พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๕
ปัจจยตากถา เล่ม ๓๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๙๖–๑๖๑๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๑ ในวรรคที่ ๑๕มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๕ ปัจจยตากถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๘๒๓–๘๒๘
เป็นอนาคามิผล เป็นอรหัตตมรรค เป็นอรหัตตผล เป็นสติปัฏฐาน เป็นสัมมัปปธาน เป็นอิทธิบาท เป็นอินทรีย์ เป็นพละ เป็นโพชฌงค์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๕๙๕} [๗๑๐] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “ทิฏฐิเป็นอปริยาบัน” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ปุถุชน ท่านยอมรับว่า “เป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ท่านควรกล่าวว่า “เป็นผู้ปราศจากทิฏฐิ” หรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ป. ถ้าอย่างนั้น ทิฏฐิก็ต้องเป็นอปริยาบัน
จบ อปริยาปันนกถา
จบ จุททสมวรรค
รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา ๒. สฬายตนุปปัตติกถา
๓. อนันตรปัจจยกถา ๔. อริยรูปกถา
๕. อัญโญอนุสโยติกถา ๖. ปริยุฏฐานจิตตวิปปยุตตันติกถา
๗. ปริยาปันนกถา ๘. อัพยากตกถา
๙. อปริยาปันนกถา
๑๕. ปัณณรสมวรรค
(๑๔๕) ๑. ปัจจยตากถา
ว่าด้วยเรื่องความเป็นปัจจัยมีกำหนดไว้
{๑๕๑๖} [๗๑๑] สกวาทีถามว่า ความเป็นปัจจัยท่านกำหนดไว้หรือ ?
ส. วิมังสาเป็นเหตุและเป็นอธิบดีด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าวิมังสาเป็นเหตุและเป็นอธิบดีด้วย ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “เป็นปัจจัยโดยเหตุปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย”{๑๕๙๗} ส. ฉันทาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตอรรม มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าฉันทาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย”{๑๕๙๘} [๗๑๒] ส. วิริยาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นว่า ความเป็นปัจจัยแห่งสภาวธรรมมีข้อกำหนดหรือข้อจำกัดไว้ โดยอ้างเหตุผลว่าสภาวธรรมที่เป็นปัจจัยโดยเหตุปัจจัยแก่สภาวธรรมเหล่าใด ก็จะเป็นปัจจัยโดยเหตุปัจจัยแก่สภาวธรรมเหล่านั้นเท่านั้น จะไม่เป็นปัจจัยโดยอารัมมณปัจจัย อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย หรือสภาวธรรมที่เป็นปัจจัยโดยอารัมมณปัจจัย ก็จะไม่เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมเหล่านั้นโดยอนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัย หรือกล่าวง่าย ๆ คือสภาวธรรมหนี่ง ๆ มีปัจจัยเดียวเท่านั้น ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่า สภาวธรรมหนึ่ง ๆ มีปัจจัยได้หลายปัจจัย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๘)
ส. หากว่าวิริยาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย”ส. วิริยาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและเป็นอินทรีย์ด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าวิริยาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและเป็นอินทรีย์ด้วย ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอินทริยปัจจัย”{๑๕๙๙} ส. วิริยาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและเป็นองค์แห่งมรรคด้วยมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าวิริยาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและเป็นองค์แห่งมรรคด้วย ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย เป็นปัจจัยโดยมัคคปัจจัย”{๑๖๐๐} [๗๑๓] ส. จิตตาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าจิตตาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย”{๑๖๐๒} ส. จิตตาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและเป็นอาหารด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าจิตตาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและเป็นอาหารด้วย ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัย”{๑๖๐๒} ส. จิตตาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและเป็นอินทรีย์ด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าจิตตาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและเป็นอินทรีย์ด้วย ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอินทรีย์ปัจจัย”{๑๖๐๓} [๗๑๔] ส. วิมังสาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าวิมังสาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย{๑๖๐๔} ส. วิมังสาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและเป็นอินทรีย์ด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าวิมังสาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและเป็นอินทรีย์ด้วย ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอินทรีย์ปัจจัย”{๑๖๐๕} ส. วิมังสาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและเป็นองค์แห่งมรรคด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าวิมังสาธิปติเป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและเป็นองค์แห่งมรรคด้วย ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย เป็นปัจจัยโดยมัคคปัจจัย”{๑๖๐๖} [๗๑๕] ส. ปัจจเวกขณจิตทำอริยธรรมให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นเกิดขึ้นและอริยธรรมนั้นเป็นอารมณ์ด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าปัจจเวกขณจิตท่าอริยธรรมให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นเกิดขึ้นและอริยธรรมนั้นเป็นอารมณ์ด้วย ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “อริยธรรมเป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัยและเป็นปัจจัยโดยอารัมมณปัจจัย”{๑๖๐๗} [๗๑๖] ส. กุศลธรรมที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัยแก่กุศลธรรมที่เกิดหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่ากุศลธรรมที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัยแก่กุศลธรรมที่เกิดหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอาเสวนปัจจัย”{๑๖๐๘} ส. อกุศลธรรมที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัยแก่อกุศลธรรมที่เกิดหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าอกุศลธรรมที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัยแก่อกุศลธรรมที่เกิดหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอาเสวนปัจจัย”
- ๑ปัจจเวกขณจิต จิตที่เป็นเครื่องพิจารณาสภาวธรรม หมายถึงกามาวจรกุศลจิตที่สัมปยุตด้วยญาณ ๔ มหากิริยาจิตที่สัมปยุตด้วยญาณ ๔ (อภิธมฺมตฺถสังคหวิภาวินี ปริจเฉทที่ ๙ ข้อ ๕๙)
{๑๖๐๙} ส. กิริยาอัพยากตธรรม (สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยา) ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัยแก่กิริยาอัพยากตธรรมที่เกิดหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่ากิริยาอัพยากตธรรมที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัยแก่กิริยาอัพยากตธรรมที่เกิดหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอาเสวนปัจจัย”{๑๖๑๐} [๗๑๗] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “ความเป็นปัจจัยท่านกำหนดไว้” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เป็นปัจจัยโดยเหตุปัจจัยก็ได้ เป็นปัจจัยโดยอารัมมณปัจจัยก็ได้ เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัยก็ได้ เป็นปัจจัยโดยสมนันตรปัจจัยก็ได้หรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ป. ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “ความเป็นปัจจัยท่านก็กำหนดไว้”
จบ ปัจจยตากถา
(๑๔๖) ๒. อัญญมัญญปัจจยกถา
ว่าด้วยเรื่องการปฏิเสธความเป็นอัญญมัญญปัจจัย
{๑๖๑๑} [๗๑๘] สกวาทีถามว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยเท่านั้น จึงมีสังขาร แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีอวิชชา” หรือ ?
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นว่า อัญญมัญญปัจจัยไม่มี คือปฏิเสธความเป็นปัจจัยแก่กันและกันแห่งสภาวธรรมตามหลักปฏิจจสมุปบาท เช่นในที่นี้ เห็นว่า อวิชชาเท่านั้นเป็นปัจจัยแก่สังขาร แต่สังขารเป็นปัจจัยแก่อวิชชาไม่ได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๘)
จบ ปัจจยตากถา