arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · ขุททกวัตถุวิภังค์

อัฏฐารสกนิเทศ เล่ม ๓๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๓๓–๑๐๗๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๒/๑๓ ในขุททกวัตถุวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๑๑. ตณฺหาวิจริตนิทฺเทส

ตัณหาวิจริตนิทเทส

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ขุททกวัตถุวิภังค์ อัฏฐารสกนิเทศ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๓๕ หน้า ๔๗๕–๔๘๔ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๓๕ หน้า ๖๒๒–๖๓๓

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตมานิ อฏฺฐารส ตณฺหาวิจริตานิ? อชฺฌตฺติกสฺส อุปาทาย อสฺมีติ โหติ, อิตฺถสฺมีติ โหติ, เอวสฺมีติ โหติ, อญฺญถาสฺมีติ โหติ, ภวิสฺสนฺติ โหติ, อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ โหติ, เอวํ ภวิสฺสนฺติ โหติ, อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ โหติ, อสสฺมีติ โหติ, สาตสฺมีติ โหติ, สิยนฺติ โหติ, อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ, เอวํ สิยนฺติ โหติ, อญฺญถา สิยนฺติ โหติ, อปาหํ สิยนฺติ โหติ, อปาหํ อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ, อปาหํ เอวํ สิยนฺติ โหติ, อปาหํ อญฺญถา สิยนฺติ โหติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

บรรดามาติกานั้น ตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายใน เป็นไฉน

ตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายใน คือ

๑. ตัณหาว่า เรามี

๒. ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนี้

๓. ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนั้น

๔. ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการอื่น

๕. ตัณหาว่า เราจักเป็น

๖. ตัณหาว่า เราจักเป็นอย่างนี้

๗. ตัณหาว่า เราจักเป็นอย่างนั้น

๘. ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการอื่น

๙. ตัณหาว่า เราเป็นผู้เที่ยง

๑๐. ตัณหาว่า เราเป็นผู้ไม่เที่ยง

๑๑. ตัณหาว่า เราพึงเป็น

๑๒. ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนี้

๑๓. ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้น

๑๔. ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่น

๑๕. ตัณหาว่า เราพึงเป็นบ้าง

๑๖. ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนี้บ้าง

๑๗. ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นบ้าง

๑๘. ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่น

บาลี (มหาจุฬาฯ)

“” กถญฺจ อสฺมีติ โหติ? กญฺจิ ธมฺมํ อนวการึ กริตฺวา รูปํ ฯเปฯ เวทนํ ฯเปฯ สญฺญํ ฯเปฯ สงฺขาเร ฯเปฯ วิญฺญาณํ อสฺมีติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ, อสฺมีติ มานํ ปฏิลภติ, อสฺมีติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ, ตสฺมึ สติ อิมานิ ปปญฺจิตานิ โหนฺติ อิตฺถสฺมีติ วา, เอวสฺมีติ วา, อญฺญถาสฺมีติ วา. (๑)

กถญฺจ อิตฺถสฺมีติ โหติ? ขตฺติโยสฺมีติ วา, พฺราหฺมโณสฺมีติ วา, เวสฺโสสฺมีติ วา, สุทฺโทสฺมีติ วา, คหฏฺโฐสฺมีติ วา, ปพฺพชิโตสฺมีติ วา, เทโวสฺมีติ วา, มนุสฺโสสฺมีติ วา, รูปืสฺมีติ วา, อรูปืสฺมีติ วา, สญฺญีสฺมีติ วา, อสญฺญีสฺมีติ วา, เนวสญฺญีนาสญฺญีสฺมีติ วา. เอวํ อิตฺถสฺมีติ โหติ. (๒)

กถญฺจ เอวสฺมีติ โหติ? ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย “ยถา โส ขตฺติโย ตถาหํ ขตฺติโยสฺมี”ติ วา, “ยถา โส พฺราหฺมโณ ตถาหํ พฺราหฺมโณสฺมี”ติ วา, “ยถา โส เวสฺโส ตถาหํ เวสฺโสสฺมี”ติ วา, “ยถา โส สุทฺโท ตถาหํ สุทฺโทสฺมี”ติ วา, “ยถา โส คหฏฺโฐ ตถาหํ คหฏฺโฐสฺมี”ติ วา, “ยถา โส ปพฺพชิโต ตถาหํ ปพฺพชิโตสฺมี”ติ วา, “ยถา โส เทโว ตถาหํ เทโวสฺมี”ติ วา, “ยถา โส มนุสฺโส ตถาหํ มนุสฺโสสฺมี”ติ วา, “ยถา โส รูปื ตถาหํ รูปืสฺมี”ติ วา, “ยถา โส อรูปื ตถาหํ อรูปืสฺมี”ติ วา, “ยถา โส สญฺญี ตถาหํ สญฺญีสฺมี”ติ วา, “ยถา โส อสญฺญี ตถาหํ อสญฺญีสฺมี”ติ วา, “ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี ตถาหํ เนวสญฺญีนาสญฺญีสฺมี”ติ วา. เอวํ เอวสฺมีติ โหติ. (๓)

กถญฺจ อญฺญถาสฺมีติ โหติ? ปร? ปุคฺคลํ อุปนิธาย “ยถา โส ขตฺติโย นาหํ ตถา ขตฺติโยสฺมี”ติ วา, “ยถา โส พฺราหฺมโณ นาหํ ตถา พฺราหฺมโณสฺมี”ติ วา, “ยถา โส เวสฺโส นาหํ ตถา เวสฺโสสฺมี”ติ วา, “ยถา โส สุทฺโท นาหํ ตถา สุทฺโทสฺมี”ติ วา, “ยถา โส คหฏฺโฐ นาหํ ตถา คหฏฺโฐสฺมี”ติ วา, “ยถา โส ปพฺพชิโต นาหํ ตถา ปพฺพชิโตสฺมี”ติ วา, “ยถา โส เทโว นาหํ ตถา เทโวสฺมี”ติ วา, “ยถา โส มนุสฺโส นาหํ ตถา มนุสฺโสสฺมี”ติ วา, “ยถา โส รูปื นาหํ ตถา รูปืสฺมี”ติ วา, “ยถา โส อรูปื นาหํ ตถา อรูปืสฺมี”ติ วา, “ยถา โส สญฺญี นาหํ ตถา สญฺญีสฺมี”ติ วา, “ยถา โส อสญฺญี นาหํ ตถา อสญฺญีสฺมี”ติ วา, “ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี นาหํ ตถา เนวสญฺญี-นาสญฺญีสฺมี”ติ วา. เอวํ อญฺญถาสฺมีติ โหติ. (๔)

กถญฺจ ภวิสฺสนฺติ โหติ? กญฺจิ ธมฺมํ อนวการึ กริตฺวา รูปํ ฯเปฯ เวทนํ ฯเปฯ สญฺญํ ฯเปฯ สงฺขาเร ฯเปฯ วิญฺญาณํ “ภวิสฺสนฺ”ติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ, “ภวิสฺสนฺ”ติ มานํ ปฏิลภติ, “ภวิสฺสนฺ”ติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ, ตสฺมึ สติ อิมานิ ปปญฺจิตานิ โหนฺติ อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ วา, เอวํ ภวิสฺสนฺติ วา, อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ วา. (๕)

กถญฺจ อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ โหติ? “ขตฺติโย ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “พฺราหฺมโณ ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “เวสฺโส ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “สุทฺโท ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “คหฏฺโฐ ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “ปพฺพชิโต ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “เทโว ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “มนุสฺโส ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “รูปื ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “อรูปื ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “สญฺญี ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “อสญฺญี ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “เนวสญฺญีนาสญฺญี ภวิสฺสนฺ”ติ วา. เอวํ อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ โหติ. (๖) กถญฺจ เอวํ ภวิสฺสนฺติ โหติ? ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย “ยถา โส ขตฺติโย ตถาหํ ขตฺติโย ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “ยถา โส พฺราหฺมโณ ตถาหํ พฺราหฺมโณ ภวิสฺสนฺ”ติ วา ฯเปฯ “ยถา โส เนวสญฺญี-นาสญฺญี ตถาหํ เนวสญฺญีนาสญฺญี ภวิสฺสนฺ”ติ วา. เอวํ ภวิสฺสนฺติ โหติ. (๗)

กถญฺจ อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ โหติ? ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย “ยถา โส ขตฺติโย นาหํ ตถา ขตฺติโย ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “ยถา โส พฺราหฺมโณ นาหํ ตถา พฺราหฺมโณ ภวิสฺสนฺ”ติ วา ฯเปฯ “ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี นาหํ ตถา เนวสญฺญีนาสญฺญี ภวิสฺสนฺ”ติ วา. เอวํ อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ โหติ. (๘)

กถญฺจ อสสฺมีติ โหติ? กญฺจิ ธมฺมํ อนวการึ กริตฺวา รูปํ ฯเปฯ เวทนํ ฯเปฯ สญฺญํ ฯเปฯ สงฺขาเร ฯเปฯ วิญฺญาณํ “นิจฺโจสฺมิ, ธุโวสฺมิ, สสฺสโตสฺมิ, อวิปริณามธมฺโมสฺมี”ติ. เอวํ อสสฺมีติ โหติ. (๙)

กถญฺจ สาตสฺมีติ โหติ? กญฺจิ ธมฺมํ อนวการึ กริตฺวา รูปํ ฯเปฯ เวทนํ ฯเปฯ สญฺญํ ฯเปฯ สงฺขาเร ฯเปฯ วิญฺญาณํ “อุจฺฉิชฺชิสฺสามิ วินสฺสิสฺสามิ น ภวิสฺสามี”ติ. เอวํ สาตสฺมีติ โหติ. (๑๐)

กถญฺจ สิยนฺติ โหติ? กญฺจิ ธมฺมํ อนวการึ กริตฺวา รูปํ ฯเปฯ เวทนํ ฯเปฯ สญฺญํ ฯเปฯ สงฺขาเร ฯเปฯ วิญฺญาณํ สิยนฺติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ, สิยนฺติ มานํ ปฏิลภติ, สิยนฺติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ, ตสฺมึ สติ อิมานิ ปปญฺจิตานิ โหนฺติ อิตฺถํ สิยนฺติ วา. เอวํ สิยนฺติ วา อญฺญถา สิยนฺติ วา. (๑๑)

กถญฺจ อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ? “ขตฺติโย สิยนฺ”ติ วา, “พฺราหฺมโณ สิยนฺ”ติ วา, “เวสฺโส สิยนฺ”ติ วา, “สุทฺโท สิยนฺ”ติ วา, “คหฏฺโฐ สิยนฺ”ติ วา, “ปพฺพชิโต สิยนฺ”ติ วา, “เทโว สิยนฺ”ติ วา, “มนุสฺโส สิยนฺ”ติ วา, “รูปื สิยนฺ”ติ วา, “อรูปื สิยนฺ”ติ วา, “สญฺญี สิยนฺ”ติ วา, “อสญฺญี สิยนฺ”ติ วา, “เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺ”ติ วา. เอวํ อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ. (๑๒) กถญฺจ เอวํ สิยนฺติ โหติ? ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย “ยถา โส ขตฺติโย ตถาหํ ขตฺติโย สิยนฺ”ติ วา, “ยถา โส พฺราหฺมโณ ตถาหํ พฺราหฺมโณ สิยนฺ”ติ วา ฯเปฯ “ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี ตถาหํ เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺ”ติ วา. เอวํ เอวํ สิยนฺติ โหติ. (๑๓)

กถญฺจ อญฺญถา สิยนฺติ โหติ? ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย “ยถา โส ขตฺติโย นาหํ ตถา ขตฺติโย สิยนฺ”ติ วา, “ยถา โส พฺราหฺมโณ นาหํ ตถา พฺราหฺมโณ สิยนฺ”ติ วา ฯเปฯ ยถา โส เนวสญฺญี-นาสญฺญี นาหํ ตถา เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺ”ติ วา. เอวํ อญฺญถา สิยนฺติ โหติ. (๑๔)

กถญฺจ อปาหํ สิยนฺติ โหติ? กญฺจิ ธมฺมํ อนวการึ กริตฺวา รูปํ ฯเปฯ เวทนํ ฯเปฯ สญฺญํ ฯเปฯ สงฺขาเร ฯเปฯ วิญฺญาณํ “อปาหํ สิยนฺ”ติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ, “อปาหํ สิยนฺ”ติ มานํ ปฏิลภติ, “อปาหํ สิยนฺ”ติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ, ตสฺมึ สติ อิมานิ ปปญฺจิตานิ โหนฺติ “อปาหํ อิตฺถํ สิยนฺ”ติ วา, “อปาหํ เอวํ สิยนฺ”ติ วา, “อปาหํ อญฺญถา สิยนฺ”ติ วา. (๑๕)

กถญฺจ อปาหํ อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ? “อปาหํ ขตฺติโย สิยนฺ”ติ วา, “อปาหํ พฺราหฺมโณ สิยนฺ”ติ วา, “อปาหํ เวสฺโส สิยนฺ”ติ วา, “อปาหํ สุทฺโท สิยนฺ”ติ วา, “อปาหํ คหฏฺโฐ สิยนฺ”ติ วา, “อปาหํ ปพฺพชิโต สิยนฺ”ติ วา, “อปาหํ เทโว สิยนฺ”ติ วา, “อปาหํ มนุสฺโส สิยนฺ”ติ วา, “อปาหํ รูปื สิยนฺ”ติ วา, “อปาหํ อรูปื สิยนฺ”ติ วา, “อปาหํ สญฺญี สิยนฺ”ติ วา, “อปาหํ อสญฺญี สิยนฺ”ติ วา, “อปาหํ เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺ”ติ วา. เอวํ อปาหํ อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ. (๑๖)

กถญฺจ อปาหํ เอวํ สิยนฺติ โหติ? ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย “ยถา โส ขตฺติโย อปาหํ ตถา ขตฺติโย สิยนฺ”ติ วา, “ยถา โส พฺราหฺมโณ อปาหํ ตถา พฺราหฺมโณ สิยนฺ”ติ วา ฯเปฯ “ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อปาหํ ตถา เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺ”ติ วา. เอวํ อปาหํ เอวํ สิยนฺติ โหติ. (๑๗)

กถญฺจ อปาหํ อญฺญถา สิยนฺติ โหติ? ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย “ยถา โส ขตฺติโย อปาหํ น ตถา ขตฺติโย สิยนฺ”ติ วา, “ยถา โส พฺราหฺมโณ อปาหํ น ตถา พฺราหฺมโณ สิยนฺ”ติ วา ฯเปฯ “ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อปาหํ น ตถา เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺ”ติ วา. เอวํ อปาหํ อญฺญถา สิยนฺติ โหติ. (๑๘)

อิมานิ อฏฺฐารส ตณฺหาวิจริตานิ อชฺฌตฺติกสฺส อุปาทาย.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ตัณหาว่า เรามี เป็นอย่างไร

บุคคลไม่แยกสภาวธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง คือรูป ฯลฯ เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณออกจากกันแล้ว ได้ฉันทะว่าเรามี ได้มานะว่าเรามี ได้ทิฏฐิว่าเรามี เมื่อสภาวธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ สภาวธรรมเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ก็มี ว่าเราเป็นอย่างนี้ เราเป็นอย่างนั้น หรือเราเป็นโดยประการอื่นก็มี (๑)ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างไร

ตัณหาว่า เราเป็นกษัตริย์หรือเป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์หรือเป็นศูทร เป็น คฤหัสถ์หรือเป็นบรรพชิต เป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์ เป็นพรหมที่มีรูปหรือเป็น พรหมที่ไม่มีรูป เป็นพรหมที่มีสัญญาหรือเป็นพรหมที่ไม่มีสัญญา หรือเป็นพรหม มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ อย่างนี้ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนี้ก็มี (๒)ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างไร

ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็เป็น กษัตริย์เหมือนกัน เขาเป็นพราหมณ์ เราก็เป็นพราหมณ์เหมือนกัน เขาเป็นแพศย์ เราก็เป็นแพศย์เหมือนกัน เขาเป็นศูทร เราก็เป็นศูทรเหมือนกัน เขาเป็นคฤหัสถ์ เราก็เป็นคฤหัสถ์เหมือนกัน เขาเป็นบรรพชิต เราก็เป็นบรรพชิตเหมือนกัน เขา เป็นเทวดา เราก็เป็นเทวดาเหมือนกัน เขาเป็นมนุษย์ เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เขาเป็นพรหมมีรูป เราก็เป็นพรหมมีรูปเหมือนกัน เขาเป็นพรหมไม่มีรูป เราก็เป็น พรหมไม่มีรูปเหมือนกัน เขาเป็นพรหมมีสัญญา เราก็เป็นพรหมมีสัญญาเหมือนกัน เขาเป็นพรหมไม่มีสัญญา เราก็เป็นพรหมไม่มีสัญญาเหมือนกัน หรือว่าเขาเป็น พรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราก็เป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็ มิใช่เหมือนกัน อย่างนี้ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนั้นก็มี (๓)ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการอื่น เป็นอย่างไร

ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ แต่เราไม่ได้ เป็นกษัตริย์เหมือนเขา เขาเป็นพราหมณ์ แต่เราไม่ได้เป็นพราหมณ์เหมือนเขา เขาเป็นแพศย์ แต่เราไม่ได้เป็นแพศย์เหมือนเขา เขาเป็นศูทรแต่เราไม่ได้เป็นศูทร เหมือนเขา เขาเป็นคฤหัสถ์ แต่เราไม่ได้เป็นคฤหัสถ์เหมือนเขา เขาเป็นบรรพชิตแต่เราไม่ได้เป็นบรรพชิตเหมือนเขา เขาเป็นเทวดา แต่เราไม่ได้เป็นเทวดาเหมือนเขา เขาเป็นมนุษย์ แต่เราไม่ได้เป็นมนุษย์เหมือนเขา เขาเป็นพรหมมีรูป แต่เราไม่ได้เป็น พรหมมีรูปเหมือนเขา เขาเป็นพรหมมีสัญญา แต่เราไม่ได้เป็นพรหมมีสัญญาเหมือนเขา หรือว่าเขาเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ แต่เราไม่ได้เป็นพรหมมีสัญญา ก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่เหมือนเขา อย่างนี้ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการอื่นก็มี (๔)

ตัณหาว่า เราจักเป็น เป็นอย่างไร

บุคคลไม่แยกสภาวธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง คือรูป ฯลฯ เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณออกจากกันแล้ว ได้ฉันทะว่าเราจักเป็น ได้มานะว่า เราจักเป็น ได้ทิฏฐิว่าเราจักเป็น เมื่อสภาวธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ สภาวธรรมเครื่อง เนิ่นช้าเหล่านี้ก็มีว่า เราจักเป็นอย่างนี้ เราจักเป็นอย่างนั้น หรือว่าเราจักเป็นโดย ประการอื่นก็มี (๕)ตัณหาว่า เราจักเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างไร

ตัณหาว่า เราจักเป็นกษัตริย์หรือจักเป็นพราหมณ์ จักเป็นแพศย์หรือจักเป็น ศูทร จักเป็นคฤหัสถ์หรือจักเป็นบรรพชิต จักเป็นเทวดาหรือจักเป็นมนุษย์ จักเป็น พรหมมีรูปหรือจักเป็นพรหมไม่มีรูป จักเป็นพรหมมีสัญญาหรือจักเป็นพรหมไม่มีสัญญา จักเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่หรือจักเป็นพรหมไม่มีสัญญาก็มิใช่ อย่างนี้ตัณหาว่า เราจักเป็นอย่างนี้ก็มี (๖)ตัณหาว่า เราจักเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างไร

ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็จักเป็น กษัตริย์เหมือนกัน เขาเป็นพราหมณ์ เราก็จักเป็นพราหมณ์เหมือนกัน ฯลฯ หรือว่า เขาเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราก็จักเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มี สัญญาก็มิใช่เหมือนกัน อย่างนี้ตัณหาว่า เราจักเป็นอย่างนั้นก็มี (๗)ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการอื่น เป็นอย่างไร

ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ แต่เราจักไม่ เป็นกษัตริย์เหมือนเขา เขาเป็นพราหมณ์ แต่เราจักไม่เป็นพราหมณ์เหมือนเขา ฯลฯ

หรือว่าเขาเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ แต่เราจักไม่เป็นพรหมมี สัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่เหมือนเขา อย่างนี้ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการอื่น ก็มี (๘)

ตัณหาว่า เราเป็นผู้เที่ยง เป็นอย่างไร

บุคคลไม่แยกสภาวธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง คือรูป ฯลฯ เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณออกจากกันแล้ว มีตัณหาว่า เราเที่ยง เรายั่งยืน เราคงทน เราไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา อย่างนี้ตัณหาว่า เราเป็นผู้เที่ยง ก็มี (๙)

ตัณหาว่า เราเป็นผู้ไม่เที่ยง เป็นอย่างไร

บุคคลไม่จำแนกสภาวธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง คือรูป ฯลฯ เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณออกจากกันแล้ว มีตัณหาว่า เราจักขาดสูญ จักพินาศ จักไม่มี อย่างนี้ตัณหาว่า เราเป็นผู้ไม่เที่ยงก็มี (๑๐)

ตัณหาว่า เราพึงเป็น เป็นอย่างไร

บุคคลไม่แยกสภาวธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง คือรูป ฯลฯ เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณออกจากกันแล้ว ได้ฉันทะว่าเราพึงเป็น ได้มานะ ว่าเราพึงเป็น ได้ทิฏฐิว่าเราพึงเป็น เมื่อสภาวธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ สภาวธรรม เครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ก็มีว่า เราพึงเป็นอย่างนี้ เราพึงเป็นอย่างนั้น หรือว่าเราพึง เป็นโดยประการอื่นก็มี (๑๑)ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างไร

ตัณหาว่า เราพึงเป็นกษัตริย์หรือเป็นพราหมณ์ พึงเป็นแพศย์หรือเป็นศูทร พึงเป็นคฤหัสถ์หรือเป็นบรรพชิต พึงเป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์ พึงเป็นพรหมมีรูป หรือเป็นพรหมไม่มีรูป พึงเป็นพรหมมีสัญญาหรือเป็นพรหมไม่มีสัญญา หรือพึงเป็น ผู้มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ อย่างนี้ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนี้ก็มี (๑๒)ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างไร

ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็พึงเป็น กษัตริย์เหมือนกัน เขาเป็นพราหมณ์เราก็พึงเป็นพราหมณ์เหมือนกัน ฯลฯ หรือว่าเขาเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราก็พึงเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มี สัญญาก็มิใช่เหมือนกัน อย่างนี้ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นก็มี (๑๓)

ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่น เป็นอย่างไร

ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ แต่เราไม่พึง เป็นกษัตริย์เหมือนเขา เขาเป็นพราหมณ์แต่เราไม่พึงเป็นพราหมณ์เหมือนเขา ฯลฯ หรือว่าเขาเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ แต่เราไม่พึงเป็นพรหมมี สัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่เหมือนเขา อย่างนี้ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการ อื่นก็มี (๑๔)ตัณหาว่า เราพึงเป็นบ้าง เป็นอย่างไร

บุคคลไม่แยกสภาวธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง คือรูป ฯลฯ เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณออกจากกันแล้ว ได้ฉันทะว่าเราพึงเป็นบ้าง ได้ มานะว่าเราก็พึงเป็นบ้าง ได้ทิฏฐิว่าเราก็พึงเป็นบ้าง เมื่อสภาวธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ สภาวธรรมเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ก็มีว่า เราพึงเป็นอย่างนี้บ้าง เราพึงเป็นอย่างนั้นบ้าง หรือว่าเราพึงเป็นโดยประการอื่นบ้างก็มี (๑๕)ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนี้บ้าง เป็นอย่างไร

ตัณหาว่า เราพึงเป็นกษัตริย์ หรือเป็นพราหมณ์บ้าง พึงเป็นแพศย์หรือเป็น ศูทรบ้าง พึงเป็นคฤหัสถ์หรือเป็นบรรพชิตบ้าง พึงเป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์บ้าง พึงเป็นพรหมมีรูป หรือเป็นพรหมไม่มีรูปบ้าง หรือพึงเป็นพรหมมีสัญญา จะพึง เป็นพรหมไม่มีสัญญาบ้าง หรือเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่บ้าง อย่างนี้ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนี้บ้างก็มี (๑๖)ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นบ้าง เป็นอย่างไร

ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็พึงเป็น กษัตริย์เหมือนเขาบ้าง เขาเป็นพราหมณ์ เราก็พึงเป็นพราหมณ์เหมือนเขาบ้าง ฯลฯ หรือว่าเขาเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราก็พึงเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่เหมือนเขาบ้าง อย่างนี้ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นบ้างก็มี (๑๗)ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นบ้าง เป็นอย่างไร

ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ แต่เราไม่พึง เป็นกษัตริย์เหมือนเขาบ้าง เขาเป็นพราหมณ์ แต่เราไม่พึงเป็นพราหมณ์เหมือนเขา บ้าง ฯลฯ หรือว่าเขาเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ แต่เราไม่พึงเป็น พรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่เหมือนเขาบ้าง อย่างนี้ตัณหาว่า เราพึงเป็น โดยประการอื่นบ้างก็มี (๑๘)เหล่านี้เรียกว่า ตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายใน

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตมานิ อฏฺฐารส ตณฺหาวิจริตานิ พาหิรสฺส อุปาทาย? “อิมินา อสฺมี”ติ โหติ, “อิมินา อิตฺถสฺมี”ติ โหติ, “อิมินา เอวสฺมี”ติ โหติ, “อิมินา อญฺญถาสฺมี”ติ โหติ, “อิมินา ภวิสฺสนฺ”ติ โหติ, “อิมินา อิตฺถํ ภวิสฺสนฺ”ติ โหติ, “อิมินา เอวํ ภวิสฺสนฺ”ติ โหติ, “อิมินา อญฺญถา ภวิสฺสนฺ”ติ โหติ, “อิมินา อสสฺมี”ติ โหติ, “อิมินา สาตสฺมี”ติ โหติ, “อิมินา สิยนฺ”ติ โหติ, “อิมินา อิตฺถํ สิยนฺ”ติ โหติ, “อิมินา เอวํ สิยนฺ”ติ โหติ, “อิมินา อญฺญถา สิยนฺ”ติ โหติ, “อิมินา อปาหํ สิยนฺ”ติ โหติ, “อิมินา อปาหํ อิตฺถํ สิยนฺ”ติ โหติ, “อิมินา อปาหํ เอวํ สิยนฺ”ติ โหติ, “อิมินา อปาหํ อญฺญถา สิยนฺ”ติ โหติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายนอก เป็นไฉน

ตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายนอก คือ

๑. ตัณหาว่า เราเป็นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้

๒. ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนี้ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้

๓. ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้

๔. ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้

๕. ตัณหาว่า เราจักเป็นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้

๖. ตัณหาว่า เราจักเป็นอย่างนี้ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้

๗. ตัณหาว่า เราจักเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้

๘. ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้

๙. ตัณหาว่า เราเป็นผู้เที่ยงด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้

๑๐. ตัณหาว่า เราเป็นผู้ไม่เที่ยงด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้

๑๑. ตัณหาว่า เราพึงเป็นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้

๑๒. ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนี้ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้

๑๓. ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้

๑๔. ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้๑๕. ตัณหาว่า เราพึงเป็นด้วยรูปนี้บ้าง ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง

๑๖. ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนี้ด้วยรูปนี้บ้าง ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง๑๗. ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้บ้าง ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง๑๘. ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้บ้าง ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง

บาลี (มหาจุฬาฯ)

กถญฺจ อิมินา อสฺมีติ โหติ? กญฺจิ ธมฺมํ อวการึ กริตฺวา รูปํ ฯเปฯ เวทนํ ฯเปฯ สญฺญํ ฯเปฯ สงฺขาเร ฯเปฯ วิญฺญาณํ “อิมินา อสฺมี”ติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ, “อิมินา อสฺมี”ติ มานํ ปฏิลภติ, “อิมินา อสฺมี”ติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ, ตสฺมึ สติ อิมานิ ปปญฺจิตานิ โหนฺติ “อิมินา อิตฺถสฺมี”ติ วา, “อิมินา เอวสฺมี”ติ วา, “อิมินา อญฺญถาสฺมี”ติ วา. (๑) กถญฺจ อิมินา อิตฺถสฺมีติ โหติ? “อิมินา ขตฺติโยสฺมี”ติ วา, “อิมินา พฺราหฺมโณสฺมี”ติ วา, “อิมินา เวสฺโสสฺมี”ติ วา, “อิมินา สุทฺโทสฺมี”ติ วา, “อิมินา คหฏฺโฐสฺมี”ติ วา, “อิมินา ปพฺพชิ- โตสฺมี”ติ วา, “อิมินา เทโวสฺมี”ติ วา, “อิมินา มนุสฺโสสฺมี”ติ วา, “อิมินา รูปืสฺมี”ติ วา, “อิมินา อรูปืสฺมี”ติ วา, “อิมินา สญฺญีสฺมี”ติ วา, “อิมินา อสญฺญีสฺมี”ติ วา, “อิมินา เนวสญฺญีนาสญฺญีสฺมี”ติ วา. เอวํ อิมินา อิตฺถสฺมีติ โหติ. (๒)

กถญฺจ อิมินา เอวสฺมีติ โหติ? ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย “ยถา โส ขตฺติโย อิมินา ตถาหํ ขตฺติโยสฺมี”ติ วา, “ยถา โส พฺราหฺมโณ อิมินา ตถาหํ พฺราหฺมโณสฺมี”ติ วา ฯเปฯ ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อิมินา ตถาหํ เนวสญฺญีนาสญฺญีสฺมี”ติ วา. เอวํ อิมินา เอวสฺมีติ โหติ. (๓)

กถญฺจ อิมินา อญฺญถาสฺมีติ โหติ? ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย “ยถา โส ขตฺติโย อิมินา นาหํ ตถา ขตฺติโยสฺมี”ติ วา, “ยถา โส พฺราหฺมโณ อิมินา นาหํ ตถา พฺราหฺมโณสฺมี”ติ วา ฯเปฯ ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อิมินา นาหํ ตถา เนวสญฺญีนาสญฺญีสฺมี”ติ วา. เอวํ อิมินา อญฺญถาสฺมีติ โหติ. (๔)

กถญฺจ อิมินา ภวิสฺสนฺติ โหติ? กญฺจิ ธมฺมํ อวการึ กริตฺวา รูปํ ฯเปฯ เวทนํ ฯเปฯ สญฺญํ ฯเปฯ สงฺขาเร ฯเปฯ วิญฺญาณํ “อิมินา ภวิสฺสนฺ”ติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ, “อิมินา ภวิสฺสนฺ”ติ มานํ ปฏิลภติ, “อิมินา ภวิสฺสนฺ”ติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ, ตสฺมึ สติ อิมานิ ปปญฺจิตานิ โหนฺติ “อิมินา อิตฺถํ ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “อิมินา เอวํ ภวิสฺสนฺ”ติ วา, อิมินา อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ วา. (๕)

กถญฺจ อิมินา อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ โหติ? “อิมินา ขตฺติโย ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “อิมินา พฺราหฺมโณ ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “อิมินา เวสฺโส ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “อิมินา สุทฺโท ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “อิมินา คหฏฺโฐ ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “อิมินา ปพฺพชิโต ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “อิมินา เทโว ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “อิมินา มนุสฺโส ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “อิมินา รูปื ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “อิมินา อรูปื ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “อิมินา สญฺญี ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “อิมินา อสญฺญี ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “อิมินา เนวสญฺญีนาสญฺญี ภวิสฺสนฺ”ติ วา. เอวํ อิมินา อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ โหติ. (๖)

กถญฺจ อิมินา เอวํ ภวิสฺสนฺติ โหติ? ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย “ยถา โส ขตฺติโย อิมินา ตถาหํ ขตฺติโย ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “ยถา โส พฺราหฺมโณ อิมินา ตถาหํ พฺราหฺมโณ ภวิสฺสนฺ”ติ วา ฯเปฯ “ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อิมินา ตถาหํ เนวสญฺญีนาสญฺญี ภวิสฺสนฺ”ติ วา. เอวํ อิมินา เอวํ ภวิสฺสนฺติ โหติ. (๗)

กถญฺจ อิมินา อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ โหติ? ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย “ยถา โส ขตฺติโย อิมินา นาหํ ตถา ขตฺติโย ภวิสฺสนฺ”ติ วา, “ยถา โส พฺราหฺมโณ อิมินา นาหํ ตถา พฺราหฺมโณ ภวิสฺสนฺ”ติ วา ฯเปฯ “ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อิมินา นาหํ ตถา เนวสญฺญีนาสญฺญี ภวิสฺสนฺ”ติ วา. เอวํ อิมินา อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ โหติ. (๘)

กถญฺจ อิมินา อสสฺมีติ โหติ? กญฺจิ ธมฺมํ อวการึ กริตฺวา รูปํ ฯเปฯ เวทนํ ฯเปฯ สญฺญํ ฯเปฯ สงฺขาเร ฯเปฯ วิญฺญาณํ “อิมินา นิจฺโจสฺมิ, ธุโวสฺมิ, สสฺสโตสฺมิ, อวิปริณามธมฺโมสฺมี”ติ. เอวํ อิมินา อสสฺมีติ โหติ. (๙)

กถญฺจ อิมินา สาตสฺมีติ โหติ? กญฺจิ ธมฺมํ อวการึ กริตฺวา รูปํ ฯเปฯ เวทนํ ฯเปฯ สญฺญํ ฯเปฯ สงฺขาเร ฯเปฯ วิญฺญาณํ “อิมินา อุจฺฉิชฺชิสฺสามิ วินสฺสิสฺสามิ น ภวิสฺสามี”ติ. เอวํ อิมินา สาตสฺมีติ โหติ. (๑๐) กถญฺจ อิมินา สิยนฺติ โหติ? กญฺจิ ธมฺมํ อวการึ กริตฺวา รูปํ ฯเปฯ เวทนํ ฯเปฯ สญฺญํ ฯเปฯ สงฺขาเร ฯเปฯ วิญฺญาณํ “อิมินา สิยนฺ”ติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ, “อิมินา สิยนฺ”ติ มานํ ปฏิลภติ, “อิมินา สิยนฺ”ติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ, ตสฺมึ สติ อิมานิ ปปญฺจิตานิ โหนฺติ “อิมินา อิตฺถํ สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา เอวํ สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา อญฺญถา สิยนฺ”ติ วา. (๑๑)

กถญฺจ อิมินา อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ? “อิมินา ขตฺติโย สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา พฺราหฺมโณ สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา เวสฺโส สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา สุทฺโท สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา คหฏฺโฐ สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา ปพฺพชิโต สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา เทโว สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา มนุสฺโส สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา รูปื สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา อรูปื สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา สญฺญี สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา อสญฺญี สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺ”ติ วา. เอวํ อิมินา อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ. (๑๒)

กถญฺจ อิมินา เอวํ สิยนฺติ โหติ? ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย “ยถา โส ขตฺติโย อิมินา ตถาหํ ขตฺติโย สิยนฺ”ติ วา, “ยถา โส พฺราหฺมโณ อิมินา ตถาหํ พฺราหฺมโณ สิยนฺ”ติ วา ฯเปฯ “ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อิมินา ตถาหํ เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺ”ติ วา. เอวํ อิมินา เอวํ สิยนฺติ โหติ. (๑๓)

กถญฺจ อิมินา อญฺญถา สิยนฺติ โหติ? ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย “ยถา โส ขตฺติโย อิมินา นาหํ ตถา ขตฺติโย สิยนฺ”ติ วา, “ยถา โส พฺราหฺมโณ อิมินา นาหํ ตถา พฺราหฺมโณ สิยนฺ”ติ วา ฯเปฯ “ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อิมินา นาหํ ตถา เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺ”ติ วา. เอวํ อิมินา อญฺญถา สิยนฺติ โหติ. (๑๔)

กถญฺจ อิมินา อปาหํ สิยนฺติ โหติ? กญฺจิ ธมฺมํ อวการึ กริตฺวา รูปํ ฯเปฯ เวทนํ ฯเปฯ สญฺญํ ฯเปฯ สงฺขาเร ฯเปฯ วิญฺญาณํ “อิมินา อปาหํ สิยนฺ”ติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ, “อิมินา อปาหํ สิยนฺ”ติ มานํ ปฏิลภติ, “อิมินา อปาหํ สิยนฺ”ติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ, ตสฺมึ สติ อิมานิ ปปญฺจิตานิ โหนฺติ “อิมินา อปาหํ อิตฺถํ สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา อปาหํ เอวํ สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา อปาหํ อญฺญถา สิยนฺ”ติ วา. (๑๕)

กถญฺจ อิมินา อปาหํ อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ? “อิมินา อปาหํ ขตฺติโย สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา อปาหํ พฺราหฺมโณ สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา อปาหํ เวสฺโส สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา อปาหํ สุทฺโท สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา อปาหํ คหฏฺโฐ สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา อปาหํ ปพฺพชิโต สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา อปาหํ เทโว สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา อปาหํ มนุสฺโส สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา อปาหํ รูปื สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา อปาหํ อรูปื สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา อปาหํ สญฺญี สิยนฺ”ติ วา, “อิมินา อปาหํ อสญฺญี สิยนฺ”ติ วา, อิมินา อปาหํ เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺ”ติ วา. เอวํ อิมินา อปาหํ อิตฺถํ สิยนฺติ โหติ. (๑๖)

กถญฺจ อิมินา อปาหํ เอวํ สิยนฺติ โหติ? ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย “ยถา โส ขตฺติโย อิมินา อปาหํ ตถา ขตฺติโย สิยนฺ”ติ วา, “ยถา โส พฺราหฺมโณ อิมินา อปาหํ ตถา พฺราหฺมโณ สิยนฺ”ติ วา ฯเปฯ “ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อิมินา อปาหํ ตถา เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺ”ติ วา. เอวํ อิมินา อปาหํ เอวํ สิยนฺติ โหติ. (๑๗)

กถญฺจ อิมินา อปาหํ อญฺญถา สิยนฺติ โหติ? ปรํ ปุคฺคลํ อุปนิธาย “ยถา โส ขตฺติโย อิมินา อปาหํ น ตถา ขตฺติโย สิยนฺ”ติ วา, “ยถา โส พฺราหฺมโณ อิมินา อปาหํ น ตถา พฺราหฺมโณ สิยนฺ”ติ วา ฯเปฯ “ยถา โส เนวสญฺญีนาสญฺญี อิมินา อปาหํ น ตถา เนวสญฺญีนาสญฺญี สิยนฺ”ติ วา. เอวํ อิมินา อปาหํ อญฺญถา สิยนฺติ โหติ. (๑๘) อิมานิ อฏฺฐารส ตณฺหาวิจริตานิ พาหิรสฺส อุปาทาย.

อิติ อิมานิ อฏฺฐารส ตณฺหาวิจริตานิ อชฺฌตฺติกสฺส อุปาทาย, อิมานิ อฏฺฐารส ตณฺหา- วิจริตานิ พาหิรสฺส อุปาทาย ตเทกชฺฌํ อภิสญฺญูหิตฺวา อภิสงฺขิปิตฺวา ฉตฺตึส ตณฺหาวิจริตานิ โหนฺติ. อิติ เอวรูปานิ อตีตานิ ฉตฺตึส ตณฺหาวิจริตานิ, อนาคตานิ ฉตฺตึส ตณฺหาวิจริตานิ, ปจฺจุปฺปนฺนานิ ฉตฺตึส ตณฺหาวิจริตานิ ตเทกชฺฌํ อภิสญฺญูหิตฺวา อภิสงฺขิปิตฺวา อฏฺฐสตํ ตณฺหาวิจริตํ (๑) โหติ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ. อฏฺฐตณฺหาวิจริตสตํ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ตัณหาว่า เราเป็นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นอย่างไร

บุคคลแยกสภาวธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง คือรูป ฯลฯ เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณออกจากกันแล้ว ได้ฉันทะว่าเราเป็นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ได้มานะว่าเราเป็นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ได้ทิฏฐิว่าเรา เป็นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เมื่อสภาวธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ สภาวธรรม เครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่า เราเป็นอย่างนี้ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เราเป็น อย่างนั้นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือว่าเราเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ก็มี (๑)ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนี้ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นอย่างไร

ตัณหาว่า เราเป็นกษัตริย์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นพราหมณ์ ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นแพศย์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็น ศูทรด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นคฤหัสถ์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นบรรพชิตด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นเทวดาด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือ วิญญาณนี้ เป็นมนุษย์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นพรหมมีรูปด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นพรหมไม่มีรูปด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นพรหมมี สัญญาด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นพรหมไม่มีสัญญาด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ อย่างนี้ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนี้ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ก็มี (๒)ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นอย่างไร

ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็เป็น กษัตริย์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน เขาเป็นพราหมณ์เราก็เป็น พราหมณ์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน ฯลฯ หรือว่าเขาเป็นพรหม มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราก็เป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน อย่างนี้ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ก็มี (๓)

ตัณหาว่า เราเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นอย่างไร

ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ แต่เราไม่ได้ เป็นกษัตริย์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขา เขาเป็นพราหมณ์แต่เราไม่ ได้เป็นพราหมณ์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขา ฯลฯ หรือว่าเขาเป็น พรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ แต่เราไม่ได้เป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มี สัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขา อย่างนี้ตัณหาว่า เราเป็น โดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ก็มี (๔)ตัณหาว่า เราจักเป็นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นอย่างไร

บุคคลแยกสภาวธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง คือรูป ฯลฯ เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณออกจากกันแล้ว ได้ฉันทะว่าเราจักเป็นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ได้มานะว่าเราจักเป็นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ได้ทิฏฐิว่าเรา จักเป็นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เมื่อสภาวธรรมทั้ง ๓ นั้นมีอยู่ สภาวธรรม เครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่า เราจักเป็นอย่างนี้ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เราจักเป็น อย่างนั้นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือว่าเราจักเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ก็มี (๕)ตัณหาว่า เราจักเป็นอย่างนี้ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นอย่างไร

ตัณหาว่า เราจักเป็นกษัตริย์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ จักเป็นพราหมณ์ ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ จักเป็นแพศย์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ จักเป็นศูทรด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ จักเป็นคฤหัสถ์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือ วิญญาณนี้ จักเป็นบรรพชิตด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ จักเป็นเทวดาด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ จักเป็นมนุษย์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ จักเป็น พรหมมีรูปด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ จักเป็นพรหมไม่มีรูปด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ จักเป็นพรหมมีสัญญาด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ จักเป็นพรหมไม่มีสัญญาด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือว่าจักเป็นพรหมมีสัญญาก็ มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ อย่างนี้ตัณหาว่า เราจักเป็น อย่างนี้ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ก็มี (๖)

ตัณหาว่า เราจักเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นอย่างไร

ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็จักเป็น กษัตริย์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน เขาเป็นพราหมณ์ เราก็จักเป็น พราหมณ์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน ฯลฯ หรือว่า เขาเป็นพรหม มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราก็จักเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน อย่างนี้ตัณหาว่า เราจักเป็นอย่างนั้น ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ก็มี (๗)ตัณหาว่า เราจักเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็น อย่างไร

ตัณหาเกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ แต่เราจักไม่เป็น กษัตริย์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขา เขาเป็นพราหมณ์ แต่เราจักไม่ เป็นพราหมณ์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขา ฯลฯ หรือว่าเขาเป็น พรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ แต่เราจักไม่เป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มี สัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขา อย่างนี้ตัณหาว่า เราจัก เป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ก็มี (๘)ตัณหาว่า เราเป็นผู้เที่ยงด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นอย่างไร

บุคคลแยกสภาวธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง คือรูป ฯลฯ เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณออกจากกันแล้ว มีตัณหาว่า เราเป็นผู้เที่ยง เรา เป็นผู้ยั่งยืน เราคงทนอยู่ไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดาด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือ วิญญาณนี้ อย่างนี้ตัณหาว่า เราเป็นผู้เที่ยงด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ก็มี (๙)

ตัณหาว่า เราเป็นผู้ไม่เที่ยงด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นอย่างไรบุคคลแยกสภาวธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง คือรูป ฯลฯ เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณออกจากกันแล้ว มีตัณหาว่า เราจักขาดสูญ จักพินาศ จักไม่มีด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ อย่างนี้ตัณหาว่า เราเป็นผู้ไม่เที่ยงด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ก็มี (๑๐)

ตัณหาว่า เราพึงเป็นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นอย่างไร

บุคคลแยกสภาวธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง คือรูป ฯลฯ เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณออกจากกันแล้ว ได้ฉันทะว่าเราพึงเป็นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ได้มานะว่าเราพึงเป็นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ ได้ทิฏฐิว่า เราพึงเป็นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ก็มี (๑๑)

ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนี้ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นอย่างไร

ตัณหาว่า เราพึงเป็นกษัตริย์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ พึงเป็นพราหมณ์ ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ พึงเป็นแพศย์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ พึงเป็นศูทรด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ พึงเป็นคฤหัสถ์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือ วิญญาณนี้ พึงเป็นบรรพชิตด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ พึงเป็นเทวดาด้วย รูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ พึงเป็นมนุษย์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ พึงเป็น พรหมมีรูปด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ พึงเป็นพรหมไม่มีรูปด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ พึงเป็นพรหมมีสัญญาด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ หรือว่าพึง เป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ อย่าง นี้ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนี้ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ก็มี (๑๒)ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็นอย่างไร

ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็พึง เป็นกษัตริย์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน เขาเป็นพราหมณ์ เราก็พึง เป็นพราหมณ์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน ฯลฯ หรือว่าเขาเป็นพรหม มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราก็พึงเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกัน อย่างนี้ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้น ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ก็มี (๑๓)

ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ เป็น อย่างไร

ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ แต่เราไม่พึง เป็นกษัตริย์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขา เขาเป็นพราหมณ์ แต่เรา ไม่พึงเป็นพราหมณ์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขา ฯลฯ หรือว่า เขาเป็น พรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ แต่เราไม่พึงเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มี สัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขา อย่างนี้ตัณหาว่า เราพึง เป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้ก็มี (๑๔)ตัณหาว่า เราพึงเป็นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง เป็นอย่างไร

บุคคลแยกสภาวธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ รูป ฯลฯ เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณออกจากกันแล้ว ได้ฉันทะว่าเราพึงเป็นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง ได้มานะว่าเราพึงเป็นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง ได้ทิฏฐิว่าเราพึงเป็นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง เมื่อสภาวธรรมทั้ง ๓ นั้น มีอยู่ สภาวธรรมเครื่องเนิ่นช้าเหล่านี้ว่า เราพึงเป็นอย่างนี้ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือ วิญญาณนี้บ้าง ว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง หรือว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้างก็มี (๑๕)ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนี้ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง เป็นอย่างไร

ตัณหาว่า เราพึงเป็นกษัตริย์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง พึงเป็น พราหมณ์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง พึงเป็นแพศย์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือ วิญญาณนี้บ้าง พึงเป็นศูทรด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง พึงเป็นคฤหัสถ์ ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง พึงเป็นบรรพชิตด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือ วิญญาณนี้บ้าง พึงเป็นเทวดาด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง พึงเป็นมนุษย์ ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง พึงเป็นพรหมมีรูปด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือ วิญญาณนี้บ้าง พึงเป็นพรหมมีรูปด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง พึงเป็นพรหมไม่มีสัญญาด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง พึงเป็นพรหมไม่มีสัญญา ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง พึงเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง อย่างนี้ชื่อว่าตัณหาว่า พึงเป็นอย่างนี้ด้วย รูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้างก็มี (๑๖)

ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง เป็น อย่างไร

ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ เราก็พึงเป็น กษัตริย์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกันบ้าง เขาเป็นพราหมณ์ เราก็ พึงเป็นพราหมณ์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกันบ้าง ฯลฯ หรือว่าเขา เป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราก็พึงเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มี สัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนกันบ้าง อย่างนี้ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้างก็มี (๑๗)ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง เป็นอย่างไร

ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์ แต่เราไม่พึง เป็นกษัตริย์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขาบ้าง เขาเป็นพราหมณ์ แต่ เราไม่พึงเป็นพราหมณ์ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขาบ้าง ฯลฯ หรือว่า เขาเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ แต่เราไม่พึงเป็นพรหมมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้เหมือนเขาบ้าง อย่างนี้ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้างก็มี (๑๘)เหล่านี้ชื่อว่าตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายนอก

ตัณหาวิจริต ๑๘ เหล่านี้อาศัยเบญจขันธ์ภายใน ตัณหาวิจริต ๑๘ เหล่านี้ อาศัยเบญจขันธ์ภายนอก ด้วยประการฉะนี้

ประมวลย่อเข้าเป็นอันเดียวกัน เป็นตัณหาวิจริต ๓๖

ตัณหาวิจริตตามที่กล่าวมานี้เป็นอดีต ๓๖ เป็นอนาคต ๓๖ เป็นปัจจุบัน ๓๖

ประมวลย่อเข้าเป็นอันเดียวกัน เป็นตัณหาวิจริต ๑๐๘

จบ อัฏฐารสกนิเทศ