พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๓
วิมุจจมานกถา เล่ม ๓๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๕๔–๗๖๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๒ ในวรรคที่ ๓มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
_______
๓. ตติยวคฺค
(๒๔) ๔. วิมุจฺจมานกถา
๔. วิมุจจมานกถา (๒๔)
ว่าด้วยจิตกำลังหลุดพ้น
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๓ วิมุจจมานกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๓๗ หน้า ๒๐๔–๒๐๖ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๓๗ หน้า ๓๕๘–๓๖๑
*วิมุตฺตํ วิมุจฺจมานนฺติ? อามนฺตา. เอกเทสํ วิมุตฺตํ, เอกเทสํ อวิมุตฺตนฺติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
*เอกเทสํ วิมุตฺตํ, เอกเทสํ อวิมุตฺตนฺติ? อามนฺตา. เอกเทสํ โสตาปนฺโน, เอกเทสํ น โสตา-ปนฺโน, เอกเทสํ โสตาปตฺติผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ, กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ, เอกเทสํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ, เอกเทสํ สตฺตกฺขตฺตุปรโม โกลํโกโล เอกพีชี พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต ธมฺเม ฯเปฯ สํเฆ ฯเปฯ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโต, เอกเทสํ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ น สมนฺนาคโตติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
*เอกเทสํ วิมุตฺตํ, เอกเทสํ อวิมุตฺตนฺติ? อามนฺตา. เอกเทสํ สกทาคามี, เอกเทสํ น สกทาคามี, เอกเทสํ สกทาคามิผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ, กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ, เอกเทสํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
*เอกเทสํ วิมุตฺตํ, เอกเทสํ อวิมุตฺตนฺติ? อามนฺตา. เอกเทสํ อนาคามี, เอกเทสํ น อนาคามี, เอกเทสํ อนาคามิผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ, กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ, เอกเทสํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ, เอกเทสํ อนฺตราปรินิพฺพายี, อุปหจฺจปรินิพฺพายี, อสงฺขารปรินิพฺพายี, สสงฺขารปรินิพฺพายี, อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี, เอกเทสํ น อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
*เอกเทสํ วิมุตฺตํ, เอกเทสํ อวิมุตฺตนฺติ? อามนฺตา. เอกเทสํ อรหา, เอกเทสํ น อรหา, เอกเทสํ อรหตฺตปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ, กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ, เอกเทสํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ, เอกเทสํ วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห ฯเปฯ เอกเทสํ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ, เอกเทสํ สจฺฉิกาตพฺพํ น สจฺฉิกตนฺติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
*วิมุตฺตํ วิมุจฺจมานนฺติ? อามนฺตา. อุปฺปาทกฺขเณ วิมุตฺตํ, วยกฺขเณ (๑) วิมุจฺจมานนฺติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
- ๑ฉ.ม. ภงฺคกฺขเณ
สก. จิตที่หลุดพ้นแล้ว ชื่อว่ากำลังหลุดพ้นใช่ไหม
สก. จิตที่หลุดพ้นแล้วส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งยังไม่หลุดพ้นใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. จิตที่หลุดพ้นแล้วส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งยังไม่หลุดพ้นใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลเป็นพระโสดาบันส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ สัมผัสโสดาปัตติผลด้วยกายอยู่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่สัมผัสด้วยกายอยู่ เป็นพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ โกลังโกละ เอกพีชี ประกอบด้วยความเลื่อมใสที่ไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ฯลฯ ในพระธรรม ฯลฯ ในพระสงฆ์ ฯลฯ ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะชอบใจส่วนหนึ่ง อีกส่วน หนึ่งไม่ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะชอบใจใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. จิตที่หลุดพ้นแล้วส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งยังไม่หลุดพ้นใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลเป็นพระสกทาคามีส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระสกทาคามี เป็นผู้ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ สัมผัสสกทาคามิผลด้วยกายอยู่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่สัมผัสด้วยกายอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. จิตที่หลุดพ้นแล้วส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งยังไม่หลุดพ้นใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลเป็นพระอนาคามีส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามี เป็น ผู้ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ สัมผัสอนาคามิผลด้วยกายอยู่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่สัมผัสด้วยกายอยู่ เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ... ผู้ อุปหัจจปรินิพพายี ... ผู้อสังขารปรินิพพายี ... ผู้สสังขารปรินิพพายี ... ผู้ อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. จิตหลุดพ้นแล้วส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งยังไม่หลุดพ้นใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลเป็นพระอรหันต์ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอรหันต์ เป็น ผู้ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ สัมผัสอรหัตตผลด้วยกายอยู่ส่วนหนึ่ง อีก ส่วนหนึ่งไม่สัมผัสด้วยกายอยู่ เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ ทำให้แจ้ง ธรรมที่ควรทำให้แจ้งส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. จิตที่หลุดพ้นแล้ว ชื่อว่ากำลังหลุดพ้นใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. จิตหลุดพ้นแล้วในขณะเกิด ชื่อว่ากำลังหลุดพ้นในขณะดับใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
- ๑ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๖๓/๑๘๙)
- ๒เพราะมีความเห็นว่า การหลุดพ้นของจิตมี ๒ ช่วงตามลำดับ ช่วงที่ ๑ หลุดพ้นด้วยวิกขัมภนวิมุตติในฌาน ช่วงที่ ๒ หลุดพ้นด้วยสมุจเฉทวิมุตติในขณะแห่งมรรค ช่วงที่ ๑ ละกิเลสได้เพียงบางส่วน ส่วนที่เหลือละ ได้ในช่วงที่ ๒ คำว่า จิตที่หลุดพ้นแล้ว หมายถึงจิตที่หลุดพ้นในช่วงที่ ๑ ส่วนคำว่า กำลังหลุดพ้น หมายถึง จิตในช่วงที่ ๒ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๖๖/๑๙๓)
*น วตฺตพฺพํ “วิมุตฺตํ วิมุจฺจมานนฺ”ติ? อามนฺตา. นนุ วุตฺตํ ภควตา “ตสฺส เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต กามาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ, ภวาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ, อวิชฺชาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจตี”ติ (๑) อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ? อามนฺตา. เตน หิ วตฺตพฺพํ (๒) วิมุตฺตํ “วิมุจฺจมานนฺ”ติ.
*วิมุตฺตํ วิมุจฺจมานนฺติ? อามนฺตา. นนุ วุตฺตํ ภควตา “โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต อนงฺคเณ วิคตูปกฺกิเลเส มุทุภูเต กมฺมนิเย ฐิเต อาเนญฺชปฺปตฺเต อาสวานํ ขยญาณาย จิตฺตํ อภินินฺนาเมตี”ติ (๓) อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ? อามนฺตา. เตน หิ น วตฺตพฺพํ “วิมุตฺตํ วิมุจฺจมานนฺ”ติ.
*อตฺถิ จิตฺตํ วิมุจฺจมานนฺติ? อามนฺตา. อตฺถิ จิตฺตํ รชฺชมานํ ทุสฺสมานํ มุยฺหมานํ กิลิสฺส-มานนฺติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ รตฺตญฺเจว อรตฺตญฺจ, ทุฏฺฐญฺเจว อทุฏฺฐญฺจ, มูฬฺหญฺเจว อมูฬฺหญฺจ, ฉินฺนญฺเจว อฉินฺนญฺจ, ภินฺนญฺเจว อภินฺนญฺจ, กตญฺเจว อกตญฺจาติ? อามนฺตา. หญฺจิ รตฺตญฺเจว อรตฺตญฺจ, ทุฏฺฐญฺเจว อทุฏฺฐญฺจ, มูฬฺหญฺเจว อมูฬฺหญฺจ, ฉินฺนญฺเจว อฉินฺนญฺจ, ภินฺนญฺเจว อภินฺนญฺจ, กตญฺเจว อกตญฺจ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “อตฺถิ จิตฺตํ วิมุจฺจมานนฺ”ติ. วิมุจฺจมานกถา นิฏฺฐิตา.
- ๑ม. อุ. ๑๔/๒๒๑/๑๘๖
- ๒ฉ. วตฺตพฺพํ
- ๓ม. อุ. ๑๔/๒๒๑/๑๘๕
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “จิตที่หลุดพ้นแล้ว ชื่อว่ากำลังหลุดพ้น” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “เมื่อบุคคลนั้นรู้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นจากกามาสวะบ้าง จากภวาสวะบ้าง จากอวิชชาสวะบ้าง” มีอยู่จริง มิใช่หรือสก. ใช่
ปร. ดังนั้น จิตที่หลุดพ้นแล้วจึงชื่อว่ากำลังหลุดพ้น
สก. จิตที่หลุดพ้นแล้ว ชื่อว่ากำลังหลุดพ้นใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะ แก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมน้อมจิตไปเพื่อญาณเป็นเครื่องสิ้น อาสวะ” มีอยู่จริงมิใช่หรือปร. ใช่
สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “จิตที่หลุดพ้นแล้ว ชื่อว่ากำลังหลุดพ้น”
สก. จิตที่กำลังหลุดพ้นมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. จิตที่กำลังกำหนัด ขัดเคือง หลง เศร้าหมองมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. จิตที่กำหนัดและไม่กำหนัด ขัดเคืองและไม่ขัดเคือง หลงและไม่หลง ขาดและไม่ขาด แตกดับและไม่แตกดับ ถูกปัจจัยปรุงแต่งและไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง มีอยู่มิใช่หรือปร. ใช่
สก. หากจิตที่กำหนัดและไม่กำหนัด ขัดเคืองและไม่ขัดเคือง หลงและ ไม่หลง ขาดและไม่ขาด แตกดับและไม่แตกดับ ถูกปัจจัยปรุงแต่งและไม่ถูกปัจจัย ปรุงแต่งมีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “จิตที่กำลังหลุดพ้นมีอยู่”
วิมุจจมานกถา จบ
- ๑ดูเทียบ ม.อุ. (แปล) ๑๔/๒๒๑/๒๔๕, องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๗๑/๒๘๓
จบ วิมุจจมานกถา