arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๓

กัปปัฏฐกถา เล่ม ๓๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๑๓–๑๕๑๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในวรรคที่ ๑๓มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๓ กัปปัฏฐกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๗๖๙–๗๗๒

หน้า ๗๖๙

๑๓. เตรสมวรรค

(๑๒๖) ๑. กัปปัฏฐกถา

ว่าด้วยเรื่องบุคคลผู้กัปปัฏฐะ

{๑๕๑๓} [๖๕๔] สกวาทีถามว่า บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปหรือ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. กัปดำรงอยู่ได้และพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กัปดำรงอยู่ได้และพระสงฆ์แตกกันหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กัปดำรงอยู่ได้และบุคคลผู้กัปปัฏฐะทำกรรมอันเป็นเหตุนั้นอยู่ตลอดกัปได้ด้วยหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายราชคิริกะ ซึ่งมีความเห็นว่า บุคคลผู้กัปปัฏฐะ คือผู้ทำกรรมหนักฝ่ายอกุศล (อนันตริยกรรม) เช่นทำสังฆเภท (ตายไป)หมกไหม้อยู่ในนรกตลอดกัปแม้ทั้งหมด โดยอาศัยพระสูตรที่ว่า ‘บุคคลทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันแล้วย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกตลอดกัป’ (องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๓๙/๑๐๕) ด้งนี้ เป็นข้ออ้าง ซึ่งตีความคำว่า กัป หมายถึงมหากัป (ดูเชิงอรรถเรื่องกัป ๓ แห่งอิทธิพลกถา ข้อ ๖๒๑ หน้า ๗๓๕ ในเล่มนี้) โดยคำว่า กัป ตามความเห็นของฝ่ายสกวาที หมายถึงอายุกัป (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๖๖)
หน้า ๗๗๐

ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กัปดำรงอยู่ได้และบุคคลผู้กัปปัฏฐะทำกาละได้หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

[๖๕๕] ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. พึงดำรงอยู่ตลอดกัปส่วนที่เป็นอดีต พึงดำรงอยู่ตลอดกัปส่วนที่เป็นอนาคตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ตลอดกัปหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. พึงดำรงอยู่ตลอด ๒ กัป พึงดำรงอยู่ตลอด ๓ กัป พึงดำรงอยู่ตลอด ๔ กัปหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

[๖๕๖] ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ตลอดกัปหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะเมื่อกัปถูกไฟไหม้ไป(อยู่)ที่ไหน

ป. ไปสู่โลกธาตุอื่น

ส. เป็นผู้ตายไป(เกิด)หรือเหาะไป

ป. เป็นผู้ตายไป(เกิด)

ส. กรรมอันเป็นเหตุดำรงอยู่ตลอดกัปเป็นกรรมให้ผลในภพต่อ ๆ ไปหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

หน้า ๗๗๑

ส. เหาะไปได้หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะเป็นผู้มีฤทธิ์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะเป็นผู้มีฤทธิ์หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะได้เจริญฉันทอิทธิบาท ได้เจริญวิริยอิทธิบาท ได้เจริญจิตตอิทธิบาท ได้เจริญวิมังสาอิทธิบาทหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๕๑๔} [๖๕๗] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัป” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า

“บุคคลผู้ทำลายสงฆ์ต้องเกิดในอบาย ตกนรก ดำรงอยู่ชั่วกัป บุคคลผู้ยินดีในการแตกพวก ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมเสื่อมจากธรรมกันเกษมจากโยคะ บุคคลทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันแล้วย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกตลอดกัป” ดังนี้มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้กัปปัฏฐะก็พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัป

จบ กัปปัฏฐกถา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูเทียบใน องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๓๙/๑๐๕
หน้า ๗๗๒

(๑๒๗) ๒. กุสลจิตตปฏิลาภกถา

ว่าด้วยเรื่องบุคคลผู้กัปปัฏฐะมีกุศลจิตไม่ได้

{๑๕๑๕} [๖๕๘] สกวาทีถามว่า บุคคลผู้กัปปัฏฐะไม่พึงกลับได้กุศลจิตหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงให้ทานหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าบุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงให้ทาน ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้กัปปัฏฐะไม่พึงกลับได้กุศลจิต”{๑๕๑๖} ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะไม่พึงกลับได้กุศลจิตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงให้จีวร ... พึงให้บิณฑบาต ... พึงให้เสนาสนะ ... พึงให้คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ... พึงให้ของควรเคี้ยว ... พึงให้ของกิน ... พึงให้นํ้าดื่ม ... พึงไหว้พระเจดีย์ ... พึงยกดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ขึ้นบูชาพระเจดีย์ ... พึงทำประทักษิณพระเจดีย์หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าบุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงทำประทักษิณพระเจดีย์ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้กัปปัฏฐะไม่พึงกลับได้กุศลจิต” ...

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งมีความเห็นว่า บุคคลผู้กัปปัฏฐะย่อมไม่กลับได้กุศลจิตใด ๆ ทั้งสิ้น คือไม่มีโอกาสที่กุศลจิตทุกดวงจะเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้กัปปัฏฐะ โดยไม่แยกแยะเหมือนกับความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่า บุคคลผู้กัปปัฏฐะย่อมกลับได้เฉพาะกุศลจิตที่เป็นกามาวจร (เช่น การให้ทาน รักษาศีล) เท่านั้น แต่จะไม่กลับได้กุศลจิตชั้นสูง คือมหัคคตกุศลจิตหรือโลกุตตรกุศลจิต (ไม่สามารถบรรลุฌานหรือมรรคผลได้) กล่าวง่าย ๆ คือฝ่ายปรวาทีเห็นว่า บุคคลผู้กัปปัฏฐะไม่มีวันทำคุณความดีใด ๆ ขึ้นอีกต่อไป แต่สกวาทีเห็นว่าสามารถทำกุศลขั้นหยาบได้ แต่กุศลนั้นจะไม่อำนวยผลในการปฏิสนธิ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๖๗)

จบ กัปปัฏฐกถา