arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๕

อัญญมัญญปัจจยกถา เล่ม ๓๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๑๑–๑๖๑๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๑ ในวรรคที่ ๑๕มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๕ อัญญมัญญปัจจยกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๘๒๘–๘๓๐

หน้า ๘๒๘

{๑๖๐๙} ส. กิริยาอัพยากตธรรม (สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยา) ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัยแก่กิริยาอัพยากตธรรมที่เกิดหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่ากิริยาอัพยากตธรรมที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัยแก่กิริยาอัพยากตธรรมที่เกิดหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอาเสวนปัจจัย”{๑๖๑๐} [๗๑๗] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “ความเป็นปัจจัยท่านกำหนดไว้” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. เป็นปัจจัยโดยเหตุปัจจัยก็ได้ เป็นปัจจัยโดยอารัมมณปัจจัยก็ได้ เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัยก็ได้ เป็นปัจจัยโดยสมนันตรปัจจัยก็ได้หรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ป. ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “ความเป็นปัจจัยท่านก็กำหนดไว้”

จบ ปัจจยตากถา

(๑๔๖) ๒. อัญญมัญญปัจจยกถา

ว่าด้วยเรื่องการปฏิเสธความเป็นอัญญมัญญปัจจัย

{๑๖๑๑} [๗๑๘] สกวาทีถามว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยเท่านั้น จึงมีสังขาร แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีอวิชชา” หรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นว่า อัญญมัญญปัจจัยไม่มี คือปฏิเสธความเป็นปัจจัยแก่กันและกันแห่งสภาวธรรมตามหลักปฏิจจสมุปบาท เช่นในที่นี้ เห็นว่า อวิชชาเท่านั้นเป็นปัจจัยแก่สังขาร แต่สังขารเป็นปัจจัยแก่อวิชชาไม่ได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๘)
หน้า ๘๒๙

ส. อวิชชาเกิดพร้อมกับสังขาร มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าอวิชชาเกิดพร้อมกับสังขาร ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “แม้เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีอวิชชา”{๑๖๑๒} ส. เพราะตัณหาเป็นปัจจัยเท่านั้น จึงมีอุปาทาน แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “แม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา” หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ตัณหาเกิดพร้อมกับอุปาทาน มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าตัณหาเกิดพร้อมกับอุปาทาน ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “แม้เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน แม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา”{๑๖๑๓} [๗๑๙] ป. คำที่ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชรามรณะเป็นปัจจัยจึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีภพ” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริงหรือ ?

ส. ไม่มี

ป. ถ้าอย่างนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยเท่านั้น จึงมีสังขาร ท่านไม่ควรยอมรับว่า “แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีอวิชชา” เพราะตัณหา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สกวาทีตอบว่า ไม่มี หมายถึงไม่มีคำในพระสูตรที่พระผู้ผีพระภาคเจ้าตรัสไว้เช่นนั้นโดยตรง เพียงแต่ตรัสเป็นนิทัสสนะแห่งการเทศนาในมหานิทานสูตรว่า ‘ดูก่อนอานนท์ เมื่อเธอถูกถามว่า ชรามรณะมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่ามี ถ้าเขาถามว่าชรามรณะมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีชาติเป็นปัจจัย ถ้าเขาถามว่าชรามรณะมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่ามีชาติเป็นปัจจัย’ พึงดูเทียบใน ที.ม. (แปล) ๑๐/๙๖/๗๘
หน้า ๘๓๐

เป็นปัจจัยเท่านั้น จึงมีอุปาทาน ท่านไม่ควรยอมรับว่า “แม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา”

{๑๖๑๔} ส. พระสูตรที่ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริงหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ถ้าอย่างนั้น แม้เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีอวิชชา แม้เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน แม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา

จบ อัญญมัญญปัจจยกถา

(๑๔๙) ๓. อัทธากถา

ว่าด้วยเรื่องกาลเป็นสภาวะสำเร็จแล้ว

{๑๖๑๕} [๗๒๐] สกวาทีถามว่า กาลเป็นสภาวะสำเร็จแล้วหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. กาลเป็นรูปหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูเทียบใน ที.ม. (แปล) ๑๐/๙๗/๘๐’ สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๑/๒
  2. ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นว่า กาล (อัทธา) ที่เป็นสภาวะสำเร็จแล้ว คือถูกกำหนดหรือมีความสมบูรณ์แน่นอนตายตัว มีอยู่ เพราะอาศัยกถาวัตถุสูตรที่ว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุคือเหตุแห่งคำพูดมี ๓ อย่างนี้’ (องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๙๕๕/๓๐๕) ดังนี้ เป็นต้นเป็นข้ออ้าง ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่า ไม่มีกาลใด ๆ ที่เป็นสภาวะสำเร็จแล้ว นอกจากเป็นเพียงคำบัญญัติว่ากาล (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๙)

จบ อัญญมัญญปัจจยกถา