พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย · วังคีสสังยุต
๒. อรติสูตร เล่ม ๑๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๓๐–๗๓๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๒ ในวังคีสสังยุตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ทุติยํ อรติสุตฺตํ
อรติสูตรที่ ๒
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต อรติสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
เอกํ สมยํ อายสฺมา วงฺคีโส อาฬวิยํ วิหรติ อคฺคาฬเว เจติเย อายสฺมตา นิโคฺรธกปฺเปน อุปชฺฌาเยน สทฺธึ ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา นิโคฺรธกปฺโป ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต วิหารํ ปวิสติ สายํ วา นิกฺขมติ อปรชฺชุ วา กาเล ฯ
สมัยหนึ่ง ท่านวังคีสะ อยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ เขตเมืองอาฬวีกับท่านพระ
นิโครธกัปปะผู้เป็นอุปัชฌาย์ โดยสมัยนั้นแล ท่านพระนิโครธกัปปะกลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัต ย่อมเข้าไปสู่วิหาร ย่อมออกในเวลาเย็นบ้างในวันรุ่งขึ้นหรือในเวลาภิกษาจารบ้าง ฯ
เตน โข ปน สมเยน อายสฺมโต วงฺคีสสฺส อนภิรติ อุปฺปนฺนา โหติ ราโค จิตฺตํ อนุทฺธํเสติ ฯ อถ โข อายสฺมโต วงฺคีสสฺส เอตทโหสิ อลาภา วต เม น วต เม ลาภา ทุลฺลทฺธํ วต เม น วต เม สุลทฺธํ ยสฺส เม อนภิรติ อุปฺปนฺนา ราโค จิตฺตํ อนุทฺธํเสติ ตํ กุเตตฺถ ลพฺภา ยํ เม ปเร อนภิรตึ วิโนเทตฺวา อภิรตึ อุปฺปาเทยฺยุํ ยนฺนูนาหํ อตฺตนาว อตฺตโน อนภิรตึ วิโนเทตฺวา อภิรตึ อุปฺปาเทยฺยนฺติ ฯ
๑ ม. เอตโต ฯ ยุ. เอตฺตโต ฯ ๒ ม. ยุ. ปาปิม ฯ
ก็โดยสมัยนั้นแล ความกระสันย่อมบังเกิดขึ้น ความกำหนัดย่อมรบกวนจิต
ของท่านพระวังคีสะ ลำดับนั้น ท่านพระวังคีสะมีความคิดดังนี้ว่าไม่เป็นลาภของเราหนอ ไม่ใช่ลาภของเราหนอ เราได้ชั่วเสียแล้วหนอ เราไม่ได้ดีเสียแล้วหนอ ที่เราเกิดความกระสันขึ้นแล้วที่ความกำหนัดรบกวนจิตเรา เราจะได้เหตุที่คนอื่นๆ จะพึงบรรเทาความกระสันแล้วยังความยินดีให้เกิดขึ้นแก่เราในความกำหนัดที่เกิดขึ้นแล้วนี้แต่ที่ไหน อย่ากระนั้นเลย เราพึงบรรเทาความกระสันแล้ว ยังความยินดีให้เกิดขึ้นแก่ตนด้วยตนเองเถิด ฯ
อถ โข อายสฺมา วงฺคีโส อตฺตนาว อตฺตโน อนภิรตึ วิโนเทตฺวา อภิรตึ อุปฺปาเทตฺวา ตายํ เวลายํ อิมา คาถาโย อภาสิ
อรติญฺจ รติญฺจ ปหาย
สพฺพโส เคหสิตญฺจ วิตกฺกํ
วนถํ น กเรยฺย กุหิญฺจิ
นิพฺพนโถ อนโต ๑ ส หิ ภิกฺขุ
ยมิธ ปฐวิญฺจ เวหาสํ
รูปคตญฺจ ชคโตคธํ
กิญฺจิ ปริชิยฺยติ สพฺพมนิจฺจํ
เอวํ สเมจฺจ จรนฺติ มุตตฺตา
อุปธีสุ ชนา คธิตาเส
ทิฏฺฐสุเต ปฏิเฆ จ มุเต จ
เอตฺถ วิโนทย ฉนฺทมเนโช
โย เอตฺถ น ลิมฺปติ ตํ มุนิมาหุ
อถ สฏฺฐิสิตา ๒ สวิตกฺกา ๓
ปุถุชฺชนตาย อธมฺมนิวิฏฺฐา ๔
น จ วฏฺฏคตสฺส ๕ กุหิญฺจิ
โน ปน ทุฏฺฐุลฺลภาณี ส ภิกฺขุ
ทพฺโพ จิรรตฺตสมาหิโต
อกุหโก นิปโก อปิหาลุ
สนฺตํ ปทํ อชฺฌคมา มุนิ ปฏิจฺจ
ปรินิพฺพุโต กงฺขติ กาลนฺติ ฯ
๑ ม. อรโต ฯ ๒ ม. สฏฺฐินิสฺสิตา ฯ ยุ. สฏฺฐิตสิตา ฯ ๓ ยุ. วิตกฺกา ฯ
๔ ม. ยุ. อธมฺมา ฯ ๕ ม. ยุ. วคฺคคตสฺส ฯ
ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะบรรเทาความกระสันแล้ว ยังความยินดี
ให้เกิดขึ้นแก่ตนด้วยตนเอง ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่าบุคคลใดละความไม่ยินดี (ในศาสนา) และความยินดี (ในกามคุณทั้งหลาย) และวิตกอันอาศัยเรือนโดยประการทั้งปวงแล้ว ไม่พึงทำป่าใหญ่คือกิเลสในอารมณ์ไหนๆ เป็นผู้ไม่มีป่าคือกิเลส เป็นผู้ไม่น้อมใจไปแล้ว ผู้นั้นแลชื่อว่าเป็นภิกษุ ฯ
รูปอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้ ที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินก็ดี ทั้งตั้งอยู่ในเวหาสก็ดี ที่อยู่ในแผ่นดินก็ดี ย่อมทรุดโทรม เป็นของไม่เที่ยงทั้งหมด บุคคลทั้งหลายผู้สำนึกตน ย่อมถึงความตกลงอย่างนี้เที่ยวไป ฯ
ชนทั้งหลายเป็นผู้ติดแล้ว ในอุปธิทั้งหลายคือ ในรูปอันตนเห็นแล้ว
ในเสียงอันตนได้ฟังแล้ว ในกลิ่นและรสอันตนได้กระทบแล้ว และในโผฏฐัพพารมณ์อันตนรู้แล้ว ท่านจงบรรเทาความพอใจในกามคุณ ๕เหล่านั้น เป็นผู้ไม่หวั่นไหวบุคคลใดไม่ติดอยู่ในกามคุณ ๕ เหล่านั้นบัณฑิตทั้งหลายเรียกบุคคลนั้นว่า เป็นมุนี ฯ
วิตกของคนทั้งหลายอาศัยปิยรูปสาตรูป ๖๐ เป็นอันมาก ตั้งลงแล้วโดยไม่เป็นธรรมในหมู่ปุถุชน บุคคลไม่พึงถึงวังวนกิเลสในอารมณ์ไหนๆ และบุคคลผู้ไม่พูดจาชั่วหยาบ จึงชื่อว่าเป็นภิกษุ ฯ
บัณฑิตผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วตลอดกาลนาน ผู้ไม่ลวงโลก ผู้มีปัญญาแก่กล้าผู้ไม่ทะเยอทะยาน เป็นมุนี ผู้ถึงบทอันระงับแล้ว อาศัยพระนิพพานเป็นผู้ดับกิเลสได้แล้ว ย่อมรอคอยกาล (เป็นที่ปรินิพพาน) ดังนี้ ฯ
จบ ๒. อรติสูตร