arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๗

นวัตตัพพัง พุทธัสส ทินนัง มหัปผลันติกถา เล่ม ๓๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๗๒๖–๑๗๒๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๑ ในวรรคที่ ๑๗มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๗ นวัตตัพพัง พุทธัสส ทินนัง มหัปผลันติกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๙๐๓–๙๐๕

หน้า ๙๐๓

เหล่าชนผู้เกิดความโสมนัสยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก เมื่อมาหวนระลึกถึงบุญเช่นนี้ได้ กำจัดมลทินคือความตระหนี่ พร้อมทั้งรากเหง้าเสียได้แล้ว ก็จะไม่เป็นผู้ถูกผู้รู้ติเตียน แต่นั้นก็จะเข้าแดนสวรรค์”

ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ถ้าอย่างนั้น ทานที่ถวายในพระสงฆ์ก็ต้องมีผลมาก

จบ นวัตตัพพังสังฆัสสทินนังมหัปผลันติกถา

(๑๗๕) ๑๐. นวัตตัพพังพุทธัสสทินนังมหัปผลันติกถา

ว่าด้วยเรื่องไม่ยอมรับว่าทานที่ถวายแด่พระพุทธเจ้ามีผลมาก

{๑๗๒๖} [๗๙๙] สกวาทีถามว่า ท่านไม่ยอมรับว่า “ทานที่ถวายแด่พระพุทธเจ้ามีผลมาก” หรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นประธาน เป็นผู้อุดม เป็นผู้ลํ้าเลิศกว่าสัตว์ทั้งหลาย (คือพวกเทวดาและมนุษย์) ไม่มีใครเปรียบ ไม่มีใครเปรียบเสมอ ไม่มีส่วนเปรียบ ไม่มีบุคคลเปรียบ ไม่มีใครเสมอมิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูเทียบใน ขุ.วิ. (แปล) ๒๖/๖๔๑-๖๔๕/๘๐-๘๑
  2. ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายเวตุลลกะหรือมหาปุญญวาที ซึ่งมีความเห็นว่า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าย่อมไม่ทรงบริโภคอะไร ๆ แต่ทรงแสดงพระองค์ว่าทรงบริโภคอยู่เพื่อทรงอนุเคราะห์ชาวโลก เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรยอมรับว่าทานนี้ถวายแด่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้ามีผลมาก เพราะไม่มีอุปการะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๙๖)
หน้า ๙๐๔

ส. หากว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นประธาน เป็นผู้อุดม เป็นผู้ลํ้าเลิศกว่าสัตว์ทั้งหลาย (คือพวกเทวดาและมนุษย์) ไม่มีใครเปรียบ ไม่มีใครเปรียบเสมอ ไม่มีส่วนเปรียบ ไม่มีบุคคลเปรียบ ไม่มีใครเสมอ ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “ทานที่ถวายแด่พระพทธเจ้ามีผลมาก’’{๑๗๒๗} ส. ท่านไม่ยอมรับว่า “ทานที่ถวายแด่พระพุทธเจ้ามีผลมาก” หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ใคร ๆ ที่เสมอเหมือนพระพุทธเจ้าโดยศีล สมาธิ และปัญญามีอยู่หรือ ?

ป. ไม่มี

ส. หากว่าใคร ๆ ที่เสมอเหมือนพระพุทธเจ้าโดยศีล สมาธิ และปัญญาไม่มี ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “ทานที่ถวายแด่พระพุทธเจ้ามีผลมาก”

{๑๗๒๘} ส. ท่านไม่ยอมรับว่า “ทานที่ถวายแด่พระพุทธเจ้ามีผลมาก” หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า

“ในโลกนี้หรือในโลกอื่นก็ตาม ไม่มีผู้ที่จะประเสริฐกว่า หรือจะทัดเทียมกับพระพุทธเจ้าผู้ถึงความเป็นยอดแห่งอาหุไนยบุคคลของหมู่ชนผู้มีความต้องการบุญ ผู้แสวงหาผลไพบูลย์” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ถ้าอย่างนั้น ทานที่ถวายแด่พระพุทธเจ้าก็ต้องมีผลมาก

จบ นวัตตัพพังพุทธัสสทินนังมหัปผลันติกถา

หน้า ๙๐๕

(๑๗๖) ๑๑. ทักขิณาวิสุทธิกถา

ว่าด้วยเรื่องทักษิณาทานบริสุทธิ์โดยทายกฝ่ายเดียว

{๑๗๒๙} [๘๐๐] สกวาทีถามว่า ทานบริสุทธิ์ได้โดยทายก (ผู้ถวาย) ฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้โดยปฏิคาหก (ผู้รับ) หรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. ปฏิคาหกบางพวกเป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาบูชา เป็นผู้ควรแก่ของต้อนรับ เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา เป็นผู้ควรแก่การทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลกมีอยู่มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าปฏิคาหกบางพวกเป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาบูชา เป็นผู้ควรแก่ของต้อนรับ เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา เป็นผู้ควรแก่การทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลกมีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ทานบริสุทธิ์ได้โดยทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้โดยปฏิคาหก”{๑๗๓๐} ส. ทานบริสุทธิ์ได้โดยทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้โดยปฏิคาหกหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ ว่าเป็นผู้ควรแก่ทักษิณามิใช่หรือ ?

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งมีความเห็นว่า ในการให้ทานนั้น เฉพาะทายกฝ่ายเดียวมีจิตบริสุทธิ์ก็เป็นอันมีผลมาก ปฏิคาหกไม่จำเป็นต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ได้ โดยให้เหตุผลว่า ถ้าทักษิณาทานจะบริสุทธิ์ได้โดยฝ่ายปฏิคาหก จึงจะเป็นทานที่มีผลมาก ก็จะกลายเป็นว่าทายกถวายทาน แต่ปฏิคาหกทำให้บังเกิดผล ซึ่งก็จะตรงกับหลักลัทธิที่ว่าคนหนึ่งเป็นผู้ทำให้แก่อีกคนหนึ่ง สุขและทุกข์คนอื่นกระทำให้ คนหนึ่งกระทำ อีกคนหนึ่งเสวยผล ดังนั้น ในการให้ทาน เพียงทายกบริสุทธิ์ฝ่ายเดียวก็เป็นอันมีผลมากแล้ว (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๙๖-๒๙๗)

จบ นวัตตัพพัง พุทธัสส ทินนัง มหัปผลันติกถา