arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · ขุททกวัตถุวิภังค์

ทิฏฐิ ๖๒ เล่ม ๓๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๗๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๓/๑๓ ในขุททกวัตถุวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ขุททกวัตถุวิภังค์ ทิฏฐิ ๖๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๕ หน้า ๗๐๐–๗๐๓

หน้า ๗๐๐

นี้บ้าง หรือพึงไม่มีรูปด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง หรือพึงไม่มีสัญญาด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง หรือพึงมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้ (๑๖)

{๑๐๖๙} ตัณหาว่าเราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง เป็นอย่างไร

คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเขาเป็นกษัตริย์ เราก็พึงเป็นกษัตริย์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้างเหมือนกัน หรือว่าเขาเป็นพราหมณ์ เราก็พึงเป็นพราหมณ์ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้างเหมือนกัน ... หรือว่าเขามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราก็พึงมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้างเหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง (๑๗){๑๐๗๐} ตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง เป็นอย่างไร

คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเขาเป็นกษัตริย์ เราไม่พึงเป็นกษัตริย์เหมือนเขาด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง หรือว่าเขาเป็นพราหมณ์ เราไม่พึงเป็นพราหมณ์เหมือนเขาด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง ... หรือว่าเขามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราไม่พึงมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่เหมือนเขาด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ... วิญญาณนี้บ้าง (๑๘)เหล่านี้ชื่อว่าตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายนอก

{๑๐๗๑} ตัณหาวิจริตอาศัยเบญจขันธ์ภายใน ๑๘ เหล่านี้ดังพรรณนามาฉะนี้ ตัณหาวิจริตอาศัยเบญจขันธ์ภายนอก ๑๘ เหล่านี้ ประมวลเข้าด้วยกันเป็นตัณหาวิจริต ๓๖ ตัณหาวิจริตดังกล่าวนี้เป็นอดีต ๓๖ เป็นอนาคต ๓๖ เป็นปัจจุบัน ๓๖ ประมวลเข้าด้วยกันเป็นตัณหาวิจริต ๑๐๘

หน้า ๗๐๑

{๑๐๗๒} [๙๗๗] ในมาติกานั้น ทิฏฐิ ๖๒ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร เป็นไฉนทิฏฐิ ๖๒ คือ

๑. สัสสตวาทะ วาทะที่เห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยง ๔ ลัทธิ

๒. เอกัจจสัสสตวาทะ วาทะที่เห็นว่าเที่ยงเป็นบางอย่าง ๔ ลัทธิ

๓. อันตานันตวาทะ วาทะที่เห็นว่าโลกมีที่สุดและไม่มีที่สุด ๔ ลัทธิ

๔. อมราวิกเขปวาทะ วาทะที่พูดหลบเลี่ยงดิ้นได้ไม่ตายตัว ๔ ลัทธิ

๕. อธิจจสมุปปันนวาทะ วาทะที่เห็นว่าอัตตาและโลกเกิดขึ้นเองโดยปราศจากสาเหตุ ๒ ลัทธิ๖. สัญญีวาทะ วาทะที่เห็นว่าหลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญา ๑๖ ลัทธิ

๗. อสัญญีวาทะ วาทะที่เห็นว่าหลังจากตายแล้ว อัตตาไม่มีสัญญา ๘ ลัทธิ

๘. เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ วาทะที่เห็นว่าหลังจากตายตัว อัตตามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ๘ ลัทธิ๙. อุจเฉทวาทะ วาทะที่เห็นว่าหลังจากตายแล้ว อัตตาขาดสูญ ๗ ลัทธิ

หน้า ๗๐๒

๑๐. ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ วาทะที่เห็นว่ามีสภาวะบางอย่าง เป็นนิพพานในปัจจุบัน ๕ ลัทธิเหล่านี้ชื่อว่าทิฏฐิ ๖๒ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร

จบ ขุททกวัตถุ บริบูรณ์

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูความพิสดารใน ที.สี. (แปล) ๙/๒๘-๑๐๒/๑๖-๕๕
หน้า ๗๐๓

๑๘. ธัมมหทยวิภังค์

๑. สัพพสังคาหิกวาร

(วาระว่าด้วยการรวบรวมสภาวธรรมทั้งหมด)

{๑๐๗๓} [๙๗๘] ขันธ์มีเท่าไร อายตนะมีเท่าไร ธาตุมีเท่าไร สัจจะมีเท่าไร อินทรีย์มีเท่าไร เหตุมีเท่าไร อาหารมีเท่าไร ผัสสะมีเท่าไร เวทนามีเท่าไร สัญญามีเท่าไร เจตนามีเท่าไร จิตมีเท่าไร{๑๐๗๔} ขันธ์มี ๕ อายตนะมี ๑๒ ธาตุมี ๑๘ สัจจะมี ๔ อินทรีย์มี ๒๒ เหตุมี ๙ อาหารมี ๔ ผัสสะมี ๗ เวทนามี ๗ สัญญามี ๗ เจตนามี ๗ จิตมี ๗

{๑๐๗๕} [๙๗๙] ในสภาวธรรมเหล่านั้น ขันธ์ ๕ เป็นไฉน

คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เหล่านี้เรียกว่าขันธ์ ๕ (๑)

{๑๐๗๖} [๙๘๐] อายตนะ ๑๒ เป็นไฉน

คือ จักขายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ เหล่านี้เรียกว่าอายตนะ ๑๒ (๒){๑๐๗๗} [๙๘๑] ธาตุ ๑๘ เป็นไฉน

คือ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธัมมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ เหล่านี้เรียกว่าธาตุ ๑๘ (๓)

จบ ทิฏฐิ ๖๒