arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย · วังคีสสังยุต

๕. สุภาษิตสูตร เล่ม ๑๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๓๘–๗๔๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๒ ในวังคีสสังยุตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต สุภาษิตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๕ หน้า ๓๑๙–๓๒๑

หน้า ๓๑๙

ท่านจงเห็นสังขารทั้งหลายโดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ และอย่าเห็นโดยความเป็นของมีตัวตน ท่านจงดับราคะอันแรงกล้าเสีย อย่าให้เผาผลาญบ่อย ๆ เลยท่านจงอบรมจิตให้จิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว ให้ตั้งมั่น ด้วยดีด้วยการบำเพ็ญอสุภกรรมฐาน จงมีสติระลึกไปในกาย เป็นผู้มากด้วยความเบื่อหน่ายเถิด

ท่านจงเจริญอนิมิตตวิปัสสนา และจงถอนมานานุสัยเสีย เพราะรู้ทันและละมานะได้ ท่านก็จักเป็นผู้สงบเที่ยวไป

๕. สุภาสิตสูตร

ว่าด้วยวาจาสุภาษิตประกอบด้วยองค์ ๔

{๗๓๘} [๒๑๓] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วาจาที่ประกอบด้วยองค์ประกอบ ๔ ประการ เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษ ทั้งวิญญูชนทั้งหลายไม่ตำหนิ องค์ประกอบ ๔ ประการนั้นคืออะไรบ้าง คือดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

๑. ย่อมกล่าวแต่วาจาที่เป็นสุภาษิตเท่านั้น ไม่กล่าววาจาที่เป็นทุพภาษิต

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อนิมิตตวิปัสสนา หมายถึงวิปัสสนาที่เพิกถอนนิมิตทั้งหลายมีนิมิตว่าเที่ยงเป็นต้น (สํ.ส.อ. ๒๕๘)
หน้า ๓๒๐

๒. ย่อมกล่าวแต่วาจาที่เป็นธรรมเท่านั้น ไม่กล่าววาจาที่ไม่เป็นธรรม

๓. ย่อมกล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รักเท่านั้น ไม่กล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก

๔. ย่อมกล่าวแต่วาจาจริงเท่านั้น ไม่กล่าววาจาเท็จ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วาจาอันประกอบด้วยองค์ประกอบ ๔ ประการ เหล่านี้แลเป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษ ทั้งวิญญูชนทั้งหลายไม่ตำหนิ”

{๗๓๙} พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบแล้ว จึง ได้ตรัสพระคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

สัตบุรุษทั้งหลายกล่าววาจาสุภาษิตว่าเป็นสุดยอด บุคคลพึงกล่าววาจาที่เป็นธรรม ไม่พึงกล่าววาจาที่ไม่เป็นธรรม นี้เป็นข้อที่ ๒ พึงกล่าววาจาอันเป็นที่รัก ไม่พึงกล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก นี้เป็นข้อที่ ๓ พึงกล่าววาจาจริง ไม่พึงกล่าววาจาเท็จ นี้เป็นข้อที่ ๔ทันใดนั้นแล ท่านพระวังคีสะลุกจากอาสนะ ห่มผ้าเฉวียงบ่าประนมมือ ไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์ ข้าแต่ พระสุคตเจ้า เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนวังคีสะ เนื้อความนี้จงแจ่มแจ้ง เฉพาะเธอเถิด”

{๗๔๐} ลำดับนั้นแล ท่านพระวังคีสะได้ทูลสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย คาถาอันไพเราะในที่เฉพาะพระพักตร์ว่า

หน้า ๓๒๑

บุคคลพึงกล่าวแต่วาจาที่ไม่เป็นเหตุให้ตัวเองเดือดร้อน และไม่เป็นเหตุเบียดเบียนผู้อื่นวาจานั้นเป็นวาจาสุภาษิตแท้

บุคคลพึงกล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รัก ที่คนทั้งหลายชื่นชอบเท่านั้น ไม่ยึดถือเอาคำชั่วหยาบของผู้อื่น กล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รักแก่คนอื่น

คำสัตย์แลเป็นสิ่งไม่ตาย ธรรมนี้เป็นของเก่า สัตบุรษทั้งหลายเป็นผู้ดำรงมั่นอยู่ ในคำสัตย์ทั้งที่เป็นอรรถและเป็นธรรม

พระพุทธเจ้าตรัสพระวาจาใดซึ่งเป็นวาจาเกษมเพื่อให้ถึงพระนิพพาน เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ พระวาจานั้นแลสูงสุดกว่าวาจาทั้งหลาย

๖. สารีปุตตสูตร

ว่าด้วยพระวังคีสะสรรเสริญพระสารีบุตร

{๗๔๑} [๒๑๔] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตรชี้แจงภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาอันเป็นวาจาของชาวเมือง นุ่มนวล ไม่มีโทษ ไม่เคลื่อนคลาดสามารถทำให้ผู้ฟังรู้เนื้อความได้แจ่มแจ้งฝ่ายภิกษุเหล่านั้นก็ใส่ใจทำให้เป็นประโยชน์ กำหนดไว้ด้วยจิตทั้งปวงเงี่ยโสตลงฟังธรรมอยู่

จบ ๕. สุภาษิตสูตร