พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · ปารายนวรรค
วัตถุกถา เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๒๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๗ ในปารายนวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
สุตฺตนิปาเต ปญฺจโม ปารายนวคฺโค
วตฺถุกถา
สุตตนิบาต ปรายนวรรคที่ ๕
วัตถุกถา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค วัตถุกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
โกสลานํ ปุรา รมฺมา อคฺคมา ทกฺขิณาปถํ
อาจิญฺญํ ปตฺถยาโน พฺราหฺมโณ มนฺตปารคู ฯ
โส อสฺสกสฺส วิสเย มุฬกสฺส สมาสเน
วสี โคธาวรีกุเล อุญฺเฉน จ ผเลน จ ฯ
ตสฺเสว อุปนิสฺสาย คาโม จ วิปุโล อหุ
ตโต ชาเตน อาเยน มหายญฺญมกปฺปยิ
มหายญฺญํ ยชิตฺวาน ปุน ปาวิสิ อสฺสมํ ฯ
ตสฺมึ ปติปวิฏฺฐมฺหิ อญฺโญ อาคญฺฉิ พฺราหฺมโณ
อุคฺฆฏฺฏปาโท ตสิโต ปงฺกทนฺโต รชสฺสิโร
โส จ นํ อุปสงฺกมฺม สตานิ ปญฺจ ยาจติ ฯ
ตเมนํ พาวรี ทิสฺวา อาสเนน นิมนฺตยิ
สุขญฺจ กุสลํ ปุจฺฉิ อิทํ วจนมพฺรวิ
ยํ โข มมํ เทยฺยธมฺมํ สพฺพํ วิสชฺชิตมฺมยา
อนุชานาหิ เม พฺรเหฺม นตฺถิ ปญฺจ สตานิ เม ฯ
สเจ เม ยาจมานสฺส ภวํ นานุปทสฺสติ
สตฺตเม ทิวเส ตุยฺหํ มุทฺธา ผลตุ สตฺตธา ฯ
อภิสงฺขริตฺวา กุหโก เภรวํ โส อกิตฺตยิ
ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา พาวรี ทุกฺขิโต อหุ
อุสฺสุสฺสติ อนาหาโร โสกสลฺลสมปฺปิโต
อโถปิ เอวํจิตฺตสฺส ๑ ฌาเน น รมตี มโน ฯ
อุตฺรสตํ ทุกฺขิตํ ทิสฺวา เทวตา อตฺถกามินี
พาวรึ อุปสงฺกมฺม อิทํ วจนมพฺรวิ
น โส มุทฺธํ ปชานาติ กุหโก โส ธนตฺถิโก
มุทฺธนิ มุทฺธาธิปาเต จ ๒ ญาณํ ตสฺส น วิชฺชติ ฯ
โภตี จรหิ ชานาติ ตมฺเม อกฺขาหิ ปุจฺฉิตา
มุทฺธํ มุทฺธาธิปาตญฺจ ตํ สุโณม วโจ ตว ฯ
อหมฺเปตํ ๓ น ชานามิ ญาณเมตฺถ ๔ น วิชฺชติ
มุทฺธํ มุทฺธาธิปาโต จ ชินานํ เหต ๕ ทสฺสนํ ฯ
อถ โก จรหิ ชานาติ อสฺมึ ปฐวิมณฺฑเล
มุทฺธํ มุทฺธาธิปาตญฺจ ตํ เม อกฺขาหิ เทวเต ฯ
ปุรา กปิลวตฺถุมฺหา นิกฺขนฺโต โลกนายโก
อปจฺโจ โอกฺกากราชสฺส สกฺยปุตฺโต ปภงฺกโร ฯ
โส หิ พฺราหฺมณ สมฺพุทฺโธ สพฺพธมฺมาน ปารคู
สพฺพาภิญฺญาพลปฺปตฺโต สพฺพธมฺเมสุ จกฺขุมา
สพฺพกมฺมกฺขยํ ปตฺโต วิมุตฺโต อุปธิกฺขเย ๖
พุทฺโธ โส ภควา โลเก ธมฺมํ เทเสสิ จกฺขุมา
ตํ ตฺวํ คนฺตฺวาน ปุจฺฉสฺสุ โส เต ตํ พฺยากริสฺสติ ฯ
สมฺพุทฺโธติ วโจ สุตฺวา อุทคฺโค พาวรี อหุ
โสกสฺส ตนุโก อาสิ ปีติญฺจ วิปุลํ ลภิ ฯ
โส พาวรี อตฺตมโน อุทคฺโค
ตํ เทวตํ ปุจฺฉติ เวทชาโต
กตมมฺหิ ๑ คาเม นิคมมฺหิ วา ปน
กตมมฺหิ วา ชนปเท โลกนาโถ
ยตฺถ คนฺตฺวา นมสฺเสมุ
สมฺพุทฺธํ ทิปทุตฺตมํ ฯ
สาวตฺถิยํ โกสลมนฺทิเร ชิโน
ปหูตปญฺโญ วรภูริเมธโส
โส สกฺยปุตฺโต วิธุโร อนาสโว
มุทฺธาธิปาตสฺส วิทู นราสโภ ฯ
ตโต อามนฺตยิ สิสฺเส พฺราหฺมเณ มนฺตปารเค ๒
เอถ มาณวา อกฺขิสฺสํ สุโณถ วจนํ มม
ยสฺเสโส ทุลฺลโภ โลเก ปาตุภาโว อภิณฺหโส
สฺวาชฺช โลกมฺหิ อุปฺปนฺโน สมฺพุทฺโธ อิติ วิสฺสุโต
ขิปฺปํ คนฺตฺวาน สาวตฺถึ ปสฺสโวฺห ทิปทุตฺตมํ ฯ
กถํ จรหิ ชาเนมุ ทิสฺวา พุทฺโธติ พฺราหฺมณ
อชานตํ โน ปพฺรูหิ ยถา ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ
อาคตานิ หิ มนฺเตสุ มหาปุริสลกฺขณา
ทฺวตฺตึสา จ พฺยกฺขฺยาตา ๑ สมตฺตา อนุปุพฺพโส ฯ
ยสฺเสเต โหนฺติ คตฺเตสุ มหาปุริสลกฺขณา
ทุเวว ตสฺส ๒ คติโย ตติยา หิ น วิชฺชติ
สเจ อคารํ อาวสติ ๓ วิเชยฺย ปฐวึ อิมํ
อทณฺเฑน อสตฺเถน ธมฺเมน มนุสาสติ
สเจ จ โส ปพฺพชติ อคารา อนคาริยํ
วิวฏจฺฉโท สมฺพุทฺโธ อรหา ภวติ อนุตฺตโร ฯ
ชาติโคตฺตญฺจ ลกฺขณํ มนฺเต สิสฺเส ปุนาปเร
มุทฺธํ มุทฺธาธิปาตญฺจ มนสา เยว ปุจฺฉถ ฯ
อนาวรณทสฺสาวี ยทิ พุทฺโธ ภวิสฺสติ
มนสา ปุจฺฉิเต ปเญฺห วาจาย วิสชฺเชสฺสติ ฯ
พาวริสฺส วโจ สุตฺวา สิสฺสา โสฬส พฺราหฺมณา
อชิโต ติสฺสเมตฺเตยฺโย ปุณฺณโก อถ เมตฺตคู
โธตโก อุปสีโว จ นนฺโท จ อถ เหมโก
โตเทยฺยกปฺปา ทุภโย ชตุกณฺณี จ ปณฺฑิโต
ภทฺราวุโธ อุทโย จ โปสาโล จาปิ พฺราหฺมโณ
โมฆราชา จ เมธาวี ปิงฺคิโย จ มหาอิสิ
ปจฺเจกคณิโน สพฺเพ สพฺพโลกสฺส วิสฺสุตา
ฌายี ฌานรตา ธีรา ปุพฺพวาสนวาสิตา
พาวรึ อภิวาเทตฺวา กตฺวา จ นํ ปทกฺขิณํ
ชฏาชินธรา สพฺเพ ปกฺกามม อุตฺตรามุขา
มุฬกสฺส ๑ ปติฏฺฐานํ ปุรํ ๒ มาหิสฺสตึ ตทา
อุชฺเชนึ จาปิ โคนทฺธํ เวทิสํ วนสวฺหยํ
โกสมฺพึ วาปิ สาเกตํ สาวตฺถิญฺจ ปุรุตฺตมํ
เสตพฺยํ กปิลวตฺถุํ กุสินารญฺจ มนฺทิรํ
ปาวญฺจ โภคนครํ เวสาลึ มาคธํ ปุรํ
ปาสาณกํ เจติยญฺจ รมณียํ มโนรมํ
ตสิโตว อุทกํ ๓ สีตํ มหาลาภํว วาณิโช
ฉายํ ฆมฺมาภิตตฺโต จ ตุริตา ปพฺพตมารุหุํ ฯ
ภควา จ ตมฺหิ สมเย ภิกฺขุสงฺฆปุรกฺขโต
ภิกฺขูนํ ธมฺมํ เทเสติ สีโหว นทตี วเน ฯ
อชิโต อทฺทส สมฺพุทฺธํ วีตรํสึว ภาณุมํ
จนฺทํ ยถา ปณฺณรเส ปาริปูรึ อุปาคตํ ฯ
อถสฺส คตฺเต ทิสฺวาน ปริปูรํ ๔ วิยญฺชนํ
เอกมนฺตํ ฐิโต หฏฺโฐ มโนปเญฺห อปุจฺฉถ
อาทิสฺส ชมฺมนํ พฺรูหิ โคตฺตํ พฺรูหิ สลกฺขณํ
มนฺเตสุ ปารมึ พฺรูหิ กตี วาเจติ พฺราหฺมโณ ฯ
วีสํ วสฺสสตํ อายุ โส จ โคตฺเตน พาวรี
ตีณิสฺส ๕ ลกฺขณา คตฺเต ติณฺณํ เวทานปารคู
ลกฺขเณ อิติ หาเส จ สนิฆณฺฑุสเกฏุเภ
ปญฺจ สตานิ วาเจติ สทฺธมฺเม ปารมึ คโต ฯ
ลกฺขณานํ ปวิจยํ พาวริสฺส นรุตฺตม
ตณฺหจฺฉิท ๑ ปกาเสหิ มา โน กงฺขายิตํ อหุ ฯ
มุขํ ชิวฺหาย ฉาเทติ อุณฺณาสฺส ภมุกนฺตเร
โกโสหิตํ วตฺถคุยฺหํ เอวํ ชานาหิ มาณว ฯ
ปุจฺฉํ หิ กญฺจิ ๒ อสุณนฺโต สุตฺวา ปเญฺห พฺยากเต
วิจินฺเตติ ชโน สพฺโพ เวทชาโต กตญฺชลี
โก นุ เทโว วา พฺรหฺมา วา อินฺโท วาปิ สุชมฺปติ
มนสา ปุจฺฉิเต ปเญฺห กเมตํ ปฏิภาสติ ฯ
มุทฺธํ มุทฺธาธิปาตญฺจ พาวรี ปริปุจฺฉติ
ตํ พฺยากโรหิ ภควา กงฺขํ วินย โน อิเส ฯ
อวิชฺชา มุทฺธาติ วิชานาหิ ๓ วิชฺชา มุทฺธาธิปาตนี
สทฺธาสติสมาธีหิ ฉนฺทวิริเยน สํยุตา ฯ
ตโต เวเทน มหตา สณฺฐมฺเภตฺวาน มาณโว
เอกํสํ อชินํ กตฺวา ปาเทสุ สิรสา ปติ
พาวรี พฺราหฺมโณ โภโต สห สิสฺเสหิ มาริส
อุทคฺคจิตฺโต สุมโน ปาเท วนฺทติ จกฺขุม ฯ
สุขิโต พาวรี โหตุ สห สิสฺเสหิ พฺราหฺมโณ
ตฺวํ วาปิ ๔ สุขิโต โหหิ จิรํ ชีวาหิ มาณว ฯ
พาวริสฺส จ ตุยฺหํ วา สพฺเพสํ สพฺพสํสยํ
กตาวกาสา ปุจฺฉโวฺห ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉถ
สมฺพุทฺเธน กโตกาโส นิสีทิตฺวาน ปญฺชลี
อชิโต ปฐมํ ปญฺหํ ตตฺถ ปุจฺฉิ ๑ ตถาคตนฺติ ฯ
วตฺถุคาถา นิฏฺฐิตา ฯ
___________________
สุตฺตนิปาเต ปญฺจมสฺส ปารายนวคฺคสฺส ปฐมา อชิตปญฺหา
๑ โป. จินฺเตนฺตสฺส ฯ ๒ โป. มุทฺธํ มุทฺธาธิปาเต วา ฯ ๓ โป. อหเมตํ ฯ
๔ โป. ยุ. ญาณมฺเปตฺถ ฯ ๕ โป. เหตฺถ ฯ ๖ ยุ. อุปธิสงฺขเย ฯ
๑ โป. กถมฺหิ ฯ ๒ โป. มนฺตปารคู ฯ
๑ โป. พฺยาขาตา ฯ ยุ. วฺยาขฺยาตา ฯ ๒ โป. เทฺวเยวสฺส ฯ
๓ ยุ. อชฺฌาวสติ ฯ
๑ ยุ. อฬกสฺส ฯ ๒ ยุ. ปุริมํ ... ฯ ๓ โป. ยุ. ตสิโตวุทกํ ฯ ๔ ยุ. ปุริปูรญฺจ ฯ
๕ ยุ. ตีณสฺส ฯ
๑ โป. ตํ ปุจฺฉํ ฯ ม. กงฺขจฺฉิท ฯ ๒ โป. ม. ยุ. ปุจฺฉญฺหิ กิญฺจิ ฯ
๓ ม. ยุ. ชานาติ ฯ ๔ ม. ยุ. ตฺวญฺจาปิ ฯ
พราหมณ์พาวรีผู้ถึงฝั่งแห่งมนต์ ปรารถนาซึ่งความเป็นผู้ไม่มีกังวล ได้จากบุรีอันเป็นที่รื่นรมย์แห่งชาวโกศล ไปสู่ทักขิณาปถชนบท พราหมณ์นั้นอยู่ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำโคธาวรี ใกล้พรมแดนแห่งแคว้นอัสสกะและแคว้นมุฬกะ ด้วยการแสวงหาผลไม้ ชาวบ้านที่อาศัยพราหมณ์พาวรีนั้นก็เป็นผู้ไพบูลย์ พราหมณ์พาวรีได้บูชามหายัญ ด้วยส่วยอันเกิดแต่กสิกรรมเป็นต้นในบ้านนั้น ครั้นบูชามหายัญแล้วได้กลับเข้าไปสู่อาศรม เมื่อพราหมณ์พาวรีนั้นกลับเข้าไปสู่อาศรมแล้ว พราหมณ์อื่นเดินเท้าเสียดสีกัน ฟันเขลอะ ศีรษะเกลือกกลั้วด้วยธุลี ได้มาทำให้พราหมณ์พาวรีสะดุ้ง ก็พราหมณ์นั้นเข้าไปหาพราหมณ์พาวรีแล้วขอทรัพย์ ๕๐๐ พราหมณ์พาวรีเห็นพราหมณ์นั้นแล้ว ได้เชื้อเชิญด้วยอาสนะไต่ถามถึงสุขและทุกข์ แล้วได้กล่าวว่า ไทยธรรมวัตถุอันใดของเราไทยธรรมวัตถุทั้งปวงนั้น เราสละเสียสิ้นแล้ว ดูกรพราหมณ์ท่านจงเชื่อเราเถิด ทรัพย์ ๕๐๐ ของเราไม่มี ฯ
พราหมณ์นั้นกล่าวว่า
เมื่อเราขออยู่ ถ้าท่านไม่ให้ไซร้ ในวันที่ ๗ ศีรษะของท่านจะแตก๗ เสี่ยง พราหมณ์ผู้หลอกลวงนั้นกระทำกลอุบายแล้ว ได้กล่าวคำจะให้เกิดความกลัว ฯ
พราหมณ์พาวรีฟังคำของพราหมณ์นั้นแล้ว เป็นผู้มีทุกข์ซูบซีด ไม่บริโภคอาหาร เพรียบพร้อมด้วยลูกศรคือความโศกอนึ่ง เมื่อพราหมณ์พาวรีคิดอยู่อย่างนี้ ใจก็ไม่ยินดีในฌาน ฯ
เทวดาผู้ปรารถนาประโยชน์ เห็นพราหมณ์พาวรีมีทุกข์สะดุ้งหวาดหวั่นจึงเข้าไปหาพราหมณ์พาวรีแล้วได้กล่าวว่าพราหมณ์นั้นไม่รู้จักศีรษะเป็นผู้หลอกลวง ต้องการทรัพย์ไม่มีความรู้ในธรรมเป็นศีรษะ และธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป ฯ
พราหมณ์พาวรีถามว่า
บัดนี้ ท่านรู้จักข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถามท่านแล้วขอท่านจงบอกธรรมเป็นศีรษะ และธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป แก่ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจะฟังคำของท่าน ฯ
เทวดาตอบว่า
แม้เราก็ไม่รู้ธรรมเป็นศีรษะ และธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป เราไม่มีความรู้ในธรรมทั้ง ๒ นี้ ปัญญาเป็นเครื่องเห็นธรรมอันเป็นศีรษะและธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป ย่อมมีแก่พระชินเจ้าทั้งหลาย ฯ
พราหมณ์พาวรีถามว่า
ก็บัดนี้ ใครเล่าในปฐพีมณฑลนี้ ย่อมรู้ ดูกรเทวดาขอท่านจงบอกบุคคลผู้รู้ธรรมเป็นศีรษะ และธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไปนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด ฯ
เทวดาตอบว่า
ดูกรพราหมณ์ พระผู้มีพระภาคผู้ศากยบุตรลำดับพระวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราช มีพระรัศมีรุ่งเรือง เป็นนายกของโลกเสด็จออกผนวชจากพระนครกบิลพัสดุ์ เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ทรงบรรลุอภิญญาและทศพลญาณครบถ้วน ทรงมีพระจักษุในสรรพธรรม ทรงบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวงทรงน้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นตรัสรู้แล้วในโลก มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรม ท่านจงไปทูลถามพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเถิด พระองค์จักตรัสพยากรณ์ข้อความนั้นแก่ท่าน ฯ
พราหมณ์พาวรีได้ฟังคำว่า สัมพุทโธ เป็นผู้มีใจเฟื่องฟูมีความโศกเบาบาง และได้ปีติอันไพบูลย์ พราหมณ์พาวรีนั้นมีใจชื่นชมเบิกบานเกิดความโสมนัส จึงถามเทวดานั้นว่า พระโลกนาถประทับอยู่ในคามนิคมหรือในชนบทไหนข้าพเจ้าจะพึงไปนมัสการพระสัมพุทธเจ้าผู้อุดมกว่าสัตว์ได้ในที่ใด ฯ
เทวดาตอบว่า
พระชินเจ้าผู้ศากยบุตร ทรงมีพระปัญญามาก มีพระปัญญาประเสริฐกว้างขวาง ทรงปราศจากธุระ หาอาสวะมิได้องอาจกว่านระ ทรงรู้ธรรมเป็นศีรษะและธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป ประทับอยู่ในมณเฑียรของชนชาวโกศลในพระนครสาวัตถี ฯ
ลำดับนั้น พราหมณ์พาวรี เรียกพราหมณ์ทั้งหลายผู้ถึงฝั่งแห่งมนต์ซึ่งเป็นศิษย์มาสั่งว่าดูกรมาณพทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงมาเถิด เราจักบอกแก่ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงฟังคำของเรา ความปรากฏแห่งพระสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดอันสัตว์ได้ยากเนืองๆ ในโลกนี้ วันนี้พระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นปรากฏว่าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ท่านทั้งหลายจงรีบไปเมืองสาวัตถี เข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าผู้อุดมกว่าสัตว์เถิด ฯ
พราหมณ์ผู้เป็นศิษย์ทั้งหลายซักถามด้วยคาถาว่า
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ บัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายได้เห็นแล้วจะพึงรู้ว่า ท่านผู้นี้เป็นพระสัมพุทธเจ้าด้วยอุบายอย่างไรเล่า ขอท่านจงบอกอุบายที่ข้าพเจ้าทั้งหลายจะพึงรู้จักพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายผู้ไม่รู้เถิด ฯ
พราหมณ์พาวรีกล่าวว่า
ก็มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ มาแล้วในมนต์ทั้งหลายอันพราหมณาจารย์ทั้งหลายพยากรณ์ไว้บริบูรณ์แล้วตามลำดับว่ามหาปุริสลักษณะทั้งหลาย มีอยู่ในวรกายของพระมหาบุรุษใด พระมหาบุรุษนั้น มีคติเป็น๒ เท่านั้น คติที่ ๓ไม่มีเลย คือ ถ้าพระมหาบุรุษนั้นอยู่ครองเรือนจะพึงชนะทั่วปฐพีนี้ จะทรงปกครองโดยธรรม ด้วยไม่ต้องใช้อาชญาไม่ต้องใช้ศาตรา ถ้าออกบวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยม มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้ว ท่านทั้งหลายจงถามถึงชาติ โคตร ลักษณะมนต์ และศิษย์เหล่าอื่นอีกและถามถึงศีรษะและธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไปด้วยใจเทียว ถ้าว่าท่านนั้นจักเป็นพระพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นธรรมอันหาเครื่องกางกั้นมิได้ไซร้จักวิสัชนาปัญหาอันท่านทั้งหลายถามด้วยใจด้วยวาจาได้ ฯ
พราหมณ์มาณพผู้เป็นศิษย์ ๑๖ คน คือ อชิตะ ๑ ติสสเมตเตยยะ ๑ปุณณกะ ๑ เมตตคู ๑ โธตกะ ๑ อุปสีวะ ๑นันทะ ๑ เหมกะ ๑โตเทยยะ ๑ กัปปะ ๑ ชตุกัณณีผู้เป็นบัณฑิต ๑ ภัทราวุธะ ๑ อุทยะ ๑โปสาลพราหมณ์ ๑โมฆราชผู้มีเมธา ๑ ปิงคิยะผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ๑พราหมณ์มาณพทั้งปวง คนหนึ่งๆ เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ ปรากฏแก่โลกทั้งปวง เป็นผู้เพ่งฌาณ มีปัญญาทรงจำ อันวาสนาในก่อนอบรมแล้วทรงชฏาหนังเสือเหลือง ได้ฟังคำของพราหมณ์พาวรีแล้ว อภิวาทพราหมณ์พาวรี กระทำประทักษิณแล้ว บ่ายหน้าต่อทิศอุดร มุ่งไปยังที่ตั้งแห่งแว่นแคว้นมุฬกะเมืองมาหิสสติ ในคราวนั้น เมืองอุชเชนีเมืองโคนัทธะเมืองเวทิสะ เมืองวนนคร เมืองโกสัมพี
เมืองสาเกตเมืองสาวัตถีอันเป็นเมืองอุดม เมืองเสตพยะ เมืองกบิลพัสดุ์เมืองกุสินารามันทิรสถาน (เมืองมันทิระ) เมืองปาวาโภคนครเมืองเวสาลีเมืองราชคฤห์ และปาสาณกเจดีย์อันเป็นรมณียสถานที่น่ารื่นรมย์ใจพราหมณ์มาณพทั้งหลายพากันยินดีได้รีบด่วนขึ้นสู่เจติยบรรพต เหมือนบุคคลผู้กระหายน้ำยินดีน้ำเย็น เหมือนพ่อค้ายินดีลาภใหญ่ และเหมือนบุคคลถูกความร้อนแผดเผายินดีร่มเงา ฉะนั้น ก็ในสมัยนั้นพระผู้มีพระภาค อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายอยู่ประหนึ่งราชสีห์บันลืออยู่ในป่า ฉะนั้นอชิตมาณพได้เห็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระรัศมีเรื่อเรืองเหลืองอ่อน ถึงความบริบูรณ์ดังดวงจันทร์ในวันเพ็ญ ลำดับนั้นอชิตมาณพได้เห็นพระอวัยวะอันบริบูรณ์ ในพระกายของพระผู้มีพระภาคนั้น มีความร่าเริงยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งได้ทูลถามปัญหาด้วยใจว่าขอพระองค์จงตรัสบอกอ้าง (ชาติ)อายุ โคตรพร้อมทั้งลักษณะ และขอได้ตรัสบอกการถึงความสำเร็จในมนต์ทั้งหลายแห่งอาจารย์ของข้าพระองค์เถิดพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ของข้าพระองค์ย่อมบอกมนต์กะศิษย์มีประมาณเท่าไร พระเจ้าข้า ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ก็พราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ของท่านนั้น มีอายุร้อยยี่สิบปีชื่อพาวรีโดยโคตรลักษณะในกายของพราหมณ์พาวรีนั้นมี ๓ ประการ พราหมณ์พาวรีนั้นเรียนจบไตรเพท ในตำราทำนายมหาปุริสลักษณะ คือ คัมภีร์อิติหาสพร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุศาสตร์และเกฏุภศาสตร์ ถึงซึ่งความสำเร็จในธรรมแห่งพราหมณ์ของตนย่อมบอกมนต์กะมาณพ ๕๐๐ ฯ
อชิตมาณพทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดกว่านรชน ขอพระองค์จงค้นคว้าลักษณะทั้งหลายของพราหมณ์พาวรี ขอทรงประกาศตัดความทะเยอทะยาน อย่าให้ข้าพระองค์มีความสงสัยเถิด ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ดูกรมาณพ พราหมณ์พาวรีนั้น ย่อมปกปิดมุขมณฑล(หน้า) ด้วยชิวหาได้ มีอุณณาโลมชาติในระหว่างคิ้ว มีคุยหฐานอยู่ในฝักท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ฯ
ชนทั้งปวงไม่ได้ยินใครๆ ผู้ถามเลย ได้ฟังปัญหาที่พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์แล้ว (นึกคิดอยู่) คิดพิศวงอยู่ เกิดความโสมนัสประนมอัญชลี(สรรเสริญ) ว่า พระผู้มีพระภาคเป็นอะไรหนอ เป็นเทวดาหรือเป็นพรหม หรือเป็นท้าวสุชัมบดีจอมเทพ เมื่อปัญหาอันผู้ถามถามแล้วด้วยใจ ข้อปัญหานั้นไฉนมาแจ่มแจ้งแก่พระผู้มีพระภาคได้ ฯ
อชิตมาณพทูลถามด้วยใจต่อไปว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ท่านพราหมณ์พาวรีถามถึงธรรมเป็นศีรษะ และธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป ขอพระองค์ตรัสพยากรณ์ข้อนั้นกำจัดความสงสัยของพวกข้าพระองค์ผู้เป็นฤาษีเสียเถิด ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า
ท่านจงรู้เถิดว่า อวิชชาชื่อว่าธรรมเป็นศีรษะ วิชชาประกอบด้วยศรัทธาสติ สมาธิ ฉันทะ และวิริยะ ชื่อว่าเป็นธรรมเครื่องให้ศีรษะตกไปลำดับนั้น อชิตมาณพมีความโสมนัสเป็นอันมาก เบิกบานใจ กระทำหนังเสือเหลืองเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง หมอบลงแทบพระบาทยุคลด้วยเศียรเกล้า กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้นิรทุกข์ ผู้มีพระจักษุพราหมณ์พาวรีผู้เจริญ มีจิตเบิกบาน ดีใจ พร้อมด้วยศิษย์ทั้งหลายขอไหว้พระบาทยุคล (ของพระผู้มีพระภาค) ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรมาณพ พราหมณ์พาวรีพร้อมด้วยศิษย์ทั้งหลาย จงเป็นผู้ถึงความสุขเถิด แม้ถึงท่านก็จงเป็นผู้ถึงความสุข จงเป็นอยู่สิ้นกาลนานเถิด ก็ท่านทั้งหลายมีโอกาสอันเราได้กระทำแล้ว ปรารถนาในใจเพื่อจะถามปัญหาข้อใดข้อหนึ่ง ก็จงถามความสงสัยทุกๆ อย่างของพราหมณ์พาววีหรือของท่านทั้งปวงเถิด อชิตมาณพมีโอกาสอันพระสัมพุทธเจ้ากระทำแล้วนั่งลงประนมอัญชลี ทูลถามปัญหาทีแรกกะพระตถาคต ณที่นั้นฉะนี้แล ฯ
จบวัตถุกถา
จบ วัตถุกถา