พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย · วนสังยุต
๑๓. ปากตินทริยสูตร เล่ม ๑๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๙๓–๗๙๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๓/๑๔ ในวนสังยุตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
เตรสมํ ปากตินฺทฺริยสุตฺตํ
ปากตินทริยสูตรที่ ๑๓
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต ปากตินทริยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
เอกํ สมยํ สมฺพหุลา ภิกฺขู โกสเลสุ วิหรนฺติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ อุทฺธตา อุนฺนฬา จปลา มุขรา วิกิณฺณวาจา มุฏฺฐสฺสติโน อสมฺปชานา อสมาหิตา วิพฺภนฺตจิตฺตา ปากตินฺทฺริยา ฯ
๑ ยุ. โภ ฯ ๒ ยุ. มชฺชสิ ฯ ๓ ม. ยุ. ปาโมชฺชพหุโล ฯ ๔ ม. สนฺนิสีเวสุ ฯ
สมัยหนึ่ง ภิกษุมากด้วยกัน พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งในแคว้นโกศลล้วนเป็นผู้ฟุ้งซ่าน เห่อเหิม ขี้โอ่ ปากกล้า พูดเหลวไหลมีสติฟั่นเฟือน ไม่รู้สึกตน ไม่หนักแน่น จิตไม่มั่นคง มีอินทรีย์อันเปิดเผย ฯ
อถ โข ยา ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวตฺถา เทวตา เตสํ ภิกฺขูนํ อนุกมฺปิกา อตฺถกามา เต ภิกฺขู สํเวเชตุกามา เยน เต ภิกฺขู เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เต ภิกฺขู คาถาหิ อชฺฌภาสิ
สุขชีวิโน ปุเร อาสุํ ภิกฺขู โคตมสาวกา
อนิจฺฉา ปิณฺฑํ เอสนา อนิจฺฉา สยนาสนํ
โลเก อนิจฺจตํ ญตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ อกํสุ เต
ทุปฺโปสํ กตฺวา อตฺตานํ คาเม คามณิกา วิย
ภุตฺวา ภุตฺวา นิปชฺชนฺติ ปราคาเรสุ มุจฺฉิตา
สงฺฆสฺส อญฺชลึ กตฺวา อิเธกจฺเจ วทามหํ
อปวิฏฺฐา ๑ อนาถา เต ยถา เปตา ตเถว เต
เย โข ปมตฺตา วิหรนฺติ เต เม สนฺธาย ภาสิตํ
เย อปฺปมตฺตา วิหรนฺติ นโม เตสํ กโรมหนฺติ ฯ
อถ โข เต ภิกฺขู ตาย เทวตาย สํเวชิตา สํเวคมาปาทุนฺติ ฯ
ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น มีความเอ็นดู ใคร่ประโยชน์แก่ภิกษุเหล่านั้นหวังจะให้พวกเธอสังเวชจึงเข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะพวกเธอด้วยคาถาว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นสาวก ของพระสมณโคดมในกาลก่อน มีปกติเป็นอยู่ง่าย ไม่มักได้ แสวงหาบิณฑบาต [ตามได้] ไม่มักได้แสวงหาเสนาสนะ[ตามได้] ท่านเหล่านั้นรู้ความไม่เที่ยงในโลกแล้ว ได้กระทำที่สุดแห่งทุกข์แล้ว [ส่วนพวกท่าน] ทำตนให้เป็นผู้เลี้ยงยาก ประดุจผู้เอาเปรียบชาวบ้านในบ้าน กินแล้วๆ ก็นอนหมกมุ่นอยู่ในเรือนของคนอื่น เราขอกระทำอัญชลีแก่พระสงฆ์แล้วขอกล่าวถึงภิกษุที่ควรกล่าวบางพวกในพระศาสนานี้ ท่านเหล่านั้นถูกเขาทอดทิ้งหาที่พึ่งมิได้ เหมือนอย่างคนที่ตายแล้ว ถูกเขาทอดทิ้งไว้ในป่าช้า ฉะนั้น เรากล่าวหมายถึงภิกษุจำพวกที่เป็นผู้ประมาทอยู่ แต่ท่านเหล่าใดเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ เราขอกระทำการนอบน้อมแก่ท่านเหล่านั้น ฯ
ลำดับนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้อันเทวดานั้นให้สังเวชถึงซึ่งความสลดใจแล้วแล ฯ
จบ ๑๓. ปากตินทริยสูตร