ปัญจวรรค
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๔๐–๑๓๖๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๙/๑๙ ในปริวารมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ปญฺจ วคฺคา
ปัญจวรรค
กรรมวรรคที่ ๑
กรรม ๔
พระวินัยปิฎก ปริวาร ปัญจวรรค กรรมวรรคที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
จตฺตาริ กมฺมานิ อปโลกนกมฺมํ ญตฺติกมฺมํ ญตฺติทุติยกมฺมํ ญตฺติจตุตฺถกมฺมํ ฯ อิมานิ จตฺตาริ กมฺมานิ กตีหากาเรหิ วิปชฺชนฺติ ฯ อิมานิ จตฺตาริ กมฺมานิ ปญฺจหากาเรหิ วิปชฺชนฺติ วตฺถุโต วา ญตฺติโต วา อนุสฺสาวนโต วา สีมโต วา ปริสโต วา ฯ
กรรม ๔ อย่าง คือ อปโลกนกรรม ๑ ญัตติกรรม ๑ ญัตติทุติยกรรม ๑ญัตติจตุตถกรรม ๑.
ถามว่า กรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมวิบัติโดยอาการเท่าไร?
ตอบว่า กรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมวิบัติโดยอาการ ๕ คือ โดยวัตถุ ๑ โดยญัตติ ๑โดยอนุสาวนา ๑ โดยสีมา ๑ โดยบริษัท ๑.
กถํ วตฺถุโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ สมฺมุขากรณียํ กมฺมํ อสมฺมุขา กโรติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ ปฏิปุจฺฉากรณียํ กมฺมํ อปฺปฏิปุจฺฉา กโรติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ ปฏิญฺญาย กรณียํ กมฺมํ อปฺปฏิญฺญาย กโรติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ สติวินยารหสฺส อมูฬฺหวินยํ เทติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ อมูฬฺหวินยารหสฺส ตสฺสปาปิยสิกากมฺมํ กโรติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ ตสฺสปาปิยสิกากมฺมารหสฺส ตชฺชนียกมฺมํ กโรติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ ตชฺชนียกมฺมารหสฺส นิยสฺสกมฺมํ กโรติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ นิยสฺสกมฺมารหสฺส ปพฺพาชนียกมฺมํ กโรติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ ปพฺพาชนียกมฺมารหสฺส ปฏิสารณียกมฺมํ กโรติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ
ปฏิสารณียกมฺมารหสฺส อุกฺเขปนียกมฺมํ กโรติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ อุกฺเขปนียกมฺมารหสฺส ปริวาสํ เทติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ ปริวาสารหํ มูลาย ปฏิกสฺสติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ มูลาย ปฏิกสฺสนารหสฺส มานตฺตํ เทติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ มานตฺตารหํ อพฺเภติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ อพฺภานารหํ อุปสมฺปาเทติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ อนุโปสเถ อุโปสถํ กโรติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ อปวารณาย ปวาเรติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ เอวํ วตฺถุโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ
วัตถุวิบัติ
ถามว่า กรรมย่อมวิบัติโดยวัตถุ อย่างไร?
ตอบว่า กรรมย่อมวิบัติโดยวัตถุอย่างนี้คือ กรรมที่ควรทำพร้อมหน้า แต่สงฆ์ทำลับหลัง ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม วิบัติโดยวัตถุ
กรรมที่ควรสอบถามก่อนทำ แต่สงฆ์ไม่สอบถามก่อนทำ ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรมวิบัติโดยวัตถุ
กรรมที่ควรทำตามปฏิญญา แต่สงฆ์ไม่ทำตามปฏิญญา ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม วิบัติโดยวัตถุ
สงฆ์ให้อมูฬหวินัย แก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม วิบัติโดยวัตถุสงฆ์ทำตัสสปาปิยสิกากรรม แก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรมวิบัติโดยวัตถุ
สงฆ์ทำตัชชนียกรรม แก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรมวิบัติโดยวัตถุ
สงฆ์ทำนิยสกรรม แก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม วิบัติโดยวัตถุ
สงฆ์ทำปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม วิบัติโดยวัตถุ
สงฆ์ทำปฏิสารณียกรรม แก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรมวิบัติโดยวัตถุ
สงฆ์ทำอุกเขปนียกรรม แก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม วิบัติโดยวัตถุ
สงฆ์ให้ปริวาส แก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม วิบัติโดยวัตถุสงฆ์ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม วิบัติโดยวัตถุสงฆ์ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม วิบัติโดยวัตถุสงฆ์อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม วิบัติโดยวัตถุสงฆ์ให้ภิกษุผู้ควรอัพภานอุปสมบท ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม วิบัติโดยวัตถุสงฆ์ทำอุโบสถในวันมิใช่อุโบสถ ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม วิบัติโดยวัตถุสงฆ์ปวารณาในวันมิใช่ปวารณา ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม วิบัติโดยวัตถุอย่างนี้ กรรมย่อมวิบัติโดยวัตถุ.
กถํ ญตฺติโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ ปญฺจหากาเรหิ ญตฺติโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ วตฺถุํ น ปรามสติ สงฺฆํ น ปรามสติ ปุคฺคลํ น ปรามสติ ญตฺตึ น ปรามสติ ปจฺฉา วา ญตฺตึ ฐเปติ ฯ อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ ญตฺติโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ
ญัตติวิบัติ
ถามว่า กรรมย่อมวิบัติโดยญัตติ อย่างไร?
ตอบว่า กรรมย่อมวิบัติโดยญัตติ ด้วยอาการ ๕ คือ:๑. ไม่ระบุวัตถุ
๒. ไม่ระบุสงฆ์
๓. ไม่ระบุบุคคล
๔. ไม่ระบุญัตติ
๕. ตั้งญัตติภายหลัง
กรรมย่อมวิบัติโดยญัตติ ด้วยอาการ ๕ นี้.
กถํ อนุสฺสาวนโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ ปญฺจหากาเรหิ อนุสฺสาวนโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ วตฺถุํ น ปรามสติ สงฺฆํ น ปรามสติ ปุคฺคลํ น ปรามสติ สาวนํ หาเปติ อกาเล วา สาเวติ ฯ อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อนุสฺสาวนโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ
อนุสาวนาวิบัติ
ถามว่า กรรมย่อมวิบัติโดยอนุสาวนา อย่างไร?
ตอบว่า กรรมย่อมวิบัติโดยอนุสาวนา ด้วยอาการ ๕ คือ:๑. ไม่ระบุวัตถุ
๒. ไม่ระบุสงฆ์
๓. ไม่ระบุบุคคล
๔. ทิ้งญัตติ
๕. สวดในกาลไม่ควร
กรรมย่อมวิบัติโดยอนุสาวนา ด้วยอาการ ๕ นี้.
กถํ สีมโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ เอกาทสหากาเรหิ สีมโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ อติขุทฺทกํ สีมํ สมฺมนฺนติ อิติมหตึ สีมํ สมฺมนฺนติ ขณฺฑนิมิตฺตํ สีมํ สมฺมนฺนติ ฉายานิมิตฺตํ สีมํ สมฺมนฺนติ อนิมิตฺตํ สีมํ สมฺมนฺนติ พหิสีเม ฐิโต สีมํ สมฺมนฺนติ นทิยา สีมํ สมฺมนฺนติ สมุทฺเท สีมํ สมฺมนฺนติ ชาตสฺสเร สีมํ สมฺมนฺนติ สีมาย สีมํ สมฺภินฺทติ สีมาย สีมํ อชฺโฌตฺถรติ ฯ อิเมหิ เอกาทสหากาเรหิ สีมโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ
สีมาวิบัติ
ถามว่า กรรมย่อมวิบัติโดยสีมา อย่างไร?
ตอบว่า กรรมย่อมวิบัติโดยสีมา ด้วยอาการ ๑๑ อย่าง คือ:๑. สมมติสีมาเล็กเกิน
๒. สมมติสีมาใหญ่เกิน
๓. สมมติสีมามีนิมิตขาด
๔. สมมติสีมาใช้เงาเป็นนิมิต
๕. สมมติสีมาไม่มีนิมิต
๖. ภิกษุอยู่ภายนอกสีมาสมมติสีมา
๗. สมมติสีมาในนที
๘. สมมติสีมาในสมุทร
๙. สมมติสีมาในชาตสระ
๑๐. คาบเกี่ยวสีมาด้วยสีมา
๑๑. ทับสีมาด้วยสีมา
กรรมย่อมวิบัติโดยสีมา ด้วยอาการ ๑๑ อย่างนี้.
กถํ ปริสโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ ทฺวาทสหากาเรหิ ปริสโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ จตุวคฺคกรเณ กมฺเม ยาวติกา ภิกฺขู กมฺมปฺปตฺตา เต อนาคตา โหนฺติ ฉนฺทารหานํ ฉนฺโท อนาหโฏ โหติ สมฺมุขีภูตา ปฏิกฺโกสนฺติ จตุวคฺคกรเณ กมฺเม ยาวติกา ภิกฺขู กมฺมปฺปตฺตา เต อาคตา โหนฺติ ฉนฺทารหานํ ฉนฺโท อนาหโฏ โหติ สมฺมุขีภูตา ปฏิกฺโกสนฺติ จตุวคฺคกรเณ กมฺเม ยาวติกา ภิกฺขู กมฺมปฺปตฺตา เต อาคตา โหนฺติ ฉนฺทารหานํ ฉนฺโท อาหโฏ โหติ สมฺมุขีภูตา ปฏิกฺโกสนฺติ ปญฺจวคฺคกรเณ กมฺเม ฯเปฯ ทสวคฺคกรเณ กมฺเม ฯเปฯ วีสติวคฺคกรเณ กมฺเม ยาวติกา ภิกฺขู กมฺมปฺปตฺตา เต อนาคตา โหนฺติ ฉนฺทารหานํ ฉนฺโท อนาหโฏ โหติ สมฺมุขีภูตา ปฏิกฺโกสนฺติ วีสติวคฺคกรเณ กมฺเม ยาวติกา ภิกฺขู กมฺมปฺปตฺตา เต อาคตา โหนฺติ ฉนฺทารหานํ ฉนฺโท อนาหโฏ โหติ สมฺมุขีภูตา ปฏิกฺโกสนฺติ วีสติวคฺคกรเณ กมฺเม ยาวติกา ภิกฺขู กมฺมปฺปตฺตา เต อาคตา โหนฺติ ฉนฺทารหานํ ฉนฺโท อาหโฏ โหติ สมฺมุขีภูตา ปฏิกฺโกสนฺติ ฯ อิเมหิ ทฺวาทสหากาเรหิ ปริสโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ
บริษัทวิบัติ
ถามว่า กรรมย่อมวิบัติโดยบริษัท อย่างไร?
ตอบว่า กรรมย่อมวิบัติโดยบริษัทด้วยอาการ ๑๒ อย่าง คือ:
๑. ในกรรมอันสงฆ์จตุวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไร พวกเธอยังไม่มา, ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา, ภิกษุอยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๒. ในกรรมอันสงฆ์จตุวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไร พวกเธอมาแล้ว แต่ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๓. ในกรรมอันสงฆ์จตุวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไร พวกเธอมาแล้ว นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา แต่อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน.
๔. ในกรรมอันสงฆ์ปัญจวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไร พวกเธอยังไม่มา ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๕. ในกรรมอันสงฆ์ปัญจวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไร พวกเธอมาแล้ว แต่ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๖. ในกรรมอันสงฆ์ปัญจวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไร พวกเธอมาแล้ว นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา แต่อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๗. ในกรรมอันสงฆ์ทสวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไร พวกเธอยังไม่มา ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๘. ในกรรมอันสงฆ์ทสวรรคพึงทำ
ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไร พวกเธอมาแล้ว แต่ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๙. ในกรรมอันสงฆ์ทสวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไร พวกเธอมาแล้ว นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา แต่อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๑๐. ในกรรมอันสงฆ์วีสติวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไร พวกเธอยังไม่มา ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๑๑. ในกรรมอันสงฆ์วีสติวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไร พวกเธอมาแล้ว แต่ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๑๒. ในกรรมอันสงฆ์วีสติวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไร พวกเธอมาแล้ว นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา แต่อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน.
กรรมวิบัติโดยบริษัท ด้วยอาการ ๑๒ นี้.
----------------
จตุวคฺคกรเณ กมฺเม จตฺตาโร ภิกฺขู ปกตตฺตา กมฺมปฺปตฺตา อวเสสา ปกตตฺตา ฉนฺทารหา ยสฺส สงฺโฆ กมฺมํ กโรติ โส เนว กมฺมปฺปตฺโต นปิ ฉนฺทารโห อปิจ กมฺมารโห ฯ ปญฺจวคฺคกรเณ กมฺเม ปญฺจ ภิกฺขู ปกตตฺตา กมฺมปฺปตฺตา อวเสสา ปกตตฺตา ฉนฺทารหา ยสฺส สงฺโฆ กมฺมํ กโรติ โส เนว กมฺมปฺปตฺโต นปิ ฉนฺทารโห อปิจ กมฺมารโห ฯ ทสวคฺคกรเณ กมฺเม ทส ภิกฺขู ปกตตฺตา กมฺมปฺปตฺตา อวเสสา ปกตตฺตา ฉนฺทารหา ยสฺส สงฺโฆ กมฺมํ กโรติ โส เนว กมฺมปฺปตฺโต นปิ ฉนฺทารโห อปิจ กมฺมารโห ฯ วีสติวคฺคกรเณ กมฺเม วีสติ ภิกฺขู ปกตตฺตา กมฺมปฺปตฺตา อวเสสา ปกตตฺตา ฉนฺทารหา ยสฺส สงฺโฆ กมฺมํ กโรติ โส เนว กมฺมปฺปตฺโต นปิ ฉนฺทารโห อปิจ กมฺมารโห ฯ
กรรมอันสงฆ์จตุวรรคพึงทำเป็นต้น
ในกรรมอันสงฆ์จตุวรรคพึงทำ ภิกษุปกตัตตะ ๔ รูป เป็นผู้เข้ากรรม
ปกตัตตะนอกนั้น เป็นผู้ควรฉันทะ สงฆ์ทำกรรมแก่ภิกษุใด ภิกษุนั้นไม่ใช่เป็นผู้เข้ากรรม และไม่ควรฉันทะ แต่เป็นผู้ควรกรรม
ในกรรมอันสงฆ์ปัญจวรรคพึงทำ ภิกษุปกตัตตะ ๕ รูป เป็นผู้เข้ากรรม ปกตัตตะนอกนั้นเป็นผู้ควรฉันทะ สงฆ์ทำกรรมแก่ภิกษุใด ภิกษุนั้นไม่ใช่เป็นผู้เข้ากรรม และไม่ควรฉันทะ แต่เป็นผู้ควรกรรม
ในกรรมอันสงฆ์ทสวรรคพึงทำ ภิกษุปกตัตตะ ๑๐ รูป เป็นผู้เข้ากรรม ปกตัตตะนอกนั้น เป็นผู้ควรฉันทะ สงฆ์ทำกรรมแก่ภิกษุใด ภิกษุนั้นไม่ใช่เป็นผู้เข้ากรรม และไม่ควรฉันทะ แต่เป็นผู้ควรกรรม
ในกรรมอันสงฆ์วีสติวรรคพึงทำ ภิกษุปกตัตตะ ๒๐ รูป เป็นผู้เข้ากรรม ปกตัตตะนอกนั้น เป็นผู้ควรฉันทะ สงฆ์ทำกรรมแก่ภิกษุใด ภิกษุนั้นไม่ใช่เป็นผู้เข้ากรรม และไม่ควรฉันทะ แต่เป็นผู้ควรกรรม.
จตฺตาริ กมฺมานิ อปโลกนกมฺมํ ญตฺติกมฺมํ ญตฺติทุติยกมฺมํ ญตฺติจตุตฺถกมฺมํ ฯ อิมานิ จตฺตาริ กมฺมานิ กตีหากาเรหิ วิปชฺชนฺติ ฯ อิมานิ จตฺตาริ กมฺมานิ ปญฺจหากาเรหิ วิปชฺชนฺติ วตฺถุโต วา ญตฺติโต วา อนุสฺสาวนโต วา สีมโต วา ปริสโต วา ฯ
กรรม ๔
กรรม ๔ คือ ๑. อปโลกนกรรม ๒. ญัตติกรรม ๓. ญัตติทุติยกรรม๔. ญัตติจตุตถกรรม.
ถามว่า กรรม ๔ นี้ ย่อมวิบัติ โดยอาการเท่าไร?
ตอบว่า กรรม ๔ นี้ ย่อมวิบัติ โดยอาการ ๕ คือ:
๑. โดยวัตถุ
๒. โดยญัตติ
๓. โดยอนุสาวนา
๔. โดยสีมา
๕. โดยบริษัท
กถํ วตฺถุโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ ปณฺฑกํ อุปสมฺปาเทติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ เถยฺยสํวาสกํ อุปสมฺปาเทติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ ติตฺถิยปกฺกนฺตกํ อุปสมฺปาเทติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ ติรจฺฉานคตํ อุปสมฺปาเทติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ มาตุฆาตกํ อุปสมฺปาเทติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ ปิตุฆาตกํ อุปสมฺปาเทติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ อรหนฺตฆาตกํ อุปสมฺปาเทติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ ภิกฺขุนีทูสกํ อุปสมฺปาเทติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ สงฺฆเภทกํ อุปสมฺปาเทติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ โลหิตุปฺปาทกํ อุปสมฺปาเทติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ อุภโตพฺยญฺชนกํ อุปสมฺปาเทติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ อูนวีสติวสฺสํ ปุคฺคลํ อุปสมฺปาเทติ วตฺถุวิปนฺนํ อธมฺมกมฺมํ ฯ เอวํ วตฺถุโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ
วัตถุวิบัติ
ถามว่า กรรมย่อมวิบัติโดยวัตถุ อย่างไร?
ตอบว่า สงฆ์ให้บัณเฑาะก์อุปสมบท ชื่อว่ากรรมเป็นอธรรม วิบัติโดยวัตถุสงฆ์ให้คนไถยสังวาสอุปสมบท ชื่อว่ากรรมเป็นอธรรม วิบัติโดยวัตถุสงฆ์ให้คนผู้เข้ารีดเดียรถีย์อุปสมบท ชื่อว่ากรรมเป็นอธรรม วิบัติโดยวัตถุสงฆ์ให้ดิรัจฉานอุปสมบท ชื่อว่ากรรมเป็นอธรรม วิบัติโดยวัตถุสงฆ์ให้คนผู้ฆ่ามารดาอุปสมบท ชื่อว่ากรรมเป็นอธรรม วิบัติโดยวัตถุสงฆ์ให้คนผู้ฆ่าบิดาอุปสมบท ชื่อว่ากรรมเป็นอธรรม วิบัติโดยวัตถุสงฆ์ให้คนผู้ฆ่าพระอรหันต์อุปสมบท ชื่อว่ากรรมเป็นอธรรม วิบัติโดยวัตถุสงฆ์ให้คนผู้ประทุษร้ายภิกษุณีอุปสมบท ชื่อว่ากรรมเป็นอธรรม วิบัติโดยวัตถุสงฆ์ให้คนผู้ทำลายสงฆ์อุปสมบท ชื่อว่ากรรมเป็นอธรรม วิบัติโดยวัตถุสงฆ์ให้คนผู้ยังพระโลหิตห้ออุปสมบท ชื่อว่ากรรมเป็นอธรรม วิบัติโดยวัตถุสงฆ์ให้คนผู้สองเพศอุปสมบท ชื่อว่ากรรมเป็นอธรรม วิบัติโดยวัตถุสงฆ์ให้คนผู้มีอายุหย่อน ๒๐ ปีอุปสมบท ชื่อว่ากรรมเป็นอธรรม วิบัติโดยวัตถุอย่างนี้ กรรมย่อมวิบัติโดยวัตถุ.
กถํ ญตฺติโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ ปญฺจหากาเรหิ ญตฺติโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ วตฺถุํ น ปรามสติ สงฺฆํ น ปรามสติ ปุคฺคลํ น ปรามสติ ญตฺตึ น ปรามสติ ปจฺฉา วา ญตฺตึ ฐเปติ ฯ อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ ญตฺติโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ
ญัตติวิบัติ
ถามว่า กรรมย่อมวิบัติโดยญัตติ อย่างไร?
ตอบว่า กรรมย่อมวิบัติโดยญัตติ ด้วยอาการ ๕ คือ:๑. ไม่ระบุวัตถุ
๒. ไม่ระบุสงฆ์
๓. ไม่ระบุบุคคล
๔. ไม่ระบุญัตติ
๕. ตั้งญัตติภายหลัง
กรรมย่อมวิบัติโดยญัตติ ด้วยอาการ ๕ นี้.
กถํ อนุสฺสาวนโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ ปญฺจหากาเรหิ อนุสฺสาวนโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ วตฺถุํ น ปรามสติ สงฺฆํ น ปรามสติ ปุคฺคลํ น ปรามสติ สาวนํ หาเปติ อกาเล วา สาเวติ ฯ อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อนุสฺสาวนโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ
อนุสาวนาวิบัติ
ถามว่า กรรมย่อมวิบัติโดยอนุสาวนาอย่างไร?
ตอบว่า กรรมย่อมวิบัติโดยอนุสาวนา ด้วยอาการ ๕ คือ:๑. ไม่ระบุวัตถุ
๒. ไม่ระบุสงฆ์
๓. ไม่ระบุบุคคล
๔. ทิ้งญัตติ
๕. สวดในกาลไม่ควร
กรรมย่อมวิบัติโดยอนุสาวนา ด้วยอาการ ๕ นี้.
กถํ สีมโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ เอกาทสหากาเรหิ สีมโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ อติขุทฺทกํ สีมํ สมฺมนฺนติ อติมหตึ สีมํ สมฺมนฺนติ ขณฺฑนิมิตฺตํ สีมํ สมฺมนฺนติ ฉายานิมิตฺตํ สีมํ สมฺมนฺนติ อนิมิตฺตํ สีมํ สมฺมนฺนติ พหิสีเม ฐิโต สีมํ สมฺมนฺนติ นทิยา สีมํ สมฺมนฺนติ สมุทฺเท สีมํ สมฺมนฺนติ ชาตสฺสเร สีมํ สมฺมนฺนติ สีมาย สีมํ สมฺภินฺทติ สีมาย สีมํ อชฺโฌตฺถรติ ฯ อิเมหิ เอกาทสหากาเรหิ สีมโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ
สีมาวิบัติ
ถามว่า กรรมย่อมวิบัติโดยสีมาอย่างไร?
ตอบว่า กรรมย่อมวิบัติโดยสีมา ด้วยอาการ ๑๑ อย่าง คือ:๑. สมมติสีมาเล็กเกิน
๒. สมมติสีมาใหญ่เกิน
๓. สมมติสีมามีนิมิตขาด
๔. สมมติสีมาใช้เงาเป็นนิมิต
๕. สมมติสีมาไม่มีนิมิต
๖. ภิกษุอยู่ภายนอกสีมาสมมติสีมา
๗. สมมติสีมาในนที
๘. สมมติสีมาในสมุทร
๙. สมมติสีมาในชาตสระ
๑๐. คาบเกี่ยวสีมาด้วยสีมา
๑๑. ทับสีมาด้วยสีมา
กรรมย่อมวิบัติโดยสีมา ด้วยอาการ ๑๑ อย่างนี้.
กถํ ปริสโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ ทฺวาทสหากาเรหิ ปริสโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ จตุวคฺคกรเณ กมฺเม ยาวติกา ภิกฺขู กมฺมปฺปตฺตา เต อนาคตา โหนฺติ ฉนฺทารหานํ ฉนฺโท อนาหโฏ โหติ สมฺมุขีภูตา ปฏิกฺโกสนฺติ จตุวคฺคกรเณ กมฺเม ยาวติกา ภิกฺขู กมฺมปฺปตฺตา เต อาคตา โหนฺติ ฉนฺทารหานํ ฉนฺโท อนาหโฏ โหติ สมฺมุขีภูตา ปฏิกฺโกสนฺติ จตุวคฺคกรเณ กมฺเม ยาวติกา ภิกฺขู กมฺมปฺปตฺตา เต อาคตา โหนฺติ ฉนฺทารหานํ ฉนฺโท อาหโฏ โหติ สมฺมุขีภูตา ปฏิกฺโกสนฺติ ปญฺจวคฺคกรเณ กมฺเม ฯเปฯ ทสวคฺคกรเณ กมฺเม ฯเปฯ วีสติวคฺคกรเณ กมฺเม ยาวติกา ภิกฺขู กมฺมปฺปตฺตา เต อนาคตา โหนฺติ ฉนฺทารหานํ ฉนฺโท อนาหโฏ โหติ สมฺมุขีภูตา ปฏิกฺโกสนฺติ วีสติวคฺคกรเณ กมฺเม ยาวติกา ภิกฺขู กมฺมปฺปตฺตา เต อาคตา โหนฺติ ฉนฺทารหานํ ฉนฺโท อนาหโฏ โหติ สมฺมุขีภูตา ปฏิกฺโกสนฺติ วีสติวคฺคกรเณ กมฺเม ยาวติกา ภิกฺขู กมฺมปฺปตฺตา เต อาคตา โหนฺติ ฉนฺทารหานํ ฉนฺโท อาหโฏ โหติ สมฺมุขีภูตา ปฏิกฺโกสนฺติ ฯ อิเมหิ ทฺวาทสหากาเรหิ ปริสโต กมฺมานิ วิปชฺชนฺติ ฯ
บริษัทวิบัติ
ถามว่า กรรมย่อมวิบัติ โดยบริษัทอย่างไร?
ตอบว่า กรรมย่อมวิบัติโดยบริษัท ด้วยอาการ ๑๒ อย่าง คือ:
๑. ในกรรมอันสงฆ์จตุวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไร พวกเธอยังไม่มา ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๒. ในกรรมอันสงฆ์จตุวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไร พวกเธอมาแล้ว แต่ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๓. ในกรรมอันสงฆ์จตุวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไร พวกเธอมาแล้ว นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน
๔. ในกรรมอันสงฆ์ปัญจวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไรพวกเธอยังไม่มา ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๕. ในกรรมอันสงฆ์ปัญจวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไรพวกเธอมาแล้ว แต่ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๖. ในกรรมอันสงฆ์ปัญจวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไร พวกเธอมาแล้ว นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา แต่อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๗. ในกรรมอันสงฆ์ทสวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไร พวกเธอยังไม่มา ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๘. ในกรรมอันสงฆ์ทสวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไร พวกเธอมาแล้ว แต่ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๙. ในกรรมอันสงฆ์ทสวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไร พวกเธอมาแล้ว นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา แต่อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๑๐. ในกรรมอันสงฆ์วีสติวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไรพวกเธอยังไม่มา ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๑๑. ในกรรมอันสงฆ์วีสติวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไรพวกเธอมาแล้ว แต่ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้าน๑๒. ในกรรมอันสงฆ์วีสติวรรคพึงทำ ภิกษุทั้งหลายที่เข้ากรรม มีจำนวนเท่าไรพวกเธอมาแล้ว นำฉันทะของภิกษุผู้ควรฉันทะมา แต่อยู่พร้อมหน้ากันคัดค้านกรรมย่อมวิบัติโดยบริษัท ด้วยอาการ ๑๒ นี้.
อปโลกนกมฺมํ กติ ฐานานิ คจฺฉติ ญตฺติกมฺมํ กติ ฐานานิ คจฺฉติ ญตฺติทุติยกมฺมํ กติ ฐานานิ คจฺฉติ ญตฺติจตุตฺถกมฺมํ กติ ฐานานิ คจฺฉติ ฯ อปโลกนกมฺมํ ปญฺจ ฐานานิ คจฺฉติ ญตฺติกมฺมํ นว ฐานานิ คจฺฉติ ญตฺติทุติยกมฺมํ สตฺต ฐานานิ คจฺฉติ ญตฺติจตุตฺถกมฺมํ สตฺต ฐานานิ คจฺฉติ ฯ
อปโลกนกรรมเป็นต้น
ถามว่า อปโลกนกรรมถึงฐานะเท่าไร? ญัตติกรรมถึงฐานะเท่าไร? ญัตติทุติยกรรมถึงฐานะเท่าไร? ญัตติจตุตถกรรมถึงฐานะเท่าไร?
ตอบว่า อปโลกนกรรมถึงฐานะ ๕ อย่าง ญัตติกรรมถึงฐานะ ๙ อย่าง ญัตติทุติยกรรมถึงฐานะ ๗ อย่าง ญัตติจตุตถกรรมถึงฐานะ ๗ อย่าง.
อปโลกนกมฺมํ กตมานิ ปญฺจ ฐานานิ คจฺฉติ ฯ โอสารณํ นิสฺสารณํ ภณฺฑุกมฺมํ พฺรหฺมทณฺฑํ กมฺมลกฺขณญฺเญว ปญฺจมํ ฯ อปโลกนกมฺมํ อิมานิ ปญฺจ ฐานานิ คจฺฉติ ฯ
ฐานะแห่งอปโลกนกรรม
ถามว่า อปโลกนกรรมถึงฐานะ ๕ เป็นไฉน?
ตอบว่า โอสารณ นิสสารณา ภัณฑุกรรม พรหมทัณฑ์ ทั้งกรรมลักษณะเป็นคำรบ ๕ อปโลกนกรรมถึงฐานะ ๕ นี้.
ญตฺติกมฺมํ กตมานิ นว ฐานานิ คจฺฉติ ฯ โอสารณํ นิสฺสารณํ อุโปสถํ ปวารณํ สมฺมตึ ทานํ ปฏิคฺคหํ ปจฺจุกฺกฑฺฒนํ กมฺมลกฺขณญฺเญว นวมํ ฯ ญตฺติกมฺมํ อิมานิ นว ฐานานิ คจฺฉติ ฯ
ฐานะแห่งญัตติกรรม
ถามว่า ญัตติกรรมถึงฐานะ ๙ เป็นไฉน?
ตอบว่า โอสารณา นิสสารณา อุโบสถ ปวารณา สมมติ การให้ การรับการเลื่อนปวารณาออกไป ทั้งกรรมลักษณะเป็นคำรบ ๙ ญัตติกรรมถึงฐานะ ๙ นี้.
ญตฺติทุติยกมฺมํ กตมานิ สตฺต ฐานานิ คจฺฉติ ฯ โอสารณํ นิสฺสารณํ สมฺมตึ ทานํ อุทฺธรณํ เทสนํ กมฺมลกฺข- ณญฺเญว สตฺตมํ ฯ ญตฺติทุติยกมฺมํ อิมานิ สตฺต ฐานานิ คจฺฉติ ฯ
ฐานะแห่งญัตติทุติยกรรม
ถามว่า ญัตติทุติยกรรม ถึงฐานะ ๗ อย่าง เป็นไฉน?
ตอบว่า โอสารณา นิสสารณา สมมติ การให้ การถอน การแสดงทั้งกรรมลักษณะเป็นคำรบ ๗ ญัตติทุติยกรรมถึงฐานะ ๗ นี้.
ญตฺติจตุตฺถกมฺมํ กตมานิ สตฺต ฐานานิ คจฺฉติ ฯ โอสารณํ นิสฺสารณํ สมฺมตึ ทานํ นิคฺคหํ สมนุภาสนํ กมฺมลกฺข- ณญฺเญว สตฺตมํ ฯ ญตฺติจตุตฺถกมฺมํ อิมานิ สตฺต ฐานานิ คจฺฉติ ฯ
ฐานะแห่งญัตติจตุตถกรรม
ถามว่า ญัตติจตุตถกรรม ถึงฐานะ ๗ อย่าง เป็นไฉน?
ตอบว่า โอสารณา นิสสารณา สมมติ การให้ นิคคหะ สมนุภาสน์ทั้งกรรมลักษณะเป็นคำรบ ๗ ญัตติจตุตถกรรมถึงฐานะ ๗ นี้.
จตุวคฺคกรเณ กมฺเม จตฺตาโร ภิกฺขู ปกตตฺตา กมฺมปฺปตฺตา อวเสสา ปกตตฺตา ฉนฺทารหา ยสฺส สงฺโฆ กมฺมํ กโรติ โส เนว กมฺมปฺปตฺโต นปิ ฉนฺทารโห อปิจ กมฺมารโห ฯ ปญฺจวคฺคกรเณ กมฺเม ฯเปฯ ทสวคฺคกรเณ กมฺเม ฯเปฯ วีสติวคฺคกรเณ กมฺเม วีสติ ภิกฺขู ปกตตฺตา กมฺมปฺปตฺตา อวเสสา ปกตตฺตา ฉนฺทารหา ยสฺส สงฺโฆ กมฺมํ กโรติ โส เนว กมฺมปฺปตฺโต นปิ ฉนฺทารโห อปิจ กมฺมารโห ฯ
กมฺมวคฺโค นิฏฺฐิโต ปฐโม ฯ
กรรมอันสงฆ์จตุวรรคพึงทำเป็นต้น
ในกรรมอันสงฆ์จตุวรรคพึงทำ ภิกษุปกตัตตะ ๔ รูป เป็นผู้เข้ากรรม
ปกตัตตะนอกนั้นเป็นผู้ควรฉันทะ สงฆ์ทำกรรมแก่ภิกษุใด ภิกษุนั้นไม่ใช่เป็นผู้เข้ากรรม และไม่ควรฉันทะ แต่เป็นผู้ควรกรรม
ในกรรมอันสงฆ์ปัญจวรรคพึงทำ ภิกษุปกตัตตะ ๕ รูป เป็นผู้เข้ากรรม ปกตัตะนอกนั้นเป็นผู้ควรฉันทะ สงฆ์ทำกรรมแก่ภิกษุใด ภิกษุนั้นไม่ใช่เป็นผู้เข้ากรรม และไม่ควรฉันทะ แต่เป็นผู้ควรกรรม
ในกรรมอันสงฆ์ทสวรรคพึงทำ ภิกษุปกตัตตะ ๑๐ รูป เป็นผู้เข้ากรรม ปกตัตตะนอกนั้นเป็นผู้ควรฉันทะ สงฆ์ทำกรรมแก่ภิกษุใด ภิกษุนั้นไม่ใช่เป็นผู้เข้ากรรม และไม่ควรฉันทะแต่เป็นผู้ควรกรรม
ในกรรมอันสงฆ์วีสติวรรคพึงทำ ภิกษุปกตัตตะ ๒๐ รูป เป็นผู้เข้ากรรม ปกตัตตะนอกนั้นเป็นผู้ควรฉันทะ สงฆ์ทำกรรมแก่ภิกษุใด ภิกษุนั้นไม่ใช่เป็นผู้เข้ากรรม และไม่ควรฉันทะแต่เป็นผู้ควรกรรม.
กรรมวรรคที่ ๑ จบ.
อรรถวสวรรค ที่ ๒
ทรงบัญญัติสิกขาบท
พระวินัยปิฎก ปริวาร ปัญจวรรค ทรงบัญญัติสิกขาบท (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ สงฺฆสุฏฺฐุตาย สงฺฆผาสุตาย ฯ อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ ฯ เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ ทุมฺมงฺกูนํ ปุคฺคลานํ นิคฺคหาย เปสลานํ ภิกฺขูนํ ผาสุวิหาราย ฯ อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ ฯ เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อาสวานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ อาสวานํ ปฏิฆาตาย ฯ อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ ฯ เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ ทิฏฺฐธมฺมิกานํ เวรานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ เวรานํ ปฏิฆาตาย ฯ
อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ ฯ เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ ทิฏฺฐธมฺมิกานํ วชฺชานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ วชฺชานํ ปฏิฆาตาย ฯ อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ ฯ เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ ทิฏฺฐธมฺมิกานํ ภยานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ ภยานํ ปฏิฆาตาย ฯ อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ ฯ เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปฏิฆาตาย ฯ อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ ฯ
เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ คิหีนํ อนุกมฺปาย ปาปิจฺฉานํ ปกฺขุปจฺเฉทาย ฯ อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ ฯ เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ อปฺปสนฺนานํ ปสาทาย ปสนฺนานํ ภิยฺโยภาวาย ฯ อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ ฯ เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ สทฺธมฺมฏฺฐิติยา วินยานุคฺคหาย ฯ อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตนฺติ ฯ
อตฺถวสวคฺโค นิฏฺฐิโต ทุติโย ฯ
พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจ ๒ ประการ คือเพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์ ๑
พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือเพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือ เพื่อป้องกันเวรอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดเวรอันจักบังเกิดในอนาคต ๑พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือ เพื่อป้องกันโทษอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดโทษอันจักบังเกิดในอนาคต ๑พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือ เพื่อป้องกันภัยอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดภัยอันจักบังเกิดในอนาคต ๑พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือเพื่อป้องกันอกุศลธรรมอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอกุศลธรรมอันจักบังเกิดในอนาคต ๑พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือ เพื่ออนุเคราะห์คฤหัสถ์ ๑ เพื่อเข้าไปตัดฝักฝ่ายของพวกภิกษุผู้มีความปรารถนาลามก ๑พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่ออนุเคราะห์พระวินัย ๑
พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้.
อรรถวสวรรค ที่ ๒ จบ.
ปัญญัติวรรค ที่ ๓
ทรงบัญญัติปาติโมกข์เป็นต้น
พระวินัยปิฎก ปริวาร ปัญจวรรค ทรงบัญญัติปาติโมกข์เป็นต้น (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ปาติโมกฺขํ ปญฺญตฺตํ ฯเปฯ ปาติโมกฺขุทฺเทโส ปญฺญตฺโต ปาติโมกฺขฏฺฐปนํ ปญฺญตฺตํ ปวารณา ปญฺญตฺตา ปวารณาฐปนํ ปญฺญตฺตํ ตชฺชนียกมฺมํ ปญฺญตฺตํ นิยสฺสกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ปพฺพาชนียกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ปฏิสารณียกมฺมํ ปญฺญตฺตํ อุกฺเขปนียกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ปริวาสทานํ ปญฺญตฺตํ มูลาย ปฏิกสฺสนา ปญฺญตฺตา มานตฺตทานํ ปญฺญตฺตํ อพฺภานํ ปญฺญตฺตํ โอสารณียํ ปญฺญตฺตํ นิสฺสารณียํ ปญฺญตฺตํ อุปสมฺปทา ปญฺญตฺตา อปโลกนกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ญตฺติกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ญตฺติทุติยกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ญตฺติจตุตฺถกมฺมํ ปญฺญตฺตนฺติ ฯ
ปญฺญตฺติวคฺโค นิฏฺฐิโต ตติโย ฯ
พระตถาคตทรงบัญญัติปาติโมกข์แก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ... ทรงบัญญัติปาติโมกขุทเทศ ทรงบัญญัติการงดปาติโมกข์ ทรงบัญญัติปวารณา ทรงบัญญัติการงดปวารณา ทรงบัญญัติตัชชนีกรรม ทรงบัญญัตินิยสกรรม ทรงบัญญัติปัพพาชนียกรรม ทรงบัญญัติปฏิสารณียกรรม ทรงบัญญัติอุกเขปนียกรรม ทรงบัญญัติการให้ปริวาส ทรงบัญญัติการชักเข้าหาอาบัติเดิม ทรงบัญญัติการให้มานัต ทรงบัญญัติอัพภาน ทรงบัญญัติโอสารนียกรรมทรงบัญญัตินิสสารนียกรรม ทรงบัญญัติการอุปสมบท ทรงบัญญัติอปโลกนกรรม ทรงบัญญัติญัตติกรรม ทรงบัญญัติญัตติทุติยกรรม ทรงบัญญัติญัตติจตุตถกรรม.
ปัญญัติวรรค ที่ ๓ จบ.
ปัญญัติวรรค ที่ ๔
พระวินัยปิฎก ปริวาร ปัญจวรรค ปัญญัติวรรค ที่ ๔ (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
อปฺปญฺญตฺเต ปญฺญตฺตํ ปญฺญตฺเต อนุปฺปญฺญตฺตํ สมฺมุขาวินโย ปญฺญตฺโต สติวินโย ปญฺญตฺโต อมูฬฺหวินโย ปญฺญตฺโต ปฏิญฺญาตกรณํ ปญฺญตฺตํ เยภุยฺยสิกา ปญฺญตฺตา ตสฺสปาปิยสิกา ปญฺญตฺตา ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต สงฺฆ- สุฏฺฐุตาย สงฺฆผาสุตาย ฯ อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต ฯ เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต ทุมฺมงฺกูนํ ปุคฺคลานํ นิคฺคหาย เปสลานํ ภิกฺขูนํ ผาสุวิหาราย ฯ อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต ฯ เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อาสวานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ อาสวานํ ปฏิฆาตาย ฯ อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต ฯ
เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต ทิฏฺฐธมฺมิกานํ เวรานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ เวรานํ ปฏิฆาตาย ฯ อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต ฯ เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต ทิฏฺฐธมฺมิกานํ วชฺชานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ วชฺชานํ ปฏิฆาตาย ฯ อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก_ ปญฺญตฺโต ฯ เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต ทิฏฺฐธมฺมิกานํ ภยานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ ภยานํ ปฏิฆาตาย ฯ อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต ฯ
เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปฏิฆาตาย ฯ อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต ฯ เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต คิหีนํ อนุกมฺปาย ปาปิจฺฉานํ ปกฺขุปจฺเฉทาย ฯ อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต ฯ เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต อปฺปสนฺนานํ ปสาทาย ปสนฺนานํ ภิยฺโยภาวาย ฯ อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต ฯ เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต สทฺธมฺมฏฺฐิติยา วินยานุคฺคหาย ฯ อิเม เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโตติ ฯ
ปญฺญตฺตวคฺโค ๑ นิฏฺฐิโต จตุตฺโถ ฯ
พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทที่ยังมิได้บัญญัติ ทรงบัญญัติเพิ่มเติมสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว ทรงบัญญัติสัมมุขาวินัย ทรงบัญญัติสตินัย ทรงบัญญัติอมูฬหวินัย ทรงบัญญัติปฏิญญาตกรณะ ทรงบัญญัติเยภุยยสิกา ทรงบัญญัติตัสสปาปิยสิกา ทรงบัญญัติติณวัตถารกะคือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์ ๑
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้.
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือเพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้.
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือเพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้.
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือเพื่อป้องกันเวรอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดเวรอันจักบังเกิดในอนาคต ๑พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้.
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือเพื่อป้องกันโทษอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดโทษอันจักบังเกิดในอนาคต ๑พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้.
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือเพื่อป้องกันภัยอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดภัยอันจักบังเกิดในอนาคต ๑พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้.
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือเพื่อป้องกันอกุศลธรรมอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอกุศลธรรมอันจักบังเกิดในอนาคต ๑พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้.
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือเพื่ออนุเคราะห์คฤหัสถ์ ๑ เพื่อตัดฝักฝ่ายของผู้ปรารถนาลามก ๑พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้.
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้.
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือเพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่ออนุเคราะห์พระวินัย ๑
พระตถาคตทรงบัญญัติติณวัตถารกะแก่สาวก อาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้.
ปัญญัติวรรคที่ ๔ จบ.
นวสังคหวรรค ที่ ๕
สังคหะ ๙ อย่าง
พระวินัยปิฎก ปริวาร ปัญจวรรค นวสังคหวรรค ที่ ๕ (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
นว สงฺคหา วตฺถุสงฺคโห วิปตฺติสงฺคโห อาปตฺติสงฺคโห นิทานสงฺคโห ปุคฺคลสงฺคโห ขนฺธสงฺคโห สมุฏฺฐานสงฺคโห อธิกรณสงฺคโห สมถสงฺคโห ๒ ฯ
สังคหะมี ๙ อย่าง คือ วัตถุสังคหะ ๑ วิบัติสังคหะ ๑ อาบัติสังคหะ ๑นิทานสังคหะ ๑ บุคคลสังคหะ ๑ ขันธสังคหะ ๑ สมุฏฐานสังคหะ ๑ อธิกรณสังคหะ ๑สมถสังคหะ ๑
อธิกรเณ สมุปฺปนฺเน สเจ อุโภ อตฺถปจฺจตฺถิกา ๓ อาคจฺฉนฺติ อุภินฺนมฺปิ วตฺถุํ ๔ อาโรจาเปตพฺพํ อุภินฺนมฺปิ วตฺถุํ อาโรจาเปตฺวา อุภินฺนมฺปิ ปฏิญฺญา โสตพฺพา อุภินฺนมฺปิ ปฏิญฺญํ สุตฺวา อุโภปิ วตฺตพฺพา อมฺหากํ อิมสฺมึ อธิกรเณ วูปสมิเต ๕ อุโภปิ ตุฏฺฐา ภวิสฺสถาปิ ๑ สเจ อาหํสุ อุโภปิ ตุฏฺฐา ภวิสฺสามาติ สงฺเฆน ตํ อธิกรณํ ปฏิจฺฉิตพฺพํ ๒ ฯ สเจ อลชฺชุสฺสนฺนา โหติ ปริสา อุพฺพาหิกาย วูปสเมตพฺพํ ฯ สเจ พาลุสฺสนฺนา โหติ ปริสา วินยธโร ปริเยสิตพฺโพ ฯ เยน ธมฺเมน เยน วินเยน เยน สตฺถุสาสเนน ตํ อธิกรณํ วูปสมฺมติ ตถา ตํ อธิกรณํ วูปสเมตพฺพํ ฯ
๑ ม. อปญฺญตฺเต ปญฺญตฺตวคฺโค ฯ ๒ ม. ยุ. สมถสงฺคโหติ ฯ ๓ ยุ. อตฺตปจฺจตฺถิกา ฯ
๔ ม. ยุ. วตฺถุ ฯ ๕ ม. วูปสเมปิ ฯ
ให้บอกเรื่อง
เมื่ออธิกรณ์เกิดขึ้นแล้ว ถ้าคู่ความทั้งสองมาถึง สงฆ์พึงให้ทั้งสองบอกเรื่องครั้นแล้วพึงฟังปฏิญญาทั้งสอง แล้วพึงพูดกะคู่ความทั้งสองว่า เมื่อพวกเราระงับอธิกรณ์นี้แล้วท่านทั้งสองจักยินดี หรือ ถ้าทั้งสองรับว่า ข้าพเจ้าทั้งสองจักยินดี สงฆ์พึงรับอธิกรณ์นั้นไว้.
ถ้าบริษัทมีอลัชชีมาก สงฆ์พึงระงับด้วยอุพพาหิกา. ถ้าบริษัทมีคนพาลมาก สงฆ์พึงแสวงหาพระวินัยธร. อธิกรณ์นั้นจะระงับ โดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ใด สงฆ์พึงระงับอธิกรณ์นั้นโดยอย่างนั้น.
วตฺถุํ ชานิตพฺพํ โคตฺตํ ชานิตพฺพํ นามํ ชานิตพฺพํ อาปตฺติ ชานิตพฺพา ฯ เมถุนธมฺโมติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ ปาราชิกนฺติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ อทินฺนาทานนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ ปาราชิกนฺติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ มนุสฺสวิคฺคโหติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ ปาราชิกนฺติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ อุตฺตริมนุสฺสธมฺโมติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ ปาราชิกนฺติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ สุกฺกวิสฏฺฐีติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ กายสํสคฺโคติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ ทุฏฺฐุลฺลวาจาติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ อตฺตกามนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ
สญฺจริตฺตนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ สญฺญาจิกาย กุฏึ การาปนนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ มหลฺลกํ วิหารํ การาปนนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ ภิกฺขุํ อมูลเกน ปาราชิเกน ธมฺเมน อนุทฺธํสนนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ ภิกฺขุํ อญฺญภาคิยสฺส อธิกรณสฺส กิญฺจิ เทสํ เลสมตฺตํ อุปาทาย ปาราชิเกน ธมฺเมน อนุทฺธํสนนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ สงฺฆเภทกสฺส ภิกฺขุโน ยาวตติยํ สมนุภาสนาย นปฺปฏินิสฺสชฺชนนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ
เภทกานุวตฺตกานํ ภิกฺขูนํ ยาวตติยํ สมนุภาสนาย นปฺปฏินิสฺสชฺชนนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ ทุพฺพจสฺส ภิกฺขุโน ยาวตติยํ สมนุภาสนาย นปฺปฏินิสฺสชฺชนนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ กุลทูสกสฺส ภิกฺขุโน ยาวตติยํ สมนุภาสนาย นปฺปฏินิสฺสชฺชนนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯเปฯ อนาทริยํ ปฏิจฺจ อุทเก อุจฺจารํ วา ปสฺสาวํ วา เขฬํ วา กรณนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ ทุกฺกฏนฺติ นามญฺเจว อาปตฺติ จาติ ฯ
นวสงฺคหวคฺโค นิฏฺฐิโต ปญฺจโม ฯ
_____________________
๑ โป. ม. ยุ. ภวิสฺสถาติ อยํ ปาโฐ ยุตฺตตโร ฯ ๒ ม. สมฺปฏิจฺฉิตพฺพํ ฯ
พึงรู้วัตถุเป็นต้น
พึงรู้วัตถุ พึงรู้โคตร พึงรู้ชื่อ พึงรู้อาบัติ.
คำว่า เมถุนธรรม เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร.
คำว่า ปาราชิก เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ.
คำว่า อทินนาทาน เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร.
คำว่า ปาราชิก เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ.
คำว่า มนุสสวิคคหะ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร.
คำว่า ปาราชิก เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ.
คำว่า อุตตริมนุสสธรรม เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร.
คำว่า ปาราชิก เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ.
คำว่า สุกกวิสัฏฐิ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร.
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ.
คำว่า กายสังสัคคะ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร.
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ.
คำว่า ทุฏฐุลลวาจา เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร.
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ.
คำว่า อัตตกาม เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร.
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ.
คำว่า สัญจริตตะ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร.
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ.
คำว่า ให้ทำกุฎีด้วยอาการขอเอาเอง เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร.
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ.
คำว่า ให้ทำวิหารใหญ่ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร.
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ.
คำว่า ตามกำจัดภิกษุด้วยธรรมมีโทษถึงปาราชิกไม่มีมูล เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร.
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ.
คำว่า ถือเอาเอกเทศบางอย่างแห่งอธิกรณ์อันเป็นเรื่องอื่นให้เป็นเพียงเลศแล้วตามกำจัดภิกษุด้วยธรรมมีโทษถึงปาราชิก เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร.
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ.
คำว่า การที่ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ไม่สละกรรม เพราะสวดสมนุภาสน์ครบ ๓ จบ
เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร.
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ.
คำว่า การที่ภิกษุทั้งหลาย ผู้ประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ไม่สละกรรมเพราะสวดสมนุภาสน์ครบ ๓ จบ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตรคำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ.
คำว่า การที่ภิกษุผู้ว่ายากไม่สละกรรม เพราะสวดสมนุภาสน์ครบ ๓ จบ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร.
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ.
คำว่า การที่ภิกษุผู้ประทุษร้ายสกุลไม่สละกรรม เพราะสวดสมนุภาสน์ครบ ๓
จบ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร.
คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ ...
คำว่า การอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อถ่ายอุจจาระปัสสาวะหรือบ้วนเขฬะลงในน้ำเป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร.
คำว่า ทุกกฏ เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติแล.
นวสังคหวรรคที่ ๕ จบ.
----------------
ตสฺสุทฺทานํ
อปโลกนํ ญตฺติ จ ๑ ทุติยํ จตุตฺเถน จ
วตฺถุ ญตฺติ อนุสฺสาวนํ สีมาปริสเมว จ
สมฺมุขา ปฏิปุจฺฉา จ ปฏิญฺญา วินยารโห
วตฺถุสงฺฆปุคฺคลญฺจ ญตฺตึ ปจฺฉา ญตฺตึ ฐเป ๒
วตฺถุสงฺฆปุคฺคลญฺจ สาวนํ จ อกาลิกํ ๓
อติขุทฺทา ๔ มหนฺตา จ ขณฺฑจฺฉายานิมิตฺตกา
พหินทีสมุทฺเท จ ชาตสฺสเร จ ภินฺทติ
อชฺโฌตฺถรติ สีมาย จตุปญฺจวคฺคิกา
ทสวีสติวคฺคา จ อนาหฏา จ อาหฏา
กมฺมปฺปตฺตา ฉนฺทารหา กมฺมารหา จ ปุคฺคลา
อปโลกนํ ปญฺจฏฺฐานํ ญตฺติ จ นวฐานิกา
ญตฺติทุติยํ สตฺตฏฺฐานํ จตุตฺถา สตฺตฐานิกา
สุฏฺฐุ ผาสุ ทุมฺมงฺกูนํ ๕ เปสลา จาปิ อาสวา
เวรวชฺชภยญฺเจว อกุสลญฺจ คีหินํ ๖
ปาปิจฺฉา อปฺปสนฺนานํ ปสนฺนาธมฺมฐปนา
วินยานุคฺคหา เจว ปาติโมกฺขุทฺเทเสน จ
ปาติโมกฺขญฺจ ฐปนา ปวารณญฺจ ฐปนํ
ตชฺชนียานิยสฺสญฺจ ปพฺพาชปฏิสารณี ๑
อุกฺเขปนปริวาสํ มูลํ มานตฺตพฺภานกํ ๒
โอสารณํ นิสฺสารณํ ตเถว อุปสมฺปทา
อปโลกนํ ญตฺติ จ ๓ ทุติยญฺจ จตุตฺถกํ
อปฺปญฺญตฺเตนุปญฺญตฺตํ สมฺมุขาวินโย สติ
อมูฬฺหปฏิเยภุยฺย ปาปิยติณวตฺถารกํ
วตฺถุํ ๔ วิปตฺติ อาปตฺติ นิทานํ ปุคฺคเลน จ
ขนฺธา เจว สมุฏฺฐานา อธิกรณเมว จ
สมถา สงฺคหา เจว นามา อาปตฺติกา ๕ ตถาติ ฯ
ปริวาโร นิฏฺฐิโต ฯ
____________
๑ ยุ. อปโลกนญตฺติ จ ฯ ๒ ม. ญตฺตึ น ปจฺฉา ญตฺติ จ ฯ ยุ. ญตฺตีนํ
ปจฺฉา ญตฺติ จ ฯ ๓ ม. ยุ. สาวนํ อกาเลน จ ฯ ๔ ม. ยุ. อติขุทฺทกา ฯ
๕ ม. สุฏฺฐุ ผาสุ จ ทุมฺมงฺกุ ฯ ยุ. สุฏฺฐุ ผาสุ จ ทุมฺมงฺกูนํ ฯ
๖ ม. ยุ. อกุสลํ คิหีนญฺจ ฯ
หัวข้อประจำวรรค
อปโลกนกรรม ๑ ญัตติกรรม ๑ ญัตติทุติยกรรม ๑ ญัตติจตุตถกรรม ๑
วัตถุ ๑ ญัตติ ๑ อนุสาวนา ๑ สีมา ๑ บริษัท ๑ พร้อมหน้า ๑ สอบถาม ๑ ปฏิญญา ๑ควรสติวินัย ๑ วัตถุ ๑ สงฆ์ ๑ บุคคล ๑ ญัตติ ๑ ตั้งญัตติภายหลัง ๑ วัตถุ ๑ สงฆ์ ๑บุคคล ๑ สวดประกาศ ๑ สวดในกาลไม่ควร ๑ สีมาเล็กเกิน ๑ สีมาใหญ่เกิน ๑ สีมามีนิมิตขาด ๑ สีมาใช้เงาเป็นนิมิต ๑ สีมาไม่มีนิมิต ๑ อยู่นอกสีมาสมมติสีมา ๑ สมมติสีมาในนที ๑ในสมุทร ๑ ในชาตสระ ๑ คาบเกี่ยวสีมา ๑ ทับสีมาด้วยสีมา ๑ กรรมอันสงฆ์จตุวรรคพึงทำ ๑กรรมอันสงฆ์ปัญจวรรคพึงทำ ๑ กรรมอันสงฆ์ทสวรรคพึงทำ ๑ กรรมอันสงฆ์วีสติวรรคพึงทำ ๑ไม่นำฉันทะมา ๑ นำฉันทะมา ๑ บุคคลผู้เข้ากรรม ๑ ผู้ควรฉันทะ ๑ ผู้ควรกรรม ๑ อปโลกนกรรม ๕ สถาน ๑ ญัตติกรรม ๙ สถาน ๑ ญัตติทุติยกรรม ๗ สถาน ๑ ญัตติจตุตถกรรม ๗สถาน ๑ ความรับว่าดี ๑ ความผาสุก ๑ บุคคลผู้เก้อยาก ๑ ภิกษุมีศีลเป็นที่รัก ๑ อาสวะ ๑เวร ๑ โทษ ๑ ภัย ๑ อกุศลธรรม ๑ คฤหัสถ์ ๑ บุคคลผู้ปรารถนาลามก ๑ ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ ชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ ความตั้งอยู่แห่งพระสัทธรรม ๑ อนุเคราะห์พระวินัย ๑ปาติโมกขุทเทศ ๑ งดปาติโมกข์ ๑ งดปวารณา ๑ ตัชชนียกรรม ๑ นิยสกรรม ๑ ปัพพาชนียกรรม ๑ ปฏิสารณียกรรม ๑ อุกเขปนียกรรม ๑ ปริวาส ๑ อาบัติเดิม ๑ มานัต ๑ อัพภาน ๑โอสารณา ๑ นิสสารณา ๑ อุปสมบท ๑ อปโลกนกรรม ๑ ญัตติกรรม ๑ ญัตติทุติยกรรม ๑ญัตติจตุตถกรรม ๑ ยังมิได้ทรงบัญญัติ ๑ ทรงบัญญัติซ้ำ ๑ สัมมุขาวินัย ๑ สติวินัย ๑ อมูฬหวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ เยภุยยสิกา ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑ ติณวัตถารกะ ๑ วัตถุ ๑ วิบัติ ๑อาบัติ ๑ นิทาน ๑ บุคคล ๑ ขันธ์ ๑ สมุฏฐาน ๑ อธิกรณ์ ๑ สมถะ ๑ สังคหะ ๑ ชื่อ ๑และอาบัติ ๑ ดังนี้แล.
คัมภีร์ปริวาร จบ.
คาถาส่งท้าย
พระวินัยปิฎก ปริวาร ปัญจวรรค คาถาส่งท้าย (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
ปุพฺพาจริยมคฺคญฺจ ปุจฺฉิตฺวา ว ตหึ ตหึ
ทีปนาโม มหาปญฺโญ สุตธโร วิจกฺขโณ
อิมํ วิตฺถารสงฺเขปํ สชฺฌามคฺเคน มชฺฌิเม
จินฺตยิตฺวา ลิขาเปสิ สิสฺสกานํ สุขาวหํ ฯ
ปริวารนฺติ ยํ วุตฺตํ สพฺพํ วตฺถุํ สลกฺขณํ
อตฺถํ อตฺเถน สทฺธมฺเม ธมฺมํ ธมฺเมน ปญฺญตฺเต
สาสนํ ปริวาเรสิ ชมฺพูทีปํว สาคโร ฯ
ปริวารํ อชานนฺโต กุโต ธมฺมวินิจฺฉยํ ฯ
วิปตฺติ วตฺถุ ปญฺญตฺติ อนุปฺปญฺญตฺติ ปุคฺคโล
เอกโต อุภโต เจว โลกปณฺณตฺติวชฺชโต
ยสฺส ชายติ วิมติ ปริวาเรน ฉิชฺชติ
จกฺกวตฺติ มหาเสเน มิคมชฺเฌว เกสรี
รวิ รํสิปริกิณฺโณ จนฺโท ตารคเณ ยถา
พฺรหฺมา พฺรหฺมปริสาย คณมชฺเฌว นายโก ฯ
เอวํ สทฺธมฺมวินโย ปริวาเรน โสภตีติ ฯ
__________________
๑ ม. ยุ. ปพฺพาชนียปฏิสารณี ฯ ๒ ม. ยุ. มูลมานตฺตอพฺภานํ ฯ ๓ อปโลกนญตฺติ จ ฯ
๔ วตฺถุ ฯ ๕ นามอาปตฺติกา ฯ
ก็พระวินัยธร ผู้เรืองนาม มีปัญญามาก ทรงสุตะ มีวิจารณญาณสอบสวนแนวทางของท่านบูรพาจารย์ในที่นั้นๆ แล้วคิดเขียนข้อพิสดารและสังเขปนี้ไว้ในสายกลาง ตามแนวทางที่วางไว้ ซึ่งจะนำความสะดวกมาให้แก่เหล่าศิษย์. คัมภีร์นี้เรียกว่าปริวาร มีทุกเรื่องพร้อมทั้งลักษณะ มีอรรถโดยอรรถในสัทธรรม มีธรรมโดยธรรมในบัญญัติ ห้อมล้อมพระศาสนาดุจสาครล้อมรอบชมพูทวีป ฉะนั้น.
พระวินัยธรเมื่อไม่รู้คัมภีร์ปริวาร ไฉนจะวินิจฉัยโดยธรรมได้. ความเคลือบแคลงของพระวินัยธรใดที่เกิดในวิบัติ วัตถุ บัญญัติ อนุบัญญัติ บุคคลเอกโตบัญญัติ อุภโตบัญญัติ โลกวัชชะ และปัณณัตติวัชชะ ย่อมขาดสิ้นไปด้วยคัมภีร์ปริวาร, พระเจ้าจักรพรรดิ สง่างามในกองทัพใหญ่ฉันใดไกรสรสง่างามในท่ามกลางฝูงมฤคฉันใด พระอาทิตย์แผ่สร้านด้วยรัศมีย่อมสง่างามฉันใด พระจันทร์สง่างามในหมู่ดาราฉันใด พระพรหมสง่างามในหมู่พรหมฉันใด ท่านผู้นำสง่างามในท่ามกลางหมู่ชนฉันใด พระสัทธรรมวินัยย่อมงามสง่าด้วยคัมภีร์ปริวาร ฉันนั้นแล.
พระวินัยปิฎก จบบริบูรณ์.
จบ ปัญจวรรค