arnon.world

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๕

ขณลยมุหุตตกถา เล่ม ๓๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๑๗–๑๖๑๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๑ ในวรรคที่ ๑๕มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๕ ขณลยมุหุตตกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๘๓๔–๘๓๕

หน้า ๘๓๔

ว่า ‘อนาคตกาลจักมีอย่างนี้’ ๑ พูดถ้อยคำปรารภถึงปัจจุบันกาลว่า ‘ปัจจุบันกาลกำลังมีอย่างนี้อยู่’ ๑ ภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุ ๓ อย่างนี้แล” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. ถ้าอย่างนั้น กาลก็ต้องเป็นสภาวะสำเร็จแล้ว

จบ อัทธากถา

(๑๔๘) ๔. ขณลยมุหุตตกถา

ว่าด้วยเรื่องขณะเป็นต้นเป็นสภาวะสำเร็จแล้ว

{๑๖๑๗} [๗๒๒] สกวาทีถามว่า ขณะเป็นสภาวะสำเร็จแล้ว ลยะเป็นสภาวะสำเร็จแล้ว มุหุตตะเป็นสภาวะสำเร็จแล้วหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. เป็นรูปหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. เป็นเวทนา ... เป็นสัญญา ... เป็นสังขาร ... เป็นวิญญาณหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๖๑๘} [๗๒๓] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “มุหุตตะเป็นสภาวะสำเร็จแล้ว” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูเทียบใน องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๙๕๕/๓๐๕
  2. ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นเกี่ยวกับส่วนย่อยของกาล คือขณะ (ชั่วระยะเวลาดีดนิ้วมือ ๑๐ ครั้ง) ลยะ (ชั่วระยะเวลา ๑๐ ขณะ) และมุหุตตะ (ชั่วระยะเวลา ๑๐ ขณลยะ) เป็นสภาวะสำเร็จแล้ว (นัย อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๙)
หน้า ๘๓๕

ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุ คือเหตุแห่งคำพูดมี ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างคืออะไรบ้าง คือ พูดถ้อยคำปรารภถึงอดีตกาลว่า ‘อดีตกาลได้มีแล้วอย่างนี้’ ๑ พูดถ้อยคำปรารภถึงอนาคตกาลว่า ‘อนาคตกาลจักมีอย่างนี้’ ๑ พูดถ้อยคำปรารภถึงปัจจุบันกาลว่า ‘ปัจจุบันกาลกำลังมีอย่างนี้อยู่’ ๑ ภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุ ๓ อย่างนี้แล” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. ถ้าอย่างนั้น มุหุตตะก็ต้องเป็นสภาวะสำเร็จแล้ว

จบ ขณลยมุหุตตกถา

(๑๔๙) ๕. อาสวกถา

ว่าด้วยเรื่องอาสวะไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ

{๑๖๑๙} [๗๒๔] สกวาทีถามว่า อาสวะ ๔ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. อาสวะ ๔ เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดาปัตติมรรค เป็นโสดาปัตติผล ... เป็นโพชฌงค์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

[๗๒๕] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “อาสวะ ๔ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ” หรือ ?

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๒ปรวาที หมายถึงพวกภิกษุนิกายเหตุวาท ซึ่งมีความเห็นว่า อาสวะ ๘ (กิเลสที่หมักดองในสันดาน ๔ อย่าง คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ และอวิชชาสวะ) ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นแย้งว่า ถ้าอาสวะ ๔ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ก็ต้องเข้าถึงลักษณะแห่งโลกุตตรธรรมมีมรรคเป็นต้น ดังนั้น จึงเป็นอารมณ์ของอาสวะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๘๐)

จบ ขณลยมุหุตตกถา