arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๔

อนาสวกถา เล่ม ๓๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๙๐–๙๐๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในวรรคที่ ๔มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๔ อนาสวกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๔๓๖–๔๔๒

หน้า ๔๓๖

ส. จุติจิตเป็นมรรคจิต จิตที่แสวงหาการผุดเกิดเป็นผลจิตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

จบ อุปปัตติกถา

(๓๕) ๓. อนาสวกถา

ว่าด้วยสภาวธรรมของพระอรหันต์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ

{๘๙๐} [๓๙๑] สกวาทีถามว่า สภาวธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. สภาวธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์เป็นมรรค ... เป็นผล ... เป็นนิพพาน ... เป็นโสดาปัตติมรรค ... เป็นโสดาปัตติผล ... เป็นสกทาคามิมรรค ... เป็นสกทาคามิผล ... เป็นอนาคามิมรรค ... เป็นอนาคามิผล ... เป็นอรหัตตมรรค ... เป็นอรหัตตผล ... เป็นสติปัฏฐาน ... เป็นสัมมัปปธาน ... เป็นอิทธิบาท ... เป็นอินทรีย์ ... เป็นพละ ... เป็นโพชฌงค์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๘๙๑} ส. สภาวธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. จักขุของพระอรหันต์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งมีความเห็นว่าสภาวธรรมทั้งหมดของพระอรหันต์ซึ่งเป็นผู้ปราศจากอาสวกิเลสล้วนไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับพระอรหันต์ล้วนแต่ปราศจากอาสวกิเลส (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๐๒)
หน้า ๔๓๗

ส. จักขุของพระอรหันต์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สภาวธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์เป็นมรรค ... เป็นผล ... เป็นนิพพาน ... เป็นโสดาปัตติมรรค ... เป็นโสดาปัตติผล ฯลฯ เป็นโพชฌงค์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. โสตะของพระอรหันต์ ... ฆานะของพระอรหันต์ ... ชิวหาของพระอรหันต์ ... กายของพระอรหันต์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๘๙๒} ส. กายของพระอรหันต์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สภาวธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์เป็นมรรค ... เป็นผล ... เป็นนิพพาน ... เป็นโสดาปัตติมรรคเป็นโสดาปัตติผล ... เป็นโพชฌงค์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๘๙๓} ส. กายของพระอรหันต์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กายของพระอรหันต์ยังเข้าถึงการยกย่องและการข่มขี่ ยังเข้าถึงการตัดและการทำลาย ยังทั่วไปแก่ฝูงกา ฝูงแร้ง ฝูงเหยี่ยวหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สภาวธรรมอันไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะยังเข้าถึงการยกย่องและการข่มขี่ ยังเข้าถึงการตัดและการทำลาย ยังทั่วไปแก่ฝูงกา ฝูงแร้ง ฝูงเหยี่ยวหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

หน้า ๔๓๘

{๘๙๔} ส. พิษพึงซึมชาบไป ศัสตราพึงกลํ้ากรายไป ไฟพึงลุกไหม้ไปในกายของพระอรหันต์หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. พิษพึงซึมชาบไป ศัสตราพึงกลํ้ากรายไป ไฟพึงลุกไหม้ไปในสภาวธรรมอันไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๘๙๕} ส. กายของพระอรหันต์ยังถูกจองจำได้ด้วยเครื่องจองจำคือขื่อคา เครื่องจองจำคือเชือก เครื่องจองจำคือตรวน เครื่องจองจำคือบ้าน เครื่องจองจำคือนิคม เครื่องจองจำคือนคร เครื่องจองจำคือชนบท เครื่องจองจำมีการผูกคอเป็นที่ ๕ ได้หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สภาวธรรมอันไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะยังถูกจองจำได้ด้วย เครื่องจองจำคือขื่อคา เครื่องจองจำคือเชือก เครื่องจองจำคือตรวน เครื่องจองจำคือบ้าน เครื่องจองจำคือนิคม เครื่องจองจำคือนคร เครื่องจองจำคือชนบท เครื่องจองจำมีการผูกคอเป็นที่ ๕ได้หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๘๙๖} [๓๙๒] ส. หากว่าพระอรหันต์ให้จีวรแก่ปุถุชน จีวรนั้นไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะแล้วเป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. จีวรนั้นไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะแล้วเป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ดูเชิงอรรถในข้อ ๒๙๓ หน้า ๒๒๓ ในเล่มนี้
หน้า ๔๓๙

ส. ของที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะอันนั้น ของที่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็อันนั้นแหละหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. ของที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะอันนั้น ของที่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็อันนั้นแหละหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. มรรคไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะแล้วเป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. ผล ... สติปัฏฐาน ... สัมมัปปธาน ... อิทธิบาท ... อินทรีย์ ... พละ ... โพชฌงค์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะแล้วเป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๘๙๗} ส. หากว่าพระอรหันต์ให้บิณฑบาต ... ให้เสนาสนะ ... ให้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารแก่ปุถุชน คิลานปัจจัยเภสัชบริขารนั้นไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะแล้วเป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. คิลานปัจจัยเภสัชบริขารนั้นไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะแล้วเป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สิ่งที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะกับจีวรเป็นต้นที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นอย่างเดียวกันหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

หน้า ๔๔๐

ส. สิ่งที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะกับจีวรเป็นต้นที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นอย่างเดียวกันหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. มรรคไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะแล้วเป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. ผล ... สติปัฏฐาน ... สัมมัปปธาน ... อิทธิบาท ... อินทรีย์ ... พละ ... โพชฌงค์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะแล้วเป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๘๙๘} ส. หากว่าปุถุชนถวายจีวรแก่พระอรหันต์ จีวรนั้นเป็นอารมณ์ของอาสวะแล้วไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๘๙๙} ส. จีวรนั้นเป็นอารมณ์ของอาสวะแล้วไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สิ่งที่เป็นอารมณ์ของอาสวะกับจีวรเป็นต้นที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นอย่างเดียวกันหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. สิ่งที่เป็นอารมณ์ของอาสวะกับจีวรเป็นต้นที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นอย่างเดียวกันหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ราคะเป็นอารมณ์ของอาสวะแล้วไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

หน้า ๔๔๑

ส. โทสะ ... โมหะ ... อโนตตัปปะเป็นอารมณ์ของอาสวะแล้วไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๐๐} ส. หากว่าปุถุชนถวายบิณฑบาต ถวายเสนาสนะ ถวายคิลานปัจจัยเภสัชบริขารแก่พระอรหันต์ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารนั้นเป็นอารมณ์ของอาสวะแล้วไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๐๑} ส. คิลานปัจจัยเภสัชบริขารนั้นเป็นอารมณ์ของอาสวะแล้วไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สิ่งที่เป็นอารมณ์ของอาสวะกับจีวรเป็นต้นที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นอย่างเดียวกันหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. สิ่งที่เป็นอารมณ์ของอาสวะกับจีวรเป็นต้นที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นอย่างเดียวกันหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ราคะเป็นอารมณ์ของอาสวะแล้วไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. โทสะ ... โมหะ ... อโนตตัปปะเป็นอารมณ์ของอาสวะแล้วไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๙๐๒} ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “สภาวธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ” หรือ ?

หน้า ๔๔๒

ส. ถูกแล้ว

ป. พระอรหันต์เป็นผู้ไม่มีอาสวะมิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. หากว่าพระอรหันต์เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “สภาวธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ”

จบ อนาสวกถา

(๓๖) ๔. สมันนาคตกถา

ว่าด้วยเรื่องผู้ประกอบด้วยมรรคผล

{๙๐๓} [๓๙๓] สกวาทีถามว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยผล ๔ หรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยผัสสะ ๔ ... ด้วยเวทนา ๔ ... ด้วยสัญญา ๔ ... ด้วยเจตนา ๔ ... ด้วยจิต ๔ ... ด้วยศรัทธา ๔ ... ด้วยวิริยะ ๔ ... ด้วยสติ ๔ ... ด้วยสมาธิ ๔ ... ด้วยปัญญา ๔ หรือ ?

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า ประกอบ แปลจากบทบาลีว่า สมนุนาคต ซึ่งเป็นคำกิริยา ตรงกับคำนาม คือ สมนุนาคม ความมาถึงพร้อม ความประกอบ หรือความบริบูรณ์ มี ๒ ประเภท (ตามหลักเถรวาทหรือสกวาที) คือ (๑) สมังคีภาวสมันนาคมะ ความประกอบด้วยความเป็นผู้พรั่งพร้อมในขณะจิตปัจจุบัน เช่น ในขณะที่มรรคจิตหรือผลจิตเกิดขึ้น ก็ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรคจิตหรือผลจิตนั้น ๆ (๒) ปฏิลาภสมันนาคมะ ความประกอบด้วยการได้เฉพาะ หมายถึงความประกอบที่เกิดจากการได้รับภูมิธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดารูปฌานเป็นต้น ซึ่งจะดำรงอยู่ตราบเท่าที่บุคคลนั้นยังไม่เสื่อมจากคุณวิเศษที่ได้บรรลุ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๐๓)
  2. ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องความประกอบ แปลกแยกจากหลักการของเถรวาท โดยเห็นว่า นอกจากความประกอบทั้ง ๒ ประเภทดังกล่าว ยังมีความประกอบอีกประเภทหนี่งซึ่งเรียกว่า ปัตติธรรม คือ คุณวิเศษใด ๆ ที่บุคคลบรรลุแล้ว คุณวิเศษนั้น ๆ จะคงอยู่นิรันดร์ แม้บุคคลนั้นจะบรรลุคุณวิเศษที่สูงขึ้นไป (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๐๓)

จบ อนาสวกถา