พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๐
สมาทานเหตุกกถา เล่ม ๓๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๒๔–๑๔๒๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๑ ในวรรคที่ ๑๐มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๐ สมาทานเหตุกกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๗๐๘–๗๑๑
ส. สัมมาสมาธิเกิดคล้อยตามจิตหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมากัมมันตะ ... สัมมาอาชีวะเกิดคล้อยตามจิตหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น...
{๑๔๒๓} [๕๙๗] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า ‘‘ศีลไม่เกิดคล้อยตามจิต” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เมื่อศีลเกิดขึ้นแล้วดับไป บุคคลผู้มีศีลดับไปแล้วนั้นเป็นผู้ทุศีลหรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น...
ป. ถ้าอย่างนั้น ศีลก็ต้องไม่เกิดคล้อยตามจิต
จบ สีลังนจิตตานุปริวัตตีติกถา
(๑๐๓) ๙. สมาทานเหตุกกถา
ว่าด้วยเรื่องศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุเจริญได้
{๑๔๒๔} [๕๙๘] สกวาทีถามว่า ศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุเจริญได้หรือ ?
ส. ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาที่มีการสมาทานเป็นเหตุเจริญได้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นว่า ศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุ ย่อมเจริญเองได้ตามพระพุทธพจน์ที่ว่า ‘บุญย่อมเจริญทุกเมื่อ’ เพราะศึกษาความแห่งพระคาถาที่ว่า ‘ชนเหล่าใดปลูกสวนอันน่ารื่นรมย์’ เป็นต้น โดยไม่แยบคาย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๕๔)
{๑๔๒๕} ส. ศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุเจริญได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ศีลเจริญได้ดุจเถาวัลย์ ดุจเถาย่านทราย ดุจต้นไม้ ดุจต้นหญ้า ดุจแพหญ้าปล้องหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น
{๑๔๒๖} [๕๙๙] ส. ศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุเจริญได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อบุคคลสมาทานศีลแล้ว ตรึกกามวิตกอยู่ ตรึกพยาปาทวิตกอยู่ ตรึกวิหิงสาวิตกอยู่ ศีลเจริญได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มีความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ... แห่งจิต ๒ หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. มีความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ... แห่งจิต ๒ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่ดำและขาว ซึ่งเป็นข้าศึกกัน มารวมกันได้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่ดำและขาว ซึ่งเป็นข้าศึกกัน มารวมกันได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ไกลแสนไกลกันมี ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างคืออะไรบ้าง คือ
(๑) ฟ้ากับแผ่นดิน นี้เป็นสิ่งที่ไกลแสนไกลกันประการที่ ๑
... ...
เพราะฉะนั้นธรรมของสัตบุรุษจึงไกลจากธรรมของอสัตบุรุษ”
ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่ดำและขาวซึ่งเป็นข้าศึกกันมารวมกันได้”{๑๔๒๗} [๖๐๐] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “ศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุเจริญได้” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
“ชนเหล่าใดปลูกสวนไม้ดอกไม้ผล ... ชนเหล่านั้นชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมไปสู่สวรรค์” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุก็ต้องเจริญได้
จบ สมาทานเหตุกกถา
- ๑พึงดูเทียบใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๔๗/๘๓ (อ้างแล้ว หน้า ๕๕๗ ในเล่มนี้)
- ๒พึงดูเทียบใน สํ.ส. (แปล) ๑๕/๔๗/๕๘ (อ้างแล้ว หน้า ๕๕๗ ในเล่มนี้)
(๑๐๔) ๑๐. วิญญัตติสีลันติกถา
ว่าด้วยเรื่องวิญญัติเป็นศีล
{๑๔๒๘} [๖๐๑] สกวาทีถามว่า วิญญัติเป็นศีลหรือ ?
ส. เป็นเจตนาเครื่องเว้นจากการฆ่าสัตว์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. เป็นเจตนาเครื่องเว้นจากการลักทรัพย์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. เป็นเจตนาเครื่องเว้นจากการประพฤติผิดในกามหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. เป็นเจตนาเครื่องเว้นจากการพูดเท็จหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. เป็นเจตนาเครื่องเว้นจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. การกราบไหว้เป็นศีล การลุกรับเป็นศีล การทำอัญชลีเป็นศีล สามีจิกรรมเป็นศีล การให้อาสนะเป็นศีล การให้ที่นอนเป็นศีล การให้
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะและสมิติยะ ซึ่งมีความเห็นว่า วิญญัติรูปเป็นศีล โดยกำหนดว่าพฤติกรรมที่แสดงออกทางกายชื่อว่ากายวิญญัติรูป พฤติกรรมที่แสดงออกทางวาจาชื่อว่าวจีวิญญัติรูป ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่า วิรัติคือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นทางกายและวาจาชื่อว่าศีล รูปธรรมไม่จัดเป็นศีล (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๕๔)
จบ สมาทานเหตุกกถา