พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๗
ทักขิณาวิสุทธิกถา เล่ม ๓๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๗๒๙–๑๗๓๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๑/๑๑ ในวรรคที่ ๑๗มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๗ ทักขิณาวิสุทธิกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๙๐๕–๙๐๙
(๑๗๖) ๑๑. ทักขิณาวิสุทธิกถา
ว่าด้วยเรื่องทักษิณาทานบริสุทธิ์โดยทายกฝ่ายเดียว
{๑๗๒๙} [๘๐๐] สกวาทีถามว่า ทานบริสุทธิ์ได้โดยทายก (ผู้ถวาย) ฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้โดยปฏิคาหก (ผู้รับ) หรือ ?
ส. ปฏิคาหกบางพวกเป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาบูชา เป็นผู้ควรแก่ของต้อนรับ เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา เป็นผู้ควรแก่การทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลกมีอยู่มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าปฏิคาหกบางพวกเป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาบูชา เป็นผู้ควรแก่ของต้อนรับ เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา เป็นผู้ควรแก่การทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลกมีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ทานบริสุทธิ์ได้โดยทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้โดยปฏิคาหก”{๑๗๓๐} ส. ทานบริสุทธิ์ได้โดยทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้โดยปฏิคาหกหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ ว่าเป็นผู้ควรแก่ทักษิณามิใช่หรือ ?
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งมีความเห็นว่า ในการให้ทานนั้น เฉพาะทายกฝ่ายเดียวมีจิตบริสุทธิ์ก็เป็นอันมีผลมาก ปฏิคาหกไม่จำเป็นต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ได้ โดยให้เหตุผลว่า ถ้าทักษิณาทานจะบริสุทธิ์ได้โดยฝ่ายปฏิคาหก จึงจะเป็นทานที่มีผลมาก ก็จะกลายเป็นว่าทายกถวายทาน แต่ปฏิคาหกทำให้บังเกิดผล ซึ่งก็จะตรงกับหลักลัทธิที่ว่าคนหนึ่งเป็นผู้ทำให้แก่อีกคนหนึ่ง สุขและทุกข์คนอื่นกระทำให้ คนหนึ่งกระทำ อีกคนหนึ่งเสวยผล ดังนั้น ในการให้ทาน เพียงทายกบริสุทธิ์ฝ่ายเดียวก็เป็นอันมีผลมากแล้ว (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๙๖-๒๙๗)
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ ว่าเป็นผู้ควรแก่ทักษิณา ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ทานบริสุทธิ์ได้โดยทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้โดยปฏิคาหก”{๑๗๓๑} ส. ทานบริสุทธิ์ได้โดยทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้โดยปฏิคาหกหรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. คนบางพวกให้ทานในพระโสดาบันแล้วชื่นชมบุญมีอยู่มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าคนบางพวกให้ทานในพระโสดาบันแล้วชื่นชมบุญมีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ทานบริสุทธิ์ได้โดยทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้โดยปฏิคาหก”ส. คนบางพวกให้ทานแก่พระสกทาคามี ... แก่พระอนาคามี ... แก่พระอรหันต์แล้วชื่นชมบุญมีอยู่มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าคนบางพวกให้ทานแก่พระอรหันต์แล้วชื่นชมบุญมีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ทานบริสุทธิ์ได้โดยทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้โดยปฏิคาหก”{๑๗๓๒} [๘๐๑] ป. ทานบริสุทธิ์ได้โดยปฏิคาหกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้โดยทายกหรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ผู้อื่นเป็นผู้ท่าแก่ผู้อื่น สุขทุกข์อันคนอื่นทำให้ ผู้หนึ่งทำ แต่อีกผู้หนึ่งรับผลหรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ทานบริสุทธิ์ได้โดยทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้โดยปฏิคาหกหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนอานนท์ ก็ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณานี้มี ๔ อย่าง ๔ อย่างคืออะไรบ้าง คือ
๑. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก
๒. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก
๓. ทักษิณาที่ฝ่ายทายกก็ไม่บริสุทธิ์ ฝ่ายปฏิคาหกก็ไม่บริสุทธิ์
๔. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหก
ดูก่อนอานนท์ ก็ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกเป็นอย่างไร ดูก่อนอานนท์ ในข้อนี้ ทายกเป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม แต่ปฏิคาหกเป็นผู้ทุศีลมีบาปธรรม อย่างนี้แลเป็นทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์เฝ่ายปฏิคาหกดูก่อนอานนท์ ก็ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายกเป็นอย่างไร ดูก่อนอานนท์ ในข้อนี้ ทายกเป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม แต่ปฏิคาหกเป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม อย่างนี้แลเป็นทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายกดูก่อนอานนท์ ก็ทักษิณาที่ฝ่ายทายกก็ไม่บริสุทธิ์ ฝ่ายปฏิคาหกก็ไม่บริสุทธิ์เป็นอย่างไร ดูก่อนอานนท์ ในข้อนี้ ทายกก็เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม ทั้งปฏิคาหกก็เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม อย่างนี้แลเป็นทักษิณาชื่อว่าฝ่ายทายกก็ไม่บริสุทธิ์ ฝ่ายปฏิคาหกก็ไม่บริสุทธิ์
ดูก่อนอานนท์ ก็ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายก ทั้งฝ่ายปฏิคาหกเป็นอย่างไร ดูก่อนอานนท์ ในข้อนี้ ทายกก็เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม ทั้งปฏิคาหกก็เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม อย่างนี้แลเป็นทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหกดูก่อนอานนท์ ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณามี ๔ อย่างนี้แล” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ทานบริสุทธิ์ได้โดยทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้โดยปฏิคาหก”
จบ ทักขิณาวิสุทธิกถา
จบ สัตตรสมวรรค
รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อัตถิอรหโตปุญณูปจโยติกถา ๒. นัตถิอรหโตอกาลมัจจูติกถา
๓. สัพพมิทังกัมมโตติกถา ๔. อินทริยพัทธกถา
๕. ฐเปตวาอริยมัคคันติกถา
๖. นวัตตัพพังสังโฆทักขิณังปฏิคคัณหาตีติกถา
๗. นวัตตัพพังสังโฆทักขิณังปฏิคคัณหาตีติกถา
๘. นวัตตัพพังสังโฆภุญชตีติกถา
๙. นวัตตัพพังสังฆัสสทินนังมหัปผลันติกถา
๑๐. นวัตตัพพังพุทธัสสทินนังมหัปผลันติกถา
๑๑. ทักขิณาวิสุทธิกถา
- ๑พึงดูเทียบใน ม.อุ. (แปล) ๑๔/๓๘๑/๔๖๖-๔๖๗
๑๘. อัฏฐารสมวรรค
(๑๗๗) ๑. มนุสสโลกกถา
ว่าด้วยเรื่องไม่ยอมรับว่าพระพุทธเจ้าทรงดำรงอยู่ในมนุษยโลก
{๑๗๓๓} [๘๐๒] สกวาทีถามว่า ท่านไม่ยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงดำรงอยู่แล้วในมนุษยโลก” หรือ ?
ส. อาราม วิหาร คาม นิคม นคร รัฐ ชนบทที่พระพุทธเจ้าเคยประทับอยู่อันเป็นเจดีย์มีอยู่มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าอาราม วิหาร คาม นิคม นคร รัฐ ชนบทที่พระพุทธเจ้าเคยประทับอยู่อันเป็นเจดีย์มีอยู่ ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงดำรงอยู่แล้วในมนุษยโลก”{๑๗๓๔} ส. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงดำรงอยู่แล้วในมนุษยโลก” หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าประสูติที่ป่าลุมพินี ตรัสรู้ที่ควงไม้โพธิ์ ประกาศธรรมจักรที่พระนครพาราณสี ทรงปลงอายุสังขารที่ปาวาลเจดีย์ ปรินิพพานที่เมืองกุสินารามิใช่หรือ ?
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายเวตุลลกะ ซึ่งมีความเห็นว่า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประสูติในภพดุสิตแล้วประทับอยู่ ณ ภพดุสิตนั้น ไม่เสด็จมาสู่มนุษยโลก แต่ทรงแสดงพระรูปที่ทรงเนรมิตไว้ในมนุษยโลกนี้ เพราะศึกษาฬระสูตรที่ว่า ‘ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน เกิดแล้วในโลก เจริญแล้วในโลก ครอบงำโลกอยู่ แต่โลกก็ฉาบทาไม่ติด’ (สํ.ข. (แปล) ๑๗/๙๔/๑๘๔) ดังนี้ โดยไม่แยบคาย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๙๗)
จบ ทักขิณาวิสุทธิกถา