arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๓

ธัมมตัณหา นทุกขสมุทโยติกถา เล่ม ๓๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๔๓–๑๕๔๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในวรรคที่ ๑๓มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๓ ธัมมตัณหา นทุกขสมุทโยติกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๗๙๑–๗๙๕

หน้า ๗๙๑

{๑๕๔๒} [๖๘๐] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. ตัณหานั้นเป็นธัมมตัณหามิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. หากว่าตัณหานั้นเป็นธัมมตัณหา ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต”

จบ ธัมมตัณหาอัพยากตาติตกถา

(๑๓๕) ๑๐. ธัมมตัณหานทุกขสมุทโยติกถา

ว่าด้วยเรื่องธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย

{๑๕๔๓} [๖๘๑] สกวาทีถามว่า ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. รูปตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สัททตัณหา ... คันธตัณหา ... รสตัณหา ... โผฏฐัพพตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาทีในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายปุพพเสลิยะ ซึ่งมีความเห็นว่า ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย (เหตุให้ทุกข์เกิด) โดยตีความตามพยัญชนะว่า เพราะเหตุที่ตัณหานั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่าธัมมตัณหา ฉะนั้น จึงไม่จัดเป็นทุกขสมุทัย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๒)
หน้า ๗๙๒

{๑๕๔๔} ส. รูปตัณหาเป็นทุกขสมุทัยหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ธัมมตัณหาเป็นทุกขสมุทัยหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. สัททตัณหา ... คันธตัณหา ... รสตัณหา ... โผฏฐัพพตัณหาเป็นทุกขสมุทัยหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ธัมมตัณหาเป็นทุกขสมุทัยหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

[๖๘๒] ส. ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ตัณหาพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นทุกขสมุทัย มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าตัณหาพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นทุกขสมุทัย ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย”{๑๕๔๕} ส. ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าความโลภพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นทุกขสมุทัย และธัมมตัณหาก็เป็นความโลภ มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

หน้า ๗๙๓

ส. หากว่าความโลภพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นทุกขสมุทัย และธัมมตัณหาก็เป็นความโลภ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย{๑๕๔๖} [๖๘๓] ส. โลภะคือธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. โลภะคือรูปตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. โลภะคือธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. โลภะคือสัททตัณหา ... คือคันธตัณหา ... คือรสตัณหา ... คือโผฏฐัพพตัณหา ไม่เป็นทุกขสมุทัย มิใช่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๕๔๗} ส. โลภะคือรูปตัณหาเป็นทุกขสมุทัยหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. โลภะคือธัมมตัณหาเป็นทุกขสมุทัยหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. โลภะคือสัททตัณหา ... คือโผฏฐัพพตัณหาเป็นทุกขสมุทัยหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. โลภะคือธัมมตัณหาเป็นทุกขสมุทัยหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๕๔๘} [๖๘๔] ส. ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

หน้า ๗๙๔

ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ตัณหาอันทำให้เกิดในภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ มีความเพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย”{๑๕๔๙} [๖๘๕] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. ตัณหานั้นเป็นธัมมตัณหา มิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. หากว่าตัณหานั้นเป็นธัมมตัณหา ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย”

จบ ธัมมตัณหานทุกขสมุทโยติกถา

จบ เตรสมวรรค

รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. กัปปัฏฐกถา ๒. กุสลจิตตปฏิลาภกถา

๓. อนันตราปยุตตกถา ๔. นิยตัสสนิยามกถา

๕. นิวุตกถา ๖. สัมมุขีภูตกถา

๗. สมาปันโนอัสสาเทติกถา ๘. อสาตราคกถา

๙. ธัมมตัณหาอัพยากตาติกถา ๑๐. ธัมมตัณหานทุกขสมุทโยติกถา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อ้างแล้ว ดูข้อ ๖๗๙ หน้า ๗๙๐ ในเล่มนี้
หน้า ๗๙๕

๑๔. จุททสมวรรค

(๑๓๖) ๑.กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา

ว่าด้วยเรื่องความสืบต่อแห่งกุศลและอกุศล

{๑๕๕๐} [๖๘๖] สกวาทีถามว่า กุศลมูลสืบต่อจากอกุศลมูลได้หรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. ความนึก ... ความตั้งใจอันใดเพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศล ความนึก ... ความตั้งใจอันนั้นแหละเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศลหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กุศลมูลสืบต่อจากอกุศลมูลได้ แต่ท่านไม่ยอมรับว่า “ความนึก ... ความตั้งใจอันใดเพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศล ความนึก ... ความตั้งใจอันนั้นแหละเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศล’’ หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่นึกอยู่ ... ไม่ตั้งใจอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกอยู่ ... ผู้ตั้งใจอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่ากุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกอยู่ ... ตั้งใจอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “กุศลมูลสืบต่อจากอกุศลมูล”{๑๕๕๑} [๖๘๗] ส. กุศลมูลสืบต่อจากอกุศลมูลได้หรือ ?

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นว่า สภาวธรรมที่เป็นกุศลกับสภาวธรรมที่เป็นอกุศลสามารถเกิดสืบต่อกันได้โดยไม่มีระหว่างคั่น (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๓)

จบ ธัมมตัณหา นทุกขสมุทโยติกถา