arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย · วังคีสสังยุต

๓. เปสลาติมัญญนาสูตร เล่ม ๑๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๓๓–๗๓๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๒ ในวังคีสสังยุตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ตติยํ เปสลาติมญฺญนาสุตฺตํ

เปสลาติมัญญนาสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต เปสลาติมัญญนาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกํ สมยํ อายสฺมา วงฺคีโส อาฬวิยํ วิหรติ อคฺคาฬเว เจติเย อายสฺมตา นิโคฺรธกปฺเปน อุปชฺฌาเยน สทฺธึ ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา วงฺคีโส อตฺตโน ปฏิภาเณน อญฺเญ เปสเล ภิกฺขู อติมญฺญติ ฯ อถ โข อายสฺมโต วงฺคีสสฺส เอตทโหสิ อลาภา วต เม น วต เม ลาภา ทุลฺลทฺธํ วต เม น วต เม สุลทฺธํ ยฺวาหํ อตฺตโน ปฏิภาเณน อญฺเญ เปสเล ภิกฺขู อติมญฺญามีติ ฯ

ฉบับหลวง

สมัยหนึ่ง ท่านพระวังคีสะอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ เขตเมืองอาฬวี กับท่านพระนิโครธกัปปะผู้อุปัชฌาย์ ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระวังคีสะนึกดูหมิ่นภิกษุทั้งหลาย ผู้มีศีลเป็นที่รักเหล่าอื่น ด้วยปฏิภาณของตน ฯ

ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะมีความคิดดังนี้ว่า ไม่เป็นลาภของเราหนอ ไม่ใช่ลาภของเราหนอ เราได้ชั่วเสียแล้วหนอ เราไม่ได้ดีเสียแล้วหนอ ที่เราดูหมิ่นภิกษุทั้งหลาย ผู้มีศีลเป็นที่รักเหล่าอื่น ด้วยปฏิภาณของตน ดังนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข อายสฺมา วงฺคีโส อตฺตนาว อตฺตโน วิปฺปฏิสารํ อุปฺปาเทตฺวา ตายํ เวลายํ อิมา คาถาโย อภาสิ

มานสํ ๑ ชหสฺสุ โคตม

มานปถมิธ ชหสฺสุ

อเสสํ มานปถมิธ มุญฺจิโต ๒

วิปฺปฏิสารีหุวา จิรรตฺตํ

มกฺเขน มกฺขิตา ปชา

มานหตา นิรยํ ปปตนฺติ

โสจนฺติ ชนา จิรรตฺตํ

มานหตา นิรยํ อุปปนฺนา

น หิ โสจติ ภิกฺขุ กทาจิ

มคฺคชิโน สมฺมาปฏิปนฺโน

กิตฺติญฺจ สุขญฺจ อนุโภติ

ธมฺมทโสติ ๑ ตมาหุ ตถตฺตํ ๒

ตสฺมา อขีโลธ ปธานวา

นีวรณานิ ปหาย วิสุทฺโธ

มานญฺจ ปหาย อเสสํ

วิชฺชายนฺตกโร สมิตาวีติ ฯ

๑ ม. ยุ. มานํ ฯ ๒ ม. ยุ. มานปถสฺมึ สมุจฺฉิโต ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะยังความวิปฏิสารให้เกิดขึ้นแก่ตนด้วยตนเองแล้วได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า

ดูกรท่านผู้เป็นสาวกของพระโคดม ท่านจงละมานะเสียท่านจงละหนทางแห่งมานะในโลกนี้เสีย อย่าให้มีส่วนเหลือได้ (เพราะ) หมู่สัตว์ผู้อันความลบหลู่ทำให้มัวหมอง แล้วย่อมเป็นผู้มีความเดือดร้อนตลอดกาลนาน สัตว์ทั้งหลายผู้อันมานะกำจัดแล้วย่อมตกนรก ชนทั้งหลายผู้อันมานะกำจัดแล้ว เข้าถึงนรกแล้ว ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน ภิกษุผู้ชำนะกิเลสด้วยมรรคเป็นผู้ปฏิบัติชอบ ย่อมไม่เศร้าโศกเลยในกาลไหนๆย่อมได้รับเกียรติคุณและความสุข บัณฑิตทั้งหลายย่อมเรียกภิกษุผู้เช่นนั้นว่า เป็นผู้เห็นธรรม เพราะฉะนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่มีกิเลสเพียงตะปูเครื่องตรึงใจในโลกนี้ เป็นผู้มีความเพียรจงละนิวรณ์ทั้งหลายเสียเป็นผู้บริสุทธิ์ และละมานะอย่าให้มีส่วนเหลือแล้ว ทำที่สุดแห่งกิเลสด้วยวิชชา เป็นผู้สงบระงับ ดังนี้ ฯ

จบ ๓. เปสลาติมัญญนาสูตร