arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๒๑

อาเสวนปัจจยตากถา เล่ม ๓๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๘๗๒–๑๘๗๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๕/๑๖ ในวรรคที่ ๒๑มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๒๑ อาเสวนปัจจยตากถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๑๐๐๗–๑๐๑๐

หน้า ๑๐๐๗

ส. หากว่าบุคคลพึงฝันทำประทักษิณพระเจดีย์ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “จิตของบุคคลผู้ฝันทุกดวงเป็นอัพยากฤต”{๑๘๗๑} [๙๐๒] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “จิตของบุคคลผู้ฝันทุกดวงเป็นอัพยากฤต” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสจิตของบุคคลผู้ฝันว่าเป็นอัพโพหาริก มิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. หากว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสจิตของบุคคลผู้ฝันว่าเป็นอัพโพหาริก ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “จิตของบุคคลผู้ฝันทุกดวงเป็นอัพยากฤต”

จบ อัพยากตกถา

(๒๑๖) ๙. อาเสวนปัจจยตากถา

ว่าด้วยเรื่องความเป็นอาเสวนปัจจัยไม่มี

{๑๘๗๒} [๙๐๓] สกวาทีถามว่า ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่างไม่มีหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า อัพโพหาริก แปลว่า ไม่ได้โวหารว่ามี คือมีเหมือนไม่มี กล่าวไม่ได้ว่ามี หรือมีแต่ไม่ปรากฏ ในที่นี้หมายถึงเจตนานั้นมีอยู่ แต่เป็นเจตนาในขณะหลับฝัน จึงกล่าวได้ว่ามีเหมือนไม่มี เป็นข้อยกเว้นไม่เป็นอาบัติ (ดูเทียบเชิงอรรถ ใน วิ.มหาวิ. (แปล) ๑/๑๙๗/๔๖๒)
  2. ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะบางพวก ซึ่งมีความเห็นว่า เพราะเหตุที่สภาวธรรมทั้งปวงมีความดำรงอยู่ชั่วขณะ ฉะนั้น ความเป็นอาเสวนปัจจัย (เหตุแห่งการเสพคุ้น) จึงมีไม่ได้ และสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นเพราะอาเสวนปัจจัยก็มีไม่ได้เช่นกัน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๒๒)
หน้า ๑๐๐๘

ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปาณาติบาตอันบุคคลซ่องเสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังบุคคลนั้น ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย (แดนเปรต) วิบากแห่งปาณาติบาตอย่างเบาที่สุดย่อมทำให้เขาผู้มาเกิดเป็นมนุษย์มีอายุสั้น” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่างก็ต้องมีอยู่

{๑๘๗๓} ส. ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่างไม่มีหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อทินนาทาน อันบุคคลซ่องเสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังบุคคลนั้นให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย วิบากแห่งอทินนาทาน อย่างเบาที่สุดย่อมทำให้เขาผู้มาเกิดเป็นมนุษย์มีโภคสมบัติเสื่อมสูญพินาศ ... วิบากแห่งกาเมสุมิจฉาจารอย่างเบาที่สุดย่อมทำให้เขาผู้มาเกิดเป็นมนุษย์มีศัตรูและเวรมาก ... วิบากแห่งมุสาวาทอย่างเบาที่สุดย่อมทำให้เขาผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ถูกกล่าวตู่ด้วยเรื่องที่ไม่เป็นจริง ... วิบากแห่งปิสุณวาจาอย่างเบาที่สุดย่อมทำให้เขาผู้มาเกิดเป็นมนุษย์แตกจากมิตรทั้งหลาย ... วิบากแห่งผรุสวาจาอย่างเบาที่สุดย่อมทำให้เขาผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ได้ยินได้ฟังแต่เสียงที่ไม่น่าพึงใจ ... วิบากแห่งสัมผัปปลาปะอย่างเบาที่สุดย่อมทำให้เขาผู้มาเกิดเป็นมนุษย์ไม่มีใครเชื่อถือคำพูดของตน ... วิบากแห่งการดื่มสุราและเมรัยอย่างเบาที่สุดย่อมทำให้เขาผู้มาเกิดเป็นมนุษย์เป็นบ้า” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูเทียบใน องฺ.อฏฐก. (แปล) ๒๓/๔๐/๓๑๑-๓๑๓
หน้า ๑๐๐๙

ส. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่างก็ต้องมีอยู่

{๑๘๗๔} [๙๐๔] ส. ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่างไม่มีหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาทิฏฐิอันบุคคลซ่องเสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังบุคคลนั้น ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่างก็ต้องมีอยู่

{๑๘๗๕} ส. ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่างไม่มีหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสังกัปปะ ... มิจฉาสมาธิอันบุคคลซ่องเสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ... ในปิตติวิสัย” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่างก็ต้องมีอยู่

{๑๘๗๖} [๙๐๕] ส. ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่างไม่มีหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฏฐิอันบุคคลซ่องเสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูเทียบใน สํ.ม (แปล) ๑๙/๑๑๕/๖๙
หน้า ๑๐๑๐

ป. ถูกแล้ว

ส. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่างก็ต้องมีอยู่

{๑๘๗๗} ส. ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่างไม่มีหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะอันบุคคลซ่องเสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ... สัมมาสมาธิอันบุคคลซ่องเสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่างก็ต้องมีอยู่

จบ อาเสวนปัจจยตากถา

(๒๑๗) ๑๐. ขณิกกถา

ว่าด้วยเรื่องสภาวธรรมทั้งปวงเป็นไปชั่วขณะจิตหนึ่ง

{๑๘๗๘} [๙๐๖] สกวาทีถามว่า สภาวธรรมทั้งปวงเป็นไปชั่วขณะจิตหนึ่งหรือ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายปุพพเสลิยะและอปรเสลิยะ ซึ่งมีความเห็นว่า เพราะเหตุที่สังขตธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง ฉะนั้น สภาวธรรมทั้งปวงจึงมีความเป็นไปชั่วขณะจิตเดียวเท่านั้น เมื่อมีความไม่เที่ยงเสมอกันเช่นนี้ สภาวธรรมอย่างหนึ่งแตกดับไปเร็ว (จิตเกิดดับเร็ว) สภาวธรรมอีกอย่างหนึ่งแตกดับไปช้า (รูปเกิดดับช้า) ในข้อนี้ก็ไม่มีความแปลกกันอะไร คือเห็นว่ารูปธรรมกับนามธรรมไม่แตกต่างกัน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๒๒)

จบ อาเสวนปัจจยตากถา