พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๔
อุปปัตติกถา เล่ม ๓๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๗๓–๘๘๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในวรรคที่ ๔มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๔ อุปปัตติกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๔๓๒–๔๓๖
(๓๔) ๒. อุปปัตติกถา
ว่าด้วยเรื่องการเป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิด
{๘๗๓} [๓๘๘] สกวาทีถามว่า บุคคลเป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิด(ปฏิสนธิ)ได้หรือ ?
ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว
ส. เป็นพระโสดาบันพร้อมกับการผุดเกิดก็ได้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๘๗๔} ส. เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นพระสกทาคามีพร้อมกับการผุดเกิดก็ได้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๘๗๕} ส. เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นพระอนาคามีพร้อมกับการผุดเกิดก็ได้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๘๗๖} ส. เป็นพระโสดาบันพร้อมกับการผุดเกิดไม่ได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งมีความเห็นว่าบุคคล (อนาคามีบุคคล) สามารถเป็นพระอรหันต์ได้ทันทีที่ปฏิสนธิเป็นโอปปาติกะในพรหมโลกชั้นสุทธาวาสภูมิการที่มีความเห็นเช่นนี้เพราะศึกษาพระพุทธพจน์ว่า ‘เป็นโอปปาติกะปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสภูมินั้น’ โดยไม่แยบคาย และเพราะเปลี่ยนบทว่า อุปหัจจปรินิพพายี ซึ่งมีความหมายว่าผู้จวนจะถึง (คืออายุพ้นกึ่งแล้วจวนจะถึงสิ้นอายุ) จึงปรินิพพาน มาเป็นบทว่า อุปปัชชปรินิพพายี ซึ่งมีความหมายว่าผู้ผุดเกิดขึ้นก็ปรินิพพาน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๐๑-๒๐๒)
ส. หากว่าเป็นพระโสดาบันพร้อมกับการผุดเกิดไม่ได้ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลเป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้”{๘๗๗} ส. เป็นพระสกทาคามีพร้อมกับการผุดเกิดไม่ได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าเป็นพระสกทาคามีพร้อมกับการผุดเกิดไม่ได้ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลเป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้”{๘๗๘} ส. เป็นพระอนาคามีพร้อมกับการผุดเกิดไม่ได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าเป็นพระอนาคามีพร้อมกับการผุดเกิดไม่ได้ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลเป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้”{๘๗๙} [๓๘๙] ส. บุคคลเป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระสารีบุตรเถระเป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. พระมหาโมคคัลลานเถระ ... พระมหากัสสปเถระ ... พระมหากัจจายนเถระ ... พระมหาโกฏฐิกเถระ ... พระมหาปันถกเถระเป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๘๘๐} ส. พระสารีบุตรเถระมิได้เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าพระสารีบุตรเถระมิได้เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิด ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลเป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้”
{๘๘๑} ส. พระมหาโมคคัลลานเถระ ... พระมหากัสสปเถระ ... พระมหากัจจายนเถระ ... พระมหาโกฏฐิกเถระ ... {๘๘๒}พระมหาปันถกเถระมิได้เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดหรือป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าพระมหาปันถกเถระมิได้เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิด ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า ‘‘บุคคลเป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้”
{๘๘๓} [๓๙๐] ส. บุคคลเป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตได้ด้วยจิตที่แสวงหาการผุดเกิดอัน เป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ... เป็นอารมณ์ของสังกิเลสหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๘๘๔} ส. บุคคลเป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จิตที่แสวงหาการผุดเกิดเป็นเหตุนำออกจากสังสารวัฏ ให้ถึงความสิ้นไป ให้ถึงความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ... ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลสหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๘๘๕} ส. จิตที่แสวงหาการผุดเกิดไม่เป็นเหตุนำออกจากสังสารวัฏ ไม่เป็นธรรมให้ถึงความสิ้นไป ไม่เป็นธรรมให้ถึงความตรัสรู้ ไม่เป็นธรรมให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ ... เป็นอารมณ์ของสังกิเลสมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
- ๑จิตที่แสวงหาคารผุดเกิด หมายถึงปฏิสนธิจิต (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๐๒)
ส. หากว่าจิตที่แสวงหาการผุดเกิดไม่เป็นเหตุนำออกจากสังสารวัฏ ไม่เป็นธรรมให้ถึงความสิ้นไป ไม่เป็นธรรมให้ถึงความตรัสรู้ ไม่เป็นธรรมให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ ... เป็นอารมณ์ของสังกิเลส ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลเป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้”{๘๘๖} ส. บุคคลเป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลละราคะได้ ละโทสะได้ ละโมหะได้ ... ละอโนตตัปปะได้ ด้วยจิตที่แสวงหาการผุดเกิดหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๘๘๗} ส. บุคคลเป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จิตที่แสวงหาการผุดเกิดเป็นมรรค ... เป็นสติปัฏฐาน ... เป็นสัมมัปปธาน ... เป็นอิทธิบาท ... เป็นอินทรีย์ ... เป็นพละ ... เป็นโพชฌงค์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๘๘๘} ส. บุคคลเป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ เจริญมรรคได้ ด้วยจิตที่แสวงหาการผุดเกิดหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๘๘๙} ส. บุคคลเป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จุติจิตเป็นมรรคจิต จิตที่แสวงหาการผุดเกิดเป็นผลจิตหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
จบ อุปปัตติกถา
(๓๕) ๓. อนาสวกถา
ว่าด้วยสภาวธรรมของพระอรหันต์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ
{๘๙๐} [๓๙๑] สกวาทีถามว่า สภาวธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?
ส. สภาวธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์เป็นมรรค ... เป็นผล ... เป็นนิพพาน ... เป็นโสดาปัตติมรรค ... เป็นโสดาปัตติผล ... เป็นสกทาคามิมรรค ... เป็นสกทาคามิผล ... เป็นอนาคามิมรรค ... เป็นอนาคามิผล ... เป็นอรหัตตมรรค ... เป็นอรหัตตผล ... เป็นสติปัฏฐาน ... เป็นสัมมัปปธาน ... เป็นอิทธิบาท ... เป็นอินทรีย์ ... เป็นพละ ... เป็นโพชฌงค์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๘๙๑} ส. สภาวธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขุของพระอรหันต์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งมีความเห็นว่าสภาวธรรมทั้งหมดของพระอรหันต์ซึ่งเป็นผู้ปราศจากอาสวกิเลสล้วนไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับพระอรหันต์ล้วนแต่ปราศจากอาสวกิเลส (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๐๒)
จบ อุปปัตติกถา