arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก ปริวาร · อุปาลิปัญจกะ

ทิฏฐาวิกรรมวรรคที่ ๔ เล่ม ๘

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๗๒–๑๑๘๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๔ ในอุปาลิปัญจกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก ปริวาร อุปาลิปัญจกะ ทิฏฐาวิกรรมวรรคที่ ๔ (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)

ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่

ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๑๐ หน้า ๗๘๑–๗๙๒

หน้า ๗๘๑

ทิฏฐาวิกรรมวรรคที่ ๔

การทำความเห็นแย้งที่ไม่เป็นธรรม

[๑,๑๗๒] อุ. การทำความเห็นแย้งที่ไม่เป็นธรรม มีเท่าไรหนอแลพระพุทธเจ้าข้า

พ. ดูก่อนอุบาลี การทำความเห็นแย้งที่ไม่เป็นธรรมนี้ มี ๕ อย่าง๕ อย่างอะไรบ้าง คือ:-

๑. ทำความเห็นแย้งในอนาบัติ

๒. ทำความเห็นแย้งในอาบัติที่ไม่เป็นเทสนาคามินี

๓. ทำความเห็นแย้งในอาบัติที่แสดงแล้ว

๔. ทำความเห็นแย้งพร้อมกัน ๔-๕ รูป

๕. ทำความเห็นแย้งด้วยนึกในใจ

ดูก่อนอุบาลี การทำความเห็นแย้งไม่เป็นธรรม ๕ อย่าง นี้แล

การทำความเห็นแย้งที่เป็นธรรม

ดูก่อนอุบาลี การทำความเห็นแย้งที่เป็นธรรมนี้ มี ๕ อย่าง ๕ อย่างอะไรบ้าง คือ:-

๑. ทำความเห็นแย้งในอาบัติ

๒. ทำความเห็นแย้งในอาบัติเป็นเทสนาคามินี

๓. ทำความเห็นแย้งในอาบัติอันยังมิได้แสดง

๔. ไม่ทำความเห็นแย้งพร้อมกัน ๔-๕ รูป

๕. ไม่ทำความเห็นแย้งด้วยนึกในใจ

ดูก่อนอุบาลี การทำความเห็นแย้งที่เป็นธรรม ๕ อย่าง นี้แล

หน้า ๗๘๒

การทำความเห็นแย้งที่ไม่เป็นธรรมอีกนัยหนึ่ง

ดูก่อนอุบาลี การทำความเห็นแย้งที่ไม่เป็นธรรม แม้อื่นอีก ๕ อย่าง๕ อย่างอะไรบ้าง คือ:-

๑. ทำความเห็นแย้งในสำนักภิกษุนานาสังวาสก์

๒. ทำความเห็นแย้งในสำนักภิกษุผู้อยู่ในสีมาต่างกัน

๓. ทำความเห็นแย้งในสำนักภิกษุมิใช่ปกตัตตะ

๔. ทำความเห็นแย้งพร้อมกัน ๔- ๕ รูป

๕. ทำความเห็นแย้งด้วยนึกในใจ

ดูก่อนอุบาลี การทำความเห็นแย้งที่เป็นธรรม ๕ อย่าง นี้แล

การทำความเห็นแย้งที่เป็นธรรม

ดูก่อนอุบาลี การทำควานเห็นแย้งที่เป็นธรรมนี้ มี ๕ อย่าง ๕ อย่างอะไรบ้าง คือ:-

๑. ทำความเห็นแย้งในสำนักภิกษุสมานสังวาสก์

๒. ทำความเห็นแย้งในสำนักภิกษุผู้อยู่ในสีมาเดียวกัน

๓. ทำความเห็นแย้งในสำนักภิกษุผู้เป็นปกตัตตะ

๔. ไม่ทำความเห็นแย้งพร้อมกัน ๔- ๕ รูป

๕. ไม่ทำความเห็นแย้งด้วยนึกในใจ

ดูก่อนอุบาลี การทำความเห็นแย้งที่เป็นธรรม ๕ อย่าง นี้แล.

การรับประเคนที่ใช้ไม่ได้

[๑,๑๗๓] อุ. การรับประเคนที่ใช้ไม่ได้ มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า

หน้า ๗๘๓

พ. ดูก่อนอุบาลี การรับประเคนที่ใช้ไม่ได้นี้ มี ๕ อย่าง ๕ อย่างอะไรบ้าง คือ:-

๑. ของเขาให้ด้วยกาย ไม่รับประเคนด้วยกาย

๒. ของเขาให้ด้วยกาย ไม่รับประเคนด้วยของเนื่องด้วยกาย๓. ของเขาให้ด้วยของเนื่องด้วยกาย ไม่รับประเคนด้วยกาย๔. ของเขาให้ด้วยของเนื่องด้วยกาย ไม่รับประเคนด้วยของเนื่องด้วยกาย

๕. ของเขาให้ด้วยโยนให้ ไม่รู้ประเคนด้วยกาย หรือด้วยของเนื่องด้วยกาย

ดูก่อนอุบาลี การรับประเคนที่ใช้ไม่ได้ มี ๕ อย่าง นี้แล

การรับประเคนที่ใช้ได้

ดูก่อนอุบาลี การรับประเคนที่ใช้ได้นี้ มี ๕ อย่าง ๕ อย่างอะไรบ้างคือ :-

๑. ของเขาให้ด้วยกาย รับประเคนด้วยกาย

๒. ของเขาให้ด้วยกาย รับประเคนด้วยของเนื่องด้วยกาย๓. ของเขาให้ด้วยของเนื่องด้วยกาย รับประเคนด้วยกาย๔. ของเขาให้ด้วยของเนื่องด้วยกาย รับประเคนด้วยของเนื่องด้วยกาย๕. ของเขาให้ด้วยโยนให้ รับประเคนด้วยกาย หรือด้วยของเนื่องด้วยกาย

ดูก่อนอุบาลี การรับประเคนที่ใช้ได้ ๕ อย่าง นี้แล.

หน้า ๗๘๔

ของที่ไม่เป็นเดน

[๑,๑๗๔] อุ. ของที่ไม่เป็นเดน มีเท่าไร พระพุทธเจ้าข้าพ. ดูก่อนอุบาลี ของที่ไม่เป็นเดนนี้มี ๕ อย่าง ๕ อย่างอะไรบ้างคือ:-

๑. ภิกษุไม่ทำให้เป็นกัปปิยะ

๒. ไม่รับประเคน

๓. ไม่ยกส่งให้

๔. ทำนอกหัตถบาส

๕. มิได้กล่าวว่า ทั้งหมดนั่นพอละ

ดูก่อนอุบาลี ของที่ไม่เป็นเดนมี ๕ อย่าง นี้แล

ของที่เป็นเดน

ดูก่อนอุบาลี ของที่เป็นเดนนี้ มี ๕ อย่าง ๕ อย่างอะไรบ้าง คือ:-

๑. ภิกษุทำให้เป็นกัปปิยะ

๒. รับประเคน

๓. ยกส่งให้

๔. ทำในหัตถบาส

๔. กล่าวว่า ทั้งหมดนั่นพอละ

ดูก่อนอุบาลี ของที่เป็นเดน ๕ อย่าง นี้แล.

การห้ามภัตร

[๑,๑๗๕] อุ. การห้ามภัตรย่อมปรากฏด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า

หน้า ๗๘๕

พ. ดูก่อนอุบาลี กากห้ามภัตร ย่อมปรากฏด้วยอาการ ๕ อย่าง ๕อย่างอะไรบ้าง คือ:-

๑. การฉันยังปรากฏอยู่

๒. โภชนะปรากฏอยู่

๓. ผู้ให้อยู่ในหัตถบาส

๔. เขาน้อมของเข้ามา

๕. การห้ามปรากฏ

ดูก่อนอุบาลี การห้ามภัตร ย่อมปรากฏด้วยอาการ ๕ นี้แล.

ทำตามปฏิญญาที่ไม่เป็นธรรม

[๑,๑๗๖] อุ. การทำตามปฏิญญาที่ไม่เป็นธรรม มีเท่าไร พระพุทธ-เจ้าข้า

พ. ดูก่อนอุบาลี การทำตามปฏิญญาที่ไม่เป็นธรรมนี้มี ๕ อย่าง ๕อย่างอะไรบ้าง คือ:-

๑. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก เธอถูกโจทด้วยอาบัติปาราชิก แต่ปฏิญญาว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสส สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติสังฆาทิเสส จัดเป็นทำตามปฏิญญาไม่เป็นธรรม

๒. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก เธอถูกโจทด้วยอาบัติปาราชิก แต่ปฏิญญาว่าต้องอาบัติปาจิตตีย์ สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาจิตตีย์ จัดเป็นทำตามปฏิญญาไม่เป็นธรรม

หน้า ๗๘๖

๓. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ เธอถูกโจทด้วยอาบัติปาฏิ-เทสนียะ แต่ปฏิญญาว่าต้องอาบัติทุกกฏ สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติทุกกฏ จัดเป็นทำตามปฏิญญาไม่เป็นธรรม

๔. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏเธอถูกโจทด้วยอาบัติทุกกฏ แต่ปฏิญญาว่าต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาราชิก จัดเป็นทำตามปฏิญญาไม่เป็นธรรม

๕. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติทุกกฏ เธอถูกโจทด้วยอาบัติทุกกฏ แต่ปฏิญญาว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสส ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาฏิเทสนียะ จัดเป็นทำตามปฏิญญาไม่เป็นธรรม

ดูก่อนอุบาลี การทำตามปฏิญญาไม่เป็นธรรม ๕ อย่าง นี้แล.

ทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรม

ดูก่อนอุบาลี การทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรมนี้มี ๕ อย่าง ๕ อย่างอะไรบ้าง คือ:-

๑. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก เธอถูกโจทด้วยอาบัติปาราชิกปฏิญญาว่าต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาราชิก จัดเป็นทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรม

๒. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส เธอถูกโจทด้วยอาบัติสังฆาทิเสสปฏิญญาว่า ต้องอาบัติสังฆาทิเสส สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติสังฆาทิเสส จัดเป็นทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรม

หน้า ๗๘๗

๓. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เธอถูกโจทด้วยอาบัติปาจิตตีย์ปฏิญญาว่าต้องอาบัติปาจิตตีย์ สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาจิตตีย์ จัดเป็นทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรม

๔. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ เธอถูกโจทด้วยอาบัติปาฏิ-เทสนียะ ปฏิญญาว่าต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาฏิเทสนียะจัดเป็นทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรม

๕. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติทุกกฏ เธอถูกโจทด้วยอาบัติทุกกฏ ปฏิญญาว่าต้องอาบัติทุกกฏ สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติทุกกฏ จัดเป็นทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรม

ดูก่อนอุบาลี การทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรมมี ๕ อย่างนี้แล.

ไม่ควรทำโอกาส

[๑,๑๗๗] อุ. ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล ขอให้ทำโอกาสสงฆ์ไม่ควรทำโอกาส พระพุทธเจ้าข้า

พ. ดูก่อนอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ขอให้ทำโอกาส สงฆ์ไม่ควรทำโอกาส องค์ ๕ อะไรบ้าง คือ:-

๑. เป็นอลัชชี

๒. เป็นพาล

๓. ไม่ใช่เป็นปกตัตตะ

๔. เป็นผู้พูดประสงค์ให้เคลื่อนจากพรหมจรรย์

๕. ไม่เป็นผู้พูดประสงค์ให้ออกจากอาบัติ

หน้า ๗๘๘

ดูก่อนอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ขอให้ทำโอกาส สงฆ์ไม่ควรทำโอกาส

ควรทำโอกาส

ดูก่อนอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ขอให้ทำโอกาส สงฆ์ควรทำโอกาส องค์ ๕ อะไรบ้าง คือ:-

๑. เป็นลัชชี

๒. เป็นบัณฑิต

๓. เป็นปกตัตตะ

๔. เป็นผู้พูดประสงค์ให้ออกจากอาบัติ

๕. ไม่เป็นผู้พูดประสงค์ให้เคลื่อนจากพรหมจรรย์

ดูก่อนอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ขอให้ทำโอกาส สงฆ์ควรทำโอกาส.

ไม่ควรสนทนาวินัย

[๑,๑๗๘] อุ. ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงสนทนาวินัยกับภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า

พ. ภิกษุทั้งหลายไม่พึงสนทนาวินัย กับภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕องค์ ๕ อะไรบ้าง คือ:-

๑. ไม่รู้วัตถุ

๒. ไม่รู้นิทาน

๓. ไม่รู้บัญญัติ

หน้า ๗๘๙

๔. ไม่รู้บทที่ตกหล่นภายหลัง

๕. ไม่รู้ทางถ้อยคำอันเข้าสนธิกันได้

ดูก่อนอุบาลี ภิกษุทั้งหลายไม่พึงสนทนาวินัย กับภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล

ควรสนทนาวินัย

ดูก่อนอุบาลี ภิกษุทั้งหลายพึงสนทนาวินัย กับภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ องค์ ๕ อะไรบ้าง คือ:-

๑. รู้วัตถุ

๒. รู้นิทาน

๓. รู้บัญญัติ

๔. รู้บทที่ตกหล่นในภายหลัง

๕. รู้ทางถ้อยคำอันเข้าสนธิเข้ากันได้

ดูก่อนอุบาลี ภิกษุทั้งหลายพึงสนทนาวินัย กับภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.

ถามปัญหา

[๑,๑๗๙]่ อุ. การถามปัญหามีเท่าไร พระพุทธเจ้าข้าพ. ดูก่อนอุบาลี การถามปัญหานี้ มี ๕ อย่าง ๕ อะไรบ้าง คือ:-๑. ภิกษุถามปัญหา เพราะความรู้น้อย เพราะงมงาย๒. เป็นผู้มีความปรารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบงำ จึงถามปัญหา

หน้า ๗๙๐

๓. ถามปัญหาเพราะความดูหมิ่น

๔. เป็นผู้ไม่ประสงค์จะรู้ จึงถามปัญหา

๕. ถามปัญหาด้วยมนสิการว่า ถ้าเราถามปัญหาขึ้น ภิกษุจะพยากรณ์โดยชอบเทียว การพยากรณ์ดังนี้นั้นเป็นความดี ถ้าเราถามปัญหาแล้ว เธอจักไม่พยากรณ์โดยชอบเทียว เราจักพยากรณ์แก่เธอโดยชอบเทียว

ดูก่อนอุบาลี การถามปัญหา ๕ นี้แล.

การอวดอ้างมรรคผล

อุ. การอวดอ้างมรรคผล มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้าพ. ดูก่อนอุบาลี การอวดอ้างมรรคผลนี้ มี ๕ อย่าง ๕ อย่างอะไรบ้างคือ:-

๑. ภิกษุอวดอ้างมรรคผล เพราะความรู้น้อย เพราะความงมงาย๒. ภิกษุมีความปรารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบงำ จึงอวดอ้างมรรคผล

๓. อวดอ้างมรรคผล เพราะวิกลจริต เพราะจิตฟุ้งซ่าน

๔. อวดอ้างมรรคผล เพราะสำคัญว่าได้บรรลุ

๕. อวดอ้างมรรคผลที่เป็นจริง

ดูก่อนอุบาลี การอวดอ้างมรรคผล ๕ อย่าง นี้แล.

วิสุทธิ ๕

[๑,๑๘๐] อุ. วิสุทธิมีเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า

พ. ดูก่อนอุบาลี วิสุทธินี้ มี ๕ อย่าง ๕ อย่างอะไรบ้าง คือ:-

หน้า ๗๙๑

สวดนิทานแล้ว นอกนั้นสวดด้วยสุตบท นี้จัดเป็นวิสุทธิที่ ๑ สวดนิทาน สวดปาราชิก ๔ แล้ว นอกนั้นสวดด้วยสุตบท นี้จัดเป็นวิสุทธิที่ ๒สวดนิทาน สวดปาราชิก สวดสังฆาทิเสส ๑๓ แล้ว นอกจากนั้นสวดด้วยสุตบท นี้จัดเป็นวิสุทธิที่ ๓ สวดนิทาน สวดปาราชิก ๔ สวดสังฆาทิเสส ๑๓สวดอนิยต ๒ แล้วนอกนั้นสวดด้วยสุตบท นี้จัดเป็นวิสุทธิที่ ๔ สวดโดยพิสดารทีเดียว จัดเป็นวิสุทธิที่ ๕

ดูก่อนอุบาลี วิสุทธิ ๕ อย่าง นี้แล.

โภชนะ ๕

[๑,๑๘๑] อุ. โภชนะมีเท่าไร หนอแล พระพุทธเจ้าข้าพ. ดูก่อนอุบาลี โภชนะนี้มี ๕ อย่าง ๕ อย่างอะไรบ้าง คือ:-

๑. ข้าวสุก

๒. นมสด

๓. ขนมแห้ง

๔. ปลา

๕. เนื้อ

ดูก่อนอุบาลี โภชนะ ๕ อย่าง นี้แล.

ทิฏฐาวิกรรมวรรค ที่ ๔ จบ

หัวข้อประจำวรรค

[๑,๑๘๒] ทำความเห็นแย้ง ๑ ทำความเห็นแย้งอีกนัยหนึ่ง ๑ รับประเคน ๑ ของเป็นเดน ๑ ห้ามภัตร ๑ ปฏิญญา ๑ ขอโอกาส ๑ สนทนา ๑ถามปัญหา ๑ อวดอ้างมรรคผล ๑ วิสุทธิ ๑ โภชนะ ๑.

หน้า ๗๙๒

อัตตาทานวรรค ที่ ๕

หน้าที่ของโจทก์

[๑,๑๘๓] อุ. ภิกษุผู้โจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงกำหนดธรรมเท่าไรไว้ในตน แล้วโจทผู้อื่น พระพุทธเจ้าข้า

พ. ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงกำหนดธรรม๕ อย่างไว้ในตนแล้วโจทผู้อื่น ธรรม ๕ อย่าง อะไรบ้าง คือ:-

๑. ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงกำหนดอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์หรือหนอ เราเป็นผู้ประกอบด้วยความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ ไม่มีช่อง ไม่มีข้อสอบสวนหรือ ธรรมนั้นของเรามีอยู่หรือไม่มี

ดูก่อนอุบาลี ถ้าภิกษุไม่ใช่เป็นผู้มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ ไม่ใช่เป็นผู้ประกอบด้วยความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ ไม่มีช่อง ไม่มีข้อสอบสวนจะมีผู้ว่ากล่าวต่อเธอว่า เชิญท่านศึกษาความประพฤติทางกายก่อน จะมีคนว่ากล่าวต่อเธอดังนี้

๒. ดูก่อนอุบาลี อนึ่ง ภิกษุผู้โจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงกำหนดอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้มีความพระพฤติทางวาจาบริสุทธิ์หรือหนอ เราเป็นผู้ประกอบด้วยความพระพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ ไม่มีช่อง ไม่มีข้อสอบสวนหรือธรรมนั้นของเรามีอยู่หรือไม่มี

ดูก่อนอุบาลี ถ้าภิกษุไม่ใช่เป็นผู้มีความพระพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ ไม่ใช่เป็นผู้ประกอบด้วยความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ ไม่มีช่อง ไม่มีข้อสอบ-สวน จะมีผู้ว่ากล่าวต่อเธอว่า เชิญท่านศึกษาความประพฤติทางวาจาก่อน จะมีคนว่ากล่าวต่อเธอดังนี้

จบ ทิฏฐาวิกรรมวรรคที่ ๔