พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๔
ปริยุฏฐาน จิตตวิปปยุตตันติกถา เล่ม ๓๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๗๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๙ ในวรรคที่ ๑๔มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๔ ปริยุฏฐาน จิตตวิปปยุตตันติกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๘๑๒–๘๑๔
{๑๕๗๗} [๗๐๑] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “อนุสัยอย่างหนึ่ง ปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ปุถุชนเมื่อจิตที่เป็นกุศลหรืออัพยากฤตเป็นไปอยู่ ท่านยอมรับว่า “เป็นผู้มีอนุสัย” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ท่านยอมรับว่า “เป็นผู้ถูกปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุม” หรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ป. ถ้าอย่างนั้น อนุสัยก็อย่างหนึ่ง ปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง
ป. ปุถุชนเมื่อจิตที่เป็นกุศลหรืออัพยากฤตเป็นไปอยู่ ท่านยอมรับว่า “เป็นผู้มีราคะ” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ท่านยอมรับว่า “เป็นผู้ถูกปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุม” หรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ป. ถ้าอย่างนั้น ราคะก็อย่างหนึ่ง ปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง
จบ อัญโญอนุสโยติกถา
(๑๔๑) ๖. ปริยุฏฐานจิตตวิปปยุตตันติกถา
ว่าด้วยเรื่องปริยุฏฐานกิเลสวิปปยุตจากจิต
{๑๕๗๘} [๗๐๒] สกวาทีถามว่า ปริยุฏฐานกิเลสวิปปยุตจากจิตหรือ ?
ส. ปริยุฏฐานกิเลสเป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ... เป็นโผฏฐัพพายตนะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ปริยุฏฐานกิเลสวิปปยุตจากจิตหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ ... จิตเป็นอกุศล จิตเศร้าหมอง ไม่มีหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. จิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ ... จิตเป็นอกุศล จิตเศร้าหมองมีอยู่ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าจิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ ... จิตเป็นอกุศล จิตเศร้าหมองมีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ปริยุฏฐานกิเลสวิปปยุตจากจิต”
จบ ปริยุฏฐานจิตตวิปปยุตตันติกถา
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอันธกะ ซึ่งมีความเห็นว่า ปริยุฏฐานกิเลสวิปปยุตจากจิต (ไม่ประกอบหรือเกิดร่วมกับจิต) โดยให้เหตุผลว่าเหล่ากิเลสมีราคะเป็นต้นย่อมเกิดขึ้นแม้แก่บุคคล ผู้มนสิการโดยอนิจจลักษณะเป็นต้น ดังที่พระเจ้าอุเทนตรัสกับพระปิณโฑลภารทวาชะว่า ‘ท่านภารทวาชะ บางครั้ง เมื่อบุคคลตั้งใจอยู่ว่า ‘เราจักมนสิการโดยความเป็นของไม่งาม’ แต่อารมณ์ย่อมมาโดยความเป็นของงามก็มี’ (สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๑๒๗/๑๔๙) ดังนี้เป็นข้ออ้าง ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่า ปริยุฏฐานกิเลสสัมปยุตกับจิต (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๖)
(๑๔๒) ๗. ปริยาปันนกถา
ว่าด้วยเรื่องราคะนับเนื่องในรูปธาตุและอรูปธาตุ
{๑๕๗๙} [๗๐๓] สกวาทีถามว่า รูปราคะนอนเนื่องอยู่ในรูปธาตุ นับเนื่องในรูปธาตุหรือ ?
ส. รูปราคะเป็นสภาวะแสวงหาสมาบัติ เป็นสภาวะแสวงหาอุบัติ เป็นสภาวะเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน กับจิตที่แสวงหาสมาบัติ กับจิตที่แสวงหาอุบัติ กับจิตที่เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. กามราคะไม่เป็นสภาวะแสวงหาสมาบัติ ไม่เป็นสภาวะแสวงหาอุบัติ ไม่เป็นสภาวะเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์เป็นอันเดียวกันกับจิตที่แสวงหาสมาบัติก็หามิได้ กับจิตที่แสวงหาอุบัติก็หามิได้ กับจิตที่เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันก็หามิได้ มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอันธกะและสมิติยะ ซึ่งมีความเห็นว่า รูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์คือรูป) และอรูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์ที่ไม่ใช่รูป) นับเนื่องในรูปธาตุ (สภาวธรรมที่เป็นรูปหรือรูปภพ ๑๖) และอรูปธาตุ (สภาวะรรมที่ไม่เป็นรูปหรืออรูปภพ ๔) โดยให้เหตุผลว่า กามราคะนอนเนื่องอยู่ในกามธาตุและจัดว่านับเนื่องในกามธาตุได้ ฉะนั้น แม้รูปราคะและอรูปราคะก็นอนเนื่องอยู่ในรูปธาตุและอรูปธาตุ จึงนับเนื่องได้ทั้งในรูปธาตุและอรูปธาตุ ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่า ราคะทั้งสิ้นนับเนื่องในกามธาตุ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๖)
จบ ปริยุฏฐาน จิตตวิปปยุตตันติกถา