arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๕

อัทธากถา เล่ม ๓๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๑๕–๑๖๑๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๑ ในวรรคที่ ๑๕มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๕ อัทธากถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๘๓๐–๘๓๔

หน้า ๘๓๐

เป็นปัจจัยเท่านั้น จึงมีอุปาทาน ท่านไม่ควรยอมรับว่า “แม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา”

{๑๖๑๔} ส. พระสูตรที่ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริงหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ถ้าอย่างนั้น แม้เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีอวิชชา แม้เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน แม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา

จบ อัญญมัญญปัจจยกถา

(๑๔๙) ๓. อัทธากถา

ว่าด้วยเรื่องกาลเป็นสภาวะสำเร็จแล้ว

{๑๖๑๕} [๗๒๐] สกวาทีถามว่า กาลเป็นสภาวะสำเร็จแล้วหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. กาลเป็นรูปหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูเทียบใน ที.ม. (แปล) ๑๐/๙๗/๘๐’ สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๑/๒
  2. ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นว่า กาล (อัทธา) ที่เป็นสภาวะสำเร็จแล้ว คือถูกกำหนดหรือมีความสมบูรณ์แน่นอนตายตัว มีอยู่ เพราะอาศัยกถาวัตถุสูตรที่ว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุคือเหตุแห่งคำพูดมี ๓ อย่างนี้’ (องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๙๕๕/๓๐๕) ดังนี้ เป็นต้นเป็นข้ออ้าง ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่า ไม่มีกาลใด ๆ ที่เป็นสภาวะสำเร็จแล้ว นอกจากเป็นเพียงคำบัญญัติว่ากาล (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๙)
หน้า ๘๓๑

ส. กาลเป็นเวทนา ... เป็นสัญญา ... เป็นสังขาร ... เป็นวิญญาณหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กาลส่วนอดีตเป็นสภาวะสำเร็จแล้วหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กาลส่วนอดีตเป็นรูปหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กาลส่วนอดีตเป็นเวทนา ... เป็นสัญญา ... เป็นสังขาร ... เป็นวิญญาณหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กาลส่วนอนาคตเป็นสภาวะสำเร็จแล้วหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กาลส่วนอนาคตเป็นรูปหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กาลส่วนอนาคตเป็นเวทนา ... เป็นสัญญา ... เป็นสังขาร ... เป็นวิญญาณหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กาลส่วนปัจจุบันเป็นสภาวะสำเร็จแล้วหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กาลส่วนปัจจุบันเป็นรูปหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

หน้า ๘๓๒

ส. กาลส่วนปัจจุบันเป็นเวทนา ... เป็นสัญญา ... เป็นสังขาร ... เป็นวิญญาณหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นอดีตเป็นกาลส่วนอดีตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กาลส่วนอดีตมี ๕ หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นอนาคตเป็นกาลส่วนอนาคตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กาลส่วนอนาคตมี ๕ หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นปัจจุบันเป็นกาลส่วนปัจจุบันหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กาลส่วนปัจจุบันมี ๕ หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. ขันธ์ ๕ ที่เป็นอดีตเป็นกาลส่วนอดีต ขันธ์ ๕ ที่เป็นอนาคตเป็นกาลส่วนอนาคต ขันธ์ ๕ ที่เป็นปัจจุบันเป็นกาลส่วนปัจจุบันหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กาลมี ๑๕ หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

หน้า ๘๓๓

ส. อายตนะ ๑๒ ที่เป็นอดีตเป็นกาลส่วนอดีต อายตนะ ๑๒ ที่เป็นอนาคตเป็นกาลส่วนอนาคต อายตนะ ๑๒ ที่เป็นปัจจุบันเป็นกาลส่วนปัจจุบันหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อัทธามี ๓๖ หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. ธาตุ ๑๘ ที่เป็นอดีตเป็นกาลส่วนอดีต ธาตุ ๑๘ ที่เป็นอนาคตเป็นกาลส่วนอนาคต ธาตุ ๑๘ ที่เป็นปัจจุบันเป็นกาลส่วนปัจจุบันหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กาลมี ๕๔ หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. อินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นอดีตเป็นกาลส่วนอดีต อินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นอนาคตเป็นกาลส่วนอนาคต อินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นปัจจุบันเป็นกาลส่วนปัจจุบันหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กาลมี ๖๖ หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๖๑๖} [๗๒๑] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า กาลเป็นสภาวะสำเร็จแล้วหรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุ คือเหตุแห่งคำพูดมี ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างคืออะไรบ้าง คือ พูดถ้อยคำปรารภถึงอดีตกาลว่า ‘อดีตกาลได้มีแล้วอย่างนี้’ ๑ พูดถ้อยคำปรารภถึงอนาคตกาล

หน้า ๘๓๔

ว่า ‘อนาคตกาลจักมีอย่างนี้’ ๑ พูดถ้อยคำปรารภถึงปัจจุบันกาลว่า ‘ปัจจุบันกาลกำลังมีอย่างนี้อยู่’ ๑ ภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุ ๓ อย่างนี้แล” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. ถ้าอย่างนั้น กาลก็ต้องเป็นสภาวะสำเร็จแล้ว

จบ อัทธากถา

(๑๔๘) ๔. ขณลยมุหุตตกถา

ว่าด้วยเรื่องขณะเป็นต้นเป็นสภาวะสำเร็จแล้ว

{๑๖๑๗} [๗๒๒] สกวาทีถามว่า ขณะเป็นสภาวะสำเร็จแล้ว ลยะเป็นสภาวะสำเร็จแล้ว มุหุตตะเป็นสภาวะสำเร็จแล้วหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. เป็นรูปหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. เป็นเวทนา ... เป็นสัญญา ... เป็นสังขาร ... เป็นวิญญาณหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๖๑๘} [๗๒๓] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “มุหุตตะเป็นสภาวะสำเร็จแล้ว” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูเทียบใน องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๙๕๕/๓๐๕
  2. ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นเกี่ยวกับส่วนย่อยของกาล คือขณะ (ชั่วระยะเวลาดีดนิ้วมือ ๑๐ ครั้ง) ลยะ (ชั่วระยะเวลา ๑๐ ขณะ) และมุหุตตะ (ชั่วระยะเวลา ๑๐ ขณลยะ) เป็นสภาวะสำเร็จแล้ว (นัย อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๙)

จบ อัทธากถา