อุปาลิปัญจกะ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๖๑–๑๒๒๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๕/๑๙ ในปริวารมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
อุปาลิปญฺจกํ
อุปาลิปัญจกะ
อนิสสิตวรรคที่ ๑
ท่านพระอุบาลีเข้าเฝ้า
พระวินัยปิฎก ปริวาร อุปาลิปัญจกะ อนิสสิตวรรคที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถโข อายสฺมา อุปาลิ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อุปาลิ ภควนฺตํ เอตทโวจ กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ยาวชีวํ นานิสฺสิเตน วตฺถพฺพนฺติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ยาวชีวํ นานิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อุโปสถํ น ชานาติ อุโปสถกมฺมํ น ชานาติ ปาติโมกฺขํ น ชานาติ ปาติโมกฺขุทฺเทสํ น ชานาติ อูนปญฺจวสฺโส โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ยาวชีวํ นานิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ยาวชีวํ อนิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
อุโปสถํ ชานาติ อุโปสถกมฺมํ ชานาติ ปาติโมกฺขํ ชานาติ ปาติโมกฺขุทฺเทสํ ชานาติ ปญฺจวสฺโส วา โหติ อติเรกปญฺจวสฺโส วา ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ยาวชีวํ อนิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ยาวชีวํ นานิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ปวารณํ น ชานาติ ปวารณากมฺมํ น ชานาติ ปาติโมกฺขํ น ชานาติ ปาติโมกฺขุทฺเทสํ น ชานาติ อูนปญฺจวสฺโส โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ยาวชีวํ นานิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ยาวชีวํ อนิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ปวารณํ ชานาติ ปวารณากมฺมํ ชานาติ ปาติโมกฺขํ ชานาติ ปาฏิโมกฺขุทฺเทสํ ชานาติ ปญฺจวสฺโส วา โหติ อติเรกปญฺจวสฺโส วา ฯ
อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ยาวชีวํ อนิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ยาวชีวํ นานิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อาปตฺตานาปตฺตึ น ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ น ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ น ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ น ชานาติ อูนปญฺจวสฺโส โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ยาวชีวํ นานิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ยาวชีวํ อนิสฺสิเตน วตฺถพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อาปตฺตานาปตฺตึ ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ชานาติ ปญฺจวสฺโส วา โหติ อติเรกปญฺจวสฺโส วา ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ยาวชีวํ อนิสฺสิเตน วตฺถพฺพนฺติ ฯ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอุบาลีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วทูลถามปัญหาว่า ดังนี้:
องค์ของภิกษุผู้ต้องถือนิสัย
พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล จะไม่ถือนิสัยอยู่ตลอดชีวิตไม่ได้?
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ตลอดชีวิตไม่ได้. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่รู้อุโบสถ
๒. ไม่รู้อุโบสถกรรม
๓. ไม่รู้ปาติโมกข์
๔. ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ
๕. มีพรรษาหย่อนห้า
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล จะไม่ถือนิสัยอยู่ตลอดชีวิตไม่ได้.
องค์ของภิกษุผู้ไม่ต้องถือนิสัย
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ตลอดชีวิต. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. รู้อุโบสถ
๒. รู้อุโบสถกรรม
๓. รู้ปาติโมกข์
๔. รู้ปาติโมกขุทเทศ
๕. มีพรรษาได้ห้าหรือเกินห้า
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ตลอดชีวิต.
องค์ของภิกษุผู้ต้องถือนิสัยอีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ตลอดชีวิตไม่ได้. องค์๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่รู้ปวารณา
๒. ไม่รู้ปวารณากรรม
๓. ไม่รู้ปาติโมกข์
๔. ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ
๕. มีพรรษาหย่อนห้า
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล จะไม่ถือนิสัยอยู่ตลอดชีวิตไม่ได้.
องค์ของภิกษุผู้ไม่ต้องถือนิสสัย
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ตลอดชีวิต. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. รู้ปวารณา
๒. รู้ปวารณากรรม
๓. รู้ปาติโมกข์
๔. รู้ปาติโมกขุทเทศ
๕. มีพรรษาได้ห้า หรือเกินห้า
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ตลอดชีวิต.
องค์ของภิกษุผู้ต้องถือนิสัยอีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ตลอดชีวิตไม่ได้.
องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ
๒. ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก
๓. ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ
๔. ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ
๕. มีพรรษาหย่อนห้า
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล จะไม่ถือนิสัยอยู่ตลอดชีวิตไม่ได้.
องค์ของภิกษุผู้ไม่ต้องถือนิสัย
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ตลอดชีวิต. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ
๒. รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก
๓. รู้อาบัติมิส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ
๔. รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ
๕. มีพรรษาได้ห้า หรือเกินห้า
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ตลอดชีวิต.
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา น อุปสมฺปาเทตพฺพํ น นิสฺสโย ทาตพฺโพ น สามเณโร อุปฏฺฐาเปตพฺโพติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา น อุปสมฺปาเทตพฺพํ น นิสฺสโย ทาตพฺโพ น สามเณโร อุปฏฺฐาเปตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ปฏิพโล โหติ อนฺเตวาสึ วา สทฺธิวิหารึ วา คิลานํ อุปฏฺฐาตุํ วา อุปฏฺฐาเปตุํ วา อนภิรตึ วูปกาเสตุํ วา วูปกาสาเปตุํ วา อุปฺปนฺนํ กุกฺกุจฺจํ ธมฺมโต วิโนเทตุํ วา ๑ วิโนทาเปตุํ วา อภิธมฺเม วิเนตุํ อภิวินเย วิเนตุํ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา น อุปสมฺปาเทตพฺพํ น นิสฺสโย ทาตพฺโพ น สามเณโร อุปฏฺฐาเปตพฺโพ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อุปสมฺปาเทตพฺพํ นิสฺสโย ทาตพฺโพ สามเณโร อุปฏฺฐาเปตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
ปฏิพโล โหติ อนฺเตวาสึ วา สทฺธิวิหารึ วา คิลานํ อุปฏฺฐาตุํ วา อุปฏฺฐาเปตุํ วา อนภิรตึ วูปกาเสตุํ วา วูปกาสาเปตุํ วา อุปฺปนฺนํ กุกฺกุจฺจํ ธมฺมโต วิโนเทตุํ วา ๑ วิโนทาเปตุํ วา ๑ อภิธมฺเม วิเนตุํ อภิวินเย วิเนตุํ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อุปสมฺปาเทตพฺพํ นิสฺสโย ทาตพฺโพ สามเณโร อุปฏฺฐาเปตพฺโพ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา น อุปสมฺปาเทตพฺพํ น นิสฺสโย ทาตพฺโพ น สามเณโร อุปฏฺฐาเปตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ปฏิพโล โหติ อนฺเตวาสึ วา สทฺธิวิหารึ วา อภิสมาจาริกาย สิกฺขาย สิกฺขาเปตุํ อาทิพฺรหฺมจริยกาย สิกฺขาย วิเนตุํ อธิสีเล วิเนตุํ อธิจิตฺเต วิเนตุํ อธิปญฺญาย วิเนตุํ ฯ
อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา น อุปสมฺปาเทตพฺพํ น นิสฺสโย ทาตพฺโพ น สามเณโร อุปฏฺฐาเปตพฺโพ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อุปสมฺปาเทตพฺพํ นิสฺสโย ทาตพฺโพ สามเณโร อุปฏฺฐาเปตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ปฏิพโล โหติ อนฺเตวาสึ วา สทฺธิวิหารึ วา อภิสมาจาริกาย สิกฺขาย สิกฺขาเปตุํ อาทิพฺรหฺมจริยกาย สิกฺขาย วิเนตุํ อธิสีเล วิเนตุํ อธิจิตฺเต วิเนตุํ อธิปญฺญาย วิเนตุํ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อุปสมฺปาเทตพฺพํ นิสฺสโย ทาตพฺโพ สามเณโร อุปฏฺฐาเปตพฺโพติ ฯ
๑ ม. วา วิโนทาเปตุํ วาติ อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ
ภิกษุผู้ที่ไม่ให้ควรอุปสมบทเป็นต้น
อุ. พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล ไม่พึงให้อุปสมบทไม่พึงให้นิสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่อาจพยาบาลเองหรือสั่งผู้อื่นให้พยาบาลอันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริกผู้อาพาธ๒. ไม่อาจระงับเองหรือให้ผู้อื่นช่วยระงับความกระสัน
๓. ไม่อาจบรรเทาเองหรือให้ผู้อื่นช่วยบรรเทาความเบื่อหน่าย อันเกิดขึ้นโดยธรรม๔. ไม่อาจแนะนำในธรรมอันยิ่งขึ้นไป
๕. ไม่อาจแนะนำในวินัยอันยิ่งขึ้นไป.
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.
ภิกษุผู้ควรให้อุปสมบทเป็นต้น
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. อาจพยาบาลเองหรือสั่งผู้อื่นให้พยาบาลอันเตวาสิก หรือสัทธิวิหาริกผู้อาพาธ๒. อาจระงับเองหรือให้ผู้อื่นช่วยระงับความกระสัน
๓. อาจบรรเทาเองหรือให้ผู้อื่นช่วยบรรเทาความเบื่อหน่าย อันเกิดขึ้นโดยธรรม๔. อาจแนะนำในธรรมอันยิ่งขึ้นไป
๕. อาจแนะนำในวินัยอันยิ่งขึ้นไป
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.
ภิกษุผู้ไม่ควรให้อุปสมบทเป็นต้นอีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ แม้อื่นอีก ๕ ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสัยไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่อาจฝึกปรืออันเตวาสิก หรือสัทธิวิหาริก ในสิกขาเป็นส่วนอภิสมาจาร๒. ไม่อาจแนะนำอันเตวาสิก หรือสัทธิวิหาริก ในสิกขาเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
๓. ไม่แนะนำในศีลอันยิ่งขึ้นไป
๔. ไม่อาจแนะนำในจิตอันยิ่งขึ้นไป
๕. ไม่อาจแนะนำในปัญญาอันยิ่งขึ้นไป
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.
ภิกษุผู้ควรให้อุปสมบทเป็นต้น
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. อาจฝึกปรืออันเตวาสิก หรือสัทธิวิหาริก ในสิกขาเป็นส่วนอภิสมาจาร๒. อาจแนะนำอันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริก ในสิกขาเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
๓. อาจแนะนำในศีลอันยิ่งขึ้นไป
๔. อาจแนะนำในจิตอันยิ่งขึ้นไป
๕. อาจแนะนำในปัญญาอันยิ่งขึ้นไป
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพนฺติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก จ โหติ อาชีววิปนฺโน จ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อธิสีเล สีลวิปนฺโน โหติ อชฺฌาจาเร อาจารวิปนฺโน โหติ อติทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐิวิปนฺโน โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก จ โหติ อาชีววิปนฺโน จ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
กายิเกน ทเวน สมนฺนาคโต โหติ วาจสิเกน ทเวน สมนฺนาคโต โหติ กายิกวาจสิเกน ทเวน สมนฺนาคโต โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก จ โหติ อาชีววิปนฺโน จ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ กายิเกน อนาจาเรน สมนฺนาคโต โหติ วาจสิเกน อนาจาเรน สมนฺนาคโต โหติ กายิกวาจสิเกน อนาจาเรน สมนฺนาคโต โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก จ โหติ อาชีววิปนฺโน จ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
กายิเกน อุปฆาติเกน สมนฺนาคโต โหติ วาจสิเกน อุปฆาติเกน สมนฺนาคโต โหติ กายิกวาจสิเกน อุปฆาติเกน สมนฺนาคโต โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก จ โหติ อาชีววิปนฺโน จ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ กายิเกน มิจฺฉาชีเวน สมนฺนาคโต โหติ วาจสิเกน มิจฺฉาชีเวน สมนฺนาคโต โหติ กายิกวาจสิเกน มิจฺฉาชีเวน สมนฺนาคโต โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก จ โหติ อาชีววิปนฺโน จ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
อาปตฺตึ อาปนฺโน ถมฺมกโต อุปสมฺปาเทติ นิสฺสยํ เทติ สามเณรํ อุปฏฺฐาเปติ ภิกฺขุโนวาทกสมฺมตึ สาทิยติ สมฺมโตปิ ภิกฺขุนิโย โอวทติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ยาย อาปตฺติยา สงฺเฆน กมฺมํ กตํ โหติ ตํ อาปตฺตึ อาปชฺชติ อญฺญํ วา ตาทิสิกํ ตโต วา ปาปิฏฺฐตรํ กมฺมํ ครหติ กมฺมิเก ครหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ พุทฺธสฺส อวณฺณํ ภาสติ ธมฺมสฺส อวณฺณํ ภาสติ สงฺฆสฺส อวณฺณํ ภาสติ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก จ โหติ อาชีววิปนฺโน จ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพนฺติ ฯ
อนิสฺสิตวคฺโค ปฐโม ฯ
องค์ ๕ ของภิกษุผู้ถูกลงโทษ
อุ. พระพุทธเจ้าข้า สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล?
พ. ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕. องค์ ๕ อะไรบ้าง?
คือ:
๑. เป็นอลัชชี
๒. เป็นพาล
๓. ไม่ใช่เป็นปกตัตตะ
๔. เป็นมิจฉาทิฏฐิ
๕. มีอาชีววิบัติ
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้มีศีลวิบัติ ในอธิศีล
๒. เป็นผู้มีอาจารวิบัติ ในอัธยาจาร
๓. เป็นผู้มีทิฏฐิวิบัติ ในอติทิฏฐิ
๔. เป็นมิจฉาทิฏฐิ
๕. มีอาชีววิบัติ
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้ประกอบด้วยความคะนองกาย
๒. เป็นผู้ประกอบด้วยความคะนองวาจา
๓. เป็นผู้ประกอบด้วยความคะนองกายและวาจา
๔. เป็นมิจฉาทิฏฐิ
๕. มีอาชีววิบัติ
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้ประพฤติอนาจารทางกาย
๒. เป็นผู้ประพฤติอนาจารทางกาย
๓. เป็นผู้ประพฤติอนาจารทางกายและทางวาจา
๔. เป็นมิจฉาทิฏฐิ
๕. มีอาชีววิบัติ
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้ประกอบด้วยความลบล้างทางกาย
๒. เป็นผู้ประกอบด้วยความลบล้างทางวาจา
๓. เป็นผู้ประกอบด้วยความลบล้างทางกายและทางวาจา
๔. เป็นมิจฉาทิฏฐิ
๕. มีอาชีววิบัติ
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพทางกาย
๒. เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพทางวาจา
๓. เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพทางกายและวาจา
๔. เป็นมิจฉาทิฏฐิ
๕. มีอาชีววิบัติ
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ต้องอาบัติแล้วถูกลงโทษ แต่ยังให้อุปสมบท
๒. ให้นิสัย
๓. ให้สามเณรอุปัฏฐาก
๔. ยินดีการสมมติให้เป็นผู้สอนภิกษุณี
๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ยังสอนภิกษุณี
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ถูกสงฆ์ลงโทษเพราะอาบัติใด ต้องอาบัตินั้น
๒. ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน
๓. ต้องอาบัติที่เลวกว่านั้น
๔. ติเตียนกรรม
๕. ติเตียนภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. พูดติพระพุทธเจ้า
๒. พูดติพระธรรม
๓. พูดติพระสงฆ์
๔. เป็นมิจฉาทิฏฐิ
๕. มีอาชีววิบัติ
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แลฯ
อนิสสิตวรรค ที่ ๑ จบ
----------------
ตสฺสุทฺทานํ
อุโปสถํ ปวารณํ อาปตฺติ จ คิลานกํ
อภิสมาจารลชฺชี จ อธิสีลทเวน จ
อนาจารํ อุปฆาติ มิจฺฉา อาปตฺติเมว จ
ยาย อาปตฺติยา พุทฺธสฺส ปฐโม วคฺคสงฺคโหติ ฯ
หัวข้อประจำวรรค
อุโบสถ ๑ ปวารณา ๑ อาบัติ ๑ อาพาธ ๑ อภิสมาจาร ๑ อลัชชี
อธิศีล ๑ คะนอง ๑ อนาจาร ๑ ลบล้าง ๑ มิจฉาทิฏฐิ ๑ อาบัติ ๑ เพราะอาบัติใด ๑ ติพระพุทธเจ้า ๑ รวมเป็นวรรคที่ ๑ แลฯ
นัปปฏิปัสสัมภนวรรคที่ ๒
องค์ของภิกษุที่ไม่ควรระงับกรรม
พระวินัยปิฎก ปริวาร อุปาลิปัญจกะ นัปปฏิปัสสัมภนวรรคที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพนฺติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อาปตฺตึ อาปนฺโน กมฺมกโต อุปสมฺปาเทติ นิสฺสยํ เทติ สามเณรํ อุปฏฺฐาเปติ ภิกฺขุโนวาทกสมฺมตึ สาทิยติ สมฺมโตปิ ภิกฺขุนิโย โอวทติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ยาย อาปตฺติยา สงฺเฆน กมฺมํ กตํ โหติ ตํ อาปตฺตึ อาปชฺชติ อญฺญํ วา ตาทิสิกํ ตโต วา ปาปิฏฺฐตรํ กมฺมํ ครหติ กมฺมิเก ครหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ
อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ พุทฺธสฺส อวณฺณํ ภาสติ ธมฺมสฺส อวณฺณํ ภาสติ สงฺฆสฺส อวณฺณํ ภาสติ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก จ โหติ อาชีววิปนฺโน จ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ โอมทฺทการโก จ โหติ วตฺเตสุ สิกฺขาย จ น ปริปูริการี ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพนฺติ ฯ
อุ. พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล สงฆ์ไม่พึงระงับกรรม?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ สงฆ์ไม่พึงระงับกรรม. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ต้องอาบัติแล้วถูกลงโทษ ยังให้อุปสมบท
๒. ให้นิสัย
๓. ให้สามเณรอุปัฏฐาก
๔. ยินดีการสมมติให้เป็นผู้สอนภิกษุณี
๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ยังสอนภิกษุณี
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับกรรม.
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก สงฆ์ไม่พึงระงับกรรม. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ถูกสงฆ์ลงโทษเพราะอาบัติใด ต้องอาบัตินั้น
๒. ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน
๓. ต้องอาบัติที่เลวกว่านั้น
๔. ติกรรม
๕. ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับกรรม.
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก สงฆ์ไม่พึงระงับกรรม. องค์ ๕อะไรบ้าง? คือ:
๑. พูดติพระพุทธเจ้า
๒. พูดติพระธรรม
๓. พูดติพระสงฆ์
๔. เป็นมิจฉาทิฏฐิ
๕. มีอาชีววิบัติ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับกรรม.
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก สงฆ์ไม่พึงระงับกรรม. องค์ ๕อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นอลัชชี
๒. เป็นพาล
๓. ไม่ใช่เป็นปกตัตตะ
๔. ทำการย่ำยีในข้อวัตร
๕. ไม่ทำให้บริบูรณ์ในสิกขา
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับกรรม.
สงฺคามาวจเรน ภนฺเต ภิกฺขุนา สงฺฆํ อุปสงฺกมนฺเตน กติ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ อุปฏฺฐาเปตฺวา สงฺโฆ อุปสงฺกมิตพฺโพติ ๑ ฯ สงฺคามาวจเรนุปาลิ ภิกฺขุนา สงฺฆํ อุปสงฺกมนฺเตน ปญฺจ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ อุปฏฺฐาเปตฺวา สงฺโฆ อุปสงฺกมิตพฺโพ ฯ กตเม ปญฺจ ฯ สงฺคามาวจเรนุปาลิ ภิกฺขุนา สงฺฆํ อุปสงฺกมนฺเตน นีจจิตฺเตน สงฺโฆ อุปสงฺกมิตพฺโพ รโชหรณสเมน จิตฺเตน อาสนกุสเลน ภวิตพฺพํ นิสชฺชกุสเลน เถเร ภิกฺขู อนุปขชฺชนฺเตน นเว ภิกฺขู อาสเนน อปฺปฏิพาหนฺเตน ยถาปฏิรูเป อาสเน นิสีทิตพฺพํ อนานากถิเกน ภวิตพฺพํ อติรจฺฉานกถิเกน สามํ วา ธมฺโม ภาสิตพฺโพ ปโร วา อชฺเฌสิตพฺโพ อริโย วา ตุณฺหีภาโว นาติมญฺญิตพฺโพ สเจ อุปาลิ สงฺโฆ สมคฺคกรณียานิ กมฺมานิ กโรติ ตตฺร เจ อุปาลิ ภิกฺขุโน นกฺขมติ อปิ ทิฏฺฐาวิกมฺมํ กตฺวา อุเปตพฺพา สามคฺคี ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ มาหํ สงฺเฆน นานตฺโต อสฺสนฺติ ฯ สงฺคามาวจเรนุปาลิ ภิกฺขุนา สงฺฆํ อุปสงฺกมนฺเตน อิเม ปญฺจ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ อุปฏฺฐาเปตฺวา สงฺโฆ อุปสงฺกมิตพฺโพติ ฯ
๑ ยุ. อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ
คุณสมบัติของภิกษุผู้เข้าสงคราม
อุ. พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้เข้าสงคราม เมื่อเข้าหาสงฆ์พึงตั้งธรรมเท่าไรไว้ในตน แล้วเข้าหาสงฆ์
พ. ดูกรอุบาลี อันภิกษุผู้เข้าสงคราม เมื่อเข้าหาสงฆ์พึงตั้งธรรม ๕ อย่างไว้ในตนแล้วเข้าหาสงฆ์ ธรรม ๕ อะไรบ้าง
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้เข้าสงคราม เมื่อเข้าหาสงฆ์
๑. พึงมีจิตยำเกรง มีจิตเสมอด้วยผ้าเช็ดธุลี เข้าหาสงฆ์
๒. พึงเป็นผู้รู้จักอาสนะ รู้จักการนั่ง
๓. ไม่เบียดภิกษุผู้เถระ ไม่กีดกันอาสนะภิกษุผู้อ่อนกว่า พึงนั่งอาสนะอันควร๔. ไม่พึงพูดเรื่องต่างๆ ไม่พึงพูดติรัจฉานกถา
๕. พึงกล่าวธรรมด้วยตนเอง หรือเชิญผู้อื่นกล่าว ไม่พึงดูหมิ่นอริยดุษณีภาพดูกรอุบาลี ถ้าสงฆ์ทำกรรมที่ควรพร้อมเพรียงกันทำ ถ้าในกรรมนั้นภิกษุไม่ชอบใจ จะพึงทำความเห็นแย้งก็ได้ แล้วควบคุมสามัคคีไว้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะเธอคิดว่า เราอย่ามีความเป็นต่างๆ จากสงฆ์เลย.
ดูกรอุบาลี อันภิกษุผู้เข้าสงคราม เมื่อเข้าหาสงฆ์ พึงตั้งธรรม ๕ อย่างนี้ไว้ในตนแล้วเข้าหาสงฆ์เถิด.
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนากนฺโต จ โหติ พหุชนามนาโป จ พหุชนารุจิโต จาติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนากนฺโต จ โหติ พหุชนามนาโป จ พหุชนารุจิโต จ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อุสฺสิตมนฺตี จ โหติ นิสฺสิตชปฺปี จ น จ ภาสานุสนฺธิกุสโล โหติ น ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา โจเทตา โหติ น ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา กาเรตา โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนากนฺโต จ โหติ พหุชนามนาโป จ พหุชนารุจิโต จ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนกนฺโต จ โหติ พหุชนมนาโป จ พหุชนรุจิโต จ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
น อุสฺสิตมนฺตี จ โหติ น นิสฺสิตชปฺปี จ ภาสานุสนฺธิกุสโล จ โหติ ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา โจเทตา โหติ ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา กาเรตา โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนกนฺโต จ โหติ พหุชนมนาโป จ พหุชนรุจิโต จ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนากนฺโต จ โหติ พหุชนามนาโป จ พหุชนารุจิโต จ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อุสฺสาเทตา โหติ อปสาเทตา โหติ อธมฺมํ คณฺหาติ ธมฺมํ ปฏิพาหติ สมฺผญฺจ พหุํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนากนฺโต จ โหติ พหุชนามนาโป จ พหุชนารุจิโต จ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนกนฺโต จ โหติ พหุชนมนาโป จ พหุชนรุจิโต จ ฯ
กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น อุสฺสาเทตา โหติ น อปสาเทตา โหติ ธมฺมํ คณฺหาติ อธมฺมํ ปฏิพาหติ สมฺผญฺจ น พหุํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนกนฺโต จ โหติ พหุชนมนาโป จ พหุชนรุจิโต จ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนากนฺโต จ โหติ พหุชนามนาโป จ พหุชนารุจิโต จ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ปสยฺห วตฺตา ๑ โหติ อโนกาสกมฺมํ การาเปตฺวา วตฺตา ๑ โหติ น ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา โจเทตา โหติ น ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา กาเรตา โหติ น ยถาทิฏฺฐิยา พฺยากตา โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนากนฺโต จ โหติ พหุชนามนาโป จ พหุชนารุจิโต จ ฯ
ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนกนฺโต จ โหติ พหุชนมนาโป จ พหุชนรุจิโต จ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ปสยฺห วตฺตา โหติ โอกาสกมฺมํ การาเปตฺวา วตฺตา โหติ ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา โจเทตา โหติ ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา กาเรตา โหติ ยถาทิฏฺฐิยา พฺยากตา โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สงฺเฆ โวหรนฺโต พหุชนกนฺโต จ โหติ พหุชนมนาโป จ พหุชนรุจิโต จาติ ฯ
๑ โป. ม. ยุ. ปวตฺตา ฯ
องค์ของภิกษุผู้พูดในสงฆ์
อุ. พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล เมื่อพูดในสงฆ์ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของชนหมู่มาก ไม่เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และไม่เป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ เมื่อพูดในสงฆ์ ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของชนหมู่มาก ไม่เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และไม่เป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก. องค์ ๕อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้มีความคิดมืดมน
๒. พูดซัดผู้อื่น
๓. ไม่ฉลาดในถ้อยคำที่เชื่อมถึงกัน
๔. ไม่โจทตามอาบัติในธรรมและวินัยอันสมควร
๕. ไม่ปรับตามอาบัติในธรรมและวินัยอันสมควร
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เมื่อพูดในสงฆ์ ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของชนหมู่มาก ไม่เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และไม่เป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก.
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ เมื่อพูดในสงฆ์ย่อมเป็นที่ปรารถนาของชนหมู่มาก เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และเป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ไม่เป็นผู้มีความคิดมืดมน
๒. ไม่พูดซัดผู้อื่น
๓. ฉลาดในถ้อยคำที่เชื่อมถึงกัน
๔. โจทตามอาบัติในธรรมและวินัยอันสมควร
๕. ปรับตามอาบัติในธรรมและวินัยอันสมควร
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เมื่อพูดในสงฆ์ย่อมเป็นที่ปรารถนาของชนหมู่มาก เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และเป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก.
องค์ของภิกษุผู้พูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก เมื่อพูดในสงฆ์ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของชนหมู่มาก ไม่เป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก และไม่เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก. องค์ ๕อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้อวดอ้าง
๒. เป็นผู้รุกราน
๓. ยึดถืออธรรม
๔. ค้านธรรม
๕. กล่าวถ้อยคำที่ไร้ประโยชน์มาก
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เมื่อพูดในสงฆ์ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของชนหมู่มาก ไม่เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และไม่เป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก.
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ เมื่อพูดในสงฆ์ ย่อมเป็นที่ปรารถนาของชนหมู่มาก เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และเป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ไม่เป็นผู้อวดอ้าง
๒. ไม่เป็นผู้รุกราน
๓. ยึดถือธรรม
๔. ค้านอธรรม
๕. ไม่กล่าวถ้อยคำที่ไร้ประโยชน์มาก
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เมื่อพูดในสงฆ์ ย่อมเป็นที่ปรารถนาของชนหมู่มาก เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และเป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก.
องค์ของภิกษุผู้พูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก เมื่อพูดในสงฆ์ ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของชนหมู่มาก ไม่เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และไม่เป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก.
องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. พูดข่มขู่
๒. พูดไม่ให้โอกาสผู้อื่น
๓. ไม่โจทตามอาบัติในธรรมและในวินัยอันสมควร
๔. ไม่ปรับตามอาบัติในธรรมและในวินัยอันสมควร
๕. ไม่ชี้แจงตามความเห็น
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เมื่อพูดในสงฆ์ ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของชนหมู่มาก ไม่เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และไม่เป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก.
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ เมื่อพูดในสงฆ์ ย่อมเป็นที่ปรารถนาของชนหมู่มาก เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และเป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ไม่พูดข่มขู่
๒. พูดให้โอกาสผู้อื่น
๓. โจทตามอาบัติในธรรมและในวินัยอันสมควร
๔. ปรับตามอาบัติในธรรมและในวินัยอันสมควร
๕. ชี้แจงตามความเห็น
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เมื่อพูดในสงฆ์ ย่อมเป็นที่ปรารถนาของชนหมู่มาก เป็นที่พอใจของชนหมู่มาก และเป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก.
กติ นุ โข ภนฺเต อานิสํสา วินยปริยตฺติยาติ ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ อานิสํสา วินยปริยตฺติยา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ อตฺตโน สีลกฺขนฺโธ สุคุตฺโต โหติ สุรกฺขิโต กุกฺกุจฺจปกตานํ ปฏิสรณํ โหติ วิสารโท สงฺฆมชฺเฌ โวหรติ ปจฺจตฺถิเก สหธมฺเมน สุนิคฺคหิตํ นิคฺคณฺหาติ สทฺธมฺมฏฺฐิติยา ปฏิปนฺโน โหติ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจานิสํสา วินยปริยตฺติยาติ ฯ
นปฺปฏิปฺปสฺสมฺภนวคฺโค ทุติโย ฯ
อานิสงส์ในการเรียนวินัย
อุ. พระพุทธเจ้าข้า ในการเรียนวินัย มีอานิสงส์เท่าไรหนอแล?
พ. ดูกรอุบาลี ในการเรียนวินัยมีอานิสงส์ ๕ นี้. อานิสงส์ ๕ อะไรบ้าง คือ:๑. กองศีลเป็นอันตนคุ้มครองรักษาไว้ด้วยดี
๒. เป็นที่พึ่งพิงของผู้ถูกความสงสัยครอบงำ
๓. เป็นผู้แกล้วกล้าพูดในท่ามกลางสงฆ์
๔. ข่มขี่ข้าศึกได้ด้วยดีโดยสหธรรม
๕. เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม
ดูกรอุบาลี ในการเรียนวินัย มีอานิสงส์ ๕ นี้แล.
นัปปฏิปัสสัมภนวรรคที่ ๒ จบ
----------------
ตสฺสุทฺทานํ
อาปนฺโน ยาย วณฺณญฺจ อลชฺชี สงฺคาเมน จ
อุสฺสิตา อุสฺสาเทตา จ ปสยฺห ปริยตฺติยาติ ฯ
หัวข้อประจำวรรค
ต้องอาบัติ ๑ เพราะอาบัติใด ๑ พูดติเตียน ๑ อลัชชี ๑ สงคราม ๑ มีความคิดมืดมน ๑ อวดอ้าง ๑ ข่มขู่ ๑ เรียนวินัย ๑.
โวหารวรรคที่ ๓
ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์
พระวินัยปิฎก ปริวาร อุปาลิปัญจกะ โวหารวรรคที่ ๓ (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
กตีหิ นุ โข ภนฺเต [๑] องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพนฺติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อาปตฺตึ น ชานาติ อาปตฺติสมุฏฺฐานํ น ชานาติ อาปตฺติยา ปโยคํ น ชานาติ อาปตฺติยา วูปสมํ น ชานาติ น อาปตฺติยา วินิจฺฉยกุสโล โหติ ๑ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อาปตฺตึ ชานาติ อาปตฺติสมุฏฺฐานํ ชานาติ อาปตฺติยา ปโยคํ ชานาติ อาปตฺติยา วูปสมํ ชานาติ อาปตฺติยา วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ
อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อธิกรณํ น ชานาติ อธิกรณสมุฏฺฐานํ น ชานาติ อธิกรณสฺส ปโยคํ น ชานาติ อธิกรณสฺส วูปสมํ น ชานาติ น อธิกรณสฺส วินิจฺฉยกุสโล โหติ ๒ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อธิกรณํ ชานาติ อธิกรณสมุฏฺฐานํ ชานาติ อธิกรณสฺส ปโยคํ ชานาติ อธิกรณสฺส วูปสมํ ชานาติ อธิกรณสฺส วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
ปสยฺห วตฺตา ๑ โหติ อโนกาสกมฺมํ การาเปตฺวา วตฺตา ๑ โหติ น ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา โจเทตา โหติ น ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา กาเรตา โหติ น ยถาทิฏฺฐิยา พฺยากตา โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ปสยฺห วตฺตา ๑ โหติ โอกาสกมฺมํ การาเปตฺวา วตฺตา ๑ โหติ ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา โจเทตา โหติ ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา กาเรตา โหติ ยถาทิฏฺฐิยา พฺยากตา โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
อาปตฺตานาปตฺตึ น ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ น ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ น ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ น ชานาติ สปฺปฏิกมฺมอปฺปฏิกมฺมํ อาปตฺตึ น ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อาปตฺตานาปตฺตึ ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ชานาติ สปฺปฏิกมฺมอปฺปฏิกมฺมํ อาปตฺตึ ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
กมฺมํ น ชานาติ กมฺมสฺส กรณํ น ชานาติ กมฺมสฺส วตฺถุํ น ชานาติ กมฺมสฺส วตฺตํ น ชานาติ กมฺมสฺส วูปสมํ น ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ กมฺมํ ชานาติ กมฺมสฺส กรณํ ชานาติ กมฺมสฺส วตฺถุํ ชานาติ กมฺมสฺส วตฺตํ ชานาติ กมฺมสฺส วูปสมํ ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ วตฺถุํ น ชานาติ นิทานํ น ชานาติ ปญฺญตฺตึ น ชานาติ ปทปจฺฉาภฏฺฐํ ๑ น ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถํ น ชานาติ ฯ
อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ วตฺถุํ ชานาติ นิทานํ ชานาติ ปญฺญตฺตึ ชานาติ ปทปจฺฉาภฏฺฐํ ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถํ ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น! โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ อลชฺชี จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ ลชฺชี จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ อกุสโล จ โหติ วินเย ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ กุสโล จ โหติ วินเย ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ
อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ญตฺตึ น ชานาติ ญตฺติยา กรณํ น ชานาติ ญตฺติยา อนุสฺสาวนํ น ชานาติ ญตฺติยา สมถํ น ชานาติ ญตฺติยา วูปสมํ น ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ญตฺตึ ชานาติ ญตฺติยา กรณํ ชานาติ ญตฺติยา อนุสฺสาวนํ ชานาติ ญตฺติยา สมถํ ชานาติ ญตฺติยา วูปสมํ ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
สุตฺตํ น ชานาติ สุตฺตานุโลมํ น ชานาติ วินยํ น ชานาติ วินยานุโลมํ น ชานาติ น จ ฐานาฐานกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ สุตฺตํ ชานาติ สุตฺตานุโลมํ ชานาติ วินยํ ชานาติ วินยานุโลมํ ชานาติ ฐานาฐานกุสโล จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ธมฺมํ น ชานาติ ธมฺมานุโลมํ น ชานาติ วินยํ น ชานาติ วินยานุโลมํ น ชานาติ น จ ปุพฺพาปรกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ น โวหริตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ธมฺมํ ชานาติ ธมฺมานุโลมํ ชานาติ วินยํ ชานาติ วินยานุโลมํ ชานาติ ปุพฺพาปรกุสโล จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺเฆ โวหริตพฺพนฺติ ฯ
โวหารวคฺโค ตติโย ฯ
๑ ม. ยุ. ปฐมยมกปญฺญตฺติ ฯ
๑ ม. ยุ. อาปตฺติยา น วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ ๒ ม. ยุ. อธิกรณสฺส น
วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ
๑ โป. ม. ยุ. ปวตฺตา ฯ
๑ ม. ยุ. ปทปจฺจาภฏฐํ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ
อุ. ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล ไม่พึงพูดในสงฆ์ พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ไม่รู้อาบัติ
๒. ไม่รู้สมุฏฐานอาบัติ
๓. ไม่รู้ประโยคอาบัติ
๔. ไม่รู้ความระงับอาบัติ
๕. ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอาบัติ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์.
ภิกษุควรพูดในสงฆ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. รู้อาบัติ
๒. รู้สมุฏฐานอาบัติ
๓. รู้ประโยคอาบัติ
๔. รู้ความระงับอาบัติ
๕. ฉลาดในการวินิจฉัยอาบัติ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์
ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่รู้อธิกรณ์
๒. ไม่รู้สมุฏฐานอธิกรณ์
๓. ไม่รู้ประโยคอธิกรณ์
๔. ไม่รู้ความระงับอธิกรณ์
๕. ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์.
ภิกษุควรพูดในสงฆ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. รู้อธิกรณ์
๒. รู้สมุฏฐานอธิกรณ์
๓. รู้ประโยคอธิกรณ์
๔. รู้ความระงับอธิกรณ์
๕. ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์.
ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. พูดข่มขู่
๒. พูดไม่ให้โอกาสผู้อื่น
๓. ไม่โจทตามอาบัติในธรรมและวินัยอันสมควร
๔. ไม่ปรับตามอาบัติในธรรมและวินัยอันสมควร
๕. ไม่ชี้แจงตามความเห็น
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์.
ภิกษุควรพูดในสงฆ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ไม่พูดข่มขู่
๒. พูดให้โอกาสผู้อื่น
๓. โจทตามอาบัติในธรรมและวินัยอันสมควร
๔. ปรับตามอาบัติในธรรมและวินัยอันสมควร
๕. ชี้แจงตามความเห็น
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์.
ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่รู้อาบัติและอนาบัติ
๒. ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก
๓. ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติหาส่วนเหลือมิได้
๔. ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ
๕. ไม่รู้อาบัติที่ทำคืนได้และทำคืนไม่ได้
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์.
ภิกษุควรพูดในสงฆ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. รู้อาบัติและอนาบัติ
๒. รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก
๓. รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติหาส่วนเหลือมิได้
๔. รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ
๕. รู้อาบัติที่ทำคืนได้และทำคืนไม่ได้
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์.
ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่รู้กรรม
๒. ไม่รู้การทำกรรม
๓. ไม่รู้วัตถุของกรรม
๔. ไม่รู้วัตรของกรรม
๕. ไม่รู้ความระงับกรรม
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์.
ภิกษุควรพูดในสงฆ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. รู้กรรม
๒. รู้การทำกรรม
๓. รู้วัตถุของกรรม
๔. รู้วัตรของกรรม
๕. รู้ความระงับกรรม
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์.
ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่รู้วัตถุ
๒. ไม่รู้นิทาน
๓. ไม่รู้บัญญัติ
๔. ไม่รู้บทที่ตกในภายหลัง
๕. ไม่รู้ทางถ้อยคำอันเข้าสนธิกันได้
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์.
ภิกษุควรพูดในสงฆ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. รู้วัตถุ
๒. รู้นิทาน
๓. รู้บัญญัติ
๔. รู้บทที่ตกในภายหลัง
๕. รู้ทางถ้อยคำอันเข้าสนธิกันได้
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์.
ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ถึงฉันทาคติ
๒. ถึงโทสาคติ
๓. ถึงโมหาคติ
๔. ถึงภยาคติ
๕. เป็นอลัชชี
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์.
ภิกษุควรพูดในสงฆ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ไม่ถึงฉันทาคติ
๒. ไม่ถึงโทสาคติ
๓. ไม่ถึงโมหาคติ
๔. ไม่ถึงภยาคติ
๕. เป็นลัชชี
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์.
ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ถึงฉันทาคติ
๒. ถึงโทสาคติ
๓. ถึงโมหาคติ
๔. ถึงภยาคติ
๕. ไม่ฉลาดในวินัย
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์.
ภิกษุควรพูดในสงฆ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ไม่ถึงฉันทาคติ
๒. ไม่ถึงโทสาคติ
๓. ไม่ถึงโมหาคติ
๔. ไม่ถึงภยาคติ
๕. ฉลาดในวินัย
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์.
ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่รู้ญัตติ
๒. ไม่รู้การทำญัตติ
๓. ไม่รู้อนุสาวนาแห่งญัตติ
๔. ไม่รู้สมถะแห่งญัตติ
๕. ไม่รู้ความระงับแห่งญัตติ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์.
ภิกษุควรพูดในสงฆ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์ องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. รู้ญัตติ
๒. รู้การทำญัตติ
๓. รู้อนุสาวนาแห่งญัตติ
๔. รู้สมถะแห่งญัตติ
๕. รู้ความระงับแห่งญัตติ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์.
ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่รู้สุตตะ
๒. ไม่รู้สุตตานุโลม
๓. ไม่รู้วินัย
๔. ไม่รู้วินยานุโลม
๕. ไม่ฉลาดในฐานะและอฐานะ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์.
ภิกษุควรพูดในสงฆ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. รู้สุตตะ
๒. รู้สุตตานุโลม
๓. รู้วินัย
๔. รู้วินยานุโลม
๕. ฉลาดในฐานะและอฐานะ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์.
ภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่รู้ธรรม
๒. ไม่รู้ธรรมานุโลม
๓. ไม่รู้วินัย
๔. ไม่รู้วินยานุโลม
๕. ไม่ฉลาดในคำต้นและคำปลาย
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงพูดในสงฆ์
ภิกษุควรพูดในสงฆ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงพูดในสงฆ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. รู้ธรรม
๒. รู้ธรรมานุโลม
๓. รู้วินัย
๔. รู้วินยานุโลม
๕. ฉลาดในคำต้นและคำปลาย
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงพูดในสงฆ์.
โวหารวรรค ที่ ๓ จบ
----------------
ตสฺสุทฺทานํ
อาปตฺติ อธิกรณํ ปสยฺหาปตฺติชานนา
กมฺมํ วตฺถุํ อลชฺชี จ อกุสโล จ ญตฺติยา
สุตฺตํ น ชานาติ ธมฺมํ ตติโย วคฺคสงฺคโหติ ฯ
หัวข้อประจำวรรค
อาบัติ ๑ อธิกรณ์ ๑ ข่มขู่ ๑ รู้อาบัติ ๑ กรรม ๑ วัตถุ ๑ อลัชชี ๑ไม่ฉลาด ๑ ญัตติ ๑ ไม่รู้สุตตะ ๑ ไม่รู้ธรรม ๑ รวมเป็นวรรคที่ ๓ แลฯ
ทิฏฐาวิกรรมวรรคที่ ๔
การทำความเห็นแย้งที่ไม่เป็นธรรม
พระวินัยปิฎก ปริวาร อุปาลิปัญจกะ ทิฏฐาวิกรรมวรรคที่ ๔ (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
กติ นุ โข ภนฺเต อธมฺมิกา ทิฏฺฐาวิกมฺมาติ ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ อธมฺมิกา ทิฏฺฐาวิกมฺมา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ อนาปตฺติยา ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ อเทสนาคามินิยา อาปตฺติยา ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ เทสิตาย อาปตฺติยา ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ จตูหิ ปญฺจหิ ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ มโนมานเสน ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ อธมฺมิกา ทิฏฺฐาวิกมฺมา ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ ธมฺมิกา ทิฏฺฐาวิกมฺมา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ อาปตฺติยา ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ เทสนาคามินิยา อาปตฺติยา ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ อเทสิตาย อาปตฺติยา ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ น จตูหิ ปญฺจหิ ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ น มโนมานเสน ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ ธมฺมิกา ทิฏฺฐาวิกมฺมา ฯ อปเรปิ อุปาลิ ปญฺจ อธมฺมิกา ทิฏฺฐาวิกมฺมา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ
นานาสํวาสกสฺส สนฺติเก ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ นานาสีมาย ฐิตสฺส สนฺติเก ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ อปกตตฺตสฺส สนฺติเก ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ จตูหิ ปญฺจหิ ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ มโนมานเสน ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ อธมฺมิกา ทิฏฺฐาวิกมฺมา ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ ธมฺมิกา ทิฏฺฐาวิกมฺมา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ สมานสํวาสกสฺส สนฺติเก ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ สมานสีมาย ฐิตสฺส สนฺติเก ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ ปกตตฺตสฺส สนฺติเก ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ น จตูหิ ปญฺจหิ ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ น มโนมานเสน ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ ธมฺมิกา ทิฏฺฐาวิกมฺมาติ ฯ
อุ. การทำความเห็นแย้งที่ไม่เป็นธรรม มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี การทำความเห็นแย้งที่ไม่เป็นธรรมนี้ มี ๕ อย่าง. ๕ อย่างอะไรบ้าง?
คือ:
๑. ทำความเห็นแย้งในอนาบัติ
๒. ทำความเห็นแย้งในอาบัติที่ไม่เป็นเทสนาคามินี
๓. ทำความเห็นแย้งในอาบัติที่แสดงแล้ว
๔. ทำความเห็นแย้งพร้อมกัน ๔-๕ รูป
๕. ทำความเห็นแย้งด้วยนึกในใจ
ดูกรอุบาลี การทำความเห็นแย้งไม่เป็นธรรม ๕ อย่าง นี้แล.
การทำความเห็นแย้งที่เป็นธรรม
ดูกรอุบาลี การทำความเห็นแย้งที่เป็นธรรมนี้ มี ๕ อย่าง. ๕ อย่าง อะไรบ้าง?
คือ:
๑. ทำความเห็นแย้งในอาบัติ
๒. ทำความเห็นแย้งในอาบัติเป็นเทสนาคามินี
๓. ทำความเห็นแย้งในอาบัติอันยังมิได้แสดง
๔. ไม่ทำความเห็นแย้งพร้อมกัน ๔-๕ รูป
๕. ไม่ทำความเห็นแย้งด้วยนึกในใจ
ดูกรอุบาลี การทำความเห็นแย้งที่เป็นธรรม ๕ อย่าง นี้แล
การทำความเห็นแย้งที่ไม่เป็นธรรมอีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี การทำความเห็นแย้งที่ไม่เป็นธรรม แม้อื่นอีก ๕ อย่าง. ๕ อย่างอะไรบ้าง? คือ:
๑. ทำความเห็นแย้งในสำนักภิกษุนานาสังวาสก์
๒. ทำความเห็นแย้งในสำนักภิกษุผู้อยู่ในสีมาต่างกัน
๓. ทำความเห็นแย้งในสำนักภิกษุมิใช่ปกตัตตะ
๔. ทำความเห็นแย้งพร้อมกัน ๔-๕ รูป
๕. ทำความเห็นแย้งด้วยนึกในใจ
ดูกรอุบาลี การทำความเห็นแย้งที่ไม่เป็นธรรม ๕ อย่าง นี้แล.
การทำความเห็นแย้งที่เป็นธรรม
ดูกรอุบาลี การทำความเห็นแย้งที่เป็นธรรมนี้ มี ๕ อย่าง. ๕ อย่างอะไรบ้าง? คือ:๑. ทำความเห็นแย้งในสำนักภิกษุสมานสังวาสก์
๒. ทำความเห็นแย้งในสำนักภิกษุผู้อยู่ในสีมาเดียวกัน
๓. ทำความเห็นแย้งในสำนักภิกษุผู้เป็นปกตัตตะ
๔. ไม่ทำความเห็นแย้งพร้อมกัน ๔-๕ รูป
๕. ไม่ทำความเห็นแย้งด้วยนึกในใจ
ดูกรอุบาลี การทำความเห็นแย้งที่เป็นธรรม ๕ อย่าง นี้แล.
กติ นุ โข ภนฺเต อธมฺมิกา ปฏิคฺคหาติ ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ อธมฺมิกา ปฏิคฺคหา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ กาเยน ทียมานํ กาเยน อปฺปฏิคฺคหิตํ กาเยน ทียมานํ กายปฏิพทฺเธน อปฺปฏิคฺคหิตํ กายปฏิพทฺเธน ทียมานํ กาเยน อปฺปฏิคฺคหิตํ กายปฏิพทฺเธน ทียมานํ กายปฏิพทฺเธน อปฺปฏิคฺคหิตํ นิสฺสคฺคิเยน ทียมานํ กาเยน วา กายปฏิพทฺเธน วา อปฺปฏิคฺคหิตํ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ อธมฺมิกา ปฏิคฺคหา ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ ธมฺมิกา ปฏิคฺคหา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ กาเยน ทียมานํ กาเยน ปฏิคฺคหิตํ กาเยน ทียมานํ กายปฏิพทฺเธน ปฏิคฺคหิตํ กายปฏิพทฺเธน ทียมานํ กาเยน ปฏิคฺคหิตํ กายปฏิพทฺเธน ทียมานํ กายปฏิพทฺเธน ปฏิคฺคหิตํ นิสฺสคฺคิเยน ทียมานํ กาเยน วา กายปฏิพทฺเธน วา ปฏิคฺคหิตํ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ ธมฺมิกา ปฏิคฺคหาติ ฯ
การรับประเคนที่ใช้ไม่ได้
อุ. การรับประเคนที่ใช้ไม่ได้ มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี การรับประเคนที่ใช้ไม่ได้นี้มี ๕ อย่าง. ๕ อย่างอะไรบ้าง? คือ:๑. ของเขาให้ด้วยกาย ไม่รับประเคนด้วยกาย
๒. ของเขาให้ด้วยกาย ไม่รับประเคนด้วยของเนื่องด้วยกาย๓. ของเขาให้ด้วยของเนื่องด้วยกาย ไม่รับประเคนด้วยกาย๔. ของเขาให้ด้วยของเนื่องด้วยกาย ไม่รับประเคนด้วยของเนื่องด้วยกาย๕. ของเขาให้ด้วยโยนให้ ไม่รับประเคนด้วยกาย หรือด้วยของเนื่องด้วยกายดูกรอุบาลี การรับประเคนที่ใช้ไม่ได้ มี ๕ อย่าง นี้แล.
การรับประเคนที่ใช้ได้
ดูกรอุบาลี การรับประเคนที่ใช้ได้นี้ มี ๕ อย่าง. ๕ อย่างอะไรบ้าง? คือ:๑. ของเขาให้ด้วยกาย รับประเคนด้วยกาย
๒. ของเขาให้ด้วยกาย รับประเคนด้วยของเนื่องด้วยกาย๓. ของเขาให้ด้วยของเนื่องด้วยกาย รับประเคนด้วยกาย๔. ของเขาให้ด้วยของเนื่องด้วยกาย รับประเคนด้วยของเนื่องด้วยกาย๕. ของเขาให้ด้วยโยนให้ รับประเคนด้วยกาย หรือด้วยของเนื่องด้วยกายดูกรอุบาลี การรับประเคนที่ใช้ได้ ๕ อย่าง นี้แล.
กติ นุ โข ภนฺเต อนติริตฺตาติ ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ อนติริตฺตา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ อกปฺปิยกตํ โหติ อปฺปฏิคฺคหิตกตํ โหติ อนุจฺจาริตกตํ โหติ อหตฺถปาเส กตํ โหติ อลเมตํ สพฺพนฺติ อวุตฺตํ โหติ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ อนติริตฺตา ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ อติริตฺตา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ กปฺปิยกตํ โหติ ปฏิคฺคหิตกตํ โหติ อุจฺจาริตกตํ โหติ หตฺถปาเส กตํ โหติ อลเมตํ สพฺพนฺติ วุตฺตํ โหติ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ อติริตฺตาติ ฯ
ของที่ไม่เป็นเดน
อุ. ของที่ไม่เป็นเดน มีเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า
พ. ดูกรอุบาลี ของที่ไม่เป็นเดนนี้มี ๕ อย่าง ๕ อย่างอะไรบ้าง คือ:๑. ภิกษุไม่ทำให้เป็นกัปปิยะ
๒. ไม่รับประเคน
๓. ไม่ยกส่งให้
๔. ทำนอกหัตถบาส
๕. มิได้กล่าวว่า ทั้งหมดนั้นพอละ
ดูกรอุบาลี ของที่ไม่เป็นเดนมี ๕ อย่าง นี้แล.
ของที่เป็นเดน
ดูกรอุบาลี ของที่เป็นเดนนี้ มี ๕ อย่าง. ๕ อย่างอะไรบ้าง? คือ:๑. ภิกษุทำให้เป็นกัปปิยะ
๒. รับประเคน
๓. ยกส่งให้
๔. ทำในหัตถบาส
๕. กล่าวว่า ทั้งหมดนั่นพอละ
ดูกรอุบาลี ของที่เป็นเดน ๕ อย่าง นี้แล.
กตีหิ นุ โข ภนฺเต อากาเรหิ ปวารณา ปญฺญายตีติ ฯ ปญฺจหุปาลิ อากาเรหิ ปวารณา ปญฺญายติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อสนํ ปญฺญายติ โภชนํ ปญฺญายติ หตฺถปาเส ฐิโต อภิหรติ ปฏิกฺเขโป ปญฺญายติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหากาเรหิ ปวารณา ปญฺญายตีติ ฯ
การห้ามภัตร
อุ. การห้ามภัตรย่อมปรากฎด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี การห้ามภัตร ย่อมปรากฏด้วยอาการ ๕ อย่าง. ๕ อย่างอะไรบ้าง?
๑. การฉันยังปรากฏอยู่
๒. โภชนะปรากฏอยู่
๓. ผู้ให้อยู่ในหัตถบาส
๔. เขาน้อมของเข้ามา
๕. การห้ามปรากฏ
ดูกรอุบาลี การห้ามภัตร ย่อมปรากฏด้วยอาการ ๕ นี้แล.
กติ นุ โข ภนฺเต อธมฺมิกา ปฏิญฺญาตกรณาติ ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ อธมฺมิกา ปฏิญฺญาตกรณา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ ภิกฺขุ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ปาราชิเกน โจทิยมาโน สงฺฆาทิเสสํ อชฺฌาปนฺโน ปฏิชานาติ ตํ สงฺโฆ สงฺฆาทิเสเสน กาเรติ อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ ภิกฺขุ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ปาราชิเกน โจทิยมาโน ปาจิตฺติยํ ปาฏิเทสนียํ ทุกฺกฏํ อชฺฌาปนฺโน ปฏิชานาติ ตํ สงฺโฆ ทุกฺกเฏน กาเรติ อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ ฯ ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสํ ปาจิตฺติยํ ปาฏิเทสนียํ ทุกฺกฏํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ทุกฺกเฏน โจทิยมาโน ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน ปฏิชานาติ ตํ สงฺโฆ ปาราชิเกน กาเรติ อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ ฯ
ภิกฺขุ ทุกฺกฏํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ทุกฺกเฏน โจทิยมาโน สงฺฆาทิเสสํ ปาจิตฺติยํ ปาฏิเทสนียํ อชฺฌาปนฺโน ปฏิชานาติ ตํ สงฺโฆ ปาฏิเทสนีเยน กาเรติ อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ อธมฺมิกา ปฏิญฺญาตกรณา ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ ธมฺมิกา ปฏิญฺญาตกรณา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ ภิกฺขุ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ปาราชิเกน โจทิยมาโน ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน ปฏิชานาติ ตํ สงฺโฆ ปาราชิเกน กาเรติ ธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ ฯ ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสํ ปาจิตฺติยํ ปาฏิเทสนียํ ทุกฺกฏํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ทุกฺกเฏน โจทิยมาโน ทุกฺกฏํ อชฺฌาปนฺโน ปฏิชานาติ ตํ สงฺโฆ ทุกฺกเฏน กาเรติ ธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ ธมฺมิกา ปฏิญฺญาตกรณาติ ฯ
ทำตามปฏิญญาที่ไม่เป็นธรรม
อุ. การทำตามปฏิญญาที่ไม่เป็นธรรม มีเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี การทำตามปฏิญญาที่ไม่เป็นธรรมนี้มี ๕ อย่าง. ๕ อย่างอะไรบ้าง?
คือ:
๑. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก เธอถูกโจทด้วยอาบัติปาราชิก แต่ปฏิญญาว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสส สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติสังฆาทิเสส จัดเป็นทำตามปฏิญญาไม่เป็นธรรม๒. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก เธอถูกโจทด้วยอาบัติปาราชิก แต่ปฏิญญาว่า ต้องอาบัติปาจิตตีย์ สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาจิตตีย์ จัดเป็นทำตามปฏิญญาไม่เป็นธรรม๓. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ เธอถูกโจทด้วยอาบัติปาฏิเทสนียะ แต่ปฏิญญาว่า ต้องอาบัติทุกกฏ สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติทุกกฏ จัดเป็นทำตามปฏิญญาไม่เป็นธรรม๔. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ เธอถูกโจทด้วยอาบัติทุกกฏ แต่ปฏิญญาว่า ต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาราชิก จัดเป็นทำตามปฏิญญาไม่เป็นธรรม
๕. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติทุกกฏ เธอถูกโจทด้วยอาบัติทุกกฏ แต่ปฏิญญาว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสส ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาฏิเทสนียะ จัดเป็นทำตามปฏิญญาไม่เป็นธรรม
ดูกรอุบาลี การทำตามปฏิญญาไม่เป็นธรรม ๕ อย่าง นี้แล.
ทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรม
ดูกรอุบาลี การทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรมนี้มี ๕ อย่าง. ๕ อย่างอะไรบ้าง? คือ:๑. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก เธอถูกโจทด้วยอาบัติปาราชิก ปฏิญญาว่าต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาราชิก จัดเป็นทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรม๒. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส เธอถูกโจทด้วยอาบัติสังฆาทิเสส ปฏิญญาว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสส สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติสังฆาทิเสส จัดเป็นทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรม๓. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เธอถูกโจทด้วยอาบัติปาจิตตีย์ ปฏิญญาว่าต้องอาบัติปาจิตตีย์ สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาจิตตีย์ จัดเป็นทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรม๔. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ เธอถูกโจทด้วยอาบัติปาฏิเทสนียะ ปฏิญญาว่าต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาฏิเทสนียะ จัดเป็นทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรม๕. ภิกษุเป็นผู้ต้องอาบัติทุกกฏ เธอถูกโจทด้วยอาบัติทุกกฏ ปฏิญญาว่าต้องอาบัติทุกกฏ สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติทุกกฏ จัดเป็นทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรม
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน โอกาสกมฺมํ การาเปนฺตสฺส นาลํ โอกาสกมฺมํ กาตุนฺติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน โอกาสกมฺมํ การาเปนฺตสฺส นาลํ โอกาสกมฺมํ กาตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ จาวนาธิปฺปาโย วตฺตา โหติ โน วุฏฺฐานาธิปฺปาโย ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน โอกาสกมฺมํ การาเปนฺตสฺส นาลํ โอกาสกมฺมํ กาตุํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน โอกาสกมฺมํ การาเปนฺตสฺส อลํ โอกาสกมฺมํ กาตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ลชฺชี จ โหติ ปณฺฑิโต จ ปกตตฺโต จ วุฏฺฐานาธิปฺปาโย วตฺตา โหติ โน จาวนาธิปฺปาโย ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน โอกาสกมฺมํ การาเปนฺตสฺส อลํ โอกาสกมฺมํ กาตุนฺติ ฯ
ไม่ควรทำโอกาส
อุ. ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล ขอให้ทำโอกาส สงฆ์ไม่ควรทำโอกาส พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ขอให้ทำโอกาส สงฆ์ไม่ควรทำโอกาส.
องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นอลัชชี
๒. เป็นพาล
๓. ไม่ใช่เป็นปกตัตตะ
๔. เป็นผู้พูดประสงค์ให้เคลื่อนจากพรหมจรรย์
๕. ไม่เป็นผู้พูดประสงค์ให้ออกจากอาบัติ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ขอให้ทำโอกาส สงฆ์ไม่ควรทำโอกาส.
ควรทำโอกาส
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ขอให้ทำโอกาส สงฆ์ควรทำโอกาส. องค์ ๕อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นลัชชี
๒. เป็นบัณฑิต
๓. เป็นปกตัตตะ
๔. เป็นผู้พูดประสงค์ให้ออกจากอาบัติ
๕. ไม่เป็นผู้พูดประสงค์ให้เคลื่อนจากพรหมจรรย์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ขอให้ทำโอกาส สงฆ์ควรทำโอกาส.
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ วินโย น สากจฺฉาตพฺโพติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ วินโย น สากจฺฉาตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ วตฺถุํ น ชานาติ นิทานํ น ชานาติ ปญฺญตฺตึ น ชานาติ ปทปจฺฉาภฏฺฐํ น ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถํ น ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ วินโย น สากจฺฉาตพฺโพ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ วินโย สากจฺฉาตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ วตฺถุํ ชานาติ นิทานํ ชานาติ ปญฺญตฺตึ ชานาติ ปทปจฺฉาภฏฺฐํ ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถํ ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ วินโย สากจฺฉาตพฺโพติ ฯ
ไม่ควรสนทนาวินัย
อุ. ภิกษุทั้งหลายไม่พึงสนทนาวินัยกับภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแลพระพุทธเจ้าข้า?
พ. ภิกษุทั้งหลายไม่พึงสนทนาวินัยกับภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่รู้วัตถุ
๒. ไม่รู้นิทาน
๓. ไม่รู้บัญญัติ
๔. ไม่รู้บทที่ตกหล่นภายหลัง
๕. ไม่รู้ทางถ้อยคำอันเข้าสนธิกันได้
ดูกรอุบาลี ภิกษุทั้งหลายไม่พึงสนทนาวินัยกับภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.
ควรสนทนาวินัย
ดูกรอุบาลี ภิกษุทั้งหลายพึงสนทนาวินัยกับภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕. องค์ ๕อะไรบ้าง? คือ:
๑. รู้วัตถุ
๒. รู้นิทาน
๓. รู้บัญญัติ
๔. รู้บทที่ตกหล่นในภายหลัง
๕. รู้ทางถ้อยคำอันเข้าสนธิเข้ากันได้
ดูกรอุบาลี ภิกษุทั้งหลายพึงสนทนาวินัยกับภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.
กติ นุ โข ภนฺเต ปญฺหปุจฺฉาติ ๑ ฯ ปญฺจิมา อุปาลิ ปญฺหปุจฺฉา ฯ กตมา ปญฺจ ฯ มนฺทตฺตา โมมูหตฺตา ปญฺหํ ปุจฺฉติ ปาปิจฺโฉ อิจฺฉาปกโต ปญฺหํ ปุจฺฉติ ปริภวา ปญฺหํ ปุจฺฉติ อญฺญาตุกาโม ปญฺหํ ปุจฺฉติ สเจ เม ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สมฺมเทว พฺยากริสฺสติ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ เม ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สมฺมเทว พฺยากริสฺสติ อหมสฺส สมฺมเทว พฺยากริสฺสามีติ ปญฺหํ ปุจฺฉติ ฯ อิมา โข อุปาลิ ปญฺจ ปญฺหปุจฺฉาติ ฯ กติ นุ โข ภนฺเต อญฺญพฺยากรณาติ ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ อญฺญพฺยากรณา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ มนฺทตฺตา โมมูหตฺตา อญฺญํ พฺยากโรติ ปาปิจฺโฉ อิจฺฉาปกโต อญฺญํ พฺยากโรติ อุมฺมาทา จิตฺตกฺเขปา ๑ อญฺญํ พฺยากโรติ อธิมาเนน อญฺญํ พฺยากโรติ ภูตํ อญฺญํ พฺยากโรติ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ อญฺญพฺยากรณาติ ฯ
๑ โป. ม. ปญฺหาปุจฺฉาติ ฯ อปรํปิ อีทิสเมว ฯ
เหตุที่ถามปัญหา ๕ อย่าง
อุ. การถามปัญหามีเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี การถามปัญหานี้ มี ๕. อย่าง ๕ อย่างอะไรบ้าง? คือ:๑. ภิกษุถามปัญหา เพราะความรู้น้อย เพราะงมงาย
๒. เป็นผู้มีความปรารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบงำ จึงถามปัญหา๓. ถามปัญหาเพราะความดูหมิ่น
๔. เป็นผู้ไม่ประสงค์จะรู้ จึงถามปัญหา
๕. ถามปัญหาด้วยมนสิการว่า ถ้าเราถามปัญหาขึ้น ภิกษุจะพยากรณ์โดยชอบเทียวการพยากรณ์ดังนี้นั้นเป็นความดี ถ้าเราถามปัญหาแล้ว เธอจักไม่พยากรณ์โดยชอบเทียว เราจักพยากรณ์แก่เธอโดยชอบเทียว.
ดูกรอุบาลี การถามปัญหา ๕ นี้แล.
การอวดอ้างมรรคผล
อุ. การอวดอ้างมรรคผล มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี การอวดอ้างมรรคผลนี้ มี ๕ อย่าง. ๕ อย่าง อะไรบ้าง? คือ:๑. ภิกษุอวดอ้างมรรคผล เพราะความรู้น้อย เพราะความงมงาย๒. ภิกษุมีความปรารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบงำ จึงอวดอ้างมรรคผล๓. อวดอ้างมรรคผล เพราะวิกลจริต เพราะจิตฟุ้งซ่าน
๔. อวดอ้างมรรคผล เพราะสำคัญว่าได้บรรลุ
๕. อวดอ้างมรรคผลที่เป็นจริง.
ดูกรอุบาลี การอวดอ้างมรรคผล ๕ อย่าง นี้แล.
กติ นุ โข ภนฺเต วิสุทฺธิโยติ ฯ ปญฺจิมา อุปาลิ วิสุทฺธิโย ฯ กตมา ปญฺจ ฯ นิทานํ อุทฺทิสิตฺวา อวเสสํ สุเตน สาเวตพฺพํ อยํ ปฐมา วิสุทฺธิ ฯ นิทานํ อุทฺทิสิตฺวา จตฺตาริ ปาราชิกานิ อุทฺทิสิตฺวา อวเสสํ สุเตน สาเวตพฺพํ อยํ ทุติยา วิสุทฺธิ ฯ นิทานํ อุทฺทิสิตฺวา จตฺตาริ ปาราชิกานิ อุทฺทิสิตฺวา เตรส สงฺฆาทิเสเส อุทฺทิสิตฺวา อวเสสํ สุเตน สาเวตพฺพํ อยํ ตติยา วิสุทฺธิ ฯ นิทานํ อุทฺทิสิตฺวา จตฺตาริ ปาราชิกานิ อุทฺทิสิตฺวา เตรส สงฺฆาทิเสเส อุทฺทิสิตฺวา เทฺว อนิยเต อุทฺทิสิตฺวา อวเสสํ สุเตน สาเวตพฺพํ อยํ จตุตฺถา วิสุทฺธิ ฯ วิตฺถาเรเนว ปญฺจมี ฯ อิมา โข อุปาลิ ปญฺจ วิสุทฺธิโยติ ฯ
วิสุทธิ ๕
อุ. วิสุทธิมีเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี วิสุทธินี้ มี ๕ อย่าง ๕ อย่างอะไรบ้าง? คือ:
สวดนิทานแล้ว นอกนั้นสวดด้วยสุตบท นี้จัดเป็นวิสุทธิที่ ๑ สวดนิทาน สวดปาราชิก ๔ แล้ว นอกนั้นสวดด้วยสุตบท นี้จัดเป็นวิสุทธิที่ ๒ สวดนิทาน ปวดปาราชิก ๔สวดสังฆาทิเสส ๑๓ แล้ว นอกนั้นสวดด้วยสุตบท นี้จัดเป็นวิสุทธิที่ ๓ สวดนิทาน สวดปาราชิก ๔ สวดสังฆาทิเสส ๑๓ สวดอนิยต ๒ แล้ว นอกนั้นสวดด้วยสุตบท นี้จัดเป็นวิสุทธิที่ ๔ สวดโดยพิสดารทีเดียว จัดเป็นวิสุทธิที่ ๕
ดูกรอุบาลี วิสุทธิ ๕ อย่าง นี้แล.
กติ นุ โข ภนฺเต โภชนาติ ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ โภชนา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ โอทโน กุมฺมาโส สตฺตุ มจฺโฉ มํสํ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ โภชนาติ ฯ
ทิฏฺฐาวิกมฺมวคฺโค จตุตฺโถ ฯ
๑ โป. จิตฺตุกฺเขปา ฯ
โภชนะ ๕
อุ. โภชนะมีเท่าไร หนอแล พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี โภชนะนี้ มี ๕ อย่าง. ๕ อย่างอะไรบ้าง? คือ:๑. ข้าวสุก
๒. ขนมสด
๓. ขนมแห้ง
๔. ปลา
๕. เนื้อ
ดูกรอุบาลี โภชนะ ๕ อย่าง นี้แล.
ทิฏฐาวิกรรมวรรค ที่ ๔ จบ
----------------
ตสฺสุทฺทานํ
ทิฏฺฐาวิกมฺมา อปเร ปฏิคฺคหา อติริตฺตา ๑
ปวารณา ปฏิญฺญาตํ โอกาสํ สากจฺเฉน จ
ปญฺหํ อญฺญพฺยากรณา วิสุทฺธิ จาปิ โภชนาติ ฯ
หัวข้อประจำวรรค
ทำความเห็นแย้ง ๑ ทำความเห็นแย้งอีกนัยหนึ่ง ๑ รับประเคน ๑ ของ
เป็นเดน ๑ ห้ามภัตร ๑ ปฏิญญา ๑ ขอโอกาส ๑ สนทนา ๑ ถามปัญหา ๑ อวดอ้างมรรคผล ๑วิสุทธิ ๑ โภชนะ ๑.
อัตตาทานวรรคที่ ๕
หน้าที่ของโจทก์
พระวินัยปิฎก ปริวาร อุปาลิปัญจกะ อัตตาทานวรรคที่ ๕ (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
โจทเกน ภนฺเต ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน กติ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปโร โจเทตพฺโพติ ฯ โจทเกนุปาลิ ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน ปญฺจ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปโร โจเทตพฺโพ ฯ กตเม ปญฺจ ฯ โจทเกนุปาลิ ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ ปริสุทฺธกายสมาจาโร นุ โขมฺหิ ปริสุทฺเธนมฺหิ ๒ กายสมาจาเรน สมนฺนาคโต อจฺฉิทฺเทน อปฺปฏิมํเสน สํวิชฺชติ นุ โข เม เอโส ธมฺโม อุทาหุ โนติ ฯ โน เจ อุปาลิ ภิกฺขุ ปริสุทฺธกายสมาจาโร โหติ ปริสุทฺเธน กายสมาจาเรน สมนฺนาคโต อจฺฉิทฺเทน อปฺปฏิมํเสน ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร อิงฺฆ ตาว อายสฺมา กายิกํ สิกฺขสฺสูติ อิติสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ฯ
ปุน จปรํ อุปาลิ โจทเกน ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ ปริสุทฺธวจีสมาจาโร นุ โขมฺหิ ปริสุทฺเธนมฺหิ วจีสมาจาเรน สมนฺนาคโต อจฺฉิทฺเทน อปฺปฏิมํเสน สํวิชฺชติ นุ โข เม เอโส ธมฺโม อุทาหุ โนติ ฯ โน เจ อุปาลิ ภิกฺขุ ปริสุทฺธวจีสมาจาโร โหติ ปริสุทฺเธน วจีสมาจาเรน สมนฺนาคโต อจฺฉิทฺเทน อปฺปฏิมํเสน ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร อิงฺฆ ตาว อายสฺมา วาจสิกํ สิกฺขสฺสูติ อิติสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ฯ ปุน จปรํ อุปาลิ โจทเกน ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ เมตฺตํ นุ โข เม จิตฺตํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ สพฺรหฺมจารีสุ อนาฆาตํ สํวิชฺชติ นุ โข เม เอโส ธมฺโม อุทาหุ โนติ ฯ
โน เจ อุปาลิ ภิกฺขุโน เมตฺตํ จิตฺตํ ๑ ปจฺจุปฏฺฐิตํ โหติ สพฺรหฺมจารีสุ อนาฆาตํ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร อิงฺฆ ตาว อายสฺมา สพฺรหฺมจารีสุ เมตฺตํ จิตฺตํ อุปฏฺฐาเปหีติ อิติสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ฯ ปุน จปรํ อุปาลิ โจทเกน ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ พหุสฺสุโต นุ โขมฺหิ สุตธโร สุตสนฺนิจโย เย เต ธมฺมา อาทิกลฺยาณา มชฺเฌกลฺยาณา ปริโยสานกลฺยาณา สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ อภิวทนฺติ ตถารูปา เม ธมฺมา พหุสฺสุตา ธตา วจสา ปริจิตา มนสานุเปกฺขิตา ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธา สํวิชฺชติ นุ โข เม เอโส ธมฺโม อุทาหุ โนติ ฯ
โน เจ อุปาลิ ภิกฺขุ พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย เย เต ธมฺมา อาทิกลฺยาณา มชฺเฌกลฺยาณา ปริโยสานกลฺยาณา สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ อภิวทนฺติ ตถารูปาสฺส ๑ ธมฺมา น พหุสฺสุตา โหนฺติ ธตา วจสา ปริจิตา มนสานุเปกฺขิตา ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธา ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร อิงฺฆ ตาว อายสฺมา อาคมํ ปริยาปุณสฺสูติ อิติสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ฯ ปุน จปรํ อุปาลิ โจทเกน ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ อุภยานิ นุ โข เม ปาติโมกฺขานิ วิตฺถาเรน สฺวาคตานิ โหนฺติ สุวิภตฺตานิ สุปฺปวตฺตีนิ สุวินิจฺฉิตานิ สุตฺตโส อนุพฺยญฺชนโส สํวิชฺชติ นุ โข เม เอโส ธมฺโม อุทาหุ โนติ ฯ โน เจ อุปาลิ ภิกฺขุโน อุภยานิ ปาติโมกฺขานิ วิตฺถาเรน สฺวาคตานิ โหนฺติ สุวิภตฺตานิ สุปฺปวตฺตีนิ สุวินิจฺฉิตานิ สุตฺตโส อนุพฺยญฺชนโส อิทํ ปนาวุโส กตฺถ วุตฺตํ ภควตาติ อิติ ปุฏฺโฐ น สมฺปาเทติ ๒ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร อิงฺฆ ตาว อายสฺมา วินยํ ปริยาปุณสฺสูติ อิติสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ฯ โจทเกนุปาลิ ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน อิเม ปญฺจ ธมฺเม๔ อชฺฌตฺตํ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปโร โจเทตพฺโพติ ฯ
๑ โป. ...คหาติริตฺตา จ ฯ ม. ...คหานติริตฺตา ฯ ๒ ปริสุทฺเธน ?
๑ ยุ. เมตฺตจิตฺตํ ฯ
อุ. ภิกษุผู้โจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงกำหนดธรรมเท่าไรไว้ในตน แล้วโจทผู้อื่น พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงกำหนดธรรม ๕ อย่างไว้ในตนแล้วโจทผู้อื่น. ธรรม ๕ อย่าง อะไรบ้าง? คือ:
๑. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงกำหนดอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์หรือหนอ เราเป็นผู้ประกอบด้วยความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ ไม่มีช่องไม่มีข้อสอบสวนหรือ ธรรมนั้นของเรามีอยู่หรือไม่มี?
ดูกรอุบาลี ถ้าภิกษุไม่ใช่เป็นผู้มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ ไม่ใช่เป็นผู้ประกอบด้วยความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ ไม่มีช่อง ไม่มีข้อสอบสวน จะมีผู้ว่ากล่าวต่อเธอว่า เชิญท่านศึกษาความประพฤติทางกายก่อน จะมีคนว่ากล่าวต่อเธอดังนี้.
๒. ดูกรอุบาลี อนึ่ง ภิกษุผู้โจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงกำหนดอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์หรือหนอ เราเป็นผู้ประกอบด้วยความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ไม่มีช่อง ไม่มีข้อสอบสวนหรือ ธรรมนั้นของเรามีอยู่หรือไม่?
ดูกรอุบาลี ถ้าภิกษุไม่ใช่เป็นผู้ประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ ไม่ใช่เป็นผู้ประกอบด้วยความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ ไม่มีช่อง ไม่มีข้อสอบสวน จะมีผู้ว่ากล่าวต่อเธอว่า เชิญทานศึกษาความประพฤติทางวาจาก่อน จะมีคนว่ากล่าวต่อเธอดังนี้.
๓. ดูกรอุบาลี อนึ่ง ภิกษุผู้โจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงกำหนดอย่างนี้ว่า เมตตาจิตไม่มีอาฆาต เราเข้าไปตั้งไว้แล้วในหมู่เพื่อนสพรหมจารีหรือ ธรรมนั้นของเรามีอยู่หรือไม่มี?
ดูกรอุบาลี ถ้าภิกษุไม่ได้เข้าไปตั้งเมตตาจิตไม่มีอาฆาตในหมู่เพื่อนสพรหมจารี จะมีผู้กล่าวต่อเธอว่า เชิญท่านเข้าไปตั้งเมตตาจิตในหมู่เพื่อนสพรหมจารีก่อน จะมีคนว่ากล่าวต่อเธอดังนี้๔. ดูกรอุบาลี อนึ่ง ภิกษุผู้โจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงกำหนดอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้มีสุตะมาก ทรงจำสุตะ สั่งสมสุตะหรือหนอ ธรรมเหล่านั้นใด งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลางงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์ สิ้นเชิง ธรรมเห็นปานนั้นเราได้ฟังมาก ทรงจำไว้คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา ธรรมนั้นของเรามีอยู่หรือไม่มี?
ดูกรอุบาลี ถ้าภิกษุไม่ใช่เป็นผู้มีสุตะมาก ทรงจำสุตะ สั่งสมสุตะ ธรรมเหล่านั้นใดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์ สิ้นเชิง ธรรมเห็นปานนั้น เธอหาได้ฟังมาก ทรงจำไว้คล่องปากขึ้นใจ แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญาไม่ จะมีผู้กล่าวต่อเธอว่า เชิญท่านเรียนคัมภีร์ก่อน จะมีคนว่ากล่าวต่อเธอดังนี้.
๕. ดูกรอุบาลี อนึ่ง ภิกษุผู้โจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงกำหนดอย่างนี้ว่า เราจำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดี โดยพิสดาร สวดไพเราะคล่องแคล่วดี วินิจฉัยเรียบร้อย โดยสุตตะโดยอนุพยัญชนะหรือ ธรรมนั้นของเรามีอยู่หรือไม่มี?
ดูกรอุบาลี ถ้าภิกษุไม่ใช่เป็นผู้จำปาติโมกข์ทั้งสอง โดยพิสดาร สวดไพเราะคล่องแคล่วดี วินิจฉัยเรียบร้อย โดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะไม่ได้ มีผู้ถามว่า ท่าน สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ที่ไหน เธอถูกถามดังนี้ ย่อมตอบไม่ถูกต้อง จะมีผู้ว่ากล่าวต่อเธอว่า เชิญท่านเรียนวินัยก่อน จะมีคนว่ากล่าวต่อเธอดังนี้.
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ประสงค์โจทผู้อื่น พึงกำหนดธรรม ๕ อย่างนี้ไว้ในตน แล้วโจทผู้อื่นเถิด.
โจทเกน ภนฺเต ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน กติ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ อุปฏฺฐาเปตฺวา ปโร โจเทตพฺโพติ ฯ โจทเกนุปาลิ ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน ปญฺจ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ อุปฏฺฐาเปตฺวา ปโร โจเทตพฺโพ ฯ กตเม ปญฺจ ฯ กาเลน วกฺขามิ โน อกาเลน ภูเตน วกฺขามิ โน อภูเตน สเณฺหน วกฺขามิ โน ผรุเสน อตฺถสญฺหิเตน วกฺขามิ โน อนตฺถสญฺหิเตน เมตฺตาจิตฺโต ๑ วกฺขามิ โน โทสนฺตโรติ ฯ โจทเกนุปาลิ ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน อิเม ปญฺจ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ อุปฏฺฐาเปตฺวา ปโร โจเทตพฺโพติ ฯ
๑ ม. ตถารูปสฺส ฯ ๒ ม. สมฺปายติ ฯ
หน้าที่ของโจทก์อีกนัยหนึ่ง
อุ. ภิกษุผู้โจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงตั้งธรรมเท่าไรไว้ในตน แล้วโจทผู้อื่น พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงตั้งธรรม ๕ อย่างไว้ในตนแล้วโจทผู้อื่น. ธรรม ๕ อย่างอะไรบ้าง? คือ:
๑. เราจักพูดโดยกาลอันควร จักไม่พูดโดยกาลไม่ควร
๒. เราจักพูดด้วยคำจริง จักไม่พูดด้วยคำเท็จ
๓. เราจักพูดด้วยคำสุภาพ จักไม่พูดด้วยคำหยาบ
๔. เราจักพูดด้วยคำประกอบด้วยประโยชน์ จักไม่พูดด้วยคำไม่ประกอบด้วยประโยชน์๕. เราจักมีเมตตาจิตพูด จักไม่มุ่งร้ายพูด
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงตั้งธรรม ๕ อย่างนี้ไว้ในตนแล้วโจทผู้อื่นเถิด.
โจทเกน ภนฺเต ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน กติ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ มนสิกริตฺวา ปโร โจเทตพฺโพติ ฯ โจทเกนุปาลิ ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน ปญฺจ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ มนสิกริตฺวา ปโร โจเทตพฺโพ ฯ กตเม ปญฺจ ฯ การุญฺญตา หิเตสิตา อนุกมฺปิตา ๒ อาปตฺติวุฏฺฐานตา วินยปุเรกฺขารตา ฯ โจทเกนุปาลิ ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน อิเม ปญฺจ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ มนสิกริตฺวา ปโร โจเทตพฺโพติ ฯ
โจทก์ควรใฝ่ใจถึงธรรม
อุ. ภิกษุผู้โจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงมนสิการธรรมเท่าไรไว้ในตน แล้วโจทผู้อื่น พระพุทธเจ้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงมนสิการธรรม ๕ อย่างไว้ในตนแล้วโจทผู้อื่น. ธรรม ๕ อย่าง อะไรบ้าง? คือ:
๑. ความการุญ
๒. ความหวังประโยชน์
๓. ความเอ็นดู
๔. ความออกจากอาบัติ
๕. ความทำวินัยเป็นเบื้องต้น
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงมนสิการธรรม ๕ อย่างนี้ไว้ในตนแล้วโจทผู้อื่น.
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน โอกาสกมฺมํ การาเปนฺตสฺส นาลํ โอกาสกมฺมํ กาตุนฺติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน โอกาสกมฺมํ การาเปนฺตสฺส นาลํ โอกาสกมฺมํ กาตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อปริสุทฺธกายสมาจาโร โหติ อปริสุทฺธวจีสมาจาโร โหติ อปริสุทฺธาชีโว โหติ พาโล โหติ อพฺยตฺโต น ปฏิพโล อนุยุญฺชิยมาโน อนุโยคํ ทาตุํ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน โอกาสกมฺมํ การาเปนฺตสฺส นาลํ โอกาสกมฺมํ กาตุํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน โอกาสกมฺมํ การาเปนฺตสฺส อลํ โอกาสกมฺมํ กาตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ปริสุทฺธกายสมาจาโร โหติ ปริสุทฺธวจีสมาจาโร โหติ ปริสุทฺธาชีโว โหติ ปณฺฑิโต โหติ พฺยตฺโต ปฏิพโล อนุยุญฺชิยมาโน อนุโยคํ ทาตุํ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน โอกาสกมฺมํ การาเปนฺตสฺส อลํ โอกาสกมฺมํ กาตุนฺติ ฯ
๑ โป. เมตฺตจิตฺเตน วกฺขามิ โน โทสนฺตเรนาติ ฯ ม. เมตฺตาจิตฺ ... ฯ
๒ ม. ยุ. อนุกมฺปตา ฯ
องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรให้ทำโอกาส
อุ. ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล ขอให้ทำโอกาส สงฆ์ไม่ควรทำโอกาส พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ขอให้ทำโอกาส สงฆ์ไม่ควรทำโอกาส. องค์๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์
๒. เป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์
๓. เป็นผู้มีอาชีวะไม่บริสุทธิ์
๔. เป็นผู้เขลา ไม่ฉลาด
๕. ถูกซักเข้า ไม่อาจให้คำตอบข้อที่ซัก
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ขอให้ทำโอกาส สงฆ์ไม่ควรทำโอกาส.
องค์ของภิกษุผู้ควรให้ทำโอกาส
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ขอให้ทำโอกาส สงฆ์ควรทำโอกาส. องค์ ๕อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์
๒. เป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์
๓. เป็นผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์
๔. เป็นบัณฑิต ผู้ฉลาด
๕. ถูกซักเข้า อาจให้คำตอบข้อที่ซัก
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ขอให้ทำโอกาส. สงฆ์ควรทำโอกาส.
อตฺตาทานํ อาทาตุกาเมน ภนฺเต ภิกฺขุนา กตีหิ องฺเคหิ ๑ สมนฺนาคตํ อตฺตาทานํ อาทาตพฺพนฺติ ฯ อตฺตาทานํ อาทาตุกาเมนุปาลิ ภิกฺขุนา ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ๒ อตฺตาทานํ อาทาตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ๓ ฯ อตฺตาทานํ อาทาตุกาเมนุปาลิ ภิกฺขุนา เอวํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ ยํ โข อหํ อิมํ อตฺตาทานํ อาทาตุกาโม กาโล นุ โข อิมํ อตฺตาทานํ อาทาตุํ อุทาหุ โนติ ฯ สเจ อุปาลิ ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อกาโล อิมํ อตฺตาทานํ อาทาตุํ โน กาโลติ น ตํ อุปาลิ อตฺตาทานํ อาทาตพฺพํ ฯ สเจ ปนุปาลิ ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ กาโล อิมํ อตฺตาทานํ อาทาตุํ โน อกาโลติ เตนุปาลิ ภิกฺขุนา อุตฺตรึ ๔ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ ยํ โข อหํ อิมํ อตฺตาทานํ อาทาตุกาโม ภูตํ นุ โข อิทํ อตฺตาทานํ อุทาหุ โนติ ฯ
สเจ อุปาลิ ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อภูตํ อิทํ อตฺตาทานํ โน ภูตนฺติ น ตํ อุปาลิ อตฺตาทานํ อาทาตพฺพํ ฯ สเจ ปนุปาลิ ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ภูตํ อิทํ อตฺตาทานํ โน อภูตนฺติ เตนุปาลิ ภิกฺขุนา อุตฺตรึ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ ยํ โข อหํ อิมํ อตฺตาทานํ อาทาตุกาโม อตฺถสญฺหิตํ นุ โข อิทํ อตฺตาทานํ อุทาหุ โนติ ฯ สเจ อุปาลิ ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อนตฺถสญฺหิตํ อิทํ อตฺตาทานํ โน อตฺถสญฺหิตนฺติ น ตํ อุปาลิ อตฺตาทานํ อาทาตพฺพํ ฯ สเจ ปนุปาลิ ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อตฺถสญฺหิตํ อิทํ อตฺตาทานํ โน อนตฺถสญฺหิตนฺติ เตนุปาลิ ภิกฺขุนา อุตฺตรึ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ อิมํ โข อหํ อตฺตาทานํ อาทิยมาโน ลภิสฺสามิ สนฺทิฏฺเฐ สมฺภตฺเต ภิกฺขู ธมฺมโต วินยโต ปกฺเข อุทาหุ โนติ ฯ
สเจ อุปาลิ ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อิมํ โข อหํ อตฺตาทานํ อาทิยมาโน น ลภิสฺสามิ สนฺทิฏฺเฐ สมฺภตฺเต ภิกฺขู ธมฺมโต วินยโต ปกฺเขติ น ตํ อุปาลิ อตฺตาทานํ อาทาตพฺพํ ฯ สเจ ปนุปาลิ ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อิมํ ๑ โข อหํ อตฺตาทานํ อาทิยมาโน ลภิสฺสามิ สนฺทิฏฺเฐ สมฺภตฺเต ภิกฺขุ ธมฺมโต วินยโต ปกฺเขติ เตนุปาลิ ภิกฺขุนา อุตฺตรึ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ อิมํ โข เม อตฺตาทานํ อาทิยโต ภวิสฺสติ สงฺฆสฺส ตโตนิทานํ ภณฺฑนํ กลโห วิคฺคโห วิวาโท สงฺฆเภโท สงฺฆราชิ ๒ สงฺฆววตฺถานํ สงฺฆนานากรณํ อุทาหุ โนติ ฯ สเจ อุปาลิ ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อิมํ โข เม อตฺตาทานํ อาทิยโต ภวิสฺสติ สงฺฆสฺส ตโตนิทานํ ภณฺฑนํ กลโห วิคฺคโห วิวาโท สงฺฆเภโท สงฺฆราชิ สงฺฆววตฺถานํ สงฺฆนานากรณนฺติ น ตํ อุปาลิ อตฺตาทานํ อาทาตพฺพํ ฯ สเจ ปนุปาลิ ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อิมํ โข เม อตฺตาทานํ อาทิยโต น ภวิสฺสติ สงฺฆสฺส ตโตนิทานํ ภณฺฑนํ กลโห วิคฺคโห วิวาโท สงฺฆเภโท สงฺฆราชิ สงฺฆววตฺถานํ สงฺฆนานากรณนฺติ อาทาตพฺพํ ตํ ๑ อุปาลิ อตฺตาทานํ ฯ เอวํ ปญฺจงฺคสมนฺนาคตํ โข อุปาลิ อตฺตาทานํ อาทินฺนํ ปจฺฉาปิ อวิปฺปฏิสารกรํ ภวิสฺสตีติ ฯ
๑ ม. ยุ. กติหงฺเคหิ ฯ ๒ ม. ยุ. ปญฺจงฺคสมนฺนาคตํ ฯ ๓ ม. ยุ. กตเม ปญฺจ ฯ
๔ ม. อุตฺตริ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ
๑ ม. อิทํ ๒ โป. สงฺฆราชี ฯ
รับอธิกรณ์
อุ. ภิกษุผู้ประสงค์จะรับอธิกรณ์ พึงรับอธิกรณ์ ประกอบด้วยองค์เท่าไร
พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ประสงค์จะรับอธิกรณ์ พึงรับอธิกรณ์ ประกอบด้วยองค์ ๕.
องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ภิกษุผู้ประสงค์จะรับอธิกรณ์ พึงพิจารณาอย่างนี้ว่า เราประสงค์จะรับอธิกรณ์นี้เป็นกาลสมควรหรือไม่ที่จะรับอธิกรณ์นี้ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่าเป็นกาลไม่สมควรที่จะรับอธิกรณ์นี้ หาใช่เป็นกาลสมควรไม่ อธิกรณ์นั้น ภิกษุไม่พึงรับไว้
๒. ก็ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่า เป็นกาลสมควรที่จะรับอธิกรณ์นี้ หาใช่เป็นการไม่สมควรไม่ ภิกษุนั้นพึงพิจารณาต่อไปว่า เราประสงค์จะรับอธิกรณ์นี้ อธิกรณ์นี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่า อธิกรณ์นี้เป็นเรื่องไม่จริง หาใช่เป็นเรื่องจริงไม่ อธิกรณ์นั้น ภิกษุไม่พึงรับไว้.
๓. ก็ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่า อธิกรณ์นี้เป็นเรื่องจริง หาใช่เป็นเรื่องไม่จริงไม่ภิกษุนั้นพึงพิจารณาต่อไปว่า เราประสงค์จะรับอธิกรณ์นี้ อธิกรณ์นี้ประกอบด้วยประโยชน์หรือไม่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า อธิกรณ์นี้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ หาใช่ประกอบด้วยประโยชน์ไม่ อธิกรณ์นั้น ภิกษุไม่พึงรับไว้.
๔. ก็ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า อธิกรณ์นี้ ประกอบด้วยประโยชน์ หาใช่ประกอบด้วยประโยชน์ไม่ ภิกษุนั้นพึงพิจารณาต่อไปว่า เมื่อเรารับอธิกรณ์นี้ไว้ จักได้ภิกษุผู้เคยเห็นเคยคบกัน เป็นฝ่ายโดยธรรมวินัยหรือไม่ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่าเมื่อเรารับอธิกรณ์นี้ไว้ จักไม่ได้ภิกษุผู้เคยเห็นเคยคบกันเป็นฝ่ายโดยธรรมโดยวินัย อธิกรณ์นั้น ภิกษุไม่พึงรับไว้.
๕. ก็ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เมื่อเรารับอธิกรณ์นี้ไว้จักได้ภิกษุผู้เคยเห็นเคยคบกัน เป็นฝ่ายโดยธรรมโดยวินัย ภิกษุนั้นพึงพิจารณาต่อไปว่า เมื่อเรารับอธิกรณ์นี้ไว้ ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความแตกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ความถือต่างแห่งสงฆ์ ความกระทำต่างแห่งสงฆ์ ซึ่งมีการนั้นเป็นเหตุ จักมีแก่สงฆ์หรือไม่ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เมื่อเรารับอธิกรณ์นี้ไว้ ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่งความวิวาท ความแตกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ ความถือต่างแห่งสงฆ์ ความกระทำต่างแห่งสงฆ์ ซึ่งมีการนั้นเป็นเหตุ จักมีแก่สงฆ์ อธิกรณ์นั้นภิกษุไม่พึงรับไว้.
ก็ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่า เมื่อเรารับอธิกรณ์นี้ไว้ ความบาดหมาง ความทะเลาะความแก่งแย่ง ความวิวาท ความแตกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ ความถือต่างแห่งสงฆ์ ความกระทำต่างแห่งสงฆ์ ซึ่งมีการนั้นเป็นเหตุ จักไม่มีแก่สงฆ์ อธิกรณ์นั้นภิกษุพึงรับไว้.
ดูกรอุบาลี อธิกรณ์ที่ประกอบด้วยองค์ ๕ อย่างนี้แล ภิกษุรับไว้จักไม่ก่อความเดือดร้อนให้แม้ในภายหลังแล.
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อธิกรณชาตานํ ภิกฺขูนํ พหูปกาโร ๒ โหตีติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อธิกรณชาตานํ ภิกฺขูนํ พหูปกาโร โหติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ สีลวา โหติ ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต วิหรติ อาจารโคจรสมฺปนฺโน อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย เย เต ธมฺมา อาทิกลฺยาณา มชฺเฌกลฺยาณา ปริโยสานกลฺยาณา สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ อภิวทนฺติ ตถารูปาสฺส ๓ ธมฺมา พหุสฺสุตา โหนฺติ ธตา ๔ วจสา ปริจิตา มนสานุเปกฺขิตา ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธา อุภยานิ โข ปนสฺส ปาติโมกฺขานิ วิตฺถาเรน
สฺวาคตานิ โหนฺติ สุวิภตฺตานิ สุปฺปวตฺตีนิ สุวินิจฺฉิตานิ สุตฺตโส อนุพฺยญฺชนโส วินเย โข ปน ฐิโต โหติ อสํหีโร ปฏิพโล โหติ อุโภ อตฺถปจฺจตฺถิเก อสฺสาเสตุํ สญฺญาเปตุํ นิชฺฌาเปตุํ เปกฺเขตุํ ๑ ปสาเทตุํ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อธิกรณชาตานํ ภิกฺขูนํ พหูปกาโร โหติ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อธิกรณชาตานํ ภิกฺขูนํ พหูปกาโร โหติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ปริสุทฺธกายสมาจาโร โหติ ปริสุทฺธวจีสมาจาโร โหติ ปริสุทฺธาชีโว โหติ ปณฺฑิโต โหติ พฺยตฺโต ปฏิพโล อนุยุญฺชิยมาโน อนุโยคํ ทาตุํ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อธิกรณชาตานํ ภิกฺขูนํ พหูปกาโร โหติ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อธิกรณชาตานํ ภิกฺขูนํ พหูปกาโร โหติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ วตฺถุํ ชานาติ นิทานํ ชานาติ ปญฺญตฺตึ ชานาติ ปทปจฺฉาภฏฺฐํ ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถํ ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อธิกรณชาตานํ ภิกฺขูนํ พหูปกาโร โหตีติ ฯ
๑ ม. ตํ อาทาตพฺพํ อุปาลิ ... ฯ ๒ โป. พหุกาโร ฯ ๓ ม. ตถารูปสฺส ฯ
๔ ม. ยุ. ธาตา ฯ
องค์แห่งภิกษุผู้มีอุปการะมาก
อุ. ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล เป็นผู้มีอุปการะมากแก่ภิกษุพวกก่ออธิกรณ์ พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นผู้มีอุปการะมากแก่ภิกษุพวกก่ออธิกรณ์.
องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้มีศีล สำรวมในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจรอยู่ เป็นผู้มีปกติเห็นภัยในโทษมีประมาณน้อยสมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย.
๒. เป็นผู้มีสุตะมาก ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ธรรมเหล่านั้นใด งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรมเห็นปานนั้น เธอเป็นผู้ได้สดับมากทรงจำไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา.
๓. เธอจำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดีโดยพิสดาร สวดไพเราะ คล่องแคล่ว วินิจฉัยถูกต้องโดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะ.
๔. เป็นผู้ตั้งอยู่ในวินัย ไม่ง่อนแง่น.
๕. เป็นผู้สามารถให้คู่ความทั้งสองเบาใจ ให้เข้าใจ ให้เพ่งพินิจพิจารณา เลื่อมใส.
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เป็นผู้มีอุปการะมากแก่ภิกษุพวกก่อธิกรณ์.
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ เป็นผู้มีอุปการะมากแก่ภิกษุพวกก่ออธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์
๒. เป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์
๓. เป็นผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์
๔. เป็นบัณฑิต ผู้ฉลาด
๕. ถูกซักเข้า อาจให้คำตอบข้อที่ซัก
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้แล เป็นผู้มีอุปการะมากแก่ภิกษุพวกก่ออธิกรณ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ เป็นผู้มีอุปการะมากแก่ภิกษุพวกก่ออธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. รู้วัตถุ
๒. รู้นิทาน
๓. รู้บัญญัติ
๔. รู้บทที่ตกหล่นภายหลัง
๕. รู้ถ้อยคำอันเข้าสนธิกันได้
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เป็นผู้มีอุปการะมากแก่ภิกษุพวกก่ออธิกรณ์.
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา นานุยุญฺชิตพฺพนฺติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา นานุยุญฺชิตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ สุตฺตํ น ชานาติ สุตฺตานุโลมํ น ชานาติ วินยํ น ชานาติ วินยานุโลมํ น ชานาติ น จ ฐานาฐานกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา นานุยุญฺชิตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อนุยุญฺชิตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ สุตฺตํ ชานาติ สุตฺตานุโลมํ ชานาติ วินยํ ชานาติ วินยานุโลมํ ชานาติ ฐานาฐานกุสโล จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อนุยุญฺชิตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา นานุยุญฺชิตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
ธมฺมํ น ชานาติ ธมฺมานุโลมํ น ชานาติ วินยํ น ชานาติ วินยานุโลมํ น ชานาติ น จ ปุพฺพาปรกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา นานุยุญฺชิตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อนุยุญฺชิตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ธมฺมํ ชานาติ ธมฺมานุโลมํ ชานาติ วินยํ ชานาติ วินยานุโลมํ ชานาติ ปุพฺพาปรกุสโล จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อนุยุญฺชิตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา นานุยุญฺชิตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ วตฺถุํ น ชานาติ นิทานํ น ชานาติ ปญฺญตฺตึ น ชานาติ ปทปจฺฉาภฏฺฐํ น ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถํ น ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา นานุยุญฺชิตพฺพํ ฯ
ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อนุยุญฺชิตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ วตฺถุํ ชานาติ นิทานํ ชานาติ ปญฺญตฺตึ ชานาติ ปทปจฺฉาภฏฺฐํ ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถํ ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อนุยุญฺชิตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา นานุยุญฺชิตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อาปตฺตึ น ชานาติ อาปตฺติสมุฏฺฐานํ น ชานาติ อาปตฺติยา ปโยคํ น ชานาติ อาปตฺติยา วูปสมํ น ชานาติ น อาปตฺติยา วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา นานุยุญฺชิตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อนุยุญฺชิตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
อาปตฺตึ ชานาติ อาปตฺติสมุฏฺฐานํ ชานาติ อาปตฺติยา ปโยคํ ชานาติ อาปตฺติยา วูปสมํ ชานาติ อาปตฺติยา วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อนุยุญฺชิตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา นานุยุญฺชิตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อธิกรณํ น ชานาติ อธิกรณสมุฏฺฐานํ น ชานาติ อธิกรณสฺส ปโยคํ น ชานาติ อธิกรณสฺส วูปสมํ น ชานาติ น อธิกรณสฺส วินิจฺฉยกุสโล ๑ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา นานุยุญฺชิตพฺพํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อนุยุญฺชิตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อธิกรณํ ชานาติ อธิกรณสมุฏฺฐานํ ชานาติ อธิกรณสฺส ปโยคํ ชานาติ อธิกรณสฺส วูปสมํ ชานาติ อธิกรณสฺส วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา อนุยุญฺชิตพฺพํ ฯ
อตฺตาทานวคฺโค ปญฺจโม ฯ
๑ โป. เปกฺขาเปตุํ ฯ
๑ ม. อธิกรณสฺส น วินิจฺ ... ฯ
องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรซักถาม
อุ. ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล ไม่พึงซักถาม พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่พึงซักถาม. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ไม่รู้สุตตะ
๒. ไม่รู้สุตตานุโลม
๓. ไม่รู้วินัย
๔. ไม่รู้วินยานุโลม
๕. ไม่ฉลาดในฐานะและอฐานะ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงซักถาม.
องค์ของภิกษุผู้ควรซักถาม
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงซักถาม. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. รู้สุตตะ
๒. รู้สุตตานุโลม
๓. รู้วินัย
๔. รู้วินยานุโลม
๕. ฉลาดในฐานะและอฐานะ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงซักถาม.
องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรซักถามอีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ ไม่พึงซักถาม. องค์ ๕ อะไรบ้าง?
คือ:
๑. ไม่รู้ธรรม
๒. ไม่รู้ธรรมานุโลม
๓. ไม่รู้วินัย
๔. ไม่รู้วินยานุโลม
๕. ไม่ฉลาดในคำต้นและคำหลัง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงซักถาม.
องค์ของภิกษุผู้ควรซักถาม
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงซักถาม. องค์ ๕ อะไรบ้าง คือ:๑. รู้ธรรม
๒. รู้ธรรมานุโลม
๓. รู้วินัย
๔. รู้วินยานุโลม
๕. ฉลาดในคำต้นและคำหลัง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงซักถาม.
องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรซักถามอีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ ไม่พึงซักถาม. องค์ ๕ อะไรบ้าง?
คือ:
๑. ไม่รู้วัตถุ
๒. ไม่รู้นิทาน
๓. ไม่รู้บัญญัติ
๔. ไม่รู้บทที่ตกหล่นภายหลัง
๕. ไม่รู้ทางถ้อยคำอันเข้าสนธิกันได้
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงซักถาม.
องค์ของภิกษุผู้ควรซักถาม
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงซักถาม. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. รู้วัตถุ
๒. รู้นิทาน
๓. รู้บัญญัติ
๔. รู้บทที่ตกหล่นภายหลัง
๕. รู้ทางถ้อยคำอันเข้าสนธิกันได้
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงซักถาม.
องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรซักถามอีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ ไม่พึงซักถาม. องค์ ๕ อะไรบ้าง?
คือ:
๑. ไม่รู้อาบัติ
๒. ไม่รู้สมุฏฐานอาบัติ
๓. ไม่รู้ประโยคอาบัติ
๔. ไม่รู้ความระงับอาบัติ
๕. ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอาบัติ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงซักถาม.
องค์ของภิกษุผู้ควรซักถาม
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงซักถาม องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. รู้อาบัติ
๒. รู้สมุฏฐานอาบัติ
๓. รู้ประโยคอาบัติ
๔. รู้ความระงับอาบัติ
๕. ฉลาดในการวินิจฉัยอาบัติ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงซักถาม.
องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรซักถามอีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ ไม่พึงซักถาม. องค์ ๕ อะไรบ้าง?
คือ:
๑. ไม่รู้อธิกรณ์
๒. ไม่รู้สมุฏฐานอธิกรณ์
๓. ไม่รู้ประโยคอธิกรณ์
๔. ไม่รู้ความระงับอธิกรณ์
๕. ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงซักถาม.
องค์ของภิกษุผู้ควรซักถาม
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ พึงซักถาม. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. รู้อธิกรณ์
๒. รู้สมุฏฐานอธิกรณ์
๓. รู้ประโยคอธิกรณ์
๔. รู้ความระงับอธิกรณ์
๕. ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงซักถาม.
อัตตาทานวรรค ที่ ๕ จบ
--------------
ตสฺสุทฺทานํ
ปริสุทฺธญฺจ กาเลน การุญฺเญ ๑ โอกาเสน จ
อตฺตาทานํ อธิกรณํ อปเรหิปิ วตฺถุญฺจ
สุตฺตํ ธมฺมํ ปุน วตฺถุญฺจ อาปตฺติ อธิกรเณน จาติ ฯ
หัวข้อประจำวรรค
บริสุทธิ์ ๑ กาล ๑ ความการุญ ๑ โอกาส ๑ รับอธิกรณ์ ๑ อธิกรณ์ ๑และอธิกรณ์อีกนัยหนึ่ง ๑ วัตถุ ๑ สุตตะ ๑ ธรรม ๑ วัตถุอีกนัยหนึ่ง ๑ อาบัติ ๑ อธิกรณ์.
ธุดงควรรคที่ ๖
ถืออยู่ป่าเป็นต้น
พระวินัยปิฎก ปริวาร อุปาลิปัญจกะ ธุดงควรรคที่ ๖ (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
กติ นุ โข ภนฺเต อารญฺญกาติ ๒ ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ อารญฺญกา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ มนฺทตฺตา โมมูหตฺตา อารญฺญโก โหติ ปาปิจฺโฉ อิจฺฉาปกโต อารญฺญโก โหติ อุมฺมาทา จิตฺตกฺเขปา ๓ อารญฺญโก โหติ วณฺณิโต ๔ พุทฺเธหิ พุทฺธสาวเกหีติ อารญฺญโก โหติ อปิจ อปฺปิจฺฉญฺเญว นิสฺสาย สนฺตุฏฺฐิญฺเญว นิสฺสาย สลฺเลขญฺเญว นิสฺสาย ปวิเวกญฺเญว นิสฺสาย อิทมตฺถิตญฺเญว นิสฺสาย อารญฺญโก โหติ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ อารญฺญกาติ ฯ
กติ นุ โข ภนฺเต ปิณฺฑปาติกาติ ... กติ นุ โข ภนฺเต ปํสุกูลิกาติ ... กติ นุ โข ภนฺเต รุกฺขมูลิกาติ ... กติ นุ โข ภนฺเต โสสานิกาติ ... กติ นุ โข ภนฺเต อพฺโภกาสิกาติ ... กติ นุ โข ภนฺเต เตจีวริกาติ ... กติ นุ โข ภนฺเต สปทานจาริกาติ ... กติ นุ โข ภนฺเต เนสชฺชิกาติ ... กติ นุ โข ภนฺเต ยถาสนฺถติกาติ ... กติ นุ โข ภนฺเต เอกาสนิกาติ ... กติ นุ โข ภนฺเต ขลุปจฺฉาภตฺติกาติ ... กติ นุ โข ภนฺเต ปตฺตปิณฺฑิกาติ ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ ปตฺตปิณฺฑิกา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ มนฺทตฺตา โมมูหตฺตา ปตฺตปิณฺฑิโก โหติ ปาปิจฺโฉ อิจฺฉาปกโต ปตฺตปิณฺฑิโก โหติ อุมฺมาทา จิตฺตกฺเขปา ปตฺตปิณฺฑิโก โหติ วณฺณิโต ๑ พุทฺเธหิ พุทฺธสาวเกหีติ ปตฺตปิณฺฑิโก โหติ อปิจ อปฺปิจฺฉญฺเญว นิสฺสาย สนฺตุฏฺฐิญฺเญว นิสฺสาย สลฺเลขญฺเญว นิสฺสาย ปวิเวกญฺเญว นิสฺสาย อิทมตฺถิตญฺเญว นิสฺสาย ปตฺตปิณฺฑิโก โหติ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ ปตฺตปิณฺฑิกาติ ฯ
ธูตงฺควคฺโค ฉฏฺโฐ ฯ
๑ ม. การุญฺญํ ฯ ๒ โป. ม. อารญฺญิกา ฯ สพฺพตฺถ เอวํ ญาตพฺพํ ฯ ๓ โป.
จิตฺตุกฺเขปา ฯ ๔ โป. ม. ยุ. วณฺณิตํ ฯ
อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่านี้มี ๕ จำพวก. ๕ จำพวก อะไรบ้าง? คือ:๑. เพราะเป็นผู้เขลา งมงาย จึงถืออยู่ป่า
๒. เป็นผู้มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ จึงถืออยู่ป่า๓. เพราะวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน จึงถืออยู่ป่า
๔. เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า สรรเสริญ จึงถืออยู่ป่า๕. เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัยความเป็นแห่งการอยู่ป่ามีประโยชน์ ด้วยความปฏิบัติงามนี้ จึงถืออยู่ป่าดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามี ๕ จำพวก นี้แล.
อุ. ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาต มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ...
อุ. ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุล มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ...
อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่โคนไม้ มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ...
อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าช้า มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ...
อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ในที่แจ้ง มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ...
อุ. ภิกษุผู้ถือทรงผ้า ๓ ผืน มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ...
อุ. ภิกษุผู้ถือเที่ยวตามแถว มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ...
อุ. ภิกษุผู้ถือการนั่ง มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ...
อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้ มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ...
อุ. ภิกษุผู้ถือนั่งฉัน ณ อาสนะแห่งเดียว มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ...
อุ. ภิกษุผู้ถือการห้ามภัตรที่เขานำมาถวายเมื่อภายหลัง มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ...
อุ. ภิกษุผู้ถือการฉันเฉพาะในบาตร มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรนี้มี ๕ จำพวก. ๕ จำพวกอะไรบ้าง? คือ:๑. เพราะเป็นผู้เขลา งมงาย จึงถือฉันเฉพาะในบาตร
๒. เพราะผู้มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ จึงถือฉันเฉพาะในบาตร๓. เพราะวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน จึงถือฉันเฉพาะในบาตร
๔. เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้าสรรเสริญ จึงถือฉันเฉพาะในบาตร
๕. เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และอาศัยความเป็นแห่งการฉันเฉพาะในบาตร มีประโยชน์ด้วยความปฏิบัติงามนี้ จึงถึงฉันเฉพาะในบาตรดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรมี ๕ จำพวก นี้แล.
ธุดงควรรคที่ ๖ จบ
----------------
ตสฺสุทฺทานํ
อารญฺญโก ปิณฺฑิปํสุ รุกฺขสุสานปญฺจมํ
อพฺโภเตจีวรญฺเจว สปทานเนสชฺชิกา
สนฺถเตกาสนญฺเจว ขลุปจฺฉาปตฺตปิณฺฑิกาติ ฯ
หัวข้อประจำวรรค
ถืออยู่ป่า ๑ ถือเที่ยวบิณฑบาต ๑ ถือทรงผ้าบังสุกุล ๑ ถืออยู่โคนไม้ ๑
ถืออยู่ป่าช้าเป็นที่ครบห้า ๑ ถืออยู่ในที่กลางแจ้ง ๑ ถือทรงผ้า ๓ ผืน ๑ ถือเที่ยวตามแถว ๑ถือการนั่ง ๑ ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้ ๑ ถือนั่งฉัน ณ อาสนะแห่งเดียว ๑ ถือห้ามภัตรที่เขานำมาถวายเมื่อภายหลัง ๑ ถือฉันเฉพาะในบาตร ๑.
มุสาวาทวรรคที่ ๗
มุสาวาท
พระวินัยปิฎก ปริวาร อุปาลิปัญจกะ มุสาวาทวรรคที่ ๗ (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
กติ นุ โข ภนฺเต มุสาวาทาติ ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ มุสาวาทา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ อตฺถิ มุสาวาโท ปาราชิกคามี อตฺถิ มุสาวาโท สงฺฆาทิเสสคามี อตฺถิ มุสาวาโท ถุลฺลจฺจยคามี อตฺถิ มุสาวาโท ปาจิตฺติยคามี อตฺถิ มุสาวาโท ทุกฺกฏคามีติ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ มุสาวาทาติ ฯ
อุ. มุสาวาท มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี มุสาวาทนี้มี ๕ อย่าง. ๕ อย่างอะไรบ้าง? คือ:๑. มีอยู่ มุสาวาทถึงต้องอาบัติปาราชิก
๒. มีอยู่ มุสาวาทถึงต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๓. มีอยู่ มุสาวาทถึงต้องอาบัติถุลลัจจัย
๔. มีอยู่ มุสาวาทถึงต้องอาบัติปาจิตตีย์
๕. มีอยู่ มุสาวาทถึงต้องอาบัติทุกกฏ
ดูกรอุบาลี มุสาวาท ๕ อย่าง นี้แล.
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน สงฺฆมชฺเฌ อุโปสถํ วา ปวารณํ วา ฐเปนฺตสฺส อลํ ภิกฺขุ มา ภณฺฑนํ มา กลหํ มา วิคฺคหํ มา วิวาทนฺติ โอมทฺทิตฺวา สงฺเฆน อุโปสโถ วา ปวารณา วา กาตพฺพาติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน สงฺฆมชฺเฌ อุโปสถํ วา ปวารณํ วา ฐเปนฺตสฺส อลํ ภิกฺขุ มา ภณฺฑนํ มา กลหํ มา วิคฺคหํ มา วิวาทนฺติ โอมทฺทิตฺวา สงฺเฆน อุโปสโถ วา ปวารณา วา กาตพฺพา ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ จาวนาธิปฺปาโย วตฺตา โหติ โน วุฏฺฐานาธิปฺปาโย ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน สงฺฆมชฺเฌ อุโปสถํ วา ปวารณํ วา ฐเปนฺตสฺส อลํ ภิกฺขุ มา ภณฺฑนํ มา กลหํ มา วิคฺคหํ มา วิวาทนฺติ โอมทฺทิตฺวา สงฺเฆน อุโปสโถ วา ปวารณา วา กาตพฺพา ฯ
อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน สงฺฆมชฺเฌ อุโปสถํ วา ปวารณํ วา ฐเปนฺตสฺส อลํ ภิกฺขุ มา ภณฺฑนํ มา กลหํ มา วิคฺคหํ มา วิวาทนฺติ โอมทฺทิตฺวา สงฺเฆน อุโปสโถ วา ปวารณา วา กาตพฺพา ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อปริสุทฺธกายสมาจาโร โหติ อปริสุทฺธวจีสมาจาโร โหติ อปริสุทฺธาชีโว โหติ พาโล โหติ อพฺยตฺโต ภณฺฑนการโก โหติ กลหการโก ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน สงฺฆมชฺเฌ อุโปสถํ วา ปวารณํ วา ฐเปนฺตสฺส อลํ ภิกฺขุ มา ภณฺฑนํ มา กลหํ มา วิคฺคหํ มา วิวาทนฺติ โอมทฺทิตฺวา สงฺเฆน อุโปสโถ วา ปวารณา วา กาตพฺพาติ ฯ
๑ โป. ม. ยุ. วณฺณิตํ ฯ
งดอุโบสถหรือปวารณา
อุ. พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล งดอุโบสถหรือปวารณาในท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์พึงกำจัดเสียว่า อย่าเลย ภิกษุ เธออย่าได้ทำความบาดหมางอย่าได้ทำความทะเลาะ อย่าได้ทำความแก่งแย่ง อย่าได้ทำความวิวาทกัน ดังนี้ แล้วทำอุโบสถหรือปวารณา?
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ งดอุโบสถหรือปวารณา ในท่ามกลางสงฆ์สงฆ์พึงกำจัดเสียว่า อย่าเลย ภิกษุ เธออย่าได้ทำความบาดหมาง อย่าได้ทำความทะเลาะ อย่าได้ทำความแก่งแย่ง อย่าได้ทำความวิวาทกัน ดังนี้ แล้วทำอุโบสถหรือปวารณา. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นอลัชชี
๒. เป็นพาล
๓. มิใช่ปกตัตตะ
๔. เป็นผู้กล่าวประสงค์จะให้เคลื่อนจากพรหมจรรย์
๕. หาใช่เป็นผู้กล่าวประสงค์ให้ออกจากอาบัติไม่.
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล งดอุโบสถหรือปวารณาในท่ามกลางสงฆ์สงฆ์พึงกำจัดเสียว่า อย่าเลย ภิกษุ เธออย่าได้ทำความบาดหมาง อย่าได้ทำความทะเลาะ อย่าได้ทำความแก่งแย่ง อย่าได้ทำความวิวาทกัน ดังนี้ แล้วทำอุโบสถ หรือปวารณา.
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ แม้อื่นอีก ๕ งดอุโบสถหรือปวารณาในท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์พึงกำจัดเสียว่า อย่าเลย ภิกษุ เธออย่าได้ทำความบาดหมาง อย่าได้ทำความทะเลาะอย่าได้ทำความแก่งแย่ง อย่าได้ทำความวิวาทกัน ดังนี้แล้วทำอุโบสถหรือปวารณา. องค์ ๕อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์
๒. เป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์
๓. เป็นผู้มีอาชีวะไม่บริสุทธิ์
๔. เป็นผู้เขลา ไม่ฉลาด
๕. เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล งดอุโบสถ หรือปวารณาในท่ามกลางสงฆ์สงฆ์พึงกำจัดเสียว่า อย่าเลย ภิกษุ เธออย่าได้ทำความบาดหมาง อย่าได้ทำความทะเลาะ อย่าได้ทำความแก่งแย่ง อย่าได้ทำความวิวาทกัน ดังนี้แล้วทำอุโบสถ หรือปวารณา.
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อนุโยโค น ทาตพฺโพติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อนุโยโค น ทาตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อาปตฺตานาปตฺตึ น ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ น ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ น ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ น ชานาติ สปฺปฏิกมฺมอปฺปฏิกมฺมํ อาปตฺตึ น ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อนุโยโค น ทาตพฺโพ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อนุโยโค ทาตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อาปตฺตานาปตฺตึ ชานาติ ลหุกครุกํ อาปตฺตึ ชานาติ สาวเสสานวเสสํ อาปตฺตึ ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ชานาติ สปฺปฏิกมฺมอปฺปฏิกมฺมํ อาปตฺตึ ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อนุโยโค ทาตพฺโพติ ฯ
องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรให้คำซักถาม
อุ. สงฆ์ไม่พึงให้คำซักถาม แก่ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแลพระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี สงฆ์ไม่พึงให้คำซักถาม แก่ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่รู้อาบัติและอนาบัติ
๒. ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก
๓. ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติหาส่วนเหลือมิได้.
๔. ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ
๕. ไม่รู้อาบัติที่ทำคืนได้และอาบัติที่ทำคืนไม่ได้
ดูกรอุบาลี สงฆ์ไม่พึงให้คำซักถาม แก่ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.
องค์ของภิกษุผู้ควรให้คำซักถาม
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงให้คำซักถาม แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕. องค์ ๕ อะไรบ้าง?
คือ:
๑. รู้อาบัติและอนาบัติ
๒. รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก
๓. รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติหาส่วนเหลือมิได้
๔. รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ
๕. รู้อาบัติที่ทำคืนได้และอาบัติที่ทำคืนไม่ได้
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงให้คำซักถาม แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.
กตีหิ นุ โข ภนฺเต อากาเรหิ ภิกฺขุ อาปตฺตึ อาปชฺชตีติ ฯ ปญฺจหุปาลิ อากาเรหิ ภิกฺขุ อาปตฺตึ อาปชฺชติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อลชฺชิตา อญฺญาณตา กุกฺกุจฺจปกตตา อกปฺปิเย กปฺปิยสญฺญิตา กปฺปิเย อกปฺปิยสญฺญิตา ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหากาเรหิ ภิกฺขุ อาปตฺตึ อาปชฺชติ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหากาเรหิ ภิกฺขุ อาปตฺตึ อาปชฺชติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อทสฺสเนน อสฺสวเนน ปสุตฺตตา ๑ ตถาสญฺญี สติสมฺโมสา ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหากาเรหิ ภิกฺขุ อาปตฺตึ อาปชฺชตีติ ฯ
ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๕
อุ. ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๕. อาการ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ด้วยไม่ละอาย
๒. ด้วยไม่รู้
๓. ด้วยสงสัยแล้วขืนทำ
๔. ด้วยสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร
๕. ด้วยสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควร
ดูกรอุบาลี ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๕ นี้แล.
ดูกรอุบาลี ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการแม้อื่นอีก ๕. อาการ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ด้วยไม่ได้เห็น
๒. ด้วยไม่ได้ฟัง
๓. ด้วยหลับ
๔. ด้วยเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น
๕. ด้วยลืมสติ
ดูกรอุบาลี ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๕ นี้แล.
กติ นุ โข ภนฺเต เวราติ ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ เวรา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ ปาณาติปาโต อทินฺนาทานํ กาเมสุ มิจฺฉาจาโร มุสาวาโท สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานํ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจ เวราติ ฯ
เวร ๕
อุ. เวรมีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี เวรนี้มี ๕ เวร ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ฆ่าสัตว์มีชีวิต
๒. ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้
๓. ประพฤติผิดในกาม
๔. พูดเท็จ
๕. เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เพราะดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยดูกรอุบาลี เวร ๕ นี้แล.
กติ นุ โข ภนฺเต เวรมณิโยติ ฯ ปญฺจิมา อุปาลิ เวรมณิโย ฯ กตมา ปญฺจ ฯ ปาณาติปาตา เวรมณี อทินฺนาทานา เวรมณี กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณี มุสาวาทา เวรมณี สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี ฯ อิมา โข อุปาลิ ปญฺจ เวรมณิโยต ฯ
เจตนางดเว้น ๕
อุ. เจตนางดเว้น มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี เจตนางดเว้นนี้ มี ๕. เจตนางดเว้น ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. เจตนางดเว้น จากฆ่าสัตว์มีชีวิต
๒. เจตนางดเว้น จากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้
๓. เจตนางดเว้น จากการประพฤติผิดในกาม
๔. เจตนางดเว้น จากพูดเท็จ
๕. เจตนางดเว้น จากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เพราะดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย
ดูกรอุบาลี เจตนางดเว้น ๕ นี้แล.
กติ นุ โข ภนฺเต พฺยสนานีติ ฯ ปญฺจิมานิ อุปาลิ พฺยสนานิ ฯ กตมานิ ปญฺจ ฯ ญาติพฺยสนํ โภคพฺยสนํ โรคพฺยสนํ สีลพฺยสนํ ทิฏฺฐิพฺยสนํ ฯ อิมานิ โข อุปาลิ ปญฺจ พฺยสนานีติ ฯ
ความเสื่อม ๕
อุ. ความเสื่อมมีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ความเสื่อมนี้ มี ๕. ความเสื่อม ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ความเสื่อมจากญาติ
๒. ความเสื่อมจากโภคทรัพย์
๓. ความเสื่อมคือมีโรค
๔. ความเสื่อมจากศีล
๕. ความเสื่อมคือเห็นผิด
ดูกรอุบาลี ความเสื่อม ๕ นี้แล.
กติ นุ โข ภนฺเต สมฺปทาติ ฯ ปญฺจิมา อุปาลิ สมฺปทา ฯ กตมา ปญฺจ ฯ ญาติสมฺปทา โภคสมฺปทา อาโรคฺยสมฺปทา สีลสมฺปทา ทิฏฺฐิสมฺปทา ฯ อิมา โข อุปาลิ ปญฺจ สมฺปทาติ ฯ
มุสาวาทวคฺโค สตฺตโม ฯ
๑ ม. ยุ. ปสุตฺตกตา ฯ
ความถึงพร้อม ๕
อุ. ความถึงพร้อมมีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้าพ. ดูกรอุบาลี ความถึงพร้อมนี้ มี ๕ อะไรบ้าง คือ:๑. ความถึงพร้อมด้วยญาติ
๒. ความถึงพร้อมด้วยโภคทรัพย์.
๓. ความถึงพร้อมด้วยความไม่มีโรค
๔. ความถึงพร้อมด้วยศีล
๕. ความถึงพร้อมด้วยเห็นชอบ
ดูกรอุบาลี ความถึงพร้อมมี ๕ นี้แล.
มุสาวาทวรรคที่ ๗ จบ
-------------
ตสฺสุทฺทานํ
มุสาวาโท จ โอมทฺทิ อปเรหิ อนุโยโค จ
อาปตฺติญฺจ อปเรหิ เวรา เวรมณีปิ จ
พฺยสนํ สมฺปทา เจว สตฺตโม วคฺคสงฺคโหติ ฯ
หัวข้อประจำวรรค
มุสาวาท ๑ ย่ำยี ๑ ย่ำยีอีกนัยหนึ่ง ๑ ซักถาม ๑ อาบัติ ๑ อาบัติอีกนัยหนึ่ง ๑ เวร ๑ เจตนางดเว้น ๑ ความเสื่อม ๑ ความถึงพร้อม ๑ รวมเป็นวรรคที่ ๗ฯ
หัวข้อประจำวรรค จบ
ภิกขุณีโอวาทวรรคที่ ๘
องค์สำหรับลงโทษ
พระวินัยปิฎก ปริวาร อุปาลิปัญจกะ ภิกขุณีโอวาทวรรคที่ ๘ (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน ภิกฺขุนีสงฺเฆเนว กมฺมํ กาตพฺพนฺติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน ภิกฺขุนีสงฺเฆเนว กมฺมํ กาตพฺพํ อวนฺทิโย โส ภิกฺขุ ภิกฺขุนีสงฺเฆน ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ วิวริตฺวา กายํ ภิกฺขุนีนํ ทสฺเสติ อูรุํ ทสฺเสติ องฺคชาตํ ทสฺเสติ อุโภ อํสกูเฏ ทสฺเสติ โอภาสติ คิหี สมฺปโยเชติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน ภิกฺขุนีสงฺเฆเนว กมฺมํ กาตพฺพํ อวนฺทิโย โส ภิกฺขุ ภิกฺขุนีสงฺเฆน ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน ภิกฺขุนีสงฺเฆเนว กมฺมํ กาตพฺพํ อวนฺทิโย โส ภิกฺขุ ภิกฺขุนีสงฺเฆน ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
ภิกฺขุนีนํ อลาภาย ปริสกฺกติ ภิกฺขุนีนํ อนตฺถาย ปริสกฺกติ ภิกฺขุนีนํ อนาวาสาย ปริสกฺกติ ภิกฺขุนิโย อกฺโกสติ ปริภาสติ ภิกฺขู ภิกฺขุนีหิ เภเทติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน ภิกฺขุนีสงฺเฆเนว กมฺมํ กาตพฺพํ อวนฺทิโย โส ภิกฺขุ ภิกฺขุนีสงฺเฆน ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน ภิกฺขุนีสงฺเฆเนว กมฺมํ กาตพฺพํ อวนฺทิโย โส ภิกฺขุ ภิกฺขุนีสงฺเฆน ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ภิกฺขุนีนํ อลาภาย ปริสกฺกติ ภิกฺขุนีนํ อนตฺถาย ปริสกฺกติ ภิกฺขุนีนํ อนาวาสาย ปริสกฺกติ ภิกฺขุนิโย อกฺโกสติ ปริภาสติ ภิกฺขู ภิกฺขุนีหิ สมฺปโยเชติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน ภิกฺขุนีสงฺเฆเนว กมฺมํ กาตพฺพํ อวนฺทิโย โส ภิกฺขุ ภิกฺขุนีสงฺเฆนาติ ฯ
อุ. ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล ภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว พึงลงโทษได้ พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว พึงลงโทษ คือภิกษุณีสงฆ์ไม่พึงไหว้ภิกษุนั้น. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. เปิดกายอวดภิกษุณีทั้งหลาย
๒. ถลกขาอ่อนอวดภิกษุณีทั้งหลาย
๓. เปิดองค์กำเนิดอวดภิกษุณีทั้งหลาย
๔. เปิดไหล่ทั้งสองอวดภิกษุณีทั้งหลาย
๕. พูดเคาะภิกษุณี ชักจูงพวกคฤหัสถ์ให้สมสู่กับภิกษุณี
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว พึงลงโทษ คือภิกษุณีสงฆ์ไม่พึงไหว้ภิกษุนั้น.
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ ภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว พึงลงโทษคือ ภิกษุณีสงฆ์ไม่พึงไหว้ภิกษุนั้น. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ขวนขวายเพื่อความเสื่อมลาภแห่งภิกษุณีทั้งหลาย
๒. ขวนขวายเพื่อความพินาศแห่งภิกษุณีทั้งหลาย
๓. ขวนขวายเพื่อความอยู่ไม่ได้แห่งภิกษุณีทั้งหลาย
๔. ด่าบริภาษภิกษุณีทั้งหลาย
๕. ยุยงภิกษุกับภิกษุณีให้แตกกัน
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว พึงลงโทษ คือภิกษุณีสงฆ์ไม่พึงไหว้ภิกษุนั้น.
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ ภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว พึงลงโทษ คือภิกษุณีสงฆ์ไม่พึงไหว้ภิกษุนั้น. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ขวนขวายเพื่อความเสื่อมลาภแห่งภิกษุณีทั้งหลาย
๒. ขวนขวายเพื่อความพินาศแห่งภิกษุณีทั้งหลาย
๓. ขวนขวายเพื่อความอยู่ไม่ได้แห่งภิกษุณีทั้งหลาย
๔. ด่าบริภาษภิกษุณีทั้งหลาย
๕. ชักจูงภิกษุให้สมสู่กับภิกษุณีทั้งหลาย
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว พึงลงโทษ คือภิกษุณีสงฆ์ไม่พึงไหว้ภิกษุนั้น.
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคตาย ภิกฺขุนิยา กมฺมํ กาตพฺพนฺติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคตาย ภิกฺขุนิยา กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ วิวริตฺวา กายํ ภิกฺขูนํ ทสฺเสติ อูรุํ ทสฺเสติ องฺคชาตํ ทสฺเสติ อุโภ อํสกูเฏ ทสฺเสติ โอภาสติ คิหี สมฺปโยเชติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตาย ภิกฺขุนิยา กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตาย ภิกฺขุนิยา กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ภิกฺขูนํ อลาภาย ปริสกฺกติ ภิกฺขูนํ อนตฺถาย ปริสกฺกติ ภิกฺขูนํ อนาวาสาย ปริสกฺกติ ภิกฺขู อกฺโกสติ ปริภาสติ ภิกฺขุนิโย ภิกฺขูหิ เภเทติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตาย ภิกฺขุนิยา กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตาย ภิกฺขุนิยา กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ภิกฺขูนํ อลาภาย ปริสกฺกติ ภิกฺขูนํ อนตฺถาย ปริสกฺกติ ภิกฺขูนํ อนาวาสาย ปริสกฺกติ ภิกฺขู อกฺโกสติ ปริภาสติ ภิกฺขุนิโย ภิกฺขูหิ สมฺปโยเชติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตาย ภิกฺขุนิยา กมฺมํ กาตพฺพนฺติ ฯ
องค์สำหรับลงโทษภิกษุณี
อุ. ภิกษุณีประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล สงฆ์พึงลงโทษ พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕. องค์ ๕ อะไรบ้าง?
คือ:
๑. เปิดกายอวดภิกษุทั้งหลาย
๒. ถลกขาอ่อนอวดภิกษุทั้งหลาย
๓. เปิดองค์กำเนิดอวดภิกษุทั้งหลาย
๔. เปิดไหล่ทั้งสองอวดภิกษุทั้งหลาย
๕. พูดเคาะภิกษุ ชักจูงให้สมสู่กับสตรีคฤหัสถ์
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุณีประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ องค์ ๕ อะไรบ้าง?
คือ:
๑. ขวนขวายเพื่อความเสื่อมลาภแห่งภิกษุทั้งหลาย
๒. ขวนขวายเพื่อความพินาศแห่งภิกษุทั้งหลาย
๓. ขวนขวายเพื่อความอยู่ไม่ได้แห่งภิกษุทั้งหลาย
๔. ด่าบริภาษภิกษุทั้งหลาย
๕. ยุยงภิกษุณีกับภิกษุทั้งหลายให้แตกกัน
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุณีผู้ประกอบด้วยองค์ แม้อื่นอีก ๕. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ขวนขวายเพื่อความเสื่อมลาภแห่งภิกษุทั้งหลาย
๒. ขวนขวายเพื่อความพินาศแห่งภิกษุทั้งหลาย
๓. ขวนขวายเพื่อความอยู่ไม่ได้แห่งภิกษุทั้งหลาย
๔. ด่าบริภาษภิกษุทั้งหลาย
๕. ชักจูงภิกษุณีให้สมสู่กับภิกษุ
ดูกรอุบาลี สงฆ์พึงลงโทษแก่ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ภิกฺขุนีนํ โอวาโท น ฐเปตพฺโพติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ภิกฺขุนีนํ โอวาโท น ฐเปตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ จาวนาธิปฺปาโย วตฺตา โหติ โน วุฏฺฐานาธิปฺปาโย ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ภิกฺขุนีนํ โอวาโท น ฐเปตพฺโพ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ภิกฺขุนีนํ โอวาโท น ฐเปตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อปริสุทฺธกายสมาจาโร โหติ อปริสุทฺธวจีสมาจาโร โหติ อปริสุทฺธาชีโว โหติ พาโล โหติ อพฺยตฺโต น ปฏิพโล อนุยุญฺชิยมาโน อนุโยคํ ทาตุํ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ภิกฺขุนีนํ โอวาโท น ฐเปตพฺโพ ฯ
อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ภิกฺขุนีนํ โอวาโท น ฐเปตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ กายิเกน อนาจาเรน สมนฺนาคโต โหติ วาจสิเกน อนาจาเรน สมนฺนาคโต โหติ กายิกวาจสิเกน อนาจาเรน สมนฺนาคโต โหติ ภิกฺขุนีนํ อกฺโกสกปริภาสโก โหติ ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ สํสฏฺโฐ วิหรติ อนนุโลมิเกน สํสคฺเคน ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ภิกฺขุนีนํ โอวาโท น ฐเปตพฺโพ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ภิกฺขุนีนํ โอวาโท น ฐเปตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ภณฺฑนการโก จ โหติ กลหการโก สิกฺขาย จ น ปริปูริการี ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ภิกฺขุนีนํ โอวาโท น ฐเปตพฺโพติ ฯ
องค์ของภิกษุไม่ควรให้โอวาท
อุ. ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล ไม่พึงให้โอวาทแก่ภิกษุณีทั้งหลายพระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่พึงให้โอวาทแก่ภิกษุณีทั้งหลาย. องค์ ๕อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นอลัชชี
๒. เป็นพาล
๓. ไม่ใช่ปกตัตตะ
๔. เป็นผู้พูดประสงค์ให้เคลื่อนจากพรหมจรรย์
๕. หาใช่เป็นผู้พูดประสงค์ให้ออกจากอาบัติไม่
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงให้โอวาทแก่ภิกษุณีทั้งหลาย.
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ ไม่พึงให้โอวาทแก่ภิกษุณีทั้งหลาย.
องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์
๒. เป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์
๓. เป็นผู้มีอาชีวะไม่บริสุทธิ์
๔. เป็นผู้เขลา ไม่ฉลาด
๕. ถูกซักเข้า ไม่สามารถให้คำตอบข้อที่ซักถาม
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงให้โอวาทแก่ภิกษุณีทั้งหลาย.
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ แม้อื่นอีก ๕ ไม่พึงให้โอวาทแก่ภิกษุณีทั้งหลาย.
องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้ประกอบด้วยอนาจารทางกาย
๒. เป็นผู้ประกอบด้วยอนาจารทางวาจา
๓. เป็นผู้ประกอบด้วยอนาจารทางกายและวาจา
๔. ด่าบริภาษภิกษุณีทั้งหลาย
๕. คลุกคลีกับภิกษุณีทั้งหลาย ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควรอยู่ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงให้โอวาทแก่ภิกษุณีทั้งหลาย.
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ ไม่พึงให้โอวาทแก่ภิกษุณีทั้งหลาย.
องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นอลัชชี
๒. เป็นพาล
๓. ไม่ใช่ปกตัตตะ
๔. เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ
๕. เป็นผู้ไม่ทำให้บริบูรณ์ในสิกขา
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงให้โอวาทแก่ภิกษุณีทั้งหลาย.
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ภิกฺขุนีนํ โอวาโท น คเหตพฺโพติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ภิกฺขุนีนํ โอวาโท น คเหตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ กายิเกน อนาจาเรน สมนฺนาคโต โหติ วาจสิเกน อนาจาเรน สมนฺนาคโต โหติ กายิกวาจสิเกน อนาจาเรน สมนฺนาคโต โหติ ภิกฺขุนีนํ อกฺโกสกปริภาสโก โหติ ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ สํสฏฺโฐ วิหรติ อนนุโลมิเกน สํสคฺเคน ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ภิกฺขุนีนํ โอวาโท น คเหตพฺโพ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ภิกฺขุนีนํ โอวาโท น คเหตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ คมิโก วา โหติ คิลาโน วา ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา ภิกฺขุนีนํ โอวาโท น คเหตพฺโพติ ฯ
องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรรับให้โอวาท
อุ. ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล ไม่พึงรับให้โอวาทแก่ภิกษุณีทั้งหลาย พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่พึงรับให้โอวาทแก่ภิกษุณีทั้งหลาย.
องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้ประกอบด้วยอนาจารทางกาย
๒. เป็นผู้ประกอบด้วยอนาจารทางวาจา
๓. เป็นผู้ประกอบด้วยอนาจารทางกายและวาจา
๔. ด่าบริภาษภิกษุณี
๕. เป็นผู้คลุกคลีกับภิกษุณีทั้งหลาย ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควรอยู่ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงรับให้โอวาทแก่ภิกษุณีทั้งหลาย.
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ ไม่พึงรับให้โอวาทแก่ภิกษุณีทั้งหลาย.
องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นอลัชชี
๒. เป็นพาล
๓. ไม่ใช่ปกตัตตะ
๔. เป็นผู้เตรียมจะไป
๕. อาพาธ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงรับให้โอวาทแก่ภิกษุณีทั้งหลาย.
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ น สากจฺฉาตพฺโพติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ น สากจฺฉาตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น อเสเขน สีลกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ น อเสเขน สมาธิกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ น อเสเขน ปญฺญาขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ น อเสเขน วิมุตฺติกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ น อเสเขน วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ น สากจฺฉาตพฺโพ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ สากจฺฉาตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
อเสเขน สีลกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสเขน สมาธิกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสเขน ปญฺญาขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสเขน วิมุตฺติกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสเขน วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ สากจฺฉาตพฺโพ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ น สากจฺฉาตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น อตฺถปฏิสมฺภิทาปตฺโต โหติ น ธมฺมปฏิสมฺภิทาปตฺโต โหติ น นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาปตฺโต โหติ น ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาปตฺโต โหติ น ยถาวิมุตฺตํ จิตฺตํ ปจฺจเวกฺขติ ๑ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ น สากจฺฉาตพฺโพ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ สากจฺฉาตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อตฺถปฏิสมฺภิทาปตฺโต โหติ ธมฺมปฏิสมฺภิทาปตฺโต โหติ นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาปตฺโต โหติ ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาปตฺโต โหติ ยถาวิมุตฺตํ จิตฺตํ ปจฺจเวกฺขติ ๑ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ สากจฺฉาตพฺโพติ ฯ
ภิกฺขุนีโอวาทวคฺโค อฏฺฐโม ฯ
๑ ม. ปจฺจเวกฺขิตา ฯ
องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรสนทนาด้วย
อุ. ภิกษุทั้งหลายไม่พึงสนทนากับภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแลพระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุทั้งหลายไม่พึงสนทนากับภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕. องค์ ๕อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้ไม่ประกอบด้วยกองศีล ของพระอเสขะ
๒. เป็นผู้ไม่ประกอบด้วยกองสมาธิ ของพระอเสขะ
๓. เป็นผู้ไม่ประกอบด้วยกองปัญญา ของพระอเสขะ
๔. เป็นผู้ไม่ประกอบด้วยกองวิมุตติ ของพระอเสขะ
๕. เป็นผู้ไม่ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะ ของพระอเสขะดูกรอุบาลี ภิกษุทั้งหลายไม่พึงสนทนากับภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.
องค์ของภิกษุผู้ควรสนทนาด้วย
ดูกรอุบาลี ภิกษุทั้งหลายพึงสนทนากับภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕. องค์ ๕ อะไรบ้าง?
คือ:
๑. เป็นผู้ประกอบด้วยกองศีล ของพระอเสขะ
๒. เป็นผู้ประกอบด้วยกองสมาธิ ของพระอเสขะ
๓. เป็นผู้ประกอบด้วยกองปัญญา ของพระอเสขะ
๔. เป็นผู้ประกอบด้วยกองวิมุตติ ของพระอเสขะ
๕. เป็นผู้ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะ ของพระอเสขะดูกรอุบาลี ภิกษุทั้งหลายพึงสนทนากับภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.
องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรสนทนาอีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุทั้งหลายไม่พึงสนทนากับภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕. องค์ ๕อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่เป็นผู้บรรลุอรรถปฏิสัมภิทา
๒. ไม่เป็นผู้บรรลุธรรมปฏิสัมภิทา
๓. ไม่เป็นผู้บรรลุนิรุตติปฏิสัมภิทา
๔. ไม่เป็นผู้บรรลุปฏิภาณปฏิสัมภิทา
๕. ไม่พิจารณาจิตตามที่วิมุติ
ดูกรอุบาลี ภิกษุทั้งหลายไม่พึงสนทนากับภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.
องค์ของภิกษุผู้ควรสนทนาด้วย
ดูกรอุบาลี ภิกษุทั้งหลายพึงสนทนากับภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕. องค์ ๕ อะไรบ้าง?
คือ:
๑. เป็นผู้บรรลุอรรถปฏิสัมภิทา
๒. เป็นผู้บรรลุธรรมปฏิสัมภิทา
๓. เป็นผู้บรรลุนิรุตติปฏิสัมภิทา
๔. เป็นผู้บรรลุปฏิภาณปฏิสัมภิทา
๕. พิจารณาจิตตามที่วิมุติ
ดูกรอุบาลี ภิกษุทั้งหลายพึงสนทนากับภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล.
ภิกขุนีโอวาทวรรค ที่ ๘ จบ
----------------
ตสฺสุทฺทานํ
ภิกฺขุนีเหว กาตพฺพํ อปเรหิ ตถา ทุเว
ภิกฺขุนีนํ ตโย กมฺมา น ฐเปตพฺโพ ๒ เทฺว ทุกา
น คเหตพฺโพ เทฺว วุตฺตา สากจฺฉาสุ ๓ จ เทฺว ทุกาติ ฯ
หัวข้อประจำวรรค
ภิกษุณีฝ่ายเดียวพึงลงโทษ ๑ ภิกษุณีพึงลงโทษอีก ๒ นัย ลงโทษภิกษุณี
๓ อย่าง ๑ ไม่ให้โอวาท ๑ ไม่ให้โอวาทอีก ๒ นัย ๑ ไม่รับให้โอวาทตรัสไว้ ๒ อย่าง ๑ ในการสนทนาตรัสไว้ ๒ หมวด ๑ฯ
อุพพาหิกวรรคที่ ๙
ไม่สมมติด้วยอุพพาหิกา
พระวินัยปิฎก ปริวาร อุปาลิปัญจกะ อุพพาหิกวรรคที่ ๙ (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย น สมฺมนฺนิตพฺโพติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย น สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น อตฺถกุสโล โหติ น ธมฺมกุสโล โหติ น นิรุตฺติกุสโล โหติ น พฺยญฺชนกุสโล โหติ น ปุพฺพาปรกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย น สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อตฺถกุสโล โหติ ธมฺมกุสโล โหติ นิรุตฺติกุสโล โหติ พฺยญฺชนกุสโล โหติ ปุพฺพาปรกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย น สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
โกธโน โหติ โกธาภิภูโต มกฺขี โหติ มกฺขาภิภูโต ปลาสี โหติ ปลาสาภิภูโต อิสฺสุกี โหติ อิสฺสาภิภูโต สนฺทิฏฺฐิปรามาสี โหติ อาธานคฺคาหี ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย น สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น โกธโน โหติ น โกธาภิภูโต น มกฺขี โหติ น มกฺขาภิภูโต น ปลาสี โหติ น ปลาสาภิภูโต น อิสฺสุกี โหติ น อิสฺสาภิภูโต อสนฺทิฏฺฐิปรามาสี โหติ อนาธานคฺคาหี สุปฺปฏินิสฺสคฺคี ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย น สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
กุปฺปติ พฺยาปชฺชติ ปติตฺถียติ โกปํ ชเนติ อกฺขโม โหติ อปฺปทกฺขิณคฺคาหี อนุสาสนึ ๑ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย น สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น กุปฺปติ น พฺยาปชฺชติ น ปติตฺถียติ น โกปํ ชเนติ ขโม โหติ ปทกฺขิณคฺคาหี อนุสาสนึ ๑ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย น สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ปสาเรตา ๑ โหติ โน สาเรตา อโนกาสกมฺมํ การาเปตฺวา วตฺตา ๒ โหติ น ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา โจเทตา โหติ น ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา กาเรตา โหติ น ยถาทิฏฺฐิยา พฺยากตา โหติ ฯ
อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย น สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ สาเรตา โหติ โน ปสาเรตา ๑ โอกาสกมฺมํ การาเปตฺวา วตฺตา ๒ โหติ ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา โจเทตา โหติ ยถาธมฺเม ยถาวินเย ยถาปตฺติยา กาเรตา โหติ ยถาทิฏฺฐิยา พฺยากตา โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย น สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ อลชฺชี จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย น สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ
ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ ลชฺชี จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย น สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ อกุสโล จ โหติ วินเย ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย น สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ กุสโล จ โหติ วินเย ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย สมฺมนฺนิตพฺโพติ ฯ
๑ ม. ปจฺจเวกฺขิตา ฯ ๒ โป. ฐเปตพฺพํ ฯ ม. ฐเปตพฺพา ฯ ๓ โป. สากจฺฉา ฯ
๑ ยุ. อนุสาสนี ฯ
๑ โป. อปสาเรตา ฯ ๒ ม. ยุ. ปวตฺตา ฯ
อุ. ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล สงฆ์ไม่พึงสมมติด้วยอุพพาหิกาพระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ สงฆ์ไม่พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา. องค์ ๕อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้ไม่ฉลาดในอรรถ
๒. เป็นผู้ไม่ฉลาดในธรรม
๓. เป็นผู้ไม่ฉลาดในนิรุตติ
๔. เป็นผู้ไม่ฉลาดในพยัญชนะ
๕. เป็นผู้ไม่ฉลาดในคำต้นและคำหลัง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา.
สมมติด้วยอุพพาหิกา
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ สงฆ์พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้ฉลาดในอรรถ
๒. เป็นผู้ฉลาดในธรรม
๓. เป็นผู้ฉลาดในนิรุตติ
๔. เป็นผู้ฉลาดในพยัญชนะ
๕. เป็นผู้ฉลาดในคำต้นและคำหลัง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา.
ไม่สมมติด้วยอุพพาหิกาอีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ สงฆ์ไม่พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา. องค์อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้มักโกรธ ถูกความโกรธครอบงำ
๒. เป็นผู้ลบหลู่ ถูกความลบหลู่ครอบงำ
๓. เป็นผู้ตีเสมอ ถูกความตีเสมอครอบงำ
๔. เป็นผู้มีปกติริษยา ถูกความริษยาครอบงำ
๕. เป็นผู้ถือแต่ความเห็นของตน ถืออย่างแน่นแฟ้นปลดได้ยากดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา.
สมมติด้วยอุพพาหิกา
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ สงฆ์พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่เป็นผู้มักโกรธ ไม่ถูกความโกรธครอบงำ
๒. ไม่เป็นผู้ลบหลู่ ไม่ถูกความลบหลู่ครอบงำ
๓. ไม่เป็นผู้ตีเสมอ ไม่ถูกความตีเสมอครอบงำ
๔. ไม่เป็นผู้มีปกติริษยา ไม่ถูกความริษยาครอบงำ
๕. ไม่เป็นผู้ถือแต่ความเห็นของตน ไม่ถืออย่างแน่นแฟ้น ปลดได้ง่ายดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา.
ไม่สมมติด้วยอุพพาหิกาอีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ สงฆ์ไม่พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา. องค์๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. โกรธ
๒. พยาบาท
๓. เบียดเบียน
๔. ยั่วให้โกรธ
๕. ไม่อดทน ไม่รับอนุสาสนีโดยเคารพ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา.
สมมติด้วยอุพพาหิกา
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ สงฆ์พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่โกรธ
๒. ไม่พยาบาท
๓. ไม่เบียดเบียน
๔. ไม่ยั่วให้โกรธ
๕. เป็นผู้อดทน มีปกติรับอนุสาสนีโดยเคารพ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา.
ไม่สมมติด้วยอุพพาหิกาอีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ สงฆ์ไม่พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา.
องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้ล่อให้หลง ให้ระลึกไม่ได้
๒. เป็นผู้พูดไม่ให้ทำโอกาส
๓. ไม่เป็นผู้โจทตามอาบัติในธรรมและวินัยที่สมควร
๔. ไม่เป็นผู้ปรับตามอาบัติในธรรมและวินัยที่สมควร
๕. ไม่ชี้แจงตามความเห็น
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา.
สมมติด้วยอุพพาหิกา
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ สงฆ์พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. เป็นผู้เตือนให้ระลึก ไม่ใช่ล่อให้หลง
๒. เป็นผู้พูดให้ทำโอกาส
๓. เป็นผู้โจทตามอาบัติในธรรมและวินัยที่สมควร
๔. เป็นผู้ปรับตามอาบัติในธรรมและวินัยที่สมควร
๕. ชี้แจงตามความเห็น
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา.
ไม่สมมติด้วยอุพพหิกาอีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ สงฆ์ไม่พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา.
องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ถึงฉันทาคติ
๒. ถึงโทสาคติ
๓. ถึงโมหาคติ
๔. ถึงภยาคติ
๕. เป็นอลัชชี
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา.
สมมติด้วยอุพพาหิกา
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ สงฆ์พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ
๑. ไม่ถึงฉันทาคติ
๒. ไม่ถึงโทสาคติ
๓. ไม่ถึงโมหาคติ
๔. ไม่ถึงภยาคติ
๕. เป็นลัชชี
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา.
ไม่สมมติด้วยอุพพาหิกาอีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ สงฆ์ไม่พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา.
องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ถึงฉันทาคติ
๒. ถึงโทสาคติ
๓. ถึงโมหาคติ
๔. ถึงภยาคติ
๕. ไม่ฉลาดในวินัย
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา.
สมมติด้วยอุพพาหิกา
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ สงฆ์พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่ถึงฉันทาคติ
๒. ไม่ถึงโทสาคติ
๓. ไม่ถึงโมหาคติ
๔. ไม่ถึงภยาคติ
๕. ฉลาดในวินัย
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา.
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ๑ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ สุตฺตํ น ชานาติ สุตฺตานุโลมํ น ชานาติ วินยํ น ชานาติ วินยานุโลมํ น ชานาติ น จ ฐานาฐานกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ สุตฺตํ ชานาติ สุตฺตานุโลมํ ชานาติ วินยํ ชานาติ วินยานุโลมํ ชานาติ ฐานาฐานกุสโล จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
ธมฺมํ น ชานาติ ธมฺมานุโลมํ น ชานาติ วินยํ น ชานาติ วินยานุโลมํ น ชานาติ น จ ปุพฺพาปรกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ธมฺมํ ชานาติ ธมฺมานุโลมํ ชานาติ วินยํ ชานาติ วินยานุโลมํ ชานาติ ปุพฺพาปรกุสโล จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ วตฺถุํ น ชานาติ นิทานํ น ชานาติ ปญฺญตฺตึ น ชานาติ ปทปจฺฉาภฏฺฐํ น ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถํ น ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ
ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ ปณฺฑิโตเตฺววฉ สงฺขํ คจฺฉติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ วตฺถุํ ชานาติ นิทานํ ชานาติ ปญฺญตฺตึ ชานาติ ปทปจฺฉาภฏฺฐํ ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถํ ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อาปตฺตึ น ชานาติ อาปตฺติสมุฏฺฐานํ น ชานาติ อาปตฺติยา ปโยคํ น ชานาติ อาปตฺติยา วูปสมํ น ชานาติ น อาปตฺติยา วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
อาปตฺตึ ชานาติ อาปตฺติสมุฏฺฐานํ ชานาติ อาปตฺติยา ปโยคํ ชานาติ อาปตฺติยา วูปสมํ ชานาติ อาปตฺติยา วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อธิกรณํ น ชานาติ อธิกรณสมุฏฺฐานํ น ชานาติ อธิกรณสฺส ปโยคํ น ชานาติ อธิกรณสฺส วูปสมํ น ชานาติ น อธิกรณสฺส วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ พาโลเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อธิกรณํ ชานาติ อธิกรณสมุฏฺฐานํ ชานาติ อธิกรณสฺส ปโยคํ ชานาติ อธิกรณสฺส วูปสมํ ชานาติ อธิกรณสฺส วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉตีติ ฯ
อุพฺพาหิกวคฺโค นวโม ๑ ฯ
๑ คจฺฉตีติ ยุตฺตตรํ ฯ
องค์ของภิกษุผู้โง่แท้
อุ. ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล ถึงความนับว่าเป็นผู้โง่แท้พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ถึงความนับว่าเป็นผู้โง่แท้. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่รู้สุตตะ
๒. ไม่รู้สุตตานุโลม
๓. ไม่รู้วินัย
๔. ไม่รู้วินยานุโลม
๕. ไม่ฉลาดในฐานะและอฐานะ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ถึงความนับว่าเป็นผู้โง่แท้.
องค์ของภิกษุผู้ฉลาดแท้
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ถึงความนับว่าเป็นผู้ฉลาดแท้. องค์ ๕อะไรบ้าง? คือ:
๑. รู้สุตตะ
๒. รู้สุตตานุโลม
๓. รู้วินัย
๔. รู้วินยานุโลม
๕. ฉลาดในฐานะและอฐานะ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ถึงความนับว่าเป็นผู้ฉลาดแท้.
องค์ของภิกษุผู้โง่แท้อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ ถึงความนับว่าเป็นผู้โง่แท้. องค์ ๕อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่รู้ธรรม
๒. ไม่รู้ธรรมานุโลม
๓. ไม่รู้วินัย
๔. ไม่รู้วินยานุโลม
๕. ไม่ฉลาดในคำต้นและคำหลัง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ถึงความนับว่าเป็นผู้โง่แท้.
องค์ของภิกษุผู้ฉลาดแท้
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ถึงความนับว่าเป็นผู้ฉลาดแท้. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. รู้ธรรม
๒. รู้ธรรมานุโลม
๓. รู้วินัย
๔. รู้วินยานุโลม
๕. ฉลาดในคำต้นและคำหลัง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ถึงความนับว่าเป็นผู้ฉลาดแท้.
องค์ของภิกษุผู้โง่แท้อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ถึงความนับว่าเป็นผู้โง่แท้. องค์ ๕อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่รู้วัตถุ
๒. ไม่รู้นิทาน
๓. ไม่รู้บัญญัติ
๔. ไม่รู้บทอันตกหล่นภายหลัง
๕. ไม่รู้ทางถ้อยคำอันเข้าสนธิกันได้
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ถึงความนับว่าเป็นผู้โง่แท้.
องค์ของภิกษุผู้ฉลาดแท้
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ถึงความนับว่าเป็นผู้ฉลาดแท้. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. รู้วัตถุ
๒. รู้นิทาน
๓. รู้บัญญัติ
๔. รู้บทอันตกหล่นภายหลัง
๕. รู้ทางถ้อยคำอันเข้าสนธิกันได้
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ถึงความนับว่าเป็นผู้ฉลาดแท้.
องค์ของภิกษุผู้โง่แท้อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ถึงความนับว่าเป็นผู้โง่แท้. องค์ ๕อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่รู้อาบัติ
๒. ไม่รู้สมุฏฐานอาบัติ
๓. ไม่รู้ประโยคอาบัติ
๔. ไม่รู้ความระงับอาบัติ
๕. ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอาบัติ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ถึงความนับว่าเป็นผู้โง่แท้.
องค์ของภิกษุผู้ฉลาดแท้
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ถึงความนับว่าเป็นผู้ฉลาดแท้. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. รู้อาบัติ
๒. รู้สมุฏฐานอาบัติ
๓. รู้ประโยคอาบัติ
๔. รู้การระงับอาบัติ
๕. ฉลาดในการวินิจฉัยอาบัติ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ถึงความนับว่าเป็นผู้ฉลาดแท้.
องค์ของภิกษุผู้โง่แท้อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ถึงความนับว่าเป็นผู้โง่แท้. องค์ ๕อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่รู้อธิกรณ์
๒. ไม่รู้สมุฏฐานอธิกรณ์
๓. ไม่รู้ประโยคอธิกรณ์
๔. ไม่รู้ความระงับอธิกรณ์
๕. ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ถึงความนับว่าเป็นผู้โง่แท้.
องค์ของภิกษุผู้ฉลาดแท้
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ถึงความนับว่า เป็นผู้ฉลาดแท้. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. รู้อธิกรณ์
๒. รู้สมุฏฐานอธิกรณ์
๓. รู้ประโยคอธิกรณ์
๔. รู้ความระงับอธิกรณ์
๕. ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ถึงความนับว่าเป็นผู้ฉลาดแท้.
อุพพาหิกวรรคที่ ๙ จบ
----------------
ตสฺสุทฺทานํ
อนตฺถกุสโล เจว โกธโน กุปฺปตี จ โย
ปสาเรตา ฉนฺทาคติ ๒ น กุสโล ตเถว จ
สุตฺตํ ธมฺมญฺจ วตฺถุญฺจ อาปตฺติ ๓ อธิกรณํ ๔
เทฺว เทฺว ปกาสิตา สพฺเพ กณฺหสุกฺกํ วิชานถาติ ฯ
หัวข้อประจำวรรค
ไม่ฉลาดในอรรถ ๑ มักโกรธ ๑ ยั่วให้โกรธ ๑ ล่อให้หลง ๑ ถึงฉันทาคติ ๑ ไม่ฉลาด ๑ ไม่ฉลาดอีก ๑ สุตตะ ๑ ธรรม ๑ วัตถุ ๑ อาบัติ ๑ อธิกรณ์ ๑ฝ่ายละ ๒ๆ ท่านประกาศแล้วทั้งหมด ขอท่านทั้งหลายจงรู้ฝ่ายดำและฝ่ายขาวเทอญ.
อธิกรณวูปสมวรรคที่ ๑๐
องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์
พระวินัยปิฎก ปริวาร อุปาลิปัญจกะ อธิกรณวูปสมวรรคที่ ๑๐ (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุนฺติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อาปตฺตึ น ชานาติ อาปตฺติสมุฏฺฐานํ น ชานาติ อาปตฺติยา ปโยคํ น ชานาติ อาปตฺติยา วูปสมํ น ชานาติ น อาปตฺติยา วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อาปตฺตึ ชานาติ อาปตฺติสมุฏฺฐานํ ชานาติ อาปตฺติยา ปโยคํ ชานาติ อาปตฺติยา วูปสมํ ชานาติ อาปตฺติยา วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ
อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อธิกรณํ น ชานาติ อธิกรณสมุฏฺฐานํ น ชานาติ อธิกรณสฺส ปโยคํ น ชานาติ อธิกรณสฺส วูปสมํ น ชานาติ น อธิกรณสฺส วินิจฺฉยกุสโล โหติ ๑ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อธิกรณํ ชานาติ อธิกรณสมุฏฺฐานํ ชานาติ อธิกรณสฺส ปโยคํ ชานาติ อธิกรณสฺส วูปสมํ ชานาติ อธิกรณสฺส วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ๓ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ อลชฺชี จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ ลชฺชี จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ อปฺปสฺสุโต จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ
ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ พหุสฺสุโต จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ วตฺถุํ น ชานาติ นิทานํ น ชานาติ ปญฺญตฺตึ น ชานาติ ปทปจฺฉาภฏฺฐํ น ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถํ น ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ วตฺถุํ ชานาติ นิทานํ ชานาติ ปญฺญตฺตึ ชานาติ ปทปจฺฉาภฏฺฐํ ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถํ ชานาติ ฯ
อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ อกุสโล จ โหติ วินเย ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ กุสโล จ โหติ วินเย ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ ปุคฺคลครุ โหติ โน สงฺฆครุ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ สงฺฆครุ โหติ โน ปุคฺคลครุ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ อามิสครุ โหติ โน สทฺธมฺมครุ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ สทฺธมฺมครุ โหติ โน อามิสครุ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ
๑ สพฺพตฺถ อุพฺพาหิกวคฺโค นิฏฺฐิโต นวโมติ ทิสฺสติ ฯ อิโต ปรํปิ ตํตํวคฺคาวสาเน
นิฏฺฐิโตติ เวมชฺเฌ ลิขิยติ ฯ ๒ ม. ฉนฺทาคตึ ฯ ๓ ม. อาปตฺตึ ฯ ๔ โป.
อธิกรณา ฯ
๑ ม. อธิกรณสฺส น วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ
อุ. ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล ไม่ควรระงับอธิกรณ์ พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง?
คือ:
๑. ไม่รู้อาบัติ
๒. ไม่รู้สมุฏฐานอาบัติ
๓. ไม่รู้ประโยคอาบัติ
๔. ไม่รู้ความระงับอาบัติ
๕. ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอาบัติ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์.
องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. รู้อาบัติ
๒. รู้สมุฏฐานอาบัติ
๓. รู้ประโยคอาบัติ
๔. รู้ความระงับอาบัติ
๕. ฉลาดในการวินิจฉัยอาบัติ
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์.
องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่รู้อธิกรณ์
๒. ไม่รู้สมุฏฐานอธิกรณ์
๓. ไม่รู้ประโยคอธิกรณ์
๔. ไม่รู้ความระงับอธิกรณ์
๕. ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์.
องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. รู้อธิกรณ์
๒. รู้สมุฏฐานอธิกรณ์
๓. รู้ประโยคอธิกรณ์
๔. รู้ความระงับอธิกรณ์
๕. ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์
องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ถึงฉันทาคติ
๒. ถึงโทสาคติ
๓. ถึงโมหาคติ
๔. ถึงภยาคติ
๕. เป็นอลัชชี
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์.
องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ไม่ถึงฉันทาคติ
๒. ไม่ถึงโทสาคติ
๓. ไม่ถึงโมหาคติ
๔. ไม่ถึงภยาคติ
๕. เป็นลัชชี
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์.
องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ถึงฉันทาคติ
๒. ถึงโทสาคติ
๓. ถึงโมหาคติ
๔. ถึงภยาคติ
๕. เป็นผู้ได้ยินได้ฟังน้อย
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์.
องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ไม่ถึงฉันทาคติ
๒. ไม่ถึงโทสาคติ
๓. ไม่ถึงโมหาคติ
๔. ไม่ถึงภยาคติ
๕. เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์.
องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่รู้วัตถุ
๒. ไม่รู้นิทาน
๓. ไม่รู้บัญญัติ
๔. ไม่รู้บทที่ตกหล่นภายหลัง
๕. ไม่รู้ทางถ้อยคำอันเข้าสนธิกันได้
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์.
องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. รู้วัตถุ
๒. รู้นิทาน
๓. รู้บัญญัติ
๔. รู้บทที่ตกหล่นภายหลัง
๕. รู้ทางถ้อยคำอันเข้าสนธิกันได้
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์.
องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ถึงฉันทาคติ
๒. ถึงโทสาคติ
๓. ถึงโมหาคติ
๔. ถึงภยาคติ
๕. ไม่ฉลาดในวินัย
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์.
องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง คือ:๑. ไม่ถึงฉันทาคติ
๒. ไม่ถึงโทสาคติ
๓. ไม่ถึงโมหาคติ
๔. ไม่ถึงภยาคติ
๕. ฉลาดในวินัย
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์.
องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ถึงฉันทาคติ
๒. ถึงโทสาคติ
๓. ถึงโมหาคติ
๔. ถึงภยาคติ
๕. เป็นผู้หนักในบุคคล ไม่หนักในสงฆ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์.
องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ไม่ถึงฉันทาคติ
๒. ไม่ถึงโทสาคติ
๓. ไม่ถึงโมหาคติ
๔. ไม่ถึงภยาคติ
๕. เป็นผู้หนักในสงฆ์ ไม่หนักในบุคคล
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์.
องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์อีกนัยหนึ่ง
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ถึงฉันทาคติ
๒. ถึงโทสาคติ
๓. ถึงโมหาคติ
๔. ถึงภยาคติ
๕. เป็นผู้หนักในอามิส ไม่หนักในสัทธรรม
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์.
องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ไม่ถึงฉันทาคติ
๒. ไม่ถึงโทสาคติ
๓. ไม่ถึงโมหาคติ
๔. ไม่ถึงภยาคติ
๕. เป็นผู้หนักสัทธรรม ไม่หนักในอามิส
ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์.
กตีหิ นุ โข ภนฺเต อากาเรหิ สงฺโฆ ภิชฺชตีติ ฯ ปญฺจหุปาลิ อากาเรหิ สงฺโฆ ภิชฺชติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ กมฺเมน อุทฺเทเสน โวหรนฺโต อนุสฺสาวเนน สลากคาเหน ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหากาเรหิ สงฺโฆ ภิชฺชตีติ ฯ
สงฆ์แตกกัน
อุ. สงฆ์แตกกันด้วยอาการเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี สงฆ์แตกกันด้วยอาการ ๕. อาการ ๕ อะไรบ้าง? คือ กรรม ๕อุเทศ ๑ ชี้แจง ๑ สวดประกาศ ๑ ให้จับสลาก ๑ ดูกรอุบาลี สงฆ์แตกกันด้วยอาการ ๕ นี้แล.
สงฺฆราชีติ ๑ ภนฺเต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต สงฺฆราชิ โหติ โน จ สงฺฆเภโท กิตฺตาวตา จ ปน สงฺฆราชิ เจว โหติ สงฺฆเภโท จาติ ฯ ปญฺญตฺเตตํ อุปาลิ มยา อาคนฺตุกานํ ภิกฺขูนํ อาคนฺตุกวตฺตํ เอวํ สุปฺปญฺญตฺเต โข อุปาลิ มยา สิกฺขาปเท อาคนฺตุกา ภิกฺขู อาคนฺตุกวตฺเต น วตฺตนฺติ เอวมฺปิ โข อุปาลิ สงฺฆราชิ โหติ โน จ สงฺฆเภโท ฯ ปญฺญตฺเตตํ อุปาลิ มยา อาวาสิกานํ ภิกฺขูนํ อาวาสิกวตฺตํ เอวํ สุปฺปญฺญตฺเต โข อุปาลิ มยา สิกฺขาปเท อาวาสิกา ภิกฺขู อาวาสิกวตฺเต น วตฺตนฺติ เอวมฺปิ โข อุปาลิ สงฺฆราชิ โหติ โน จ สงฺฆเภโท ฯ
ปญฺญตฺเตตํ อุปาลิ มยา ภิกฺขูนํ ภตฺตคฺเค ภตฺตคฺควตฺตํ ยถาวุฑฺฒํ ยถารตฺตํ ยถาปฏิรูปํ อคฺคาสนํ อคฺโคทกํ อคฺคปิณฺฑํ เอวํ สุปฺปญฺญตฺเต โข อุปาลิ มยา สิกฺขาปเท นวา ภิกฺขู ภตฺตคฺเค เถรานํ ภิกฺขูนํ อาสนํ ปฏิพาหนฺติ เอวมฺปิ โข อุปาลิ สงฺฆราชิ โหติ โน จ สงฺฆเภโท ฯ ปญฺญตฺเตตํ อุปาลิ มยา ภิกฺขูนํ เสนาสเน เสนาสนวตตํ ยถาวุฑฺฒํ ยถารตฺตํ ยถาปฏิรูปํ เอวํ สุปฺปญฺญตฺเต โข อุปาลิ มยา สิกฺขาปเท นวา ภิกฺขู เถรานํ ภิกฺขูนํ เสนาสนํ ปฏิพาหนฺติ เอวมฺปิ โข อุปาลิ สงฺฆราชิ โหติ โน จ สงฺฆเภโท ฯ ปญฺญตฺเตตํ อุปาลิ มยา ภิกฺขูนํ อนฺโตสีมาย เอกํ อุโปสถํ เอกํ ปวารณํ เอกํ สงฺฆกมฺมํ เอกํ กมฺมากมฺมํ เอวํ สุปฺปญฺญตฺเต โข อุปาลิ มยา สิกฺขาปเท ตตฺเถว อนฺโตสีมาย อาเวณิภาวํ ๑ กริตฺวา คณํ พนฺธิตฺวา อาเวณิ อุโปสถํ กโรนฺติ อาเวณิ ปวารณํ กโรนฺติ อาเวณิ สงฺฆกมฺมํ กโรนฺติ อาเวณิ กมฺมากมฺมานิ กโรนฺติ เอวมฺปิ โข อุปาลิ สงฺฆราชิ เจว โหติ สงฺฆเภโท จาติ ฯ
อธิกรณวูปสมวคฺโค ทสโม ฯ
๑ ม. ยุ. สงฺฆราชิ สงฺฆราชีติ ฯ
สังฆราชีและสังฆเภท
อุ. พระพุทธเจ้าข้า ที่ตรัสว่า ความร้าวรานแห่งสงฆ์นั้น ด้วยเหตุเพียงเท่าไร จึงเป็นความร้าวรานแห่งสงฆ์ แต่ไม่ถึงความแตกแห่งสงฆ์? อนึ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่าไรจึงเป็นทั้งความร้าวรานแห่งสงฆ์ทั้งความแตกแห่งสงฆ์?
พ. ดูกรอุบาลี อาคันตุกวัตรนั่น เราบัญญัติไว้แล้ว สำหรับภิกษุพวกอาคันตุกะเมื่อสิกขาบทอันเราบัญญัติไว้เรียบร้อยอย่างนี้แล้ว ภิกษุพวกอาคันตุกะไม่ประพฤติในอาคันตุกวัตรดูกรอุบาลี แม้อย่างนี้แล เป็นความร้าวรานแห่งสงฆ์ แต่ไม่ถึงความแตกแห่งสงฆ์.
ดูกรอุบาลี อาวาสิกวัตรนั่น เราบัญญัติไว้แล้ว สำหรับภิกษุพวกเจ้าถิ่น เมื่อสิกขาบทอันเราบัญญัติไว้เรียบร้อยอย่างนี้แล้ว ภิกษุเจ้าถิ่นไม่ประพฤติในอาวาสิกวัตรดูกรอุบาลี แม้อย่างนี้แล เป็นความร้าวรานแห่งสงฆ์ แต่ไม่ถึงความแตกแห่งสงฆ์.
ดูกรอุบาลี ภัตตัคควัตรในโรงภัตรนั่น เราบัญญัติไว้แล้ว สำหรับภิกษุทั้งหลาย ตามลำดับผู้แก่กว่า ตามลำดับราตรี ตามสมควร คือ อาสนะที่ดี น้ำที่สะอาด ก้อนข้าวที่ดี เมื่อสิกขาบท อันเราบัญญัติไว้เรียบร้อยอย่างนี้แล้ว พวกพระใหม่เกียดกันอาสนะในโรงภัตรสำหรับพระเถระเสีย
ดูกรอุบาลี แม้อย่างนี้ เป็นความร้าวรานแห่งสงฆ์ แต่ไม่ถึงความแตกแห่งสงฆ์.
ดูกรอุบาลี เสนาสนวัตรในเสนาสนะนั่น เราบัญญัติไว้แล้ว สำหรับภิกษุทั้งหลายตามลำดับผู้แก่กว่า ตามลำดับราตรี ตามสมควร เมื่อสิกขาบท อันเราบัญญัติไว้เรียบร้อยอย่างนี้แล้ว พวกพระใหม่เกียดกันเสนาสนะของพระเถระเสีย
ดูกรอุบาลี แม้อย่างนี้ เป็นความร้าวรานแห่งสงฆ์ แต่ไม่ถึงความแตกแห่งสงฆ์.
ดูกรอุบาลี อุโบสถอย่างเดียวกัน ปวารณาอย่างเดียวกัน สังฆกรรมอย่างเดียวกันกรรมใหญ่น้อยอย่างเดียวกัน ภายในสีมานั่น เราบัญญัติไว้แล้วแก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อสิกขาบทอันเราบัญญัติไว้เรียบร้อยอย่างนี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายต่างทำความแตกแยกกัน แล้วคุมกันเป็นคณะแยกทำอุโบสถ แยกทำปวารณา แยกทำสังฆกรรม แยกทำกรรมใหญ่น้อย ภายในสีมานั่นแหละดูกรอุบาลี แม้อย่างนี้ เป็นทั้งความร้าวรานแห่งสงฆ์ ทั้งความแตกแห่งสงฆ์แล.
อธิกรณวูปสมวรรคที่ ๑๐ จบ
ตสฺสุทฺทานํ
อาปตฺติ ๒ อธิกรณํ ฉนฺทา อปฺปสฺสุเตน จ
วตฺถุญฺจ อกุสโล จ ปุคฺคโล อามิเสน จ
ภิชฺชติ สงฺฆราชิ จ สงฺฆเภโท ตเถว จาติ ฯ
หัวข้อประจำวรรค
อาบัติ อธิกรณ์ ลำเอียงเพราะรักใคร่ ได้ยินได้ฟังน้อย วัตถุไม่ฉลาดบุคคล อามิส สงฆ์แตกกัน ความร้าวรานแห่งสงฆ์ และความแตกแห่งสงฆ์.
สังฆเภทวรรคที่ ๑๑
ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์มีโทษ
พระวินัยปิฎก ปริวาร อุปาลิปัญจกะ สังฆเภทวรรคที่ ๑๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อิธุปาลิ ภิกฺขุ อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ อวินยํ วินโยติ ทีเปติ วินยํ อวินโยติ ทีเปติ วินิธาย ทิฏฺฐึ กมฺเมน ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อิธุปาลิ ภิกฺขุ อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ อวินยํ วินโยติ ทีเปติ วินยํ อวินโยติ ทีเปติ วินิธาย ทิฏฺฐึ อุทฺเทเสน ฯ
อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อิธุปาลิ ภิกฺขุ อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ อวินยํ วินโยติ ทีเปติ วินยํ อวินโยติ ทีเปติ วินิธาย ทิฏฺฐึ โวหรนฺโต ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อิธุปาลิ ภิกฺขุ อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ อวินยํ วินโยติ ทีเปติ วินยํ อวินโยติ ทีเปติ วินิธาย ทิฏฺฐึ อนุสฺสาวเนน ฯ
อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อิธุปาลิ ภิกฺขุ อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ อวินยํ วินโยติ ทีเปติ วินยํ อวินโยติ ทีเปติ วินิธาย ทิฏฺฐึ สลากคาเหน ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อิธุปาลิ ภิกฺขุ อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ อวินยํ วินโยติ ทีเปติ วินยํ อวินโยติ ทีเปติ วินิธาย ขนฺตึ กมฺเมน ฯเปฯ วินิธาย ขนฺตึ อุทฺเทเสน ฯ
วินิธาย ขนฺตึ โวหรนฺโต ฯ วินิธาย ขนฺตึ อนุสฺสาวเนน ฯ วินิธาย ขนฺตึ สลากคาเหน ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อิธุปาลิ ภิกฺขุ อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ อวินยํ วินโยติ ทีเปติ วินยํ อวินโยติ ทีเปติ วินิธาย รุจึ กมฺเมน ฯเปฯ วินิธาย รุจึ อุทฺเทเสน ฯ วินิธาย รุจึ โวหรนฺโต ฯ วินิธาย รุจึ อนุสฺสาวเนน ฯ วินิธาย รุจึ สลากคาเหน ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ฯ
กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อิธุปาลิ ภิกฺขุ อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ อวินยํ วินโยติ ทีเปติ วินยํ อวินโยติ ทีเปติ วินิธาย สญฺญํ กมฺเมน ฯเปฯ วินิธาย สญฺญํ อุทฺเทเสน ฯ วินิธาย สญฺญํ โวหรนฺโต ฯ วินิธาย สญฺญํ อนุสฺสาวเนน ฯ วินิธาย สญฺญํ สลากคาเหน ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉติ ฯ
สงฺฆเภทวคฺโค เอกาทสโม ฯ
๑ ม. อาเวนิ... ฯ สพฺพตฺถ อีทิโส ฯ ๒ ม. อาปตฺตึ ฯ
อุ. ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล เป็นผู้ไปอบายตกนรก ชั่วกัป เยียวยาไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นผู้ไปอบาย ตกนรกชั่วกัป เยียวยาไม่ได้. องค์ ๕ อะไรบ้าง?
ดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม ๑ แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม ๑ แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย ๑ แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย ๑ อำพรางความเห็นด้วยกรรม ๑ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เป็นผู้ไปอบาย ตกนรกชั่วกัป เยียวยาไม่ได้
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก เป็นผู้ไปอบาย ตกนรกชั่วกัป เยียวยาไม่ได้ องค์ ๕ อะไรบ้าง?
ดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม ๑ แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม ๑ แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย ๑ แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย ๑ อำพรางความเห็นด้วยอุเทศ ๑ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เป็นผู้ไปอบาย ตกนรกชั่วกัป เยียวยาไม่ได้.
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก เป็นผู้ไปอบาย ตกนรกชั่วกัป เยียวยาไม่ได้. องค์ ๕ อะไรบ้าง?
ดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม ๑ แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม ๑ แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย ๑ แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย ๑ ชี้แจงอำพรางความเห็น ๑ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เป็นผู้ไปอบาย ตกนรกชั่วกัป เยียวยาไม่ได้.
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก เป็นผู้ไปอบายตกนรก ชั่วกัป เยียวยาไม่ได้. องค์ ๕ อะไรบ้าง?
ดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม ๑ แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม ๑ แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย ๑ แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย ๑ อำพรางความเห็นด้วยสวดประกาศ ๑
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เป็นผู้ไปอบาย ตกนรกชั่วกัป เยียวยาไม่ได้.
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก เป็นผู้ไปอบายตกนรก ชั่วกัป เยียวยาไม่ได้. องค์ ๕ อะไรบ้าง?
ดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม ๑ แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม ๑ แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย ๑ แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย ๑ อำพรางความเห็นด้วยให้จับสลาก ๑
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เป็นผู้ไปอบาย ตกนรกชั่วกัป เยียวยาไม่ได้.
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก เป็นผู้ไปอบายตกนรก ชั่วกัป เยียวยาไม่ได้. องค์ ๕ อะไรบ้าง?
ดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม ๑ แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม ๑ แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย ๑ แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย ๑ อำพรางความถูกใจด้วยกรรม ๑ ...
... อำพรางความถูกใจด้วยอุเทศ ...
... ชี้แจงอำพรางความถูกใจ ...
... อำพรางความถูกใจด้วยสวดประกาศ ...
... อำพรางความถูกใจด้วยให้จับสลาก ...
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เป็นผู้ไปอบาย ตกนรกชั่วกัป เยียวยาไม่ได้.
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก เป็นผู้ไปอบายตกนรก ชั่วกัป เยียวยาไม่ได้. องค์ ๕ อะไรบ้าง?
ดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม ๑ แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม ๑ แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย ๑ แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย ๑ อำพรางความพอใจด้วยกรรม ๑ ...
... อำพรางความพอใจด้วยอุเทศ ...
... ชี้แจงอำพรางความพอใจ ...
... อำพรางความพอใจด้วยสวดประกาศ ...
... อำพรางความพอใจด้วยให้จับสลาก ...
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เป็นผู้ไปอบาย ตกนรกชั่วกัป เยียวยาไม่ได้.
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก เป็นผู้ไปอบายตกนรก ชั่วกัป เยียวยาไม่ได้. องค์ ๕ อะไรบ้าง?
ดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม ๑ แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม ๑ แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย ๑ แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย ๑ อำพรางสัญญาด้วยกรรม ๑ ...
... อำพรางสัญญาด้วยอุเทศ ...
... ชี้แจงอำพรางสัญญา ...
... อำพรางสัญญาด้วยสวดประกาศ ...
... อำพรางสัญญาด้วยให้จับสลาก ...
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบองค์ ๕ นี้แล เป็นผู้ไปอบาย ตกนรก ชั่วกัปเยียวยาไม่ได้.
สังฆเภทวรรคที่ ๑๑ จบ
----------------
ตสฺสุทฺทานํ
วินิธาย ทิฏฺฐึ กมฺเมน อุทฺเทเสน โวหเรน จ ฯ
อนุสฺสาวเน สลาเกน ปญฺเจเต ทิฏฺฐินิสฺสิตา ฯ
ขนฺติ รุจิ จ สญฺญา จ ๑ ตโย เต ปญฺจธา นยาติ ฯ
หัวข้อประจำวรรค
อำพรางความเห็นด้วยกรรม อุเทศ ชี้แจง สวดประกาศ และให้จับสลากรวม ๕ นี้ อิงความเห็น ความถูกใจ ความชอบใจ และสัญญา ๓ อย่างนั้น มีนัยตามแนว ๕อย่างนั้นแล.
ทุติยสังฆเภทวรรคที่ ๑๒
ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ไม่มีโทษ
พระวินัยปิฎก ปริวาร อุปาลิปัญจกะ ทุติยสังฆเภทวรรคที่ ๑๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก น อาปายิโก น เนรยิโก น กปฺปฏฺโฐ น อเตกิจฺโฉติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก น อาปายิโก น เนรยิโก น กปฺปฏฺโฐ น อเตกิจฺโฉ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อิธุปาลิ ภิกฺขุ อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ อวินยํ วินโยติ ทีเปติ วินยํ อวินโยติ ทีเปติ อวินิธาย ทิฏฺฐึ กมฺเมน ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก น อาปายิโก น เนรยิโก น กปฺปฏฺโฐ น อเตกิจฺโฉ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก น อาปายิโก น เนรยิโก น กปฺปฏฺโฐ น อเตกิจฺโฉ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อิธุปาลิ ภิกฺขุ อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ อวินยํ วินโยติ ทีเปติ วินยํ อวินโยติ ทีเปติ อวินิธาย ทิฏฺฐึ อุทฺเทเสน ฯ
อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก น อาปายิโก น เนรยิโก น กปฺปฏฺโฐ น อเตกิจฺโฉ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก น อาปายิโก น เนรยิโก น กปฺปฏฺโฐ น อเตกิจฺโฉ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อิธุปาลิ ภิกฺขุ อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ อวินยํ วินโยติ ทีเปติ วินยํ อวินโยติ ทีเปติ อวินิธาย ทิฏฺฐึ โวหรนฺโต ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก น อาปายิโก น เนรยิโก น กปฺปฏฺโฐ น อเตกิจฺโฉ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก น อาปายิโก น เนรยิโก น กปฺปฏฺโฐ น อเตกิจฺโฉ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ
อิธุปาลิ ภิกฺขุ อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ อวินยํ วินโยติ ทีเปติ วินยํ อวินโยติ ทีเปติ อวินิธาย ทิฏฺฐึ อนุสฺสาวเนน ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก น อาปายิโก น เนรยิโก น กปฺปฏฺโฐ น อเตกิจฺโฉ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก น อาปายิโก น เนรยิโก น กปฺปฏฺโฐ น อเตกิจฺโฉ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อิธุปาลิ ภิกฺขุ อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ อวินยํ วินโยติ ทีเปติ วินยํ อวินโยติ ทีเปติ อวินิธาย ทิฏฺฐึ สลากคาเหน ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก น อาปายิโก น เนรยิโก น กปฺปฏฺโฐ น อเตกิจฺโฉ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก น อาปายิโก น เนรยิโก น กปฺปฏฺโฐ น อเตกิจฺโฉ ฯ
กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อิธุปาลิ ภิกฺขุ อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ อวินยํ วินโยติ ทีเปติ วินยํ อวินโยติ ทีเปติ อวินิธาย ขนฺตึ กมฺเมน ฯเปฯ อวินิธาย ขนฺธึ อุทฺเทเสน ฯ อวินิธาย ขนฺตึ โวหรนฺโต ฯ อวินิธาย ขนฺตึ อนุสฺสาวเนน ฯ อวินิธาย ขนฺตึ สลากคาเหน ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก น อาปายิโก น เนรยิโก น กปฺปฏฺโฐ น อเตกิจฺโฉ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก น อาปายิโก น เนรยิโก น กปฺปฏฺโฐ น อเตกิจฺโฉ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อิธุปาลิ ภิกฺขุ อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ ฯ อวินยํ วินโยติ ทีเปติ วินยํ อวินโยติ ทีเปติ อวินิธาย รุจึ กมฺเมน ฯเปฯ อวินิธาย รุจึ อุทฺเทเสน ฯ อวินิธาย รุจึ โวหรนฺโต ฯ อวินิธาย รุจึ อนุสฺสาวเนน ฯ
อวินิธาย รุจึ สลากคาเหน ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก น อาปายิโก น เนรยิโก น กปฺปฏฺโฐ น อเตกิจฺโฉ ฯ อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก น อาปายิโก น เนรยิโก น กปฺปฏฺโฐ น อเตกิจฺโฉ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อิธุปาลิ ภิกฺขุ อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ อวินยํ วินโยติ ทีเปติ วินยํ อวินโยติ ทีเปติ อวินิธาย สญฺญํ กมฺเมน ฯเปฯ อวินิธาย สญฺญํ อุทฺเทเสน ฯ อวินิธาย สญฺญํ โวหรนฺโต ฯ อวินิธาย สญฺญํ อนุสฺสาวเนน ฯ อวินิธาย สญฺญํ สลากคาเหน ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สงฺฆเภทโก น อาปายิโก น เนรยิโก น กปฺปฏฺโฐ น อเตกิจฺโฉติ ฯ
ทุติยสงฺฆเภทวคฺโค ทฺวาทสโม ฯ
๑ ม. ขนฺตึ รุจึ จ สญฺญญฺจ ฯ
อุ ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล เป็นผู้ไม่ไปอบายไม่ตกนรก ไม่อยู่ชั่วกัป มิใช่เยียวยาไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นผู้ไม่ไปอบาย ไม่ตกนรกไม่อยู่ชั่วกัป มิใช่เยียวยาไม่ได้ องค์ ๕ อะไรบ้าง?
ดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม ๑ แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม ๑ แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย ๑ แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย ๑ ไม่อำพรางความเห็นด้วยกรรม ๑ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เป็นผู้ไม่ไปอบาย ไม่ตกนรกไม่อยู่ชั่วกัป มิใช่เยียวยาไม่ได้.
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ แม้อื่นอีก ๕ ไม่เป็นผู้ไปอบาย ไม่ตกนรก ไม่อยู่ชั่วกัป มิใช่เยียวยาไม่ได้ องค์ ๕ อะไรบ้าง?
ดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม ๑ แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม ๑แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย ๑ แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย ๑ ไม่อำพรางความเห็นด้วยอุเทศ ๑ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เป็นผู้ไม่ไปอบาย ไม่ตกนรกไม่อยู่ชั่วกัป มิใช่เยียวยาไม่ได้.
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ แม้อื่นอีก ๕ เป็นผู้ไม่ไปอบายไม่ตกนรก ไม่อยู่ชั่วกัป มิใช่เยียวยาไม่ได้ องค์ ๕ อะไรบ้าง?
ดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม ๑ แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม๑ แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย ๑ แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย ๑ ชี้แจงไม่อำพรางความเห็น ๑ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เป็นผู้ไม่ไปอบาย ไม่ตกนรก ไม่อยู่ชั่วกัป มิใช่เยียวยามิได้
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ แม้อื่นอีก ๕ เป็นผู้ไม่ไปอบายไม่ตกนรก ไม่อยู่ชั่วกัป มิใช่เยียวยาไม่ได้. องค์ ๕ อะไรบ้าง?
ดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม ๑ แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม ๑ แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย ๑ แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย ๑ ไม่อำพรางความเห็นด้วยสวดประกาศ ๑
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เป็นผู้ไม่ไปอบายไม่ตกนรก ไม่อยู่ชั่วกัป มิใช่เยียวยาไม่ได้
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ แม้อื่นอีก ๕ เป็นผู้ไม่ไปอบายไม่ตกนรก ไม่อยู่ชั่วกัป มิใช่เยียวยาไม่ได้ องค์ ๕ อะไรบ้าง
ดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม ๑ แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม๑ แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย ๑ แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย ๑ ไม่อำพรางความเห็นด้วยให้จับสลาก ๑ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เป็นผู้ไม่ไปอบาย ไม่ตกนรก ไม่อยู่ชั่วกัป มิใช่เยียวยาไม่ได้
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ แม้อื่นอีก ๕ เป็นผู้ไม่ไปอบายไม่ตกนรก ไม่อยู่ชั่วกัป มิใช่เยียวยาไม่ได้ องค์ ๕ อะไรบ้าง?
ดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม ๑ แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม ๑ แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย ๑ แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย ๑ ไม่อำพรางความถูกใจด้วยกรรม ๑ ...
... ไม่อำพรางความถูกใจด้วยอุเทศ ...
... ชี้แจงไม่อำพรางความถูกใจ ...
... ไม่อำพรางความถูกใจด้วยสวดประกาศ ...
... ไม่อำพรางความถูกใจด้วยให้จับสลาก ...
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เป็นผู้ไม่ไปอบาย ไม่ตกนรก ไม่อยู่ชั่วกัป มิใช่เยียวยาไม่ได้
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ แม้อื่นอีก ๕ เป็นผู้ไม่ไปอบายไม่ตกนรก ไม่อยู่ชั่วกัป มิใช่เยียวยาไม่ได้ องค์ ๔ อะไรบ้าง?
ดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม ๑ แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม ๑ แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย ๑ แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย ๑ ไม่อำพรางความชอบใจด้วยกรรม ๑ ...
... ไม่อำพรางความชอบใจด้วยอุเทศ ...
... ชี้แจงไม่อำพรางความชอบใจ ...
... ไม่อำพรางความชอบใจด้วยสวดประกาศ ...
... ไม่อำพรางความชอบใจด้วยให้จับสลาก ...
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เป็นผู้ไม่ไปอบาย ไม่ตกนรก ไม่อยู่ชั่วกัป มิใช่เยียวยาไม่ได้.
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ แม้อื่นอีก ๕ เป็นผู้ไม่ไปอบายไม่ตกนรก ไม่อยู่ชั่วกัป มิใช่เยียวยาไม่ได้ องค์ ๕ อะไรบ้าง?
ดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม ๑ แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม ๑ แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย ๑ แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย ๑ ไม่อำพรางสัญญาด้วยกรรม ๑... ไม่อำพรางสัญญาด้วยอุเทศ ...
... ชี้แจงไม่อำพรางสัญญา ...
... ไม่อำพรางสัญญาด้วยสวดประกาศ ...
... ไม่อำพรางสัญญาด้วยให้จับสลาก ...
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เป็นผู้ไม่ไปอบาย ไม่ตกนรกไม่อยู่ชั่วกัป มิใช่เยียวยาไม่ได้.
ทุติยสังฆเภทวรรค ที่ ๑๒ จบ
----------------
ตสฺสุทฺทานํ
อวินิธาย ทิฏฺฐึ กมฺเมน อุทฺเทเสน ๑ โวหเรน จ
อนุสฺสาวเน สลาเกน ปญฺเจเต ทิฏฺฐินิสฺสิตา ฯ
ขนฺติ รุจิ จ สญฺญา จ ๒ ตโย เต ปญฺจธา นยาติ ๓ ฯ
เหฏฺฐิเม กณฺหปกฺขมฺหิ สมวีสติ วิธี ยถา
ตเถว สุกฺกปกฺขมฺหิ สมวีสติ ชานถาติ ฯ
๑ ม. อุทฺเทเส ฯ ๒ ขนฺตึ สุจึ จ สญฺญญฺจ ฯ ๓ อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ
หัวข้อประจำวรรค
ไม่อำพรางความเห็นด้วยกรรม อุเทศ ชี้แจง สวดประกาศและให้จับสลากรวม ๕ นี้อิงความเห็น ความถูกใจ ความชอบใจ และสัญญา ๓ อย่างนี้ มีนัยตามแนว ๕ อย่างนั้น ขอท่านทั้งหลาย จงรู้วิธี ๒๐ ถ้วนในฝ่ายขาว เหมือนวิธี ๒๐ ถ้วน ในฝ่ายดำข้างหลังฉะนั้นเทอญ. ฯ
อาวาสิกวรรค ที่ ๑๓
องค์ของภิกษุเจ้าอาวาส
พระวินัยปิฎก ปริวาร อุปาลิปัญจกะ อาวาสิกวรรค ที่ ๑๓ (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคโต อาวาสิโก ภิกฺขุ ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเยติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต อาวาสิโก ภิกฺขุ ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ สงฺฆิกํ ปุคฺคลิกปริโภเคน ปริภุญฺชติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต อาวาสิโก ภิกฺขุ ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต อาวาสิโก ภิกฺขุ ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเค ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ สงฺฆิกํ น ปุคฺคลิกปริโภเคน ปริภุญฺชติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต อาวาสิโก ภิกฺขุ ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเคติ ฯ
อุ. ภิกษุเจ้าอาวาส ประกอบด้วยองค์เท่าไร หนอแล เก็บของสงฆ์ที่นำมาเก็บไว้ เหมือนถูกโยนลงนรก พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุเจ้าอาวาส ประกอบด้วยองค์ ๕ เก็บของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้เหมือนถูกโยนลงนรก องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ถึงฉันทาคติ
๒. ถึงโทสาคติ
๓. ถึงโมหาคติ
๔. ถึงภยาคติ
๕. ใช้สอยของสงฆ์ดุจของส่วนตัว
ดูกรอุบาลี ภิกษุเจ้าอาวาส ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เก็บของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้เหมือนถูกโยนลงนรก.
ดูกรอุบาลี ภิกษุเจ้าอาวาส ประกอบด้วยองค์ ๕ เก็บของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้เหมือนส่งขึ้นสวรรค์ องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่ถึงฉันทาคติ
๒. ไม่ถึงโทสาคติ
๓. ไม่ถึงโมหาคติ
๔. ไม่ถึงภยาคติ
๕. ไม่ใช้สอยของสงฆ์ดุจของส่วนตัว
ดูกรอุบาลี ภิกษุเจ้าอาวาส ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เก็บของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้เหมือนถูกส่งขึ้นสวรรค์.
กติ นุ โข ภนฺเต อธมฺมิกา วินยพฺยากรณาติ ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ อธมฺมิกา วินยพฺยากรณา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ อิธุปาลิ ภิกฺขุ อธมฺมํ ธมฺโมติ ปริณาเมติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ปริณาเมติ อวินยํ วินโยติ ปริณาเมติ นินยํ อวินโยติ ปริณาเมติ อปฺปญฺญตฺตํ ปญฺญาเปติ ปญฺญตฺตํ สมุจฺฉินฺทติ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ อธมฺมิกา วินยพฺยากรณา ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ ธมฺมิกา วินยพฺยากรณา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ อิธุปาลิ ภิกฺขุ อธมฺมํ อธมฺโมติ ปริณาเมติ ธมฺมํ ธมฺโมติ ปริณาเมติ อวินยํ อวินโยติ ปริณาเมติ วินยํ วินโยติ ปริณาเมติ อปฺปญฺญตฺตํ น ปญฺญาเปติ ปญฺญตฺตํ น สมุจฺฉินฺทติ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ ธมฺมิกา วินยพฺยากรณาติ ฯ
การชี้แจงวินัย
อุ. การชี้แจงวินัยที่ไม่เป็นธรรมมีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี การชี้แจงวินัยที่ไม่เป็นธรรมนี้มี ๕ อย่าง. ๕ อย่างอะไรบ้าง?
ดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑. ชี้แจงอธรรมว่าเป็นธรรม
๒. ชี้แจงธรรมว่าเป็นอธรรม
๓. ชี้แจงอวินัยว่าเป็นวินัย
๔. ชี้แจงวินัยว่าเป็นอวินัย
๕. บัญญัติข้อที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติ ถอนข้อที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติแล้วเสียดูกรอุบาลี การชี้แจงวินัยที่ไม่เป็นธรรม ๕ อย่าง นี้แล.
ดูกรอุบาลี การชี้แจงวินัยที่เป็นธรรมนี้มี ๕ อย่าง. ๕ อย่าง อะไรบ้าง?
ดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑. ชี้แจงอธรรมว่าเป็นอธรรม
๒. ชี้แจงธรรมว่าเป็นธรรม
๓. ชี้แจงอวินัยว่าเป็นอวินัย
๔. ชี้แจงวินัยว่าเป็นวินัย
๕. ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติ ไม่ถอนสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติแล้วดูกรอุบาลี การชี้แจงวินัยที่เป็นธรรม ๕ อย่าง นี้แล.
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภตฺตุทฺเทสโก ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเยติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภตฺตุทฺเทสโก ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ อุทฺทิฏฺฐานุทฺทิฏฺฐํ น ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภตฺตุทฺเทสโก ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภตฺตุทฺเทสโก ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเค ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ อุทฺทิฏฺฐานุทฺทิฏฺฐํ ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภตฺตุทฺเทสโก ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเคติ ฯ
กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคโต เสนาสนปญฺญาปโก ฯเปฯ ภณฺฑาคาริโก จีวรปฏิคฺคาหโก จีวรภาชโก ยาคุ- ภาชโก ผลภาชโก ขชฺชภาชโก อปฺปมตฺตกวิสฺสชฺชโก สาฏิยคาหาปโก ปตฺตคาหาปโก อารามิกเปสโก สามเณรเปสโก ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเยติ ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต สามเณรเปสโก ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ เปสิตาเปสิตํ น ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สามเณรเปสโก ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต สามเณรเปสโก ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเค ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ เปสิตาเปสิตํ ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต สามเณรเปสโก ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเคติ ฯ
อาวาสิกวคฺโค เตรสโม ฯ
องค์ของภิกษุผู้แจกภัตร
อุ. ภิกษุผู้แจกภัตร ประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล เก็บของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้ เหมือนถูกโยนลงนรก พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้แจกภัตร ประกอบด้วยองค์ ๕ เก็บของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้เหมือนถูกโยนลงนรก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ถึงฉันทาคติ
๒. ถึงโทสาคติ
๓. ถึงโมหาคติ
๔. ถึงภยาคติ
๕. ไม่รู้ภัตรที่แจกแล้วและยังไม่ได้แจก
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้แจกภัตร ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เก็บของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้เหมือนถูกโยนลงนรก.
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้แจกภัตร ประกอบด้วยองค์ ๕ เก็บของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้เหมือนถูกส่งขึ้นสวรรค์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่ถึงฉันทาคติ
๒. ไม่ถึงโทสาคติ
๓. ไม่ถึงโมหาคติ
๔. ไม่ถึงภยาคติ
๕. รู้ภัตรที่แจกแล้วและยังไม่ได้แจก
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้แจกภัตร ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เก็บของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้เหมือนถูกส่งขึ้นสวรรค์.
องค์ของภิกษุผู้แต่งตั้งเสนาสนะเป็นต้น
อุ. ภิกษุผู้แต่งตั้งเสนาสนะ ประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล ...?
ภิกษุผู้รักษาคลังเก็บพัสดุ.
ภิกษุผู้รับจีวร ...
ภิกษุผู้แจกจีวร ...
ภิกษุผู้แจกยาคู ...
ภิกษุผู้แจกผลไม้ ...
ภิกษุผู้แจกของเคี้ยว ...
ภิกษุผู้แจกของเล็กน้อย ...
ภิกษุผู้ให้รับผ้าสาฎก ...
ภิกษุผู้ให้รับบาตร ...
ภิกษุผู้ใช้คนทำงานวัด ...
ภิกษุผู้ใช้สามเณร ประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล เก็บของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้เหมือนถูกโยนลงนรก พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ใช้สามเณร ประกอบด้วยองค์ ๕ เก็บของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้เหมือนถูกโยนลงนรก. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ถึงฉันทาคติ
๒. ถึงโทสาคติ
๓. ถึงโมหาคติ
๔. ถึงภยาคติ
๕. ไม่รู้จักสามเณรที่ใช้แล้วและยังไม่ได้ใช้
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ใช้สามเณร ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เก็บของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้ เหมือนถูกโยนลงนรก.
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ใช้สามเณร ประกอบด้วยองค์ ๕ เก็บของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้เหมือนถูกส่งขึ้นสวรรค์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. ไม่ถึงฉันทาคติ
๒. ไม่ถึงโทสาคติ
๓. ไม่ถึงโมหาคติ
๔. ไม่ถึงภยาคติ
๕. รู้จักสามเณรที่ใช้แล้วและยังไม่ได้ใช้
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ใช้สามเณร ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล เก็บของสงฆ์ตามที่นำมาเก็บไว้ เหมือนถูกส่งขึ้นสวรรค์.
อาวาสิกวรรคที่ ๑๓ จบ
----------------
ตสฺสุทฺทานํ
อาวาสิกพฺยากรณา ภตฺตเสนาสนานิ ๑ จ
ภณฺฑจีวรคาโห จ จีวรสฺส จ ภาชโก
ยาคุ ผลํ ขชฺชกญฺจ อปฺปสาฏิยคาหโก
ปตฺตอารามิกา ๒ เจว สามเณเรน เปสโกติ ฯ
หัวข้อประจำวรรค
ภิกษุเจ้าอาวาส ๑ ชี้แจงวินัย ๑ ภิกษุผู้แจกภัตร ๑ ภิกษุผู้แต่งตั้ง
เสนาสนะ ๑ ภิกษุรักษาคลังเก็บพัสดุ ๑ ภิกษุผู้รับจีวร ๑ ภิกษุผู้แจกจีวร ๑ แจกยาคู ๑ แจกผลไม้ ๑ แจกของเคี้ยว ๑ แจกของเล็กน้อย ๑ ภิกษุผู้ให้รับผ้าสาฎก ๑ ให้รับบาตร ๑ ภิกษุผู้ใช้คนทำงานวัด ๑ ภิกษุผู้ใช้สามเณร ๑.
หัวข้อประจำวรรค จบ
กฐินัตถารวรรคที่ ๑๔
อานิสงส์กรานกฐิน
พระวินัยปิฎก ปริวาร อุปาลิปัญจกะ กฐินัตถารวรรคที่ ๑๔ (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
กติ นุ โข ภนฺเต อานิสํสา กฐิวตฺถาเรติ ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ อานิสํสา กฐินตฺถาเร ฯ กตเม ปญฺจ ฯ อนามนฺตจาโร อสมาทานจาโร คณโภชนํ ยาวทตฺถจีวรํ โย จ ตตฺถ จีวรุปฺปาโท โส เนสํ ภวิสฺสติ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ อานิสํสา กฐินตฺถาเรติ ฯ
อุ. การกรานกฐิน มีอานิสงส์เท่าไรหนอแล พุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี การกรานกฐิน มีอานิสงส์ ๕ นี้. อานิสงส์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. เที่ยวไปไม่ต้องบอกลา
๒. เที่ยวจาริกไปไม่ต้องถือเอาไตรจีวรไปครบสำรับ
๓. ฉันคณะโภชน์ได้
๔. เก็บอติเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา
๕. จีวรอันเกิดขึ้นในที่นั้นจักเป็นของพวกเธอ
ดูกรอุบาลี การกรานกฐินมีอานิสงส์ ๕ นี้แล.
กติ นุ โข ภนฺเต อาทีนวา มุฏฺฐสฺสติสฺส อสมฺปชานสฺส นิทฺทํ โอกฺกมโตติ ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ อาทีนวา มุฏฺฐสฺสติสฺส อสมฺปชานสฺส นิทฺทํ โอกฺกมโต ฯ กตเม ปญฺจ ฯ ทุกฺขํ สุปติ ทุกฺขํ ปฏิพุชฺฌติ ปาปกํ สุปินํ ปสฺสติ เทวตา น รกฺขนฺติ อสุจิ มุจฺจติ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ อาทีนวา มุฏฺฐสฺสติสฺส อสมฺปชานสฺส นิทฺทํ โอกฺกมโต ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ อานิสํสา อุปฏฺฐิตสฺสติสฺส สมฺปชานสฺส นิทฺทํ โอกฺกมโต ฯ กตเม ปญฺจ ฯ สุขํ สุปติ สุขํ ปฏิพุชฺฌติ น ปาปกํ สุปินํ ปสฺสติ เทวตา รกฺขนฺติ อสุจิ น มุจฺจติ ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ อานิสํสา อุปฏฺฐิตสฺสติสฺส สมฺปชานสฺส นิทฺทํ โอกฺกมโตติ ฯ
๑ ม. ภตฺตุเสนาสนานิ ฯ ยุ. ภตฺตุทฺเทสเสนาสนานิ ฯ ๒ ม. ปตฺโต อารามิโก ฯ
โทษของการนอนลืมสติ
อุ. บุคคลผู้นอนลืมสติไม่รู้ตัว นอนหลับ มีโทษเท่าไรหนอแลพระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี บุคคลผู้ลืมสติไม่รู้สึกตัว นอนหลับ มีโทษ ๕ นี้. โทษ ๕ อะไรบ้าง? คือ:
๑. หลับไม่สบาย
๒. ตื่นขึ้นไม่สบาย
๓. ฝันเห็นสิ่งเลวทราม
๔. เทวดาไม่รักษา
๕. น้ำอสุจิเคลื่อน
ดูกรอุบาลี บุคคลผู้ลืมสติไม่รู้สึกตัวนอนหลับมีโทษ ๕ นี้แล.
อานิสงส์ของการนอนมีสติ
ดูกรอุบาลี บุคคลผู้ตั้งสติ รู้สึกตัวอยู่ นอนหลับ มีอานิสงส์ ๕ นี้. อานิสงส์ ๕อะไรบ้าง? คือ:
๑. หลับสบาย
๒. ตื่นขึ้นสบาย
๓. ไม่ฝันเห็นสิ่งเลวทราม
๔. เทวดารักษา
๕. น้ำอสุจิไม่เคลื่อน
ดูกรอุบาลี บุคคลผู้ตั้งสติ รู้สึกตัวอยู่ นอนหลับ มีอานิสงส์ ๕ นี้แล.
กติ นุ โข ภนฺเต อวนฺทิยาติ ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ อวนฺทิยา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ อนฺตรฆรํ ปวิฏฺโฐ อวนฺทิโย รจฺฉํ คโต อวนฺทิโย โอตมสิโก อวนฺทิโย อสมนฺนาหรนฺโต อวนฺทิโย สุตฺโต อวนฺทิโย ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ อวนฺทิยา ฯ อปเรปิ อุปาลิ ปญฺจ อวนฺทิยา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ ยาคุปาเน อวนฺทิโย ภตฺตคฺเค อวนฺทิโย เอกาวตฺโต อวนฺทิโย อญฺญาวิหิโต อวนฺทิโย นคฺโค อวนฺทิโย ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ อวนฺทิยา ฯ อปเรปิ อุปาลิ ปญฺจ อวนฺทิยา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ ขาทนฺโต อวนฺทิโย ภุญฺชนฺโต อวนฺทิโย อุจฺจารํ กโรนฺโต อวนฺทิโย ปสฺสาวํ กโรนฺโต อวนฺทิโย อุกฺขิตฺตโก อวนฺทิโย ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ อวนฺทิยา ฯ อปเรปิ อุปาลิ ปญฺจ อวนฺทิยา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ ปุเร อุปสมฺปนฺเนน ปจฺฉา อุปสมฺปนฺโน อวนฺทิโย อนุปสมฺปนฺโน อวนฺทิโย นานาสํวาสโก วุฑฺฒตโร อธมฺมวาที อวนฺทิโย มาตุคาโม อวนฺทิโย ปณฺฑโก อวนฺทิโย ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ อวนฺทิยา ฯ อปเรปิ อุปาลิ ปญฺจ อวนฺทิยา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ ปาริวาสิโก อวนฺทิโย มูลาย ปฏิกสฺสนารโห อวนฺทิโย มานตฺตารโห อวนฺทิโย มานตฺตจาริโก อวนฺทิโย อพฺภานารโห อวนฺทิโย ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ อวนฺทิยาติ ฯ
บุคคลไม่ควรไหว้
อุ. ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้นี้มี ๕. ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ภิกษุผู้เข้าไปสู่ละแวกบ้าน อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๒. ภิกษุผู้เข้าไปสู่ถนน อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๓. ภิกษุผู้อยู่ในที่มืด อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๔. ภิกษุผู้ไม่เอาใจใส่ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๕. ภิกษุผู้หลับ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
ดูกรอุบาลี ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้มี ๕ นี้แล.
ดูกรอุบาลี ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ แม้อื่นอีก ๕. ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้เวลาดื่มยาคู
๒. ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ในโรงภัตร
๓. ภิกษุผู้เป็นศัตรู อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๔. ภิกษุผู้กำลังคิดเรื่องอื่น อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๕. ภิกษุกำลังเปลือยกาย อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
ดูกรอุบาลี ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ ๕ นี้แล.
ดูกรอุบาลี ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ แม้อื่นอีก ๕. ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ภิกษุกำลังเคี้ยว อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๒. ภิกษุกำลังฉัน อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๓. ภิกษุกำลังถ่ายอุจจาระ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๔. ภิกษุกำลังถ่ายปัสสาวะ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๕. ภิกษุถูกสงฆ์ยกวัตร อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
ดูกรอุบาลี ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ ๕ นี้แล.
ดูกรอุบาลี บุคคล อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ แม้อื่นอีก ๕. ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ภิกษุผู้อุปสมบททีหลัง อันภิกษุผู้อุปสมบทก่อนไม่ควรไหว้
๒. อนุปสัมบัน อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๓. ภิกษุมีสังวาสต่างกัน มีพรรษาแก่กว่า เป็นอธรรมวาที อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๔. สตรี อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๕. บัณเฑาะก์ อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
ดูกรอุบาลี บุคคล อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ ๕ นี้แล.
ดูกรอุบาลี บุคคล อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ แม้อื่นอีก ๕. ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ภิกษุอยู่ปริวาส อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๒. ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้๓. ภิกษุผู้ควรมานัต อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๔. ภิกษุประพฤติมานัต อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
๕. ภิกษุผู้ควรอัพภาน อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้
ดูกรอุบาลี บุคคล อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ ๕ นี้แล.
กติ นุ โข ภนฺเต วนฺทิยาติ ฯ ปญฺจิเม อุปาลิ วนฺทิยา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ ปจฺฉา อุปสมฺปนฺเนน ปุเร อุปสมฺปนฺโน วนฺทิโย นานาสํวาสโก วุฑฺฒตโร ธมฺมวาที วนฺทิโย อาจริโย วนฺทิโย อุปชฺฌาโย วนฺทิโย สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย ตถาคโต อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วนฺทิโย ฯ อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ วนฺทิยาติ ฯ
บุคคลควรไหว้
อุ. ภิกษุ อันภิกษุทั้งหลายควรไหว้ มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า?
พ. ดูกรอุบาลี บุคคล อันภิกษุทั้งหลายควรไหว้นี้ มี ๕. ๕ อะไรบ้าง? คือ:๑. ภิกษุผู้อุปสมบทก่อน อันภิกษุผู้อุปสมบททีหลังควรไหว้
๒. ภิกษุผู้มีสังวาสต่างกัน มีพรรษาแก่กว่า แต่เป็นธรรมวาที อันภิกษุทั้งหลายควรไหว้
๓. พระอาจารย์ อันภิกษุทั้งหลายควรไหว้
๔. พระอุปัชฌาย์ อันภิกษุทั้งหลายควรไหว้
๕. พระตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อันประชา ทั้งสมณะและพราหมณ์ ทั้งเทพดามนุษย์ในโลก ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ควรไหว้ดูกรอุบาลี บุคคลอันภิกษุควรไหว้ ๕ นี้แล.
นวกตเรน ภนฺเต ภิกฺขุนา วุฑฺฒตรสฺส ภิกฺขุโน ปาเท วนฺทนฺเตน กติ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ อุปฏฺฐาเปตฺวา ปาทา วนฺทิตพฺพาติ ฯ นวกตเรนุปาลิ ภิกฺขุนา วุฑฺฒตรสฺส ภิกฺขุโน ปาเท วนฺทนฺเตน ปญฺจ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ อุปฏฺฐาเปตฺวา ปาทา วนฺทิตพฺพา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ นวกตเรนุปาลิ ภิกฺขุนา วุฑฺฒตรสฺส ภิกฺขุโน ปาเท วนฺทนฺเตน เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา อุโภหิ ปาณิตเลหิ ปาทานิ ปริสมฺพาหนฺเตน เปมญฺจ คารวญฺจ อุปฏฺฐาเปตฺวา ปาทา วนฺทิตพฺพา ฯ นวกตเรนุปาลิ ภิกฺขุนา วุฑฺฒตรสฺส ภิกฺขุโน ปาเท วนฺทนฺเตน อิเม ปญฺจ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ อุปฏฺฐาเปตฺวา ปาทา วนฺทิตพฺพาติ ฯ
กฐินตฺถารวคฺโค จุทฺทสโม ฯ
ธรรมของภิกษุอ่อนกว่ากับภิกษุแก่กว่า
อุ. พระพุทธเจ้าข้า อันภิกษุผู้อ่อนกว่า เมื่อไหว้เท้าของภิกษุผู้แก่กว่าพึงตั้งธรรมเท่าไรไว้ในตน แล้วไหว้เท้า?
พ. ดูกรอุบาลี อันภิกษุผู้อ่อนกว่า เมื่อไหว้เท้าภิกษุผู้แก่กว่า พึงตั้งธรรม ๕ อย่างไว้ในตน แล้วไหว้เท้า. ธรรม ๕ อะไรบ้าง?
ดูกรอุบาลี อันภิกษุผู้อ่อนกว่า เมื่อไว้เท้าภิกษุผู้แก่กว่า
๑. พึงห่มผ้าเฉวียงบ่า
๒. ประคองอัญชลี
๓. นวดเท้าด้วยฝ่ามือทั้งสอง
๔. มีความรัก
๕. มีความเคารพ แล้วไหว้เท้า
ดูกรอุบาลี อันภิกษุผู้อ่อนกว่า เมื่อไหว้เท้าภิกษุผู้แก่กว่า พึงเข้าไปตั้งธรรม ๕ นี้ไว้ในตน แล้วไหว้เท้า.
กฐินัตถารวรรคที่ ๑๔ จบ
----------------
ตสฺสุทฺทานํ
กฐินตฺถารนิทฺทา จ อนฺตรยาคุขาทเน
ปุเร จ ปาริวาสิ จ วนฺเทยฺโย วนฺทิตพฺพกนฺติ ฯ
อุปาลิปญฺจกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
หัวข้อประจำวรรค
กรานกฐิน ๑ หลับ ๑ ละแวกบ้าน ๑ ดื่มยาคู ๑ เคี้ยว ๑ อุปสมบทก่อน ๑ อยู่ปริวาส ๑ บุคคลควรไหว้ ๑ ภิกษุอ่อนกว่าไหว้ภิกษุแก่กว่า ๑.
อุปาลิปัญจกะ จบ
----------------
เตสํ วคฺคานํ อุทฺทานํ
อนิสฺสิเตน กมฺมญฺจ โวหาราวิกมฺเมน จ
โจทนา จ ธุตงฺคา จ มุสา ภิกฺขุนิเมว จ
อุพฺพาหิกาธิกรณํ เภทกา ปญฺจมา ปุเร
อาวาสิกา กฐินญฺจ จุทฺทสา สุปฺปกาสิตาติ ฯ
หัวข้อบอกวรรคเหล่านั้น
อนิสสิตวรรค ๑ กรรมวรรค ๑ โวหารวรรค ๑ ทิฏฐาวิกัมมวรรค ๑
โจทนาวรรค ๑ ธุตังควรรค ๑ มุสาวาทวรรค ๑ ภิกขุนีโอวาทวรรค ๑ อุพพาหิกวรรค ๑อธิกรณวูปสมวรรค ๑ สังฆเภทวรรค ๑ สังฆเภท ๕ อย่าง เหมือนก่อน ๑ อาวาสิกวรรค ๑กฐินัตถารวรรค ๑ รวม ๑๔ วรรค ท่านประกาศไว้ดีแล้วแล.
จบ อุปาลิปัญจกะ