมณ์ของจักขุวิญญาณเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุและอารมณ์ของโสตวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง วัตถุและอารมณ์ของฆานวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่งวัตถุ และ อารมณ์ของชิวหาวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่งวัตถุและอารมณ์ ของกายวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง
คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เสวยอารมณ์ของกันและกัน นั้น มีอธิบายว่า โสตวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณแม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณกายวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ ฯลฯ
จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณแม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณฆานวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ
คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิด เพราะไม่พิจารณา นั้น คือ เมื่อพิจารณาอารมณ์วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น
คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิด เพราะไม่ทำไว้ในใจ นั้น คือ เมื่อทำอารมณ์ไว้ในใจ วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น
คำว่า วิญญาณ ๕ จะเกิดขึ้นโดยไม่สับสนกันก็หาไม่ นั้น คือวิญญาณ ๕ไม่เกิดขึ้นตามลำดับของกันและกัน
คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน นั้น คือ วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้น
ในขณะเดียวกัน
คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นต่อจากลำดับของกันและกัน นั้นมีอธิบายว่าโสตวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่โสตวิญญาณเกิด ฆานวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญญาณเกิด กายวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิดจักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่โสตวิญญาณเกิด ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด
ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญญาณเกิด ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิดแม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด โสตวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่โสตวิญญาณเกิด ฆานวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญญาณเกิด
คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่มีความคิดนึก นั้น คือ ความนึก ความคิดความพิจารณาหรือความกระทำไว้ในใจ ย่อมไม่มีแก่วิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕ นั้น คือบุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕
คำว่า วิญญาณ ๕ สักแต่ว่าเป็นที่ตกไปแห่งอารมณ์อันใดอันหนึ่ง นั้น คือเป็นแต่สักว่าคลองแห่งอารมณ์อันใดอันหนึ่งเท่านั้น
คำว่า บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้นคือ บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยวิญญาณ ๕ นั้น คือบุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ การเดินการยืน การนั่ง การนอน ด้วยวิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งคือ การเดิน การยืนการนั่ง การนอน แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรมด้วยวิญญาณ ๕ นั้นคือ บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม วจีกรรม ด้วยวิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรมแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรมวจีกรรม แม้ด้วยมโนธาตุต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม ด้วยวิญญาณ ๕ นั้นคือ บุคคลมิได้สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม ด้วยวิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลมิได้สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม แม้ด้วยมโนธาตุต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลไม่ได้เข้าสมาบัติ ไม่ได้ออกจากสมาบัติ ด้วยวิญญาณ ๕ นั้นคือ บุคคลมิได้เข้าสมาบัติ มิได้ออกจากสมาบัติ ด้วยวิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลไม่ได้เข้าสมาบัติ ไม่ได้ออกจากสมาบัติ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลมิได้เข้าสมาบัติ มิได้ออกจากสมาบัติ แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลย่อมไม่จุติ ไม่เกิดด้วยวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลมิได้จุติ มิได้เกิดด้วยวิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลย่อมไม่จุติ ไม่เกิดแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕นั้น คือ
บุคคลมิได้จุติ มิได้เกิด แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน ด้วยวิญญาณ ๕ นั้นคือ บุคคล
มิได้หลับ มิได้ตื่น มิได้ฝัน ด้วยวิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้นคือ บุคคลมิได้หลับ มิได้ตื่น มิได้ฝัน แม้ด้วยมโนธาตุต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
ความรู้เรื่องวิญญาณ ๕ ดังกล่าวมานี้ ชื่อว่า ปัญญาที่แสดงเรื่องของวิญญาณ ๕ ตามความเป็นจริง ญาณวัตถุ หมวดละ ๑ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ทุกนิเทศ
ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา โลกิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา โลกุตฺตรา ปญฺญา ฯ สพฺพาว ปญฺญา เกนจิ วิญฺเญยฺยา เกนจิ น วิญฺเญยฺยา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา สาสวา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อนาสวา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา อาสววิปฺปยุตฺตสาสวา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อาสววิปฺปยุตฺตอนาสวา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา สญฺโญชนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อสญฺโญชนิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตสญฺโญชนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตอสญฺโญชนิยา ปญฺญา ฯ
ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา คนฺถนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อคนฺถนิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา คนฺถวิปฺปยุตฺตคนฺถนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา คนฺถวิปฺปยุตฺตอคนฺถนิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา โอฆนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อโนฆนิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา โอฆวิปฺปยุตฺตโอฆนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา โอฆวิปฺปยุตฺตอโนฆนิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา โยคนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อโยคนิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา โยควิปฺปยุตฺตโยคนิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา โยควิปฺปยุตฺตอโยคนิยา ปญฺญา ฯ
ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา นีวรณิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อนีวรณิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา นีวรณวิปฺปยุตฺตนีวรณิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา นีวรณวิปฺปยุตฺตอนีวรณิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา ปรามฏฺฐา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อปรามฏฺฐา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา ปรามาสวิปฺปยุตฺตปรามฏฺฐา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา ปรามาสวิปฺปยุตฺตอปรามฏฺฐา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ วิปาเก ปญฺญา อุปาทินฺนา ปญฺญา ตีสุ ภูมีสุ กุสเล ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อนุปาทินฺนา ปญฺญา ฯ
ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา อุปาทานิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อนุปาทานิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา อุปาทานวิปฺปยุตฺตอุปาทานิยา ปญฺญา จตุสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อุปาทานวิปฺปยุตฺตอนุปาทานิยา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา สงฺกิเลสิกา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อสงฺกิเลสิกา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา กิเลสวิปฺปยุตฺตสงฺกิเลสิกา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา กิเลสวิปฺปยุตฺตอสงฺกิเลสิกา ปญฺญา ฯ วิตกฺกสมฺปยุตฺตา ปญฺญา สวิตกฺกา ปญฺญา วิตกฺก- วิปฺปยุตฺตา ปญฺญา อวิตกฺกา ปญฺญา ฯ วิจารสมฺปยุตฺตา ปญฺญา สวิจารา ปญฺญา วิจารวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา อวิจารา ปญฺญา ฯ
ปีติสมฺปยุตฺตา ปญฺญา สปฺปีติกา ปญฺญา ปีติวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา อปฺปีติกา ปญฺญา ฯ ปีติสมฺปยุตฺตา ปญฺญา ปีติสหคตา ปญฺญา ปีติวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา น ปีติสหคตา ปญฺญา ฯ สุขสมฺปยุตฺตา ปญฺญา สุขสหคตา ปญฺญา สุขวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา น สุขสหคตา ปญฺญา ฯ อุเปกฺขาสมฺปยุตฺตา ปญฺญา อุเปกฺขาสหคตา ปญฺญา อุเปกฺขาวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา น อุเปกฺขาสหคตา ปญฺญา ฯ กามาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา กามาวจรา ปญฺญา รูปาวจรา ปญฺญา อรูปาวจรา ปญฺญา อปริยาปนฺนา ปญฺญา น กามาวจรา ปญฺญา ฯ รูปาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา รูปาวจรา ปญฺญา กามาวจรา ปญฺญา อรูปาวจรา ปญฺญา อปริยาปนฺนา ปญฺญา น รูปาวจรา ปญฺญา ฯ อรูปาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา อรูปาวจรา ปญฺญา กามาวจรา ปญฺญา รูปาวจรา ปญฺญา อปริยาปนฺนา ปญฺญา น อรูปาวจรา ปญฺญา ฯ
ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา ปริยาปนฺนา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อปริยาปนฺนา ปญฺญา ฯ จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา นิยฺยานิกา ปญฺญา ตีสุ ภูมีสุ กุสเล จตูสุ ภูมีสุ วิปาเก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา อนิยฺยานิกา ปญฺญา ฯ จตูสุ มคฺเคสุ ปญฺญา นิยตา ปญฺญา ตีสุ ภูมีสุ กุสเล จตูสุ ภูมีสุ วิปาเก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา อนิยตา ปญฺญา ฯ ตีสุ ภูมีสุ กุสลาพฺยากเต ปญฺญา สอุตฺตรา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อนุตฺตรา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อตฺถชาปิกา ปญฺญา จตูสุ ภูมีสุ กุสเล อรหโต อภิญฺญํ อุปฺปาเทนฺตสฺส สมาปตฺตึ อุปฺปาเทนฺตสฺส กิริยาพฺยากตา ปญฺญา อตฺถชาปิกา ปญฺญา จตูสุ ภูมีสุ วิปาเก อรหโต อุปฺปนฺนาย อภิญฺญาย อุปฺปนฺนาย สมาปตฺติยา กิริยาพฺยากตา ปญฺญา ชาปิตตฺถา ปญฺญา ฯ เอวํ ทุวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โลกิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า โลกุตตรปัญญา
ปัญญาทั้งหมด ชื่อว่า เกนจิวิญเญยยปัญญา และเกนจินวิญเญยยปัญญาปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สาสวปัญญาปัญญาในมรรค๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนาสวปัญญา
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อาสววิปปยุตตสาสวปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อาสววิปปยุตตอนาสวปัญญา
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ นั้น ชื่อว่า สัญโญชนิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อสัญโญชนิยปัญญา
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า สัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยปัญญา
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า คันถนิยปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อคันถนิยปัญญา
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า คันถวิปปยุตตคันถนิยปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า คันถวิปปยุตตอคันถนิยปัญญา
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โอฆนิยปัญญาปัญญาในมรรค๔ ผล ๔ ชื่อว่า อโนฆนิยปัญญา
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โอฆวิปปยุตตโอฆนิยปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า โอฆวิปปยุตตอโนฆนิยปัญญา
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โยคนิยปัญญาปัญญาในมรรค๔ ผล ๔ ชื่อว่า อโยคนิยปัญญา
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โยควิปปยุตตโยคนิยปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า โยควิปปยุตตอโยคนิยปัญญา
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า นีวรณิยปัญญาปัญญาในมรรค๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนีวรณิยปัญญา
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า นีวรณวิปปยุตตนีวรณิยปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า นีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยปัญญา
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปรามัฏฐปัญญาปัญญาในมรรค๔ ผล ๔ ชื่อว่า อปรามัฏฐปัญญา
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า ปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐปัญญา
ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทินนปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุปาทินนปัญญา
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทานิยปัญญาปัญญาในมรรค๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุปาทานิยปัญญา
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยปัญญา
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สังกิเลสิกปัญญา ปัญญาในมรรค๔ ผล ๔ ชื่อว่า อสังกิเลสิกปัญญา
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า กิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกปัญญาปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า กิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกปัญญา
ปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิตก ชื่อว่า สวิตักกปัญญา ปัญญาอันปราศจากวิตก ชื่อว่าอวิตักกปัญญา
ปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิจาร ชื่อว่า สวิจารปัญญา ปัญญาอันปราศจากวิจาร ชื่อว่าอวิจารปัญญา
ปัญญาอันสัมปยุตด้วยปีติ ชื่อว่า สัปปีติกปัญญา ปัญญาอันปราศจากปีติ ชื่อว่าอัปปีติกปัญญา
ปัญญาอันสัมปยุตด้วยปีติ ชื่อว่า ปิติสหคตปัญญา ปัญญาอันปราศจากปิติ ชื่อว่านปีติสหคตปัญญา
ปัญญาอันสัมปยุตด้วยสุข ชื่อว่า สุขสหคตปัญญา ปัญญาอันปราศจากสุข ชื่อว่านสุขสหคตปัญญา
ปัญญาอันสัมปยุตด้วยอุเบกขา ชื่อว่า อุเปกขาสหคตปัญญา ปัญญาอันปราศจากอุเบกขาชื่อว่า นอุเปกขาสหคตปัญญา
ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรมและกามาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า กามาวจรปัญญา รูปาวจรปัญญา อรูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ชื่อว่า นกามาวจรปัญญา
ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรมและรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า รูปาวจรปัญญา กามาวจรปัญญา อรูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ชื่อว่า นรูปาวจรปัญญา
ปัญญาในอรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า อรูปาวจรปัญญากามาวจรปัญญา รูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ชื่อว่า นอรูปาวจรปัญญา
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปริยาปันนปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อปริยาปันนปัญญา
ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า นิยยานิกปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อนิยยานิกปัญญา
ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า นิยตปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อนิยตปัญญา
ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สอุตตรปัญญาปัญญาในมรรค๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุตตรปัญญา
ในปัญญาเหล่านั้น อัตถชาปิกปัญญา เป็นไฉน
ปัญญาที่เป็นกิริยาอัพยากฤตในกุศลธรรมในภูมิ ๔ ของพระอรหันต์ ผู้กำลังยังอภิญญาให้เกิดขึ้น ผู้กำลังยังสมาบัติให้เกิดขึ้น ชื่อว่า อัตถชาปิกปัญญา
ปัญญาที่เป็นกิริยาอัพยากฤตในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ของพระอรหันต์ เมื่อขณะที่อภิญญาเกิดขึ้นแล้ว เมื่อขณะที่สมาบัติเกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่า ชาปิตัตถปัญญา
ญาณวัตถุหมวดละ ๒ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ติกนิเทศ
ตตฺถ กตมา จินฺตามยา ปญฺญา โยควิหิเตสุ วา กมฺมายตเนสุ โยควิหิเตสุ วา สิปฺปายตเนสุ โยควิหิเตสุ วา วิชฺชฏฺฐาเนสุ กมฺมสฺสกตํ วา สจฺจานุโลมิกํ วา รูปํ อนิจฺจนฺติ วา เวทนา อนิจฺจาติ วา สญฺญา อนิจฺจาติ วา สงฺขารา อนิจฺจาติ วา วิญฺญาณํ อนิจฺจนฺติ วา ยํ เอวรูปึ อนุโลมิกํ ขนฺตึ ทิฏฺฐึ รุจึ มุตึ เปกฺขํ ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺตึ ปรโต อสฺสุตฺวา ปฏิลภติ อยํ วุจฺจติ จินฺตามยา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา สุตมยา ปญฺญา โยควิหิเตสุ วา กมฺมายตเนสุ โยควิหิเตสุ วา สิปฺปายตเนสุ โยควิหิเตสุ วา วิชฺชฏฺฐาเนสุ กมฺมสฺสกตํ วา สจฺจานุโลมิกํ วา รูปํ อนิจฺจนฺติ วา เวทนา อนิจฺจาติ วา สญฺญา อนิจฺจาติ วา สงฺขารา อนิจฺจาติ วา วิญฺญาณํ อนิจฺจนฺติ วา ยํ เอวรูปึ อนุโลมิกํ ขนฺตึ ทิฏฺฐึ รุจึ มุตึ เปกฺขํ ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺตึ ปรโต สุตฺวา ปฏิลภติ อยํ วุจฺจติ สุตมยา ปญฺญา ฯ สพฺพาปิ สมาปนฺนสฺส ปญฺญา ภาวนามยา ปญฺญา ฯ
ในญาณวัตถุหมวดละ ๓ นั้น จินตามยปัญญา เป็นไฉน
ในการงานทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในศิลปะทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในวิชาทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี บุคคลมิได้ฟังจากผู้อื่น ย่อมได้กัมมัสสกตาญาณ หรือย่อมได้สัจจานุโลมิกญาณ ว่ารูปไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าเวทนาไม่เที่ยงดังนี้บ้าง ว่าสัญญาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าวิญญาณไม่เที่ยงดังนี้บ้าง ย่อมได้อนุโลมิกญาณขันติญาณ ทิฏฐิญาณ รุจิญาณ มุติญาณ เปกขญาณธัมมนิชฌานขันติญาณอันใด ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้น นี้เรียกว่า จินตามยปัญญา
สุตมยปัญญา เป็นไฉน
ในการงานทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในศิลปะทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในวิชาทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี บุคคลได้ฟังจากผู้อื่นแล้ว จึงได้กัมมัสสกตาญาณ หรือได้สัจจานุโลมิกญาณ ว่ารูปไม่เที่ยงดังนี้บ้าง ว่าเวทนาไม่เที่ยง ดังนี้บ้างว่าสัญญาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าวิญญาณไม่เที่ยง ดังนี้บ้างได้อนุโลมิกญาณ ขันติญาณทิฏฐิญาณ รุจิญาณ มุติญาณ เปกขญาณ ธัมมนิชฌานขันติญาณอันใด ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้น นี้เรียกว่า สุตมยปัญญา
ปัญญาของผู้เข้าสมาบัติแม้ทั้งหมด เรียกว่า ภาวนามยปัญญา
ตตฺถ กตมา ทานมยา ปญฺญา ทานํ อารพฺภ ทานาธิคจฺฉ คจฺฉ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ทานมยา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา สีลมยา ปญฺญา สีลํ อารพฺภ สีลาธิคจฺฉ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ สีลมยา ปญฺญา ฯ สพฺพาปิ สมาปนฺนสฺส ปญฺญา ภาวนามยา ปญฺญา ฯ
ทานมยปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใดปรารภทานเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ให้ทาน นี้เรียกว่า ทานมยปัญญา
สีลมยปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภศีลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้รักษาศีล นี้เรียกว่า สีลมยปัญญา
ปัญญาของผู้เข้าสมาบัติแม้ทั้งหมด เรียกว่า ภาวนามยปัญญา
ตตฺถ กตมา อธิสีเล ปญฺญา ปาติโมกฺขสํวรสํวุตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อธิสีเล ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อธิจิตฺเต ปญฺญา รูปาวจรอรูปาวจรสมาปตฺตึ สมาปชฺชนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อธิจิตฺเต ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อธิปญฺญาย ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อยํ วุจฺจติ อธิปญฺญาย ปญฺญา ฯ
อธิสีลปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่ผู้สำรวมด้วยปาฏิโมกขสังวรศีล นี้เรียกว่า อธิสีลปัญญา
อธิจิตปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้เข้ารูปาวจรสมาบัติ และอรูปาวจรสมาบัติ นี้เรียกว่า อธิจิตตปัญญา
อธิปัญญาปัญญา เป็นไฉน
ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ นี้เรียกว่า อธิปัญญาปัญญา
ตตฺถ กตมํ อายโกสลฺลํ อิเม ธมฺเม มนสิกโรโต อนุปฺปนฺนา เจว อกุสลา ธมฺมา น อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ อกุสลา ธมฺมา ปหียนฺติ อิเม วา ปนิเม ธมฺเม มนสิกโรโต อนุปฺปนฺนา เจว กุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ กุสลา ธมฺมา ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สํวตฺตนฺตีติ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ อายโกสลฺลํ ฯ ตตฺถ กตมํ อปายโกสลฺลํ อิเม ธมฺเม มนสิกโรโต อนุปฺปนฺนา เจว กุสลา ธมฺมา น อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ อิเม วา ปนิเม ธมฺเม มนสิกโรโต อนุปฺปนฺนา เจว อกุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ อกุสลา ธมฺมา ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตนฺตีติ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ อปายโกสลฺลํ ฯ สพฺพาปิ ตตฺรุปายา ปญฺญา อุปายโกสลฺลํ ฯ
อายโกศล เป็นไฉน
บุคคลผู้มีปัญญาย่อมรู้ชัดว่า เมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็จะไม่เกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็จะละได้ หรือเมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็จะเป็นไปเพื่อความภิยโยยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในความข้อนั้น อันใด นี้เรียกว่า อายโกศล
อปายโกศล เป็นไฉน
บุคคลผู้มีปัญญาย่อมรู้ชัดว่า เมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็จะไม่เกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็จะดับไป หรือเมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็จะเป็นไปเพื่อความภิยโยยิ่งเพื่อความไพบูลย์ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในความข้อนั้น อันใด นี้เรียกว่าอปายโกศล
ปัญญาแม้ทั้งหมด ที่เป็นอุบาย แก้ไขในกิจรีบด่วนหรือภัยที่เกิดขึ้นแล้วนั้นเรียกว่าอุปายโกศล
จตูสุ ภูมีสุ วิปาเก ปญฺญา วิปากา ปญฺญา จตูสุ ภูมีสุ กุสเล ปญฺญา วิปากธมฺมธมฺมา ปญฺญา ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา เนว วิปากนวิปากธมฺมธมฺมา ปญฺญา ฯ
ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ชื่อว่า วิปากปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ๔ ชื่อว่า วิปากธัมมธัมมปัญญา ปัญญาในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า เนววิปากนวิปากธัมมธัมมปัญญา
ตีสุ ภูมีสุ วิปาเก ปญฺญา อุปาทินฺนุปาทานิยา ปญฺญา ตีสุ ภูมีสุ กุสเล ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา อนุปาทินฺนุปาทานิยา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา ปญฺญา ฯ
ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทินนุปาทานิยปัญญาปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อนุปาทินนุปาทานิยปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุปาทินนานุปาทานิยปัญญา
วิตกฺกวิจารสมฺปยุตฺตา ปญฺญา สวิตกฺกสวิจารา ปญฺญา วิตกฺกวิปฺปยุตฺตา วิจารสมฺปยุตฺตา ปญฺญา อวิตกฺกวิจารมตฺตา ปญฺญา วิตกฺกวิจารวิปฺปยุตฺตา ปญฺญา อวิตกฺกอวิจารา ปญฺญา ฯ
ปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิตกวิจาร ชื่อว่า สวิตักกสวิจารปัญญาปัญญาอัน
ปราศจากวิตกแต่สัมปยุตด้วยวิจาร ชื่อว่า อวิตักกวิจารมัตตปัญญาปัญญาอันปราศจากวิตกวิจารชื่อว่า อวิตักกาวิจารปัญญา
ปีติสมฺปยุตฺตา ปญฺญา ปีติสหคตา ปญฺญา สุข- สมฺปยุตฺตา ปญฺญา สุขสหคตา ปญฺญา อุเปกฺขาสมฺปยุตฺตา ปญฺญา อุเปกฺขาสหคตา ปญฺญา ฯ
ปัญญาอันสัมปยุตด้วยปีติ ชื่อว่า ปีติสหคตปัญญา ปัญญาอันสัมปยุตด้วยสุขชื่อว่า สุขสหคตปัญญา ปัญญาอันสัมปยุตด้วยอุเบกขา ชื่อว่าอุเปกขาสหคตปัญญา
ตีสุ ภูมีสุ กุสเล ปญฺญา อาจยคามินี ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ ปญฺญา อปจยคามินี ปญฺญา จตูสุ ภูมีสุ วิปาเก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา เนวอาจยคามินีนอปจยคามินี ปญฺญา ฯ
ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อาจยคามินีปัญญาปัญญาในมรรค ๔ชื่อว่า อปจยคามินีปัญญา ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๔ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่าเนวาจยคามินีนาปจยคามินีปัญญา
จตูสุ มคฺเคสุ ตีสุ ผเลสุ ปญฺญา เสกฺขา ปญฺญา อุปริฏฺฐิเม อรหตฺตผเล ปญฺญา อเสกฺขา ปญฺญา ตีสุ ภูมีสุ กุสเล ตีสุ ภูมีสุ วิปาเก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา เนวเสกฺขานาเสกฺขา ปญฺญา ฯ
ปัญญาในมรรค ๔ ในผล ๓ ชื่อว่า เสกขปัญญา ปัญญาในอรหัตตผลอันเป็นส่วนเบื้องสูง ชื่อว่า อเสกขปัญญา ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ในวิปากธรรมในภูมิ ๓ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า เนวเสกขนาเสกขปัญญา
กามาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา ปริตฺตา ปญฺญา รูปาวจรารูปาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา มหคฺคตา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อปฺปมาณา ปญฺญา ฯ
ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรมและกามาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่าปริตตปัญญาปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรม รูปาวจรอัพยากตธรรม อรูปาวจรกุศลธรรม และอรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า มหัคคตปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ผล ๔ ชื่อว่า อัปปมาณปัญญา
ตตฺถ กตมา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา ปริตฺเต ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา มหคฺคตารมฺมณา ปญฺญา มหคฺคเต ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ มหคฺคตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา อปฺปมาเณ ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา ฯ
ปริตตารัมมณปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภปริตตธรรมเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปริตตารัมมณปัญญา
มหัคคตารัมมณปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภมหัคคตธรรมเกิดขึ้น นี้เรียกว่า มหัคคตารัมมณปัญญา
อัปปมาณารัมมณปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภอัปปมาณธรรมเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อัปปมาณารัมมณปัญญา
ตตฺถ กตมา มคฺคารมฺมณา ปญฺญา อริยมคฺคํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ มคฺคารมฺมณา ปญฺญา ฯ จตูสุ มคฺเคสุ ปญฺญา มคฺคเหตุกา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา มคฺคาธิปตินี ปญฺญา อริยมคฺคํ อธิปตึ กริตฺวา ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ มคฺคาธิปตินี ปญฺญา ฯ
มัคคารัมมณปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภอริยมรรคเกิดขึ้น นี้เรียกว่า มัคคารัมมณปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ชื่อมัคคเหตุกปัญญา
มัคคาธิปตินีปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด กระทำอริยมรรคให้เป็นอธิบดีเกิดขึ้น นี้เรียกว่า มัคคาธิปตินีปัญญา
จตูสุ ภูมีสุ วิปาเก ปญฺญา สิยา อุปฺปนฺนา สิยา อุปฺปาทินี น วตฺตพฺพา อนุปฺปนฺนาติ จตูสุ ภูมีสุ กุสเล ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากเต ปญฺญา สิยา อุปฺปนฺนา สิยา อนุปฺปนฺนา น วตฺตพฺพา อุปฺปาทินีติ ฯ
ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๔ เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทินีก็มี กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอนุปปันนะ ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ เป็นอุปปันนะก็มีเป็นอนุปปันนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปปาทินี
สพฺพาว ปญฺญา สิยา อตีตา สิยา อนาคตา สิยา ปจฺจุปฺปนฺนา ฯ
ปัญญาทั้งหมดนั้นแล เป็นอดีตปัญญาก็มี เป็นอนาคตปัญญาก็มี เป็นปัจจุปปันนปัญญาก็มี
ตตฺถ กตมา อตีตารมฺมณา ปญฺญา อตีเต ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อตีตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อนาคตารมฺมณา ปญฺญา อนาคเต ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อนาคตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา ปญฺญา ปจฺจุปฺปนฺเน ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา ปญฺญา ฯ
อตีตารัมมณปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภธรรมอันเป็นอดีตเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อตีตารัมมณปัญญา
อนาคตารัมมณปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภธรรมอันเป็นอนาคตเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อนาคตารัมมณปัญญา
ปัจจุปันนารัมมณปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภธรรมอันเป็นปัจจุบันเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัจจุปปันนารัมมณปัญญา
สพฺพาว ปญฺญา สิยา อชฺฌตฺตา สิยา พหิทฺธา สิยา อชฺฌตฺตพหิทฺธา ฯ
ปัญญาทั้งหมดนั้นแลเป็นอัชฌัตตปัญญาก็มี เป็นพหิทธาปัญญาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธาปัญญาก็มี
ตตฺถ กตมา อชฺฌตฺตารมฺมณา ปญฺญา อชฺฌตฺเต ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อชฺฌตฺตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา พหิทฺธารมฺมณา ปญฺญา พหิทฺธา ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ พหิทฺธารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา ปญฺญา อชฺฌตฺตพหิทฺธา ธมฺเม อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา ปญฺญา ฯ
เอวํ ติวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
อัชฌัตตารัมมณปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภธรรมอันเป็นไปภายในเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อัชฌัตตารัมมณปัญญา
พหิทธารัมมณปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภธรรมอันเป็นภายนอกเกิดขึ้น นี้เรียกว่า พหิทธารัมมณปัญญา
อัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใดปรารภธรรมทั้งภายในและภายนอกเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา
ญาณวัตถุ หมวดละ ๓ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ตตฺถ กตมํ กมฺมสฺสกตํ ญาณํ อตฺถิ ทินฺนํ อตฺถิ ยิฏฺฐํ อตฺถิ หุตํ อตฺถิ สุกฏทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลวิปาโก อตฺถิ อยํ โลโก อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ มาตา อตฺถิ ปิตา อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ ยา เอวรูปา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ กมฺมสฺสกตํ ญาณํ ฐเปตฺวา สจฺจานุโลมิกํ ญาณํ สพฺพาปิ สาสวา กุสลา ปญฺญา กมฺมสฺสกตํ ญาณํ ฯ ตตฺถ กตมํ สจฺจานุโลมิกํ ญาณํ รูปํ อนิจฺจนฺติ วา เวทนา อนิจฺจาติ วา สญฺญา อนิจฺจาติ วา สงฺขารา อนิจฺจาติ วา วิญฺญาณํ อนิจฺจนฺติ วา ยา เอวรูปี อนุโลมิกา ขนฺติ ทิฏฺฐิ รุจิ มุติ เปกฺขา ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺติ อิทํ วุจฺจติ สจฺจานุโลมิกํ ญาณํ ฯ จตูสุ มคฺเคสุ ปญฺญา มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ฯ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา ผลสมงฺคิสฺส ญาณํ ฯ
จตุกกนิเทส
ในญาณวัตถุ หมวดละ ๔ นั้น กัมมัสสกตาญาณ เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด มีลักษณะรู้อย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้วมีผล การบูชาพระรัตนตรัยมีผล การบวงสรวงมีผล ผลวิบากของกรรมดีกรรมชั่วทั้งหลายมีอยู่ โลกนี้มีอยู่ โลกหน้ามีอยู่ มารดามีคุณ บิดามีคุณ สัตว์ผู้จุติและปฏิสนธิมีอยู่ สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รู้ยิ่งเห็นจริงประจักษ์ซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ทั่วกัน มีอยู่ในโลกนี้ ดังนี้ นี้เรียกว่า กัมมัสสกตาญาณ ยกเว้นสัจจานุโลมิกญาณ กุศลปัญญาที่เป็นสาสวะแม้ทั้งหมด ชื่อว่ากัมมัสสกตาญาณ
สัจจานุโลมิกญาณ เป็นไฉน
อนุโลมิกญาณ ขันติญาณ ทิฏฐิญาณ รุจิญาณ มุติญาณ เปกขญาณธัมมนิชฌาน ขันติญาณ อันใด มีลักษณะรู้อย่างนี้ ว่ารูปไม่เที่ยงดังนี้บ้าง ว่าเวทนาไม่เที่ยงดังนี้บ้าง ว่าสัญญาไม่เที่ยงดังนี้บ้าง ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงดังนี้บ้างว่าวิญญาณไม่เที่ยงดังนี้บ้าง นี้เรียกว่าสัจจานุโลมิกญาณ
ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า มัคคสมังคิญาณ
ปัญญาในผล ๔ ชื่อว่า ผลสมังคิญาณ
มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ทุกฺเขเปตํ ญาณํ ทุกฺขสมุทเยเปตํ ญาณํ ทุกฺขนิโรเธเปตํ ญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทายเปตํ ญาณํ ฯ ตตฺถ กตมํ ทุกฺเข ญาณํ ทุกฺขํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ทุกฺเข ญาณํ ฯ ทุกฺขสมุทยํ อารพฺภ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรธํ อารพฺภ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ฯ
มัคคสมังคิญาณ ได้แก่ ความรู้แม้ในทุกข์นี้ ความรู้แม้ในทุกขสมุทัยนี้
ความรู้แม้ในทุกขนิโรธนี้ ความรู้แม้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้
ทุกขญาณ เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภทุกข์เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขญาณ
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด
ปรารภทุกขสมุทัยเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขสมุทยญาณ ฯลฯ ปรารภทุกขนิโรธเกิดขึ้น นี้เรียกว่าทุกขนิโรธญาณ ฯลฯ ปรารภทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ
กามาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา กามาวจรา ปญฺญา รูปาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา รูปาวจรา ปญฺญา อรูปาวจรกุสลาพฺยากเต ปญฺญา อรูปาวจรา ปญฺญา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา อปริยาปนฺนา ปญฺญา ฯ
ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรมและกามาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่ากามาวจรปัญญาปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรมและรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่ารูปาวจรปัญญา ปัญญาในอรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่าอรูปาวจรปัญญา ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอปริยาปันนปัญญา
ตตฺถ กตมํ ธมฺเม ญาณํ จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา ธมฺเม ญาณํ ฯ โส อิมินา ธมฺเมน ญาเตน ทิฏฺเฐน ปตฺเตน วิทิเตน ปริโยคาฬฺเหน อตีตานาคเต นยํ เนติ เย หิ เกจิ อตีตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ทุกฺขํ อพฺภญฺญึสุ ทุกฺขสมุทยํ อพฺภญฺญึสุ ทุกฺขนิโรธํ อพฺภญฺญึสุ ทุกฺขนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อพฺภญฺญึสุ อิมญฺเญว เต ทุกฺขํ อพฺภญฺญึสุ อิมญฺเญว เต ทุกฺขสมุทยํ อพฺภญฺญึสุ อิมญฺเญว เต ทุกฺขนิโรธํ อพฺภญฺญึสุ อิมญฺเญว เต ทุกฺขนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อพฺภญฺญึสุ เย หิ เกจิ อนาคตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ทุกฺขํ อภิชานิสฺสนฺติ ทุกฺขสมุทยํ อภิชานิสฺสนฺติ ทุกฺขนิโรธํ อภิชานิสฺสนฺติ ทุกฺขนิโรธคามินึ
ปฏิปทํ อภิชานิสฺสนฺติ อิมญฺเญว เต ทุกฺขํ อภิชานิสฺสนฺติ อิมญฺเญว เต ทุกฺขสมุทยํ อภิชานิสฺสนฺติ อิมญฺเญว เต ทุกฺขนิโรธํ อภิชานิสฺสนฺติ อิมญฺเญว เต ทุกฺขนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อภิชานิสฺสนฺตีติ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ อนฺวเย ญาณํ ฯ ตตฺถ กตมํ ปริจฺเจ ญาณํ อิธ ภิกฺขุ ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานาติ สราคํ วา จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตราคํ วา จิตฺตํ วีตราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ สโทสํ วา จิตฺตํ สโทสํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตโทสํ วา จิตฺตํ วีตโทสํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ สโมหํ วา จิตฺตํ สโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตโมหํ
วา จิตฺตํ วีตโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ สงฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ สงฺขิตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วิกฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ วิกฺขิตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ มหคฺคตํ วา จิตฺตํ มหคฺคตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ อมหคฺคตํ วา จิตฺตํ อมหคฺคตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ สอุตฺตรํ วา จิตฺตํ สอุตฺตรํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ อนุตฺตรํ วา จิตฺตํ อนุตฺตรํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ สมาหิตํ วา จิตฺตํ สมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ อสมาหิตํ วา จิตฺตํ อสมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วิมุตฺตํ วา จิตฺตํ วิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ อวิมุตฺตํ วา จิตฺตํ อวิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาตีติ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ปริจฺเจ ญาณํ ฯ ฐเปตฺวา ธมฺเม ญาณํ อนฺวเย ญาณํ ปริจฺเจ ญาณํ อวเสสา ปญฺญา สมฺมติญาณํ ฯ
ธัมมญาณเป็นไฉน
ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า ธัมมญาณ
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงส่งนัยคือปัจจเวกขณญาณไปในอดีตและอนาคตด้วยธรรมนี้ที่พระองค์ทรงรู้แล้ว ทรงเห็นแล้ว ทรงบรรลุแล้ว ทรงรู้แจ้งแล้วทรงหยั่งถึงแล้วว่า ในอดีตกาล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งได้รู้ทุกข์แล้วได้รู้ทุกขสมุทัยแล้ว ได้รู้ทุกขนิโรธแล้ว ได้รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกข์นี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกขสมุทัยนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกขนิโรธนี้เองสมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้เอง ในอนาคตกาล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง จักรู้ทุกข์ จักรู้ทุกขสมุทัย จักรู้ทุกขนิโรธ จักรู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาสมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ทุกข์นี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ทุกขสมุทัยนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ ทุกขนิโรธนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้เองปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในการส่งนัยคือปัจจเวกขณญาณไปนั้น อันใด นี้เรียกว่า อันวยญาณ
ปริจจญาณ เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ กำหนดรู้จิตของสัตว์เหล่าอื่นของบุคคลเหล่าอื่นด้วยจิต(ของตน)คือ จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีราคะ จิตปราศจากราคะก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ชัดว่า จิตมีโทสะ จิตปราศจากโทสะก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ชัดว่าจิตมีโมหะ จิตปราศจากโมหะก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ชัดว่า จิตหดหู่จิตฟุ้งซ่านก็รู้ชัดว่า จิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ชัดว่า จิตเป็นมหัคคตะ จิตไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ชัดว่า จิตไม่เป็นมหัคคตะ จิตเป็นสอุตตระก็รู้ชัดว่า จิตเป็นสอุตตระ จิตเป็นอนุตตระก็รู้ชัดว่า จิตเป็นอนุตตระ จิตตั้งมั่นก็รู้ชัดว่า จิตตั้งมั่น จิตไม่ตั้งมั่นก็รู้ชัดว่า จิตไม่ตั้งมั่นจิตหลุดพ้นก็รู้ชัดว่า จิตหลุดพ้น จิตยังไม่หลุดพ้นก็รู้ชัดว่า จิตยังไม่หลุดพ้น ปัญญากิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในจิตของสัตว์เหล่าอื่นของบุคคลเหล่าอื่นนั้น อันใด นี้เรียกว่า ปริจจญาณ
ยกเว้นธัมมญาณ อันวยญาณ ปริจจญาณ ปัญญาที่เหลือ เรียกว่าสัมมติญาณ
ตตฺถ กตมา ปญฺญา อาจยาย โน อปจยาย กามาวจรกุสเล ปญฺญา อาจยาย โน อปจยาย ฯ จตูสุ มคฺเคสุ ปญฺญา อปจยาย โน อาจยาย ฯ รูปาวจรารูปาวจรกุสเล ปญฺญา อาจยาย เจว อปจยาย จ ฯ อวเสสา ปญฺญา เนว อาจยาย โน อปจยาย ฯ
อาจย โนอปจยปัญญา เป็นไฉน
ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรม ชื่อว่า อาจย โนอปจยปัญญา
ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า อปจยโนอาจยปัญญา
ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรกุศลธรรม ชื่อว่า อาจยอปจยปัญญา ปัญญาที่เหลือชื่อว่า เนวาจยโนอปจยปัญญา
ตตฺถ กตมา ปญฺญา นิพฺพิทาย โน ปฏิเวธาย ยาย ปญฺญาย กาเมสุ วีตราโค โหติ น จ อภิญฺญาโย ปฏิวิชฺฌติ น จ สจฺจานิ อยํ วุจฺจติ ปญฺญา นิพฺพิทาย โน ปฏิเวธาย ฯ เสฺวว ปญฺญาย กาเมสุ วีตราโค สมาโน อภิญฺญาโย ปฏิวิชฺฌติ น จ สจฺจานิ อยํ วุจฺจติ ปญฺญา ปฏิเวธาย โน นิพฺพิทาย ฯ จตูสุ มคฺเคสุ ปญฺญา นิพฺพิทาย เจว ปฏิเวธาย จ ฯ อวเสสา ปญฺญา เนว นิพฺพิทาย โน ปฏิเวธาย ฯ
นิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา เป็นไฉน
บุคคลเป็นผู้ปราศจากความยินดีในกามทั้งหลาย ด้วยปัญญาใด แต่ไม่ได้แทงตลอดอภิญญาและสัจจธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า นิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา
บุคคลเป็นผู้ปราศจากความยินดีในกามทั้งหลายนั้นแล ได้แทงตลอดอภิญญา ด้วยปัญญาแต่ไม่ได้แทงตลอดสัจจธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า ปฏิเวธโนนิพพิทาปัญญา
ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า นิพพิทาปฏิเวธปัญญา
ปัญญาที่เหลือชื่อว่า เนวนิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา
ตตฺถ กตมา หานภาคินี ปญฺญา ปฐมสฺส ฌานสฺส ลาภึ กามสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา อวิตกฺกสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา ฯ ทุติยสฺส ฌานสฺส ลาภึ วิตกฺกสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา อุเปกฺขาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา ฯ
ตติยสฺส ฌานสฺส ลาภึ ปีติสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา อทุกฺขมสุขสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา ฯ จตุตฺถสฺส ฌานสฺส ลาภึ สุขสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา อากาสานญฺจายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูป- สญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา ฯ
อากาสานญฺจายตนสฺส ลาภึ รูปสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา วิญฺญานญฺจายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา ฯ วิญฺญาณญฺจายตนสฺส ลาภึ อากาสานญฺจายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา อากิญฺจญฺญายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา ฯ อากิญฺจญฺญายตนสฺส ลาภึ วิญฺญาณญฺจายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคินี ปญฺญา ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคินี ปญฺญา เนวสญฺญานาสญฺญายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา ฯ
หานภาคินีปัญญา เป็นไฉน
สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยกาม ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคล ผู้ได้ปฐมฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้นชื่อว่า หานภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรมนั้น ตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่าฐิติภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยฌานที่ไม่มีวิตกซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินีสัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่านิพเพธภาคินี
สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยวิตก ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้ทุติยฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่าฐิติภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอุเบกขาซ่านไปปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี
สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยปีติ ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้ตติยฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินีสัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอทุกขมสุขเวทนาซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญาชื่อว่า นิพเพธภาคินี
สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยสุข ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้จตุตถฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินีสัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอากาสานัญจายตนฌาน ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินีสัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่านิพเพธภาคินี
สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยรูป ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้อากาสานัญจายตนฌานปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรมนั้น ตั้งมั่น ปัญญาชื่อว่าฐิติภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่าวิเสสภาคินี สัญญามนสิการอันสหคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญาชื่อว่า นิพเพธภาคินี
สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอากาสานัญจายตนฌาน ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้วิญญาณัญจายตนฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอากิญจัญญายตนฌาน ซ่านไปปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินีสัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะซ่านไป ปัญญาชื่อว่า นิพเพธภาคินี
สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน ซ่านไป ยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้อากิญจัญญายตนฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี สติอันสมควรแก่ธรรมนั้น ตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌานซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไปปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี
ตตฺถ กตมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทา อตฺถปฏิสมฺภิทา ธมฺมปฏิสมฺภิทา นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา อตฺเถ ญาณํ อตฺถปฏิสมฺภิทา ธมฺเม ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา ตตฺร ธมฺมนิรุตฺตาภิลาเป ญาณํ นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา ญาเณสุ ญาณํ ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ฯ อิมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทา ฯ
ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นไฉน
ปฏิสัมภิทา ๔ คือ
๑. อัตถปฏิสัมภิทา
๒. ธัมมปฏิสัมภิทา
๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา
๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
ความรู้แตกฉานในอรรถ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในธรรม ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่านิรุตติปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลาย ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทาเหล่านี้ชื่อว่า ปฏิสัมภิทา ๔
ตตฺถ กตมา จตสฺโส ปฏิปทา ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปญฺญา ทุกฺขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปญฺญา สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปญฺญา สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปญฺญา กิจฺเฉน กสิเรน สมาธึ อุปฺปาเทนฺตสฺส ทนฺธํ ตณฺฐานํ อภิชานนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา ทุกฺขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปญฺญา กิจฺเฉน กสิเรน สมาธึ อุปฺปาเทนฺตสฺส ขิปฺปํ ตณฺฐานํ อภิชานนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ทุกฺขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปญฺญา ฯ
ตตฺถ กตมา สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปญฺญา อกิจฺเฉน อกสิเรน สมาธึ อุปฺปาเทนฺตสฺส ทนฺธํ ตณฺฐานํ อภิชานนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปญฺญา อกิจฺเฉน อกสิเรน สมาธึ อุปฺปาเทนฺตสฺส ขิปฺปํ ตณฺฐานํ อภิชานนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปญฺญา ฯ อิมา จตสฺโส ปฏิปทา ฯ
ปฏิปทาปัญญา ๔ เป็นไฉน
ปฏิปทาปัญญา ๔ คือ
๑. ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา
๒. ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา
๓. สุขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา
๔. สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา
ในปฏิปทาปัญญา ๔ นั้น ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยยากลำบาก รู้ฐานะนั้นก็ช้า นี้เรียกว่า ทุกขาปปฏิทาทันธาภิญญาปัญญา
ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยยากลำบาก แต่รู้ฐานะนั้นเร็ว นี้เรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา
สุขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยไม่ยากลำบาก แต่รู้ฐานะนั้นช้า นี้เรียกว่าสุขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา
สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยไม่ยากไม่ลำบาก รู้ฐานะนั้นก็เร็ว นี้เรียกว่าสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา
เหล่านี้ชื่อว่า ปฏิปทาปัญญา
ตตฺถ กตมานิ จตฺตาริ อารมฺมณานิ ปริตฺตา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา ปริตฺตา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา อปฺปมาณา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา อปฺปมาณา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา ปริตฺตา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา สมาธิสฺส น นิกามลาภิสฺส อารมฺมณํ โถกํ ผรนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ปริตฺตา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา ปริตฺตา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา สมาธิสฺส น นิกามลาภิสฺส อารมฺมณํ วิปุลํ ผรนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ ปริตฺตา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อปฺปมาณา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา สมาธิสฺส นิกามลาภิสฺส อารมฺมณํ โถกํ ผรนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อปฺปมาณา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา อปฺปมาณา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา สมาธิสฺส นิกามลาภิสฺส อารมฺมณํ วิปุลํ ผรนฺตสฺส ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อยํ วุจฺจติ อปฺปมาณา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา ฯ อิมานิ จตฺตาริ อารมฺมณานิ ฯ
อารัมมณปัญญา ๔ เป็นไฉน
อารัมมณปัญญา ๔ คือ
๑. ปริตตปริตตารัมมณปัญญา
๒. ปริตตอัปปมาณารัมมณปัญญา
๓. อัปปมาณปริตตารัมมณปัญญา
๔. อัปปมาณอัปปมาณารัมมณปัญญา
ในอารัมมณปัญญา ๔ นั้น ปริตตปริตตารัมมณปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ได้สมาธิยังไม่ชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ไปเล็กน้อย นี้เรียกว่าปริตตปริตตารัมมณปัญญา
ปริตตอัปปมาณารัมมณปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ได้สมาธิยังไม่ชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ไปหาประมาณมิได้ นี้เรียกว่าปริตตอัปปมาณารัมมณปัญญา
อัปปมาณปริตตารัมมณปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ได้สมาธิชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ไปเล็กน้อย นี้เรียกว่า อัปปมาณปริตตารัมมณปัญญา
อัปปมาณอัปปมาณารัมมณปัญญา เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคล ผู้ได้สมาธิชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ไปหาประมาณมิได้ นี้เรียกว่า อัปปมาณอัปปมาณารัมมณปัญญา
เหล่านี้เรียกว่า อารัมมณปัญญา ๔
มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ชรามรเณเปตํ ญาณํ ชรา มรณสมุทเยเปตํ ญาณํ ชรามรณนิโรเธเปตํ ญาณํ ชรามรณ- นิโรธคามินิยา ปฏิปทายเปตํ ญาณํ ฯ ตตฺถ กตมํ ชรามรเณ ญาณํ ชรามรณํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ชรามรเณ ญาณํ ฯ ชรามรณสมุทยํ อารพฺภ ฯเปฯ ชรามรณนิโรธํ อารพฺภ ฯเปฯ ชรามรณนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ชรามรณนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ฯ มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ชาติยาเปตํ ญาณํ ฯเปฯ ภเวเปตํ ญาณํ ฯเปฯ อุปาทาเนเปตํ ญาณํ ฯเปฯ ตณฺหายเปตํ ญาณํ ฯเปฯ เวทนายเปตํ ญาณํ ฯเปฯ ผสฺเสเปตํ ญาณํ ฯเปฯ สฬายตเนเปตํ ญาณํ ฯเปฯ นามรูเปเปตํ ญาณํ ฯเปฯ วิญฺญาเณเปตํ ญาณํ ฯเปฯ
สงฺขาเรสุเปตํ ญาณํ สงฺขารสมุทเยเปตํ ญาณํ สงฺขารนิโรเธเปตํ ญาณํ สงฺขารนิโรธคามินิยา ปฏิปทายเปตํ ญาณํ ฯ ตตฺถ กตมํ สงฺขาเรสุ ญาณํ สงฺขาเร อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ สงฺขาเรสุ ญาณํ ฯ สงฺขารสมุทยํ อารพฺภ ฯเปฯ สงฺขารนิโรธํ อารพฺภ ฯเปฯ สงฺขารนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ฯ
เอวํ จตุพฺพิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
มัคคสมังคิญาณ ได้แก่ ญาณแม้ในชรามรณะนี้ ญาณแม้ในชรามรณสมุทัยนี้
ญาณแม้ในชรามรณนิโรธนี้ ญาณแม้ในชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทานี้
ชรามรณญาณ เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภชรามรณะเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ชรามรณญาณ
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภชรามรณสมุทัยเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ชรามรณสมุทยญาณ ฯลฯปรารภชรามรณนิโรธเกิดขึ้น นี้เรียกว่าชรามรณนิโรธญาณ ฯลฯ ปรารภชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ
มัคคสมังคิญาณ ได้แก่ ญาณแม้ในชาตินี้ ฯลฯ ญาณแม้ในภพนี้ฯลฯ ญาณแม้ในอุปาทานนี้ ฯลฯ ญาณแม้ในตัณหานี้ ฯลฯ ญาณแม้ในเวทนานี้ ฯลฯ ญาณแม้ในผัสสะนี้ ฯลฯ
ญาณแม้ในสฬายตนะนี้ ฯลฯญาณแม้ในนามรูปนี้ ฯลฯ ญาณแม้ในวิญญาณนี้ ฯลฯ ญาณแม้ในสังขารนี้ญาณแม้ในสังขารนี้สมุทัยนี้ ญาณแม้ในสังขารนี้โรธนี้ ญาณแม้ในสังขารนิโรธคามินีปฏิปทานี้
ในญาณเหล่านั้น สังขารญาณ เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภสังขารทั้งหลายเกิดขึ้น นี้เรียกว่า สังขารญาณ
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภสังขารสมุทัยเกิดขึ้น นี้เรียกว่า สังขารสมุทยญาณ ฯลฯ ปรารภสังขารนิโรธเกิดขึ้น นี้เรียกว่าสังขารนิโรธญาณ ฯลฯ ปรารภสังขารนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้เรียกว่า สังขารนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ
ญาณวัตถุ หมวดละ ๔ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ปัญจกนิเทศ
ตตฺถ กตโม ปญฺจงฺคิโก สมฺมาสมาธิ ปีติผรณตา สุขผรณตา เจโตผรณตา อาโลกผรณตา ปจฺจเวกฺขณานิมิตฺตํ ฯ ทฺวีสุ ฌาเนสุ ปญฺญา ปีติผรณตา ตีสุ ฌาเนสุ ปญฺญา สุขผรณตา ปรจิตฺเต ญาณํ เจโตผรณตา ทิพฺพจกฺขุ อาโลกผรณตา ตมฺหา ตมฺหา สมาธิมฺหา วุฏฺฐิตสฺส ปจฺจเวกฺขณาญาณํ ปจฺจเวกฺขณานิมิตฺตํ ฯ อยํ วุจฺจติ ปญฺจงฺคิโก สมฺมาสมาธิ ฯ
ในญาณวัตถุ หมวดละ ๕ นั้น สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ เป็นไฉน
ปัญญาที่แผ่ปีติไป ปัญญาที่แผ่สุขไป ปัญญาที่แผ่จิตไป ปัญญาที่แผ่แสงสว่างไป และปัจจเวกขณนิมิต
ปัญญาในฌาน ๒ ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่ปีติไป ปัญญาในฌาน ๓ ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่สุขไปญาณกำหนดรู้จิตของผู้อื่น ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่จิตไปทิพพจักขุ ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่แสงสว่างไปปัจจเวกขณญาณของโยคาวจรบุคคลผู้ออกจากสมาธินั้นๆ ชื่อว่า ปัจจเวกขณนิมิต นี้เรียกว่าสัมมาสมาธิมีองค์ ๕
ตตฺถ กตโม ปญฺจญาณิโก สมฺมาสมาธิ อยํ สมาธิ ปจฺจุปฺปนฺนสุโข เจว อายตึ จ สุขวิปาโกติ ปจฺจตฺตญฺเญว ญาณํ อุปฺปชฺชติ อยํ สมาธิ อริโย นิรามิโสติ ปจฺจตฺตญฺเญว ญาณํ อุปฺปชฺชติ อยํ สมาธิ อกาปุริสเสวิโตติ ปจฺจตฺตญฺเญว ญาณํ อุปฺปชฺชติ อยํ สมาธิ สนฺโต ปณีโต ปฏิปฺปสฺสทฺธิลทฺโธ เอโกทิภาวาธิคโต น จ สสงฺขารนิคยฺหวาริตวโตติ ๑ ปจฺจตฺตญฺเญว ญาณํ อุปฺปชฺชติ โส โข ปนาหํ อิมํ สมาธึ สโตว สมาปชฺชามึ สโตว วุฏฺฐหามีติ ปจฺจตฺตญฺเญว ญาณํ อุปฺปชฺชติ อยํ ปญฺจญาณิโก สมฺมาสมาธิ ฯ
เอวํ ปญฺจวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
สัมมาสมาธิมีญาณ ๕ เป็นไฉน
ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้มีสุขในปัจจุบันด้วย มีสุขเป็นวิบากต่อไปด้วย ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้ไกลจากกิเลส หาอามิสมิได้ ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้อันบุรุษมีปัญญาทราม เสพไม่ได้ ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้สงบ ประณีต ได้ความสงบระงับ ได้บรรลุแล้วโดยความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่บรรลุโดยการข่มนิวรณ์ ห้ามกิเลสด้วยจิตที่เป็นสสังขาริกญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า ก็เรานั้นแลมีสติเข้าสมาธินี้ มีสติออกจากสมาธินี้ นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิมีญาณ ๕
ญาณวัตถุหมวดละ ๕ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ฉักกนิเทศ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ญาณวิภังค์ ฉักกนิเทศ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)
ตตฺถ กตมา ฉสุ อภิญฺญาสุ ปญฺญา อิทฺธิวิเธ ญาณํ โสตธาตุวิสุทฺธิยา ญาณํ ปรจิตฺเต ญาณํ ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ สตฺตานํ จุตูปปาเต ญาณํ อาสวานํ ขเย ญาณํ อิมา ฉสุ อภิญฺญาสุ ปญฺญา ฯ เอวํ ฉพฺพิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
๑ อญฺญตฺถ ...นิคฺคยฺหวาริตปฺปตฺโตติปิ ทิสฺสติ ฯ
ในญาณวัตถุ หมวดละ ๖ นั้น ปัญญาในอภิญญา ๖ เป็นไฉน
ปัญญาในอภิญญา ๖ คือ
๑. อิทธิวิธญาณ
๒. โสตธาตุวิสุทธิญาณ
๓. ปรจิตตญาณ
๔. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
๕. จุตูปปาตญาณ
๖. อาสวักขยญาณ
เหล่านี้ชื่อว่า ปัญญาในอภิญญา ๖ ญาณวัตถุหมวดละ ๖ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
สัตตกนิเทศ
ตตฺถ กตมานิ สตฺตสตฺตริ ญาณวตฺถูนิ ฯ ชาติปจฺจยา ชรามรณนฺติ ญาณํ อสติ ชาติยา นตฺถิ ชรามรณนฺติ ญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ ชาติปจฺจยา ชรามรณนฺติ ญาณํ อสติ ชาติยา นตฺถิ ชรามรณนฺติ ญาณํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ ชาติปจฺจยา ชรามรณนฺติ ญาณํ อสติ ชาติยา นตฺถิ ชรามรณนฺติ ญาณํ ยมฺปิสฺส ตํ ธมฺมฏฺฐิติญาณํ ตมฺปิ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมนฺติ ญาณํ ฯ ภวปจฺจยา ชาตีติ ญาณํ ฯเปฯ อุปาทานปจฺจยา ภโวติ ญาณํ ฯเปฯ ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานนฺติ ญาณํ ฯเปฯ เวทนาปจฺจยา ตณฺหาติ ญาณํ ฯเปฯ ผสฺสปจฺจยา เวทนาติ ญาณํ ฯเปฯ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโสติ ญาณํ ฯเปฯ นามรูปปจฺจยา สฬายตนนฺติ ญาณํ ฯเปฯ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปนฺติ ญาณํ ฯเปฯ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณนฺติ ญาณํ ฯเปฯ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาราติ ญาณํ อสติ อวิชฺชาย นตฺถิ สงฺขาราติ ญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาราติ ญาณํ อสติ อวิชฺชาย นตฺถิ สงฺขาราติ ญาณํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาราติ ญาณํ อสติ อวิชฺชาย นตฺถิ สงฺขาราติ ญาณํ ยมฺปิสฺส ตํ ธมฺมฏฺฐิติญาณํ ตมฺปิ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมนฺติ ญาณํ ฯ อิมานิ สตฺตสตฺตริ ญาณวตฺถูนิ ฯ เอวํ สตฺตวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
ในญาณวัตถุ หมวดละ ๗ นั้น ญาณวัตถุในธรรมแต่ละ ๗ละ ๗ เป็นไฉน
ความรู้ว่า ชรามรณะเกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย ความรู้ว่า เมื่อชาติไม่มีชรามรณะก็ไม่มีความรู้ว่า แม้ในอดีตกาล ชรามรณะก็เกิดเพราะชาติปัจจัยความรู้ว่า แม้ในอดีตกาล เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี ความรู้ว่า แม้ใน อนาคตกาล ชรามรณะก็เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย ความรู้ว่า แม้ในอนาคตกาลเมื่อชาติไม่มี ชรามรณก็ไม่มี ความรู้ว่า ธัมมฐิติญาณของบุคคลนั้นมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา
ความรู้ว่า ชาติเกิดเพราะภพเป็นปัจจัย ฯลฯ ความรู้ว่า ภพเกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ฯลฯ ความรู้ว่า อุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ฯลฯความรู้ว่า ตัณหาเกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย ฯลฯ ความรู้ว่า เวทนาเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ฯลฯ ความรู้ว่า ผัสสะเกิดเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ฯลฯความรู้ว่า สฬายตนะเกิดเพราะนามรูปเป็นปัจจัย ฯลฯ
ความรู้ว่า นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ฯลฯ ความรู้ว่า วิญญาณเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัยฯลฯ ความรู้ว่า สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ความรู้ว่า เมื่ออวิชชาไม่มีสังขารก็ไม่มี ความรู้ว่า แม้ในอดีตกาลสังขารก็เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ความรู้ว่า แม้ในอดีตกาลเมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี ความรู้ว่า แม้ในอนาคตกาลสังขารก็เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยความรู้ว่า แม้ในอนาคตกาล เมื่ออวิชชาไม่มีสังขารก็ไม่มี ความรู้ว่า ธัมมฐิติญาณของบุคคลนั้นมีความสิ้นไปเป็นธรรมดามีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา
เหล่านี้ชื่อว่า ญาณวัตถุในธรรมแต่ละ ๗ ละ ๗ ญาณวัตถุหมวดละ ๗ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
อัฏฐกนิเทศ
ตตฺถ กตมา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา โสตาปตฺติมคฺเค ปญฺญา โสตาปตฺติผเล ปญฺญา สกทาคามิมคฺเค ปญฺญา สกทาคามิผเล ปญฺญา อนาคามิมคฺเค ปญฺญา อนาคามิผเล ปญฺญา อรหตฺตมคฺเค ปญฺญา อรหตฺตผเล ปญฺญา อิมา จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา ฯ เอวํ อฏฺฐวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
ในญาณวัตถุ หมวดละ ๘ ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ เป็นไฉน
ปัญญาในโสดาปัตติมรรค ปัญญาในโสดาปัตติผล ปัญญาในสกทาคามิมรรค ปัญญาในสกทาคามิผล ปัญญาในอนาคามิมรรค ปัญญาในอนาคามิผลปัญญาในอรหัตตมรรค ปัญญาในอรหัตตผล
เหล่านี้ชื่อว่า ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ญาณวัตถุหมวดละ ๘ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
นวกนิเทศ
ตตฺถ กตมา นวสุ อนุปุพฺพวิหารสมาปตฺตีสุ ปญฺญา ปฐมชฺฌานสมาปตฺติยา ปญฺญา ทุติยชฺฌานสมาปตฺติยา ปญฺญา ตติยชฺฌานสมาปตฺติยา ปญฺญา จตุตฺถชฺฌานสมาปตฺติยา ปญฺญา อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา ปญฺญา วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา ปญฺญา อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา ปญฺญา เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมา ปตฺติยา ปญฺญา สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติยาวุฏฺฐิตสฺส ปจฺจเวกฺขณาญาณํ อิมา นวสุ อนุปุพฺพวิหารสมาปตฺตีสุ ปญฺญา ฯ เอวํ นววิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
ในญาณวัตถุหมวดละ ๙ นั้น ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ เป็นไฉนปัญญาในปฐมฌานสมาบัติ ปัญญาในทุติยฌานสมาบัติ ปัญญาในตติยฌานสมาบัติปัญญาในจตุตถฌานสมาบัติ ปัญญาในอากาสานัญจายตนสมาบัติปัญญาในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ปัญญาในอากิญจัญญายตนสมาบัติ ปัญญาในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ปัจจเวกขณญาณของโยคาวจรบุคคล ผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
เหล่านี้ชื่อว่า ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ญาณวัตถุหมวดละ ๙ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ทสกนิเทศ
ตตฺถ กตมํ ตถาคตสฺส ฐานญฺจ ฐานโต อฏฺฐานญฺจ อฏฺฐานโต ยถาภูตํ ญาณํ ฯ อิธ ตถาคโต อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ ทิฏฺฐิสมฺปนฺโน ปุคฺคโล กญฺจิ สงฺขารํ นิจฺจโต อุปคจฺเฉยฺย เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฐานญฺจ โข เอตํ วิชฺชติ ยํ ปุถุชฺชโน กญฺจิ สงฺขารํ นิจฺจโต อุปคจฺเฉยฺย ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฯ อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ ทิฏฺฐิสมฺปนฺโน ปุคฺคโล กญฺจิ สงฺขารํ สุขโต อุปคจฺเฉยฺย เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฐานญฺจ โข เอตํ วิชฺชติ ยํ ปุถุชฺชโน กญฺจิ สงฺขารํ สุขโต อุปคจฺเฉยฺย ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฯ
อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ ทิฏฺฐ- สมฺปนฺโน ปุคฺคโล กญฺจิ ธมฺมํ อตฺตโต อุปคจฺเฉยฺย เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฐานญฺจ โข เอตํ วิชฺชติ ยํ ปุถุชฺชโน กญฺจิ ธมฺมํ อตฺตโต อุปคจฺเฉยฺย ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฯ อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ ทิฏฺฐิสมฺปนฺโน ปุคฺคโล มาตรํ ชีวิตา โวโรเปยฺย เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฐานญฺจ โข เอตํ วิชฺชติ ยํ ปุถุชฺชโน มาตรํ ชีวิตา โวโรเปยฺย ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฯ อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ ทิฏฺฐิสมฺปนฺโน ปุคฺคโล ปิตรํ ชีวิตา โวโรเปยฺย ฯเปฯ อรหนฺตํ ชีวิตา โวโรเปยฺย ฯเปฯ ทุฏฺเฐน จิตฺเตน ตถาคตสฺส โลหิตํ อุปฺปาเทยฺย ฯเปฯ สงฺฆํ ภินฺเทยฺย ฯเปฯ อญฺญํ สตฺถารํ อุทฺทิเสยฺย ฯเปฯ
อฏฺฐมํ ภวํ นิพฺพตฺเตยฺย เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฐานญฺจ โข เอตํ วิชฺชติ ยํ ปุถุชฺชโน อฏฺฐมํ ภวํ นิพฺพตฺเตยฺย ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฯ อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ เอกิสฺสา โลกธาตุยา เทฺว อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา อปุพฺพํ อจริมํ อุปฺปชฺเชยฺยุํ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฐานญฺจ โข เอตํ วิชฺชติ ยํ เอกิสฺสา โลกธาตุยา เอโก อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ อุปฺปชฺเชยฺย ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฯ อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ เอกิสฺสา โลกธาตุยา เทฺว ราชาโน จกฺกวตฺติโน อปุพฺพํ อจริมํ อุปฺปชฺเชยฺยุํ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฐานญฺจ โข เอตํ วิชฺชติ ยํ เอกิสฺสา โลกธาตุยา เอโก ราชา จกฺกวตฺติ อุปฺปชฺเชยฺย ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฯ
อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ อิตฺถี อรหํ อสฺส สมฺมาสมฺพุทฺโธ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฐานญฺจ โข เอตํ วิชฺชติ ยํ ปุริโส อรหํ อสฺส สมฺมาสมฺพุทฺโธ ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฯ อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ อิตฺถี ราชา อสฺส จกฺกวตฺติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฐานญฺจ โข เอตํ วิชฺชติ ยํ ปุริโส ราชา อสฺส จกฺกวตฺติ ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฯ อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ อิตฺถี สกฺกตฺตํ กเรยฺย มารตฺตํ กเรยฺย พฺรหฺมตฺตํ กเรยฺย เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฐานญฺจ โข เอตํ วิชฺชติ ยํ ปุริโส สกฺกตฺตํ กเรยฺย มารตฺตํ กเรยฺย พฺรหฺมตฺตํ กเรยฺย ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฯ
อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ กายทุจฺจริตสฺส อิฏฺโฐ กนฺโต มนาโป วิปาโก นิพฺพตฺเตยฺย เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฐานญฺจ โข เอตํ วิชฺชติ ยํ กายทุจฺจริตสฺส อนิฏฺโฐ อกนฺโต อมนาโป วิปาโก นิพฺพตฺเตยฺย ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฯ อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ วจีทุจฺจริตสฺส ยํ มโนทุจฺจริตสฺส อิฏฺโฐ กนฺโต มนาโป วิปาโก นิพฺพตฺเตยฺย เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฐานญฺจ โข เอตํ วิชฺชติ ยํ วจีทุจฺจริตสฺส ยํ มโนทุจฺจริตสฺส อนิฏฺโฐ อกนฺโต อมนาโป วิปาโก นิพฺพตฺเตยฺย ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฯ
อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ กายสุจริตสฺส อนิฏฺโฐ อกนฺโต อมนาโป วิปาโก นิพฺพตฺเตยฺย เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฐานญฺจ โข เอตํ วิชฺชติ ยํ กายสุจริตสฺส อิฏฺโฐ กนฺโต มนาโป วิปาโก นิพฺพตฺเตยฺย ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฯ อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ วจีสุจริตสฺส ยํ มโนสุจริตสฺส อนิฏฺโฐ อกนฺโต อมนาโป วิปาโก นิพฺพตฺเตยฺย เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฐานญฺจ โข เอตํ วิชฺชติ ยํ วจีสุจริตสฺส ยํ มโนสุจริตสฺส อิฏฺโฐ กนฺโต มนาโป วิปาโก นิพฺพตฺเตยฺย ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฯ
อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ กายทุจฺจริตสมงฺคี ตนฺนิทานํ ตปฺปจฺจยา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺเชยฺย เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฐานญฺจ โข เอตํ วิชฺชติ ยํ กายทุจฺจริตสมงฺคี ตนฺนิทานํ ตปฺปจฺจยา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺเชยฺย ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฯ อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ วจีทุจฺจริตสมงฺคี ยํ มโนทุจฺจริตสมงฺคี ตนฺนิทานํ ตปฺปจฺจยา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺเชยฺย เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฐานญฺจ โข เอตํ วิชฺชติ ยํ วจีทุจฺจริตสมงฺคี ยํ มโนทุจฺจริตสมงฺคี ตนฺนิทานํ ตปฺปจฺจยา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺเชยฺย ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฯ
อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ กายสุจริตสมงฺคี ตนฺนิทานํ ตปฺปจฺจยา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺเชยฺย เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฐานญฺจ โข เอตํ วิชฺชติ ยํ กายสุจริตสมงฺคี ตนฺนิทานํ ตปฺปจฺจยา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺเชยฺย ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฯ อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ วจีสุจริตสมงฺคี ยํ มโนสุจริตสมงฺคี ตนฺนิทานํ ตปฺปจฺจยา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺเชยฺย เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฐานญฺจ โข เอตํ วิชฺชติ ยํ วจีสุจริตสมงฺคี ยํ มโนสุจริตสมงฺคี ตนฺนิทานํ ตปฺปจฺจยา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺเชยฺย ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ปชานาติ ฯ เย เย ธมฺมา เยสํ เยสํ ธมฺมานํ เหตู ปจฺจยา อุปฺปาทาย ตํ ตํ ฐานํ เย เย ธมฺมา เยสํ เยสํ ธมฺมานํ น เหตู น ปจฺจยา อุปฺปาทาย ตํ ตํ อฏฺฐานนฺติ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ ตถาคตสฺส ฐานญฺจ ฐานโต อฏฺฐานญฺจ อฏฺฐานโต ยถาภูตํ ญาณํ ฯ
ในญาณวัตถุหมวดละ ๑๐ นั้น ญาณรู้ธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะและธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิจะพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นของเที่ยงนั้น ไม่ใช่เหตุไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นของเที่ยงนั้นแลเป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิจะพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นสุขนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัยไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นสุขนั้นแล เป็นฐานะที่หาได้เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิจะพึงยึดถือธรรมอะไรๆ โดยความเป็นอัตตาตัวตนนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงยึดถือธรรมอะไรๆโดยความเป็นอัตตาตัวตนนั้นแลเป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิจะพึงฆ่ามารดานั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงฆ่ามารดานั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิจะพึงฆ่าบิดา ฯลฯ จะพึงฆ่าพระอรหันต์ ฯลฯ จะพึงมีจิตประทุษร้ายยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อขึ้น ฯลฯ จะพึงยังสงฆ์ให้แตกจากกัน ฯลฯจะพึงนับถือศาสดาอื่น ฯลฯ จะพึงเกิดในภพที่ ๘ นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัยไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงเกิดในภพที่ ๘ นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า๒ พระองค์จะพึงอุบัติขึ้นพร้อมกันในโลกธาตุอันเดียวกันนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพึงอุบัติขึ้นแต่พระองค์เดียวในโลกธาตุอันหนึ่งนั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่พระเจ้าจักรพรรดิ ๒ องค์จะพึงอุบัติขึ้นพร้อมกันในโลกธาตุอันเดียวกันนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่พระเจ้าจักรพรรดิพึงอุบัติขึ้นแต่องค์เดียวในโลกธาตุอันหนึ่งนั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่หญิงจะพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุรุษพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่หญิงจะพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิได้นั้นไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่าข้อที่บุรุษพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิได้นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่หญิงจะพึงเกิดเป็นพระอินทร์เป็นมารเป็นมหาพรหมนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุรุษพึงเกิดเป็นพระอินทร์ เป็นมาร เป็นมหาพรหม นั้นแลเป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่กายทุจริตจะพึงเกิดผลที่น่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ย่อมทรงทราบว่าข้อที่กายทุจริตพึงเกิดผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจนั้นแล เป็นฐานะที่หาได้เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่วจีทุจริต และมโนทุจริตจะพึงเกิดผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่วจีทุจริตและมโนทุจริตพึงเกิดผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจนั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่กายสุจริตจะพึงเกิดผลที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่าข้อที่กายสุจริตพึงเกิดผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่วจีสุจริต และมโนสุจริตจะพึงเกิดผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่วจีสุจริตและมโนสุจริต พึงเกิดผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจนั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายทุจริต เบื้องหน้าแต่ความตายเพราะกายแตก จะพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกายทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้นไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายทุจริต เบื้องหน้าแต่ความตายเพราะกายแตก พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกเพราะกายทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีทุจริตและมโน-ทุจริต เบื้องหน้าแต่ความตายเพราะกายแตก จะพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะวจีทุจริตและมโนทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่าข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีทุจริตและมโนทุจริต เบื้องหน้าแต่ความตายเพราะกายแตก พึงเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก เพราะกายทุจริตและมโนทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้นแลเป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายสุจริต เบื้องหน้าแต่ความตายเพราะกายแตก จะพึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก เพราะกายสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายสุจริต เบื้องหน้าแต่ความตายเพราะกายแตก พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เพราะกายสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีสุจริตและมโนสุจริต เบื้องหน้าแต่ความตายเพราะกายแตก จะพึงเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก เพราะวจีสุจริตและมโนสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีสุจริตและมโนสุจริต เบื้องหน้าแต่ความตายเพราะกายแตก พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะวจีสุจริตและมโนสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้นแลเป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคต ย่อมทรงทราบว่า ธรรมเหล่าใดๆ เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้ธรรมเหล่าใดๆ เกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้นๆ เป็นฐานะ ธรรมเหล่าใดๆ ไม่เป็นเหตุไม่เป็นปัจจัยให้ธรรมเหล่าใดๆ เกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้นๆ ไม่ใช่ฐานะ ปัญญากิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในธรรมที่เป็นฐานะและธรรมที่ไม่ใช่ฐานะนั้น อันใดนี้ชื่อว่า ญาณรู้ธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะ และธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะตามความเป็นจริง ของพระตถาคต
ตตฺถ กตมํ ตถาคตสฺส อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ กมฺมสมาทานานํ ฐานโส เหตุโส วิปากํ ยถาภูตํ ญาณํ ฯ อิธ ตถาคโต ปชานาติ อตฺเถกจฺจานิ ปาปกานิ กมฺมสมาทานานิ คติสมฺปตฺติปฏิพาฬฺหานิ น วิปจนฺติ อตฺเถกจฺจานิ ปาปกานิ กมฺมสมาทานานิ อุปธิสมฺปตฺติปฏิพาฬฺหานิ น วิปจนฺติ อตฺเถกจฺจานิ ปาปกานิ กมฺมสมาทานานิ กาลสมฺปตฺติปฏิพาฬฺหานิ น วิปจนฺติ อตฺเถกจฺจานิ ปาปกานิ กมฺมสมาทานานิ ปโยคสมฺปตฺติปฏิพาฬฺหานิ น วิปจนฺติ อตฺเถกจฺจานิ ปาปกานิ กมฺมสมาทานานิ คติวิปตฺตึ อาคมฺม วิปจนฺติ อตฺเถกจฺจานิ ปาปกานิ กมฺมสมาทานานิ อุปธิวิปตฺตึ อาคมฺม วิปจนฺติ อตฺเถกจฺจานิ ปาปกานิ กมฺมสมาทานานิ กาลวิปตฺตึ
อาคมฺม วิปจนฺติ อตฺเถกจฺจานิ ปาปกานิ กมฺมสมาทานานิ ปโยควิปตฺตึ อาคมฺม วิปจนฺติ อตฺเถกจฺจานิ กลฺยาณานิ กมฺมสมาทานานิ คติวิปตฺติปฏิพาฬฺหานิ น วิปจนฺติ อตฺเถกจฺจานิ กลฺยาณานิ กมฺมสมาทานานิ อุปธิวิปตฺติปฏิพาฬฺหานิ น วิปจนฺติ อตฺเถกจฺจานิ กลฺยาณานิ กมฺมสมาทานานิ กาลวิปตฺติปฏิพาฬฺหานิ น วิปจนฺติ อตฺเถกจฺจานิ กลฺยาณานิ กมฺมสมาทานานิ ปโยควิปตฺติปฏิพาฬฺหานิ น วิปจนฺติ อตฺเถกจฺจานิ กลฺยาณานิ กมฺมสมาทานานิ คติสมฺปตฺตึ อาคมฺม วิปจนฺติ อตฺเถกจฺจานิ กลฺยาณานิ กมฺมสมาทานานิ อุปธิสมฺปตฺตึ อาคมฺม วิปจนฺติ อตฺเถกจฺจานิ กลฺยาณานิ กมฺมสมาทานานิ กาลสมฺปตฺตึ อาคมฺม วิปจนฺติ อตฺเถกจฺจานิ กลฺยาณานิ กมฺมสมาทานานิ ปโยคสมฺปตฺตึ อาคมฺม วิปจนฺตีติ ฯ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ ตถาคตสฺส อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ กมฺมสมาทานานํ ฐานโส เหตุโส วิปากํ ยถาภูตํ ญาณํ ฯ
ญาณที่รู้วิบากของกัมมสมาทานที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ตามความเป็นจริงโดยฐานะ โดยเหตุ ของพระตถาคต เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่างอันคติสมาบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อันอุปธิสมบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อันกาลสมบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อันปโยคสมบัติห้ามไว้จึงไม่ให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่างอาศัยคติวิบัติจึงได้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อาศัยอุปธิวิบัติจึงให้ผลก็มีกัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อาศัยกาลวิบัติจึงให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อาศัยปโยควิบัติจึงให้ผลก็มี
กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อันคติวิบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มีกัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อันอุปธิวิบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่างอันกาลวิบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อันปโยควิบัติห้ามไว้จึงไม่ให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อาศัยคติสมบัติ จึงให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่างอาศัยอุปธิสมบัติ จึงให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อาศัยกาลสมบัติจึงให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อาศัยปโยคสมบัติ จึงให้ผลก็มี
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในกัมมสมาทานเหล่านั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้วิบากของกัมมสมาทานที่เป็นอดีตอนาคต ปัจจุบัน ตามความเป็นจริง โดยฐานะ โดยเหตุ ของพระตถาคต
ตตฺถ กตมํ ตถาคตสฺส สพฺพตฺถคามินึ ปฏิปทํ ยถาภูตํ ญาณํ ฯ อิธ ตถาคโต อยํ มคฺโค อยํ ปฏิปทา นิรยคามินีติ ปชานาติ อยํ มคฺโค อยํ ปฏิปทา ติรจฺฉานคามินีติ ปชานาติ อยํ มคฺโค อยํ ปฏิปทา ปิตฺติวิสยคามินีติ ปชานาติ อยํ มคฺโค อยํ ปฏิปทา มนุสฺสโลกคามินีติ ปชานาติ อยํ มคฺโค อยํ ปฏิปทา เทวโลกคามินีติ ปชานาติ อยํ มคฺโค อยํ ปฏิปทา นิพฺพานคามินีติ ปชานาติ ฯ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ ตถาคตสฺส สพฺพตฺถคามินึ ปฏิปทํ ยถาภูตํ ญาณํ ฯ
ญาณรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวง ตามความเป็นจริง ของพระตถาคตเป็นไฉนพระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่นรก ย่อมทรงทราบว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ย่อมทรงทราบว่าทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่ปิตติวิสัย ย่อมทรงทราบว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่มนุสสโลก ย่อมทรงทราบว่า ทางนี้ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่เทวโลก ย่อมทรงทราบว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ถึงนิพพาน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในทางไปสู่ภูมิทั้งปวงนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวงตามความเป็นจริง ของพระตถาคต
ตตฺถ กตมํ ตถาคตสฺส อเนกธาตุํ นานาธาตุํ โลกํ ยถาภูตํ ญาณํ ฯ อิธ ตถาคโต ขนฺธนานตฺตํ ปชานาติ อายตนนานตฺตํ ปชานาติ ธาตุนานตฺตํ ปชานาติ อเนกธาตุํ นานาธาตุํ โลกํ ปชานาติ ฯ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ ตถาคตสฺส อเนกธาตุํ นานาธาตุํ โลกํ ยถาภูตํ ญาณํ ฯ
ญาณรู้โลกอันเป็นอเนกธาตุ เป็นนานาธาตุ ตามความเป็นจริงของพระตถาคตเป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบความเป็นต่างๆ แห่งขันธ์ ย่อมทรงทราบความเป็นต่างๆ แห่งอายตนะ ย่อมทรงทราบความเป็นต่างๆ แห่งธาตุ ชื่อว่าย่อมทรงทราบโลกเป็นอเนกธาตุเป็นนานาธาตุ
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในโลกอันเป็นอเนกธาตุเป็นนานาธาตุนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้โลกอันเป็นอเนกธาตุเป็นนานาธาตุตามความเป็นจริง ของพระตถาคต
ตตฺถ กตมํ ตถาคตสฺส สตฺตานํ นานาธิมุตฺติกตํ ยถาภูตํ ญาณํ ฯ อิธ ตถาคโต ปชานาติ สนฺติ สตฺตา หีนาธิมุตฺติกา สนฺติ สตฺตา ปณีตาธิมุตฺติกา หีนาธิมุตฺติกา สตฺตา หีนาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวนฺติ ภชนฺติ ปยิรุปาสนฺติ ปณีตาธิมุตฺติกา สตฺตา ปณีตาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวนฺติ ภชนฺติ ปยิรุปาสนฺติ อตีตมฺปิ อทฺธานํ หีนาธิมุตฺติกา สตฺตา หีนาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวึสุ ภชึสุ ปยิรุปาสึสุ ปณีตาธิมุตฺติกา สตฺตา ปณีตาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวึสุ ภชึสุ ปยิรุปาสึสุ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ หีนาธิมุตฺติกา สตฺตา หีนาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวิสฺสนฺติ ภชิสฺสนฺติ ปยิรุปาสิสฺสนฺติ ปณีตาธิมุตฺติกา สตฺตา ปณีตาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวิสฺสนฺติ ภชิสฺสนฺติ ปยิรุปาสิสฺสนฺตีติ ฯ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ ตถาคตสฺส สตฺตานํ นานาธิมุตฺติกตํ ยถาภูตํ ญาณํ ฯ
ญาณรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความเป็นจริง
ของพระตถาคต เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยทรามก็มีสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตก็มี สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม ย่อมคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยทราม สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตย่อมคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีต แม้ในอดีตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม ก็ได้คบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยทรามมาแล้ว สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต ก็ได้คบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีตมาแล้ว แม้ในอนาคตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม ก็จักคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยทราม สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต ก็จักคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีต
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กันนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กันตามความเป็นจริง ของพระตถาคต
ตตฺถ กตมํ ตถาคตสฺส ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ ยถาภูตํ ญาณํ ฯ อิธ ตถาคโต สตฺตานํ อาสยํ ปชานาติ อนุสยํ ปชานาติ จริตํ ปชานาติ อธิมุตฺตึ ปชานาติ อปฺปรชกฺเข มหารชกฺเข ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเย สฺวากาเร ทฺวากาเร สุวิญฺญาปเย ทูวิญฺญาปเย ภพฺพาภพฺเพ สตฺเต ปชานาติ ฯ กตโม จ สตฺตานํ อาสโย สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา อนฺตวา โลโกติ วา อนนฺตวา โลโกติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา อิติ ภวทิฏฺฐิสนฺนิสฺสิตา
วา สตฺตา โหนฺติ วิภวทิฏฺฐิสนฺนิสฺสิตา วา เอเต วา ปน อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อนุโลมิกา ขนฺติ ปฏิลทฺธา โหติ ยถาภูตํ วา ญาณํ อยํ สตฺตานํ อาสโย ฯ กตโม จ สตฺตานํ อนุสโย สตฺตานุสยา กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย มานานุสโย ทิฏฺฐานุสโย วิจิกิจฺฉานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย ยํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺถ สตฺตานํ ราคานุสโย อนุเสติ ยํ โลเก อปฺปิยรูปํ อสาตรูปํ เอตฺถ สตฺตานํ ปฏิฆานุสโย อนุเสติ อิติ อิเมสุ ทฺวีสุ ธมฺเมสุ อวิชฺชา อนุปติตา ตเทกฏฺโฐ มาโน จ ทิฏฺฐิ จ วิจิกิจฺฉา จ ทฏฺฐพฺพา อยํ สตฺตานํ อนุสโย ฯ กตมํ จ สตฺตานํ จริตํ ปุญฺญาภิสงฺขาโร อปุญฺญาภิสงฺขาโร อาเนญฺชาภิสงฺขาโร ปริตฺตภูมโก วา มหาภูมโก วา อิทํ สตฺตานํ จริตํ ฯ
กตมา จ สตฺตานํ อธิมุตฺติ สนฺติ สตฺตา หีนาธิมุตฺติกา สนฺติ สตฺตา ปณีตาธิมุตฺติกา หีนาธิมุตฺติกา สตฺตา หีนาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวนฺติ ภชนฺติ ปยิรุปาสนฺติ ปณีตาธิมุตฺติกา สตฺตา ปณีตาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวนฺติ ภชนฺติ ปยิรุปาสนฺติ อตีตมฺปิ อทฺธานํ หีนาธิมุตฺติกา สตฺตา หีนาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวึสุ ภชึสุ ปยิรุปาสึสุ ปณีตาธิมุตฺติกา สตฺตา ปณีตาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวึสุ ภชึสุ ปยิรุปาสึสุ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ หีนาธิมุตฺติกา สตฺตา หีนาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวิสฺสนฺติ ภชิสฺสนฺติ ปยิรุปาสิสฺสนฺติ ปณีตาธิมุตฺติกา สตฺตา ปณีตาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวิสฺสนฺติ ภชิสฺสนฺติ ปยิรุปาสิสฺสนฺติ อยํ สตฺตานํ อธิมุตฺติ ฯ
กตเม เต สตฺตา มหารชกฺขา ทส กิเลสวตฺถูนิ โลโภ โทโส โมโห มาโน ทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา ถีนํ อุทฺธจฺจํ อหิริกํ อโนตฺตปฺปํ เยสํ สตฺตานํ อิมานิ ทส กิเลสวตฺถูนิ อาเสวิตานิ ภาวิตานิ พหุลีกตานิ อุสฺสทคตานิ อิเม เต สตฺตา มหารชกฺขา ฯ กตเม เต สตฺตา อปฺปรชกฺขา เยสํ สตฺตานํ อิมานิ ทส กิเลสวตฺถูนิ อนาเสวิตานิ อภาวิตานิ อพหุลีกตานิ อนุสฺสทคตานิ อิเม เต สตฺตา อปฺปรชกฺขา ฯ กตเม เต สตฺตา มุทินฺทฺริยา ปญฺจินฺทฺริยานิ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ เยสํ สตฺตานํ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ อนาเสวิตานิ อภาวิตานิ อพหุลีกตานิ อนุสฺสทคตานิ อิเม เต สตฺตา มุทินฺทฺริยา ฯ
กตเม เต สตฺตา ติกฺขินฺทฺริยา เยสํ สตฺตานํ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ อาเสวิตานิ ภาวิตานิ พหุลีกตานิ อุสฺสทคตานิ อิเม เต สตฺตา ติกฺขินฺทฺริยา ฯ กตเม เต สตฺตา ทฺวาการา เย เต สตฺตา ปาปาสยา ปาปานุสยา ปาปจริตา ปาปาธิมุตฺติกา มหารชกฺขา มุทินฺทฺริยา อิเม เต สตฺตา ทฺวาการา ฯ กตเม เต สตฺตา สฺวาการา เย เต สตฺตา กลฺยาณาสยา กลฺยาณจริตา กลฺยาณาธิมุตฺติกา อปฺปรชกฺขา ติกฺขินฺทฺริยา อิเม เต สตฺตา สฺวาการา ฯ กตเม เต สตฺตา ทูวิญฺญาปยา เย จ เต สตฺตา ทฺวาการา เตว เต สตฺตา ทูวิญฺญาปยา เย จ เต สตฺตา สฺวาการา เตว เต สตฺตา สุวิญฺญาปยา ฯ
กตเม เต สตฺตา อภพฺพา เย เต สตฺตา กมฺมาวรเณน สมนฺนาคตา กิเลสาวรเณน สมนฺนาคตา วิปากาวรเณน สมนฺนาคตา อสฺสทฺธา อจฺฉนฺทิกา ทุปฺปญฺญา อภพฺพา นิยามํ โอกฺกมิตุํ กุสเลสุ ธมฺเมสุ สมฺมตฺตํ อิเม เต สตฺตา อภพฺพา ฯ กตเม เต สตฺตา ภพฺพา เย เต สตฺตา น กมฺมาวรเณน สมนฺนาคตา น กิเลสาวรเณน สมนฺนาคตา น วิปากาวรเณน สมนฺนาคตา สทฺธา ฉนฺทิกา ปญฺญวนฺโต ภพฺพา นิยามํ โอกฺกมิตุํ กุสเลสุ ธมฺเมสุ สมฺมตฺตํ อิเม เต สตฺตา ภพฺพาติ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ ตถาคตสฺส ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ ยถาภูตํ ญาณํ ฯ
ญาณรู้ความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่น ของ
บุคคลเหล่าอื่น ตามความเป็นจริง ของพระตถาคตเป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบอาสยะ อนุสัย จริต และอัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมทรงทราบเหล่าสัตว์ที่มีธุลีคือกิเลสน้อย มีธุลีคือกิเลสมากมีอินทรีย์แก่กล้ามีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการชั่ว แนะนำให้รู้ได้ง่ายและแนะนำให้รู้ได้ยาก ควรแก่การตรัสรู้และไม่ควรแก่การตรัสรู้
ก็อาสยะของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน
ความเห็นว่า โลกเที่ยง หรือความเห็นว่าโลกไม่เที่ยง ความเห็นว่าโลกมีที่สุดหรือความเห็นว่าโลกไม่มีที่สุด ความเห็นว่าชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นหรือความเห็นว่าชีพเป็นอย่างอื่น สรีระก็เป็นอย่างอื่น ความเห็นว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกหรือความเห็นว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมไม่เกิดอีกความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี หรือความเห็นว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ สัตว์ทั้งหลายผู้อาศัยภวทิฏฐิหรือวิภวทิฏฐิดังที่กล่าวมานี้ก็มี หรือสัตว์ทั้งหลายไม่เข้าไปอาศัยส่วนสุดทั้ง ๒ นี้ ได้อนุโลมิกขันติ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยของกันและกันและอาศัยกันและกันเกิดขึ้นก็มี หรือญาณความรู้ตามความเป็นจริงนี้เรียกว่า อาสยะของสัตว์ทั้งหลาย
ก็อนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน
อนุสัย ๗ คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยวิจิกิจฉานุสัยภวราคานุสัย อวิชชานุสัย
ราคานุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมนอนเนื่องอยู่ในปิยรูป สาตรูปในโลกปฏิฆานุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมนอนเนื่องอยู่ในอัปปิยรูป อสาตรูปในโลกอวิชชาตกไปแล้วในธรรมทั้ง ๒ นี้ด้วยอาการอย่างนี้ มานะ ทิฏฐิ และวิจิกิจฉาพึงเห็นว่าตั้งอยู่ในที่แห่งเดียวกันกับอวิชชานั้นนี้เรียกว่า อนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย
จริตของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน
ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร อันเป็นกามาวจรภูมิหรือรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ นี้ชื่อว่า จริตของสัตว์ทั้งหลาย
อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน
สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทรามก็มี สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตก็มีสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม ย่อมคบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต ย่อมคบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต แม้ในอดีตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม ได้คบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทรามมาแล้ว สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต ได้คบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตมาแล้ว แม้ในอนาคตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม จักคบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต จักคบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต นี้ชื่อว่า อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลาย
สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีคือกิเลสมากเหล่านั้น เป็นไฉน
กิเลสวัตถุ ๑๐ คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะอุทธัจจะอหิริกะ อโนตตัปปะ กิเลสวัตถุ ๑๐ เหล่านี้ อันสัตว์เหล่าใด เสพมากแล้ว ทำให้เกิดแล้วทำให้มากแล้ว เพิ่มพูนขึ้นแล้ว สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่าผู้มีธุลีคือกิเลสมาก
สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีคือกิเลสน้อยเหล่านั้น เป็นไฉน
กิเลสวัตถุ ๑๐ เหล่านี้ อันสัตว์เหล่าใดมิได้เสพมากแล้ว มิได้ทำให้เกิดแล้ว มิได้ทำให้มากแล้ว มิได้เพิ่มพูนขึ้นแล้ว สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า มีธุลีคือกิเลสน้อย
สัตว์ทั้งหลายผู้มีอินทรีย์อ่อนเหล่านั้น เป็นไฉน
อินทรีย์ ๕ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕เหล่านี้ อันสัตว์เหล่าใดมิได้เสพให้มากแล้ว มิได้อบรมแล้วมิได้ทำให้มากแล้ว มิได้เพิ่มพูนขึ้นแล้ว สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า ผู้มีอินทรีย์อ่อน
สัตว์ทั้งหลายผู้มีอินทรีย์แก่กล้าเหล่านั้น เป็นไฉน
อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ อันสัตว์เหล่าใดเสพมากแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้วเพิ่มพูนขึ้นแล้ว สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า
สัตว์ทั้งหลายผู้มีอาการชั่วเหล่านั้น เป็นไฉน
สัตว์เหล่านั้นใด มีอาสยะชั่ว มีอนุสัยชั่ว มีจริตชั่ว มีอัธยาศัยชั่ว มีธุลีคือกิเลสมากมีอินทรีย์อ่อน สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า มีอาการชั่ว
สัตว์ทั้งหลายผู้มีอาการดีเหล่านั้น เป็นไฉน
สัตว์เหล่านั้นใด มีอาสยะดี มีอนุสัยดี มีจริตดี มีอัธยาศัยดี มีธุลีคือกิเลสน้อยมีอินทรีย์แก่กล้า สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า มีอาการดี
สัตว์ทั้งหลายที่แนะนำให้รู้ได้ยากเหล่านั้น เป็นไฉน
สัตว์เหล่านั้นใด มีอาการชั่ว สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า แนะนำให้รู้ได้ยากส่วนสัตว์เหล่าใดมีอาการดี สัตว์เหล่านั้นแล ชื่อว่า แนะนำให้รู้ได้ง่าย
สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่ควรแก่การตรัสรู้เหล่านั้น เป็นไฉน
สัตว์เหล่านั้นใด ประกอบด้วยเครื่องกั้นกาง คือ กรรม ประกอบด้วย เครื่องกั้นกางคือ กิเลส ประกอบด้วยเครื่องกั้นกาง คือ วิบาก ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม ไม่ควรเพื่อจะหยั่งลงสู่สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลายได้ สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า ผู้ไม่ควรแก่การตรัสรู้
สัตว์ทั้งหลายผู้ควรแก่การตรัสรู้เหล่านั้น เป็นไฉน
สัตว์เหล่านั้นใด ไม่ประกอบด้วยเครื่องกั้นกาง คือ กรรม ไม่ประกอบด้วยเครื่องกั้นกางคือ กิเลส ไม่ประกอบเครื่องกั้นกาง คือ วิบาก มีศรัทธา มีฉันทะ มีปัญญา ควรที่จะหยั่งลงสู่สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลายได้ สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า ผู้ควรแก่การตรัสรู้
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายนั้น อันใด นี้ชื่อว่าญาณรู้ความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่นตามความเป็นจริง ของพระตถาคต
ตตฺถ กตมํ ตถาคตสฺส ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ สงฺกิเลสํ โวทานํ วุฏฺฐานํ ยถาภูตํ ญาณํ ฯ ฌายีติ จตฺตาโร ฌายี อตฺเถกจฺโจ ฌายี สมฺปตฺตึเยว สมานํ วิปตฺตีติ ปจฺเจติ อตฺเถกจฺโจ ฌายี วิปตฺตึเยว สมานํ สมฺปตฺตีติ ปจฺเจติ อตฺเถกจฺโจ ฌายี สมฺปตฺตึเยว สมานํ สมฺปตฺตีติ ปจฺเจติ อตฺเถกจฺโจ ฌายี วิปตฺตึเยว สมานํ วิปตฺตีติ ปจฺเจติ อิเม จตฺตาโร ฌายี ฯ อปเรปิ จตฺตาโร ฌายี อตฺเถกจฺโจ ฌายี ทนฺธํ สมาปชฺชติ ขิปฺปํ วุฏฺฐาติ อตฺเถกจฺโจ ฌายี ขิปฺปํ สมาปชฺชติ ทนฺธํ วุฏฺฐาติ อตฺเถกจฺโจ ฌายี ทนฺธํ สมาปชฺชติ ทนฺธํ วุฏฺฐาติ อตฺเถกจฺโจ ฌายี ขิปฺปํ สมาปชฺชติ ขิปฺปํ วุฏฺฐาติ อิเม จตฺตาโร ฌายี ฯ
อปเรปิ จตฺตาโร ฌายี อตฺเถกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาธิกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล อตฺเถกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สมาธิกุสโล อตฺเถกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาธิกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล จ อตฺเถกจฺโจ ฌายี เนว สมาธิสฺมึ สมาธิกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล อิเม จตฺตาโร ฌายี ฯ ฌานนฺติ จตฺตาริ ฌานานิ ปฐมํ ฌานํ ทุติยํ ฌานํ ตติยํ ฌานํ จตุตฺถํ ฌานํ ฯ
วิโมกฺโขติ อฏฺฐ วิโมกฺขา รูปี รูปานิ ปสฺสติ อยํ ปฐโม วิโมกฺโข อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ อยํ ทุติโย วิโมกฺโข สุภนฺเตฺวว อธิมุตฺโต โหติ อยํ ตติโย วิโมกฺโข สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ จตุตฺโถ วิโมกฺโข สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ ปญฺจโม วิโมกฺโข สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ ฉฏฺโฐ วิโมกฺโข สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ
อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ สตฺตโม วิโมกฺโข สพฺพโส เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สญฺญาเวทยิตนิโรธํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ อฏฺฐโม วิโมกฺโข ฯ สมาธีติ ตโย สมาธี สวิตกฺกสวิจาโร สมาธิ อวิตกฺกวิจารมตฺโต สมาธิ อวิตกฺกอวิจาโร สมาธิ ฯ สมาปตฺตีติ นว อนุปุพฺพวิหารสมาปตฺติโย ปฐมชฺฌานสมาปตฺติ ทุติยชฺฌานสมาปตฺติ ตติยชฺฌานสมาปตฺติ จตุตฺถชฺฌานสมาปตฺติ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติ สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติ ฯ สงฺกิเลสนฺติ หานภาคิโย ธมฺโม ฯ โวทานนฺติ วิเสสภาคิโย ธมฺโม ฯ วุฏฺฐานนฺติ โวทานมฺปิ วุฏฺฐานํ ตมฺหา ตมฺหา สมาธิมฺหา วุฏฺฐานมฺปิ วุฏฺฐานนฺติ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ ตถาคตสฺส ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ สงฺกิเลสํ โวทานํ วุฏฺฐานํ ยถาภูตํ ญาณํ ฯ
ญาณรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์
สมาธิ และสมาบัติ ตามความเป็นจริง ของพระตถาคตเป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน ๔ จำพวก ชื่อว่า ฌายี คือโยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ย่อมสำคัญผิดซึ่งฌานที่ตนได้แล้วว่ายังไม่ได้ก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคนย่อมสำคัญผิดซึ่งฌานที่ตนยังไม่ได้ว่าได้แล้วก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ย่อมสำคัญถูกซึ่งฌานที่ตนได้แล้วว่า ได้แล้วก็มีโยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ย่อมสำคัญถูกซึ่งฌานที่ตนยังไม่ได้ว่า ยังไม่ได้ก็มี เหล่านี้ชื่อว่า โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน ๔ จำพวก
ยังมีโยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานอีก ๔ จำพวก คือ โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคนเข้าฌานช้าออกเร็วก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน เข้าฌานเร็วออกช้าก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน เข้าฌานช้าออกช้าก็มีโยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน เข้าฌานเร็วออกเร็วก็มี เหล่านี้ชื่อว่า โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน ๔ จำพวก
ยังมีโยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานอีก ๔ จำพวก คือ โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคนฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิ และฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ไม่ฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิ และไม่ฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิก็มีเหล่านี้ชื่อว่า โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน ๔ จำพวก
คำว่า ฌาน ได้แก่ฌาน ๔ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน
คำว่า วิโมกข์ ได้แก่วิโมกข์ ๘ คือ โยคาวจรบุคคลผู้ได้รูปฌานโดยทำบริกรรมในรูปภายใน ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๑ โยควจรบุคคลผู้ได้รูปฌานโดยทำบริกรรมในรูปภายนอก ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอกนี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๒ โยคาวจรบุคคลเป็นผู้น้อมจิตไปว่า งามแท้ นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๓ เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวงเพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญา เพราะไม่มนสิการซึ่งนานัตตสัญญา โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยบริกรรมว่า อากาศไม่มีที่สุด ดังนี้ อยู่ นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๔เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุวิญญาณัญจายตนฌานโดยบริกรรมว่า
วิญญาณไม่มีที่สุด ดังนี้ อยู่ นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๕ เพราะก้าวล่วงวิญญาณัญ-จายตนะโดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุอากิญจัญญายตนฌาน โดยบริกรรมว่า วิญญาณน้อยหนึ่งไม่มี ดังนี้อยู่ นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๖ เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวงโยคาวจรบุคคลจึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๗ เพราะก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ อยู่นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๘
คำว่า สมาธิ ได้แก่สมาธิ ๓ คือ สวิตักกสวิจารสมาธิ อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ อวิตักกาวิจารสมาธิคำว่า สมาบัติ ได้แก่อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ คือ ปฐมฌานสมาบัติทุติยฌานสมาบัติตติยฌานสมาบัติ จตุตถฌานสมาบัติ อากาสานัญจายตนสมาบัติวิญญาณัญจายตนสมาบัติอากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
คำว่า ความเศร้าหมอง ได้แก่ธรรมข้างฝ่ายเสื่อม
คำว่า ความผ่องแผ้ว ได้แก่ธรรมข้างฝ่ายวิเศษ
คำว่า ความออก ได้แก่แม้ความผ่องแผ้ว ก็ชื่อว่า ความออก แม้ความออกจากสมาธินั้นๆ ก็ชื่อว่า ความออก
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ นั้น อันใดนี้ชื่อว่า ญาณรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ตามความเป็นจริงของพระตถาคต
ตตฺถ กตมํ ตถาคตสฺส ปุพฺเพนิวาสานุสฺสตึ ยถาภูตํ ญาณํ ฯ อิธ ตถาคโต อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ เสยฺยถีทํ เอกมฺปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ติสฺโสปิ ชาติโย จตสฺโสปิ ชาติโย ปญฺจปิ ชาติโย ทสปิ ชาติโย วีสํปิ ชาติโย ตึสํปิ ชาติโย จตฺตาลีสํปิ ชาติโย ปญฺญาสํปิ ชาติโย ชาติสตํปิ ชาติสหสฺสํปิ ชาติสตสหสฺสํปิ อเนเกปิ สํวฏฺฏกปฺเป อเนเกปิ วิวฏฺฏกปฺเป อเนเกปิ สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป อมุตฺราสึ เอวํนาโม เอวํโคตฺโต เอวํวณฺโณ เอวมาหาโร เอวํสุขทุกฺขปฏิสํเวที เอวมายุปริยนฺโต โส ตโต จุโต อมุตฺร อุทปาทึ ตตฺราปาสึ เอวํนาโม เอวํโคตฺโต เอวํวณฺโณ เอวมาหาโร เอวํสุขทุกฺขปฏิสํเวที เอวมายุปริยนฺโต โส ตโต จุโต อิธุปปนฺโนติ อิติ สาการํ สอุทฺเทสํ อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ ฯ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ อิทํ ตถาคตสฺส ปุพฺเพนิวาสานุสฺสตึ ยถาภูตํ ญาณํ ฯ
ญาณรู้ความระลึกชาติหนหลังได้ตามความเป็นจริงของพระตถาคต
เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงระลึกชาติหนหลังได้หลายๆ ชาติ คือ ชาติหนึ่งบ้างสองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้างสี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้างแสนชาติบ้าง หลายสังวัฏฏกัปป์บ้างหลายวิวัฏฏกัปป์บ้าง หลายสังวัฏฏวิวัฏฏกัปป์บ้าง ว่าข้าพเจ้าอยู่ในภพโน้น มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้มีวรรณะอย่างนี้มีอาหารอย่างนี้ ได้เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้ มีกำหนดอายุอย่างนี้ ข้าพเจ้าจุติจากชาตินั้นแล้วไปเกิดในภพโน้น ข้าพเจ้าอยู่ในภพนั้น มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้มีวรรณะอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ ได้เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้ มีกำหนดอายุอย่างนี้ข้าพเจ้าจุติจากชาตินั้นแล้วมาเกิดในภพนี้ พระตถาคตทรงระลึกชาติหนหลังได้หลายๆ ชาติ พร้อมทั้งอาการและอุกเทสด้วยประการฉะนี้
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในความระลึกชาติหนหลังได้นั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้ความระลึกชาติหนหลังได้ตามความเป็นจริงของพระตถาคต
ตตฺถ กตมํ ตถาคตสฺส สตฺตานํ จุตูปปาตํ ญาณํ ฯ อิธ ตถาคโต ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสติ จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ยถากมฺมุปเค สตฺเต ปชานาติ อิเม วต โภนฺโต สตฺตา กายทุจฺจริเตน สมนฺนาคตา วจีทุจฺจริเตน สมนฺนาคตา มโนทุจฺจริเตน สมนฺนาคตา อริยานํ อุปวาทกา มิจฺฉาทิฏฺฐิกา มิจฺฉาทิฏฺฐิกมฺม- สมาทานา เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา อิเม วา ปน โภนฺโต สตฺตา กายสุจริเตน สมนฺนาคตา วจีสุจริเตน สมนฺนาคตา มโนสุจริเตน สมนฺนาคตา อริยานํ อนุปวาทกา สมฺมาทิฏฺฐิกา สมฺมาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานา เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปนฺนาติ อิติ ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสติ จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ยถากมฺมุปเค สตฺเต ปชานาติ ฯ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ ตถาคตสฺส สตฺตานํ จุตูปปาตํ ยถาภูตํ ญาณํ ฯ
ญาณรู้ความจุติและเกิดแห่งสัตว์ทั้งหลายของพระตถาคต เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ มีทิพพจักขุอันบริสุทธิ์ล่วงเลยจักขุของสามัญมนุษย์ ทรงเห็นเหล่าสัตว์ผู้กำลังจุติและเกิด เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ไปสุคติ ไปทุคติทรงทราบเหล่าสัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์ทั้งหลายผู้เจริญเหล่านี้หนอ ประกอบกายทุจริตประกอบวจีทุจริต ประกอบมโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็นมิจฉาทิฏฐิ ถือเอามิจฉาทิฏฐิกรรมเบื้องหน้าแต่ความตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรกหรือสัตว์ผู้เจริญเหล่านี้ ประกอบกายสุจริต ประกอบวจีสุจริต ประกอบมโนสุจริตไม่ติเตียนพระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็นสัมมาทิฏฐิ ถือเอาสัมมาทิฏฐิกรรมสัตว์เหล่านั้น เบื้องหน้าแต่ความตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์พระตถาคตมีทิพพจักขุอันบริสุทธิ์ล่วงเลยจักขุของสามัญมนุษย์ ทรงเห็นเหล่าสัตว์ผู้กำลังจุติและเกิด เลว ประณีต มีผิวพรรณดีมีผิวพรรณทราม ไปสุคติไปทุคติ ทรงทราบเหล่าสัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในความจุติและเกิดแห่งสัตว์ทั้งหลายนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้ความจุติและเกิดแห่งสัตว์ทั้งหลายของพระตถาคต
ตตฺถ กตมํ ตถาคตสฺส อาสวานํ ขยํ ยถาภูตํ ญาณํ ฯ อิธ ตถาคโต อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ ยา ตตฺถ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ ตถาคตสฺส อาสวานํ ขยํ ยถาภูตํ ญาณนฺติ ฯ
ญาณวิภงฺโค สมตฺโต ฯ
ญาณรู้ความสิ้นอาสวะ ตามความเป็นจริงของพระตถาคต เป็นไฉนพระตถาคตในโลกนี้ ทรงรู้ยิ่งด้วยพระองค์เอง ทรงทำให้แจ้ง ทรงเข้าถึงซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป อยู่ในทิฏฐิธรรม
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้ความสิ้นอาสวะตามความเป็นจริง ของพระตถาคต ฉะนี้แล
ญาณวิภังค์ จบบริบูรณ์
จบ ญาณวิภังค์