พระวินัยปิฎก ปริวาร · ภิกขุนีวิภังค์ ๑๖ มหาวาร
ย่อหัวข้อสมุฏฐาน เล่ม ๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๒๖–๘๔๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๗/๑๙ ในภิกขุนีวิภังค์ ๑๖ มหาวารมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก ปริวาร ภิกขุนีวิภังค์ ๑๖ มหาวาร ย่อหัวข้อสมุฏฐาน (ฉบับหลวง เล่ม ๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๑๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๘)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๘ หน้า ๒๘๘–๓๑๑
สมุฏฐานัสสุททาน
ว่าด้วยหัวข้อสมุฏฐาน
{๘๒๖} [๒๕๗] สังขารทั้งปวงที่ปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา และบัญญัติคือพระนิพพานควร วินิจนัยว่าเป็นอนัตตาเมื่อดวงจันทร์คือพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ เมื่อดวงอาทิตย์คือพระพุทธเจ้ายังไม่อุทัยขึ้นมา เพียงแต่ชื่อของสภาคธรรมเหล่านั้นก็ยังไม่มีใครรู้จักพระมหาวีรเจ้าทั้งหลายเป็นผู้มีพระจักษุ ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยามีประการต่าง ๆ ทรงบำเพ็ญบารมี แล้วเสด็จอุบัติในพรหมโลก
- ๑ว่าด้วยการย่อหัวข้อสมุฏฐานแหงอาบัติ เป็นหัวข้อที่ ๓ ในบรรดา ๒๑ หัวข้อแห่งคัมภีร์ปริวาร ซึ่งได้แสดงกลุ่มอาบัติที่เกิดในแต่ละสมุฏฐาน โดยจัดอาบัติที่เกิดในสมุฏฐานเดียวกันแบ่งเป็น ๑๓ กลุ่ม
- ๒บัญญัติ แปลว่า สิ่งที่เป็นเครื่องสื่อให้รู้ความหมายกัน ในที่นี้ หมายถึงการกำหนดเรียกชื่อ เป็นต้น คือเป็นสมมติธรรมที่กำหนดขึ้นให้เป็นที่รู้กัน มีทั้งบัญญัติที่เป็นความหมายและบัญญัติที่เป็นชื่อ (ดู อภิธมฺมตฺถสงฺคห ๕๔-๕๕, อภิธมฺมตฺถวิภาวินี. ๓๒๑-๓๒๓) การบัญญัติว่า บุคคลเป็นต้นอันเป็นสมมติสัจจะซึ่งบัญญัติขึ้นได้เพราะอาศัยสังขตธรรมนั้นไม่ควรจะกล่าวว่า ประกอบด้วยลักษณะแห่งสังขตธรรมทั้งสองคืออนิจจลักษณะและทุกขลักษณะ ซึ่งถูกนิยามว่า เป็นวัตถุธรรมที่ประกอบด้วยความเกิดขึ้นและความพินาศไป แต่ควรกล่าวว่าเป็น “อนัตตา” เพราะเว้นจากสภาวะที่เป็นอัตตาที่ถูกกำหนดไว้ชัดเจนในรูปของผู้กระทำและผู้รับผลการ กระทำเป็นต้น ดังนั้น บัญญัติจึงถึงซึ่งการวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา (นัย วิมติ.ฏี. ๒/๓๕๑)
- ๓สภาคธรรม ธรรมที่มีจุดร่วมกันด้วยอาการที่ไม่เที่ยงเป็นต้น ได้แก่ สังขตธรรม (วิ.อ.๓/๔๒๒)
พระองค์ทรงแสดงพระสัทธรรมอันเป็นเครื่องละทุกข์ นำมาซึ่งสุข พระอังคีรสศากยมุนีผู้ทรงเอ็นดูสรรพสัตว์ สูงสุดเหนือสรรพสัตว์ทั้งปวงดุจราชสีห์ ทรงแสดงพระไตรปิฎก คือ พระวินัย ๑ พระสุตตันตะ ๑ พระอภิธรรม ๑ ซึ่งมีคุณมากพระสัทธรรมนำกันมาอย่างนี้ ผิว่าพระวินัยคือ อุภโตวิภังค์ ขันธกะ และมาติการ้อยไว้ด้วยคัมภีร์ปริวาร เหมือนดอกไม้ร้อยด้วยเส้นด้าย ย่อมดำรงอยู่ไซร้ ในคัมภีร์ปริวารนั้นแล สมุฏฐานจัดไว้แน่นอนความเจือปนกันและนิทานอื่นย่อมเห็นได้ในพระสูตรหนหลัง เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักด้วยดี ใคร่ธรรม พึงศึกษาคัมภีร์ปริวารเถิด
สมุฏฐาน ๑๓
ในวันอุโบสถ ภิกษุและภิกษุณีย่อมสวดสิกขาบท อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ในวิภังค์ทั้งสอง ข้าพเจ้าจักกล่าวสมุฏฐานตามที่รู้ ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า
ปฐมปาราชิกสิกขาบท ๑ ทุติยปาราชิกสิกขาบท ๑ ต่อแต่นั้น สัญจริตสิกขาบท ๑ สมนุภาสนสิกขาบท ๑ อติเรกจีวรสิกขาบท ๑
เอฬกโลมสิกขาบททั้งหลาย ๑ ปทโสธัมมมสิกขาบท ๑ ภูตาโรจนสิกขาบท ๑ สังวิธานสิกขาบท ๑ เถยยสัตถสิกขาบท ๑ เทสนาสิกขาบท ๑ โจรีวุฏฐาปนสิกขาบท ๑
รวมกับการอุปสมบทสตรีที่มารดาบิดาหรือสามีไม่อนุญาต จึงเป็นสมุฏฐาน ๑๓
นัยแห่งสมุฏฐาน ๑๓ ในอุภโตวิภังค์วิญญูชนทั้งหลายคิดกันแล้ว เห็นว่าเหมือนกันในสมุฏฐานแต่ละสมุฏฐาน
๑. ปฐมปาราชิกสมุฏฐาน
ว่าด้วยสิกขาบทที่มีสมุฏฐานเหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท
{๘๒๗} [๒๕๘] สิกขาบทว่าด้วยการเสพเมถุน ๑ ว่าด้วยการจงใจ ทำนํ้าอสุจิให้เคลื่อน ๑ ว่าด้วยการถูกต้องกายหญิง ๑ อนิยตสิกขาบทที่หนึ่ง ๑ ว่าด้วยการนอนแทรกภิกษุผู้เข้าไปอยู่ก่อน๑ ว่าด้วยการฉันบิณฑบาตที่ภิกษุณี ๑ แนะนำให้ถวาย ๑ ว่าด้วยการนั่งในที่ลับกับภิกษุณี ๑สิกขาบทว่าด้วยการนั่งแทรกแซงในตระกูลที่มีคนสองคน ๑ ว่าด้วยการนั่งในที่กำบังและในที่ลับ ๒ สิกขาบท ๑ ว่าด้วยการใช้นิ้วมือจี้กัน ๑ ว่าด้วยการเล่นน้ำ ๑ ว่าด้วยการตบตีภิกษุ ๑ ว่าด้วยเงื้อ หอกคือฝ่ามือจะทำร้าย ๑ เสขิยวัตร ๕๓ สิกขาบท ๑
- ๑-๑สิกขาบทที่ ๑,๒ แห่งสังฆาทิเสสกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๒สิกขาบทที่ ๖ แห่งภูตคามวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๓-๓สิกขาบทที่ ๙,๑๐ แห่งโอวาทวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๔-๔สิกขามทที่ ๓,๔,๕ แห่งอเจลกวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๕-๕สิกขาบทที่ ๒,๓ แห่งสุราปานวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๖-๖สิกขาบทที่ ๔,๕ แห่งสหธัมมิกวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๗ดู วิ.อ. ๓/๔๒๓-๔๒๔
สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณียินดีการจับต้องเหนือเข่าขึ้นไปของบุรุษ ๑ ว่าด้วยภิกษุณีเดินทางระหว่างหมู่บ้านคนเดียว ๑ ว่าด้วยภิกษุณีมีความกำหนัดรับของเคี้ยวของฉันจากมือบุรุษ ๑ ว่าด้วยภิกษุณียินดีสัมผัสฝ่ามือตบองค์กำเนิด ๑ ว่าด้วยภิกษุณีใช้ท่อนยางเกลี้ยง ๑ ว่าด้วยภิกษุณีใช้นํ้าชำระองค์กำเนิดเกินสองข้อองคุลี ๑ ว่าด้วยภิกษุณีอยู่จำพรรษาแล้วไม่หลีกไปสู่ที่จาริก ๑ ว่าด้วยภิกษุณีไม่ไปรับโอวาท ๑ ว่าด้วยภิกษุณีไม่ติดตามปวัตตินี ๑สิกขาบทเหล่านี้รวม ๗๖ สิกขาบท ท่านจัดไว้เป็นสิกขาบทมีกายกับจิตเป็นสมุฏฐาน ทุก ๆ สิกขาบทมีสมุฏฐานอย่างเดียวเหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท
จบ ปฐมปาราชิกสมุฏฐาน
- ๑สิกขาบทที่ ๑ แห่งปาราชิกกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์ (พระบาลีวินัยปิฎก เล่ม ๓)
- ๒-๒สิกขาบทที่ ๓,๕ แห่งสังฆาทิเสสกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๓-๓สิกขาบทที่ ๓,๔,๕ แห่งลสุณวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๔สิกขาบทที่ ๑๐ แห่งตุวัฏฏวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๕สิกขาบทที่ ๘ แห่งอารามวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๖ปวัตตินี หมายถึงภิกษุณีผู้เป็นอุปัชฌาย์ (พึงดูสิกขาบทที่ ๙ แห่งคัพภินีวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์ : วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๔๕๗-๔๕๘)
- ๗เป็นสมุฎฐานที่ ๓ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖
๒. ทุติยปาราชิกสมุฏฐาน
ว่าด้วยสิกขาบทที่มีสมุฎฐานเหมือนทุติยปาราชิกสิกขาบท
{๘๒๘} [๒๕๙]สิกขาบทว่าด้วยการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้๑ ว่าด้วยการพรากกายมนุษย์ ๑ ว่าด้วยการกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม ๑ ว่าด้วยการพูดเกี้ยวหญิงด้วยวาจาชั่วหยาบ ๑ ว่าด้วยการพูดให้หญิงบำเรอความ ใคร่ของตน ๑ ว่าด้วยภิกษุขัดใจมีโทสะใส่ความภิกษุ ด้วยอาบัติปาราชิกอันไม่มีมูล ๑ ว่าด้วยภิกษุขัดใจมีโทสะอ้างเอกเทศบางส่วนแห่งอธิกรณ์เรื่องอื่นพอเป็นเลศใส่ความภิกษุด้วยอาบัติปาราชิก ๑ อนิยตสิกขาบท ที่สอง ๑สิกขาบทว่าด้วยให้จีวรแล้วชิงเอาคืนมา ๑ ว่าด้วยการน้อมลาภสงฆ์มาเพื่อตน ๑ ว่าด้วยการพูดเท็จ ๑ ว่าด้วยการพูดดูถูก ๑ ว่าด้วยการพูดส่อเสียดภิกษุ ๑ ว่าด้วยการบอกอาบัติชั่วหยาบ ๑ ว่าด้วยการขุดแผ่นดิน ๑ ว่าด้วยการพรากภูตคาม ๑ ว่าด้วยการแกล้งพูดกลบเกลื่อน ๑ ว่าด้วยการกล่าวโทษ ๑
สิกขาบทว่าด้วยการฉุดคร่าภิกษุออกไปจากที่อยู่ ๑ ว่าด้วยการใช้นํ้ามีตัวสัตว์รดหญ้าเป็นต้น ๑ ว่าด้วย
- ๑-๑สิกขาบทที่ ๑,๒,๓ แห่งปาราชิกกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๒-๒สิกขาบทที่ ๓,๔,๘,๙ แห่งสังฆาทิเสสกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๓-๓สิกขาบทที่ ๕,๑๐ แห่งปัตตวรรค นิสสัคคิยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๔-๔สิกขาบทที่ ๑,๒,๓,๙,๑๐ แห่งมุสาวาทวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๕-๕สิกขาบทที่ ๑,๒,๓,๗,๑๐ แห่งภูตคามวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
การสั่งสอนภิกษุณีเพราะเห็นแก่อามิส ๑ ว่าด้วยห้ามภัตแล้วยังฉันอีก ๑ ว่าด้วยการกล่าวชวนภิกษุเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านว่ามาเถิดแล้วส่งกลับ ๑ ว่าด้วยความไม่เอื้อเฟื้อ ๑ ว่าด้วยการหลอกให้กลัว ๑ ว่าด้วยการซ่อนบริขาร ๑ ว่าด้วยการจงใจฆ่าสัตว์ ๑
สิกขาบทว่าด้วยรู้อยู่บริโภคนํ้ามีต้วสัตว์ ๑ ว่าด้วยการรื้อฟื้นอธิกรณ์ ๑ ว่าด้วยการอุปสมบทให้ผู้มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี ๑ ว่าด้วยการคบหากับภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ๑ ว่าด้วยการสมโภคกับสามเณรที่ ถูกนาสนะ ๑ ว่าด้วยการว่ากล่าวโดยชอบธรรม ๑ ว่าด้วยการกล่าวโทษสิกขาบทว่ายุ่งยาก ๑ ว่าด้วยการแสร้งทำหลง ๑ ว่าด้วยการใส่ความภิกษุด้วยอาบัติสังฆาทิเสสอันหามูลมิได้ ๑สิกขาบทว่าด้วยการแกล้งก่อความรำคาญ ๑ ว่าด้วยการให้ฉันทะแล้วคัดค้านกรรมอันเป็นธรรม ๑ ว่าด้วยให้จีวรแล้วกลับบ่นว่า ๑ ว่าด้วยการน้อมลาภสงฆ์ไปเพื่อบุคคล ๑ ว่าด้วยภิกษุณียุให้ภิกษุณีอื่นรับของเคี้ยว ของฉันจากมือบุรุษด้วยคำว่าเขาจักทำอะไรท่านได้๑
- ๑สิกขาบทที่ ๔ แห่งโอวาทวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๒สิกขาบทที่ ๖ แห่งโภชนวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๓สิกขาบทที่ ๒ แห่งอเจลกวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๔-๔สิกขาบทที่ ๔,๕,๑๐ แห่งสุราปานวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๕-๕สิกขาบทที่ ๑,๒,๓,๕,๙,๑๐ แห่งสัปปาณกวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๖-๖สิกขาบทที่ ๑,๒,๓,๖,๗,๙,๑๑,๑๒ แห่งสหธัมมิกวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๗สิกขาบทที่ ๖ แห่งสังฆาทิเสสกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
ว่าด้วยภิกษุณีอธิษฐานผ้าอกาลจีวรให้เป็นกาลจีวรแล้วแจกกัน ๑ ว่าด้วยภิกษุณีแลกจีวรกันแล้วชิงเอาคืนมา ๑ ว่่าด้วยภิกษุณีให้ผู้อื่นโพนทะนาโดยเชื่อผิดเข้าใจผิด ๑ ว่าด้วยภิกษุณีแช่งตัวเองและผู้อื่นด้วยนรกเป็นต้น ๑
สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีทำจีวรลาภของหมู่คณะให้เป็นอันตราย ๑ ว่าด้วยภิกษุณีห้ามการแจกจีวรอันเป็นไปโดยชอบธรรม ๑ ว่าด้วยภิกษุณียังสมัยจีวรกาล ให้ล่วงไปด้วยหวังว่าจะได้จีวรอันไม่แน่นอน ๑ ว่าด้วยภิกษุณีห้ามการเดาะกฐินอันเป็นไปโดยชอบธรรม ๑ ว่าด้วยภิกษุณีแกล้งก่อความไม่สำราญให้แก่ภิกษุณีอื่น ๑ ว่าด้วยภิกษุณีฉุดคร่าภิกษุณีอื่นออกจากที่พัก ๑ ว่าด้วยภิกษุณีด่าบริภาษภิกษุ ๑ ว่าด้วยภิกษุณีขึ้งเคียดด่าว่าหมู่คณะ ๑ ว่าด้วยภิกษุณีหวงแหนตระกูล ๑ ว่าด้วยภิกษุณีบวชให้สตรีมีครรภ์ ๑ ว่าด้วยภิกษุณีบวชให้สตรีแม่ลูกอ่อน ๑สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีบวชให้สิกขมานาผู้ยังไม่ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการครบ ๒ ปี ๑ ว่าด้วยภิกษุณีบวชให้สิกขมานาผู้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปีแล้ว แต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติ ๑
- ๑-๑สิกขาบทที่ ๒,๓ แห่งปัตตวรรค นิสสัคคิยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๒-๒สิกขาบทที่ ๘,๙ แห่งอันธการวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๓-๓สิกขาบทที่ ๖,๗,๙,๑๐ แห่งนัคควรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๔-๔สิกขาบทที่ ๓,๕ แห่งตุวัฏฏวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๕-๕สิกขาบทที่ ๒,๓,๕ แห่งอารามวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๖-๖สิกขาบทที่ ๑,๒,๓,๔ แห่งคัพภินีวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
ว่าด้วยภิกษุณีบวชให้เด็กหญิงครองเรือน ๓ สิกขาบท ๑ ว่าด้วยภิกษุณีบวชให้หญิงผู้เป็นกุมารี ๓ สิกขาบท๑ ว่าด้วยภิกษุณีมีพรรษาตํ่า ๑๒ บวชให้สิกขมานา ๑ ว่าด้วยภิกษุณีมีพรรษาครบ ๑๒ แล้ว แต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติ บวชให้สิกขมานา ๑
สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีอันภิกษุณีทั้งหลายกล่าวว่า อย่าเพิ่งให้สิกขมานาบวชก่อน (รับคำว่าดีแล้ว ภายหลังกลับมาบ่นว่า) ๑ ว่าด้วยภิกษุณีบวชให้สิกขมานาผู้ดุร้าย ผู้ยังชายให้ระทมโศก ๑ ว่าด้วยภิกษุณีบวชให้สิกขมานาโดยให้ฉันทะค้าง ๑ ว่าด้วยภิกษุณีบวชให้สิกขมานาทุกปี ๑ ว่าด้วยภิกษุณีบวชให้สิกขมานาปีละสองรูป ๑ สิกขาบทเหล่านี้รวม ๗๐ สิกขาบท จัดเป็นสมุฏฐาน ๓ คือ เกิดทางกายกับจิต มิใช่ทางวาจาก็มี เกิดทางวาจากับจิต มิใช่ทางกายก็มี และเกิดทางทวาร ๓ ก็มี เหมือนทุติยปาราชิกสิกขาบท
จบ ทุติยปาราชิกสมุฏฐาน
- ๑สิกขาบทที ๕,๖,๗ แห่งคัพภินีวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์ คำว่า เด็กหญิงครองเรือน ในสิกขาบททั้ง ๓ นี้หมายถึงเด็กหญิงที่มีสามีหรือเคยผ่านการครองเรือนมีครอบครัวมาแล้ว (ดู วิ.ภิกขุนี. (แปล) ๓/๑๐๙๒/๒๘๙,๑๐๙๘/๒๙๓,๑๑๐๔/๒๙๘ สิกขาบทวิภังค์ ๑๐๗๔/๒๙๐ เชิงอรรถ)
- ๒สิกขาบทที่ ๑,๒,๓ แห่งกุมารีภูตวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์ คำว่า หญิงผู้เป็นกุมารี ในสิกขาบททั้ง ๓ นี้หมายถึงสามเณรี (ดู วิ.ภิกขุนี. (แปล) ๓/๑๑๒๑/๓๐๖,๑๑๒๗/๓๑๑,๑๑๓๓/๓๑๕)
- ๓-๓สิกขาบทที่ ๔,๕,๖,๙,๑๑,๑๒,๑๓ แห่งกุมารีภูตวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
๓. สัญจริตตสมุฏฐาน
ว่าด้วยสิกขาบทที่มีสมุฏฐานเหมือนสัญจริตตสิกขาบท
{๘๒๙} [๒๖๐]สิกขาบทว่าด้วยการชักสื่อ ๑ ว่าด้วยการสร้างกุฎี ๑ ว่าด้วยการสร้างวิหาร ๑ ว่าด้วยการใช้ภิกษุณีชักจีวรเก่า ๑ ว่าด้วยการรับจีวรจากมือภิกษุณี ๑ ว่าด้วยการออกปากขอผู้มิใช่ญาติ ๑ ว่าด้วยการ ออกปากขอจีวรเกิน ๑ ว่าด้วยการตระเตียม<*>ทรัพย์เป็นค่าจีวร ๒ สิกขาบท ๑ ว่าด้วยค่าจีวรที่พระราชาเป็นต้นสั่งทูตให้ถวาย ๑สิกขาบทว่าด้วยการใช้ให้ทำสันถัตเจือใยไหม ๑ ว่าด้วยการใช้ให้ทำสันถัตด้วยขนเจียมดำล้วน ๑ ว่าด้วยการใช้ให้ทำสันถัตโดยใช้ขนเจียมดำสองส่วน ๑ ว่าด้วยการใช้สันถัตใหม่ให้ได้ ๖ ปี ๑ ว่าด้วยการใช้ให้ทำสันถัตรองนั่ง ๑ ว่าด้วยการใช้ภิกษุณีชักขนเจียมจนทอดทิ้งอุทเทส ๑ ว่าด้วยการรับรูปิยะ ๑ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนและซื้อขายด้วยรูปิยะมีประการต่าง ๆ ๒ สิกขาบท ๑สิกขาบทว่าด้วยบาตรมีรอยู่ซ่อมต่ำว่าห้าแห่ง ๑ ว่าด้วยการแสวงหาผ้าอาบนํ้าฝน ๑ ว่าด้วยการขอด้ายทอจีวร ๑ ว่าด้วยการกะเกณท์ให้ช่างหูกทอจีวร ๑
- ๑-๑สิกขาบทที่ ๕,๖,๗ แห่งสังฆาทิเสสกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๒-๒สิกขาบทที่ ๔,๕,๖,๗,๘,๙,๑๐ แห่งจีวรวรรค นิสสัคคิยภัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๓-๓สิกขาบทที่ ๑,๒,๓,๔,๕,๗,๘,๙,๑๐ แห่งโกสิยวรรค นิสสัคคิยกัณฑ์ มหาวิภังค์ (เว้นที่ ๖)
- ๔-๔สิกขาบทที่ ๒,๔,๖,๗ แห่งปัตตวรรค นิสสัคคิยภัณฑ์ มหาวิภังค์
- เตรียม - ผู้รวมรวม
ว่าด้วยการสร้างวิหารใหญ่ต้องตั้งบานประตูจนถึงกรอบประตู ๑ ว่าด้วยการให้จีวรแก่ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ๑ ว่าด้วยการเย็บจีวรให้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ๑ ว่าด้วยทายกนำขนมมาปวารณา๑ ว่าด้วยการยินดีการปวารณาด้วยปัจจัยเพียง ๔ เดือน ๑ ว่าด้วยการก่อไฟผิง ๑
สิกขาบทว่าด้วยการเก็บรัตนะที่เจ้าของลืมไว้ ๑ ว่าด้วยการทำกล่องเข็ม ๑ ว่าด้วยการทำเตียงตั่งเกินประมาณ ๑ ว่าด้วยการทำเตียงตั่งห่มด้วยนุ่น ๑ ว่าด้วยการทำผ้าสำหรับรองนั่ง ๑ ว่าด้วยการทำผ้าปิดฝี ๑ ว่าด้วยการทำผ้าอาบนํ้าฝน ๑ ว่าด้วยการทำจีวรมีขนาดเท่าสุคตจีวร ๑ ว่าด้วยภิกษุณีขอของอย่างหนึ่งแล้ว ออกปากขออีกอย่างหนึ่ง ๑ ว่าด้วยภิกษุณีสั่งให้จ่ายเป็นค่าของอย่างหนึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นของอื่น ๑สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีแลกเปลี่ยนบริขารของตนกับบริขารของสงฆ์ ๒ สิกขาบท ๑ ว่าด้วยภิกษุณีแลกเปลี่ยนบริขารของตนกับบริขารของคนหมู่มาก ๒ สิกขาบท ๑ ว่าด้วยภิกษุณีแลกเปลี่ยนบริขารของตนกับบริขารส่วนบุคคล ๑ ว่าด้วยภิกษุณีให้มาจ่ายผ้าห่มหนา ๑ ว่าด้วยภิกษุณีให้มาจ่ายผ้าห่มบาง ๑
- ๑มหัลลกวิหารสิกขาบทที่ ๙ แห่งภูตคามวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๒-๒สิกขาบทที่ ๕,๖ แห่งโอวาทวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๓กาณมาตุสิกขาบทที่ ๔ แห่งโภชนวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๔จตุมาสปัจจยปวารณาสิกขาบทที่ ๔ แห่งอเจลกวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๕โชติกสิกขาบทที่ ๖ แห่งสุราปานวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๖-๖สิกขาบทที่ ๒,๔,๕,๖,๗,๘,๙,๑๐ แห่งรตนวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๗-๗สิกขาบทที่ ๔,๕,๖,๗,๘,๙,๑๐ แห่งปัตตวรรค นิสสัคคิยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๘-๘สิกขาบทที่ ๑,๒ แห่งจีวรวรรค นิสสัคคิยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
ว่าด้วยภิกษุณีทิ้งของเป็นเดน ๒ สิกขาบท ๑ ว่าด้วยภิกษุณีให้ทำผ้าอาบนํ้าไม่ได้ขนาด ๑ ว่าด้วยภิกษุณีให้สมณจีวร ๑
ธรรมคือสิกขาบทเหล่านี้ รวม ๕๐ สิกขาบทล้วนเกิดขึ้นด้วยสมุฏฐาน ๖ คือ เกิดทางกาย มิใช่ทางวาจาและจิต เกิดทางวาจา มิใช่ทางกายและจิต เกิดทางกายกับวาจา มิใช่ทางจิต เกิดทางกายกับจิต มิใช่ทางวาจา เกิดทางวาจากับจิต มิใช่ทางกาย และเกิดทางทวาร ๓ อนึ่ง สิกขาบทเหล่านี้มีสมุฏฐาน ๖ เช่นกับสัญจริตตสิกขาบท
จบ สัญจริตตสมุฏฐาน
๔. สมนุภาสนสมุฏฐาน
ว่าด้วยสิกขาบทที่มีสมุฏฐานเหมือนสมนุภาสนสิกขาบท
{๘๓๐} [๒๖๑] สิกขาบทว่าด้วยการทำลายสงฆ์ ๑ ว่าด้วยผู้ประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ๑ ว่าด้วยภิกษุเป็นผู้ว่ายาก ๑ ว่าด้วยผู้ประทุษร้ายตระกูล ๑ ว่าด้วยการ
- ๑สิกขาบทที่ ๘,๙ แห่งลสุณวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๒สิกขาบทที่ ๒,๘ แห่งนัคควรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๓สมนุภาสนสิกขาบท ในที่นี้หมายถึงสังฆเภทสิกขาบท ว่าด้วยการทำลายสงฆ์ อันเป็นสิกขาบทที่ ๑๐ แห่งสังฆาทิเสสกัณฑ์ มหาวิภังค์ โดยภิกษุจะชื่อว่าผู้ทำลายสงฆ์นั้นก็ต่อเมื่อถือรั้นจนภิกษุทั้งหลายประชุมกันสวดสมนุภาสน์ คือ การสวดประกาศห้ามไม่ให้ถือรั้นหรือเลิกการกระทำนั้นเสียจนครบสามครั้ง (ดู วิ.มหาวิ. (แปล) ๑/๔๑๑-๔๑๕/๘๕๒-๘๕๖)
- ๔-๔สิกขาบทที่ ๑๐,๑๑,๑๒,๑๓ แห่งสังฆาทิเสสกัณฑ์ มหาวิภังค์
ปกปิดอาบัติชั่วหยาบ ๑ ว่าด้วยการไม่สละทิฏฐิ ๑ ว่าด้วยการไม่ให้ฉันทะแล้วไปเสีย ๑ ว่าด้วยการเดินและนั่งหัวเราะเสียงดังในละแวกบ้าน ๒ สิกขาบท ๑ ว่าด้วยการเดินและนั่งพูดเสียงดังในละแวกบ้าน ๒ สิกขาบท ๑ ว่าด้วยการพูดคุยทั้งที่ปากยังมีคำข้าว ๑
สิกขาบทว่าด้วยนั่งบนพื้นดินแสดงธรรม ๑ ว่าด้วยการนั่งบนอาสนะต่ำแสดงธรรม ๑ ว่าด้วยการยืนแสดงธรรม ๑ ว่าด้วยการเดินข้างหลังแสดงธรรม ๑ ว่าด้วยการเดินนอกทางแสดงธรรม ๑ ว่าด้วยภิกษุณีปกปิดโทษ ๑ ว่าด้วยภิกษุณีประพฤติตามภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกวัตร ๑ ว่าด้วยภิกษุณียินดีการจับมือเป็นต้นของบุรุษ ๑ ว่าด้วยภิกษุณีเรียกภิกษุณีผู้ถูกสงฆ์ยกวัตรตามธรรมให้เข้าหมู่ ๑ ว่าด้วยภิกษุณีไม่พอใจบอกลาพระวัตนตรัย ๑สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีถูกตัดสินให้แพ้คดีกล่าวหาภิกษุณีอื่นว่าลำเอียง ๑ ว่าด้วยภิกษุณีอยู่คลุกคลีกัน ๑ ว่าด้วยภิกษุณีร้องไห้ทุบตีตนเอง๑ ว่าด้วยภิกษุณีเลาะ
- ๑ทุฏฐุลลสิกขาบทที่ ๔ แห่งสัปปาณกวรรค ปาจิตติยภัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๒อริฏฐสิกขาบทที่ ๘ แห่งสัปปาณกวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๓ฉันทังอทัตวาคมนสิกขาบทที่ ๑๐ แห่งสหธัมมิกวรรค ปาจิตติยภัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๔สิกขาบทที่ ๑,๒ แห่งอุชชัคฆิกวรรค เสขิยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๕สิกขาบทที่ ๔,๕ แห่งอุชชัคฆิกวรรค เสขิยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๖สิกขาบทที่ ๓ แห่งกพฬวรรค เสขิยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๗-๗สิกขาบทที่ ๘,๙,๑๐,๑๑,๑๒ แห่งปาทุกวรรค เสขิยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๘-๘ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒,๓,๔ แห่งปาราชิกกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๙-๙สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๔,๗,๘,๙ แห่งสังฆาทิเสสกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๑๐สิกขาบทที่ ๑๐ แห่งอันธการวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
จีวรของภิกษุณีอื่นแล้วไม่เย็บให้ ๑ ว่าด้วยภิกษุณีไม่ดูแลช่วยเหลือสหชีวินีของตนผู้ตกระกำลำบาก ๑ ว่าด้วยภิกษุณีอยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ ๑ ว่าด้วยภิกษุณีรับปากแล้วไม่ช่วยระงับอธิกรณ์ ๑ ว่าด้วยภิกษุณีไม่บอกกล่าวก่อนเข้าไปยังอารามของภิกษุ ๑ ว่าด้วยภิกษุณีจำพรรษาแล้วไม่ปวารณา ๑สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีไม่ถามอุโบสถและไม่ขอโอวาทจากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน ๑ ว่าด้วยภิกษุณีบวชให้แล้วไม่อนุเคราะห์และไม่พาสหชีวินีจาริกไป ๑ ว่าด้วยภิกษุณีพูดให้สิกขมานาถวายจีวรจึงจักบวชให้ ๑ ว่าด้วยภิกษุณีพูดให้สิกขมานาติดตามเป็นเวลา ๒ ปี แล้วจึงจักบวชให้ ๑ธรรมคือสิกขาบทเหล่านี้รวม ๓๗ สิกขาบท เกิดทางกาย วาจา และจิต ทุก ๆ สิกขาบทมีสมุฏฐานอันเดียวเหมือนสมนุภาสนสิกขาบท
จบ สมนุภาสนสมุฏฐาน
- ๑สิกขาบทที่ ๓ แห่งนัคควรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๒-๒สิกขาบทที่ ๔,๖ แห่งตุวัฏฏวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๓สิกขาบทที่ ๕ แห่งจิตตาคารวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๔-๔สิกขาบทที่ ๑,๗,๙ แห่งอารามวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๕สิกขาบทที่ ๑๐ แห่งคัพภินีวรรค ปาจิตติยภัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๖-๖สิกขาบทที่ ๗,๘ (ว่าด้วยภิกษุณีรับปากว่าจะบวชให้แล้วไม่บวชให้) แห่งกุมารีภูตวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๗นับได้ ๓๕ สิกขาบท (ดู วิ.อ. ๓/๔๒๘-๔๒๙)
๕. จีวรสมุฏฐาน
ว่าด้วยสิกขาบทที่มีสมุฏฐานเหมือนจีวรสมุฏฐาน
{๘๓๑} [๒๖๒] สิกขาบทว่าด้วยเมื่อกฐินเดาะแล้ว ๓ สิกขาบท ๑ ว่าด้วยการเก็บอติเรกบาตร ๑ ว่าด้วยการใช้เภสัช ๑ ว่าด้วยการรับอัจเจกจีวร ๑ ว่าด้วยการอยู่ในเสนาสนะป่าที่น่าหวาดระแวง ๑ ว่าด้วยเมื่อหลีกไปไม่เก็บเตียง หรือตั่งก่อน ๒ สิกขาบท ๑
สิกขาบทว่าด้วยสอนภิกษุณีถึงที่พำนัก ๑ ว่าด้วยการฉันทีหลัง ๑ ว่าด้วยห้ามภัตแล้วยังฉันของที่ไม่เป็นเดนอีก ๑ ว่าด้วยรับนิมนต์แล้วเที่ยวไปที่อื่น ๑ ว่าด้วยวิกัปจีวรแล้วใช้จีวรซึ่งยังมิได้ถอน ๑ ว่าด้วยเข้าเขตพระราชฐานชั้นใน ๑ ว่าด้วยเข้าหมู่บ้านในเวลาวิกาล๑ ว่าด้วยฉันภัตตาหารที่ภิกษุณียืนสั่งการอยู่ ๑ ว่าด้วยภิกษุอยู่เสนาสนะป่ารับของเคี้ยวเป็นต้นจากทายกที่มิได้นิมนต์ไว้๑
- ๑เรียกอีกอย่างว่า กฐินสมุฏฐาน
- ๒สิกขาบทที่ ๑,๒,๓ แห่งจีวรวรรค นิสสัคคิยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๓-๓สิกขาบทที่ ๑,๓,๘,๙ แห่งปัตตวรรค นิสสัคคิยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๔สิกขาบทที่ ๔,๕ แห่งภูตคามวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๕ภิกขุนูปัสสยสิกขาบทที่ ๓ แห่งโอวาทวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๖-๖สิกขาบทที่ ๓,๕ แห่งโภชนวรรค ปาจิตติยภัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๗จาริตตสิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๘วิกัปปนสิกขาบทที่ ๙ แห่งสุราปานวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๙-๙สิกขาบทที่ ๑,๓ แห่งรตนวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๑๐-๑๐ สิกขาบทที่ ๒,๔ แห่งปาฏิเทสนียกัณฑ์ มหาวิภังค์
สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีชอบกล่าวหาเรื่องกับคฤหัสถ์ เป็นต้น๑ ว่าด้วยภิกษุณีสะสมบาตร ๑ ว่าด้วยภิกษุณีเข้าไปสู่ตระกูลในเวลาก่อนฉันไม่บอกลาเจ้าของบ้านก่อนหลีกไป ๑ ว่าด้วยภิกษุณีเข้าไปสู่ตระกูลในเวลาหลังฉันไม่บอกเจ้าของบ้านก่อนนั่งเป็นต้น ๑ ว่าด้วยภิกษุณีเข้าไปสู่ตระกูลในเวลาวิกาลไม่บอกเจ้าของบ้านก่อนปูลาดที่นอน ๑ ว่าด้วยภิกษุณีผลัดเปลี่ยนผ้าเกินกำหนด ๕ วัน ๑ ว่าด้วยภิกษุณีห่มจีวรสับเปลี่ยนกัน ๑ ว่าด้วยภิกษุณีใช้ผ้าซับระดูผู้เดียวไม่ยอมสละและไม่มอบหมายห้องพักก่อนแล้วหลีกจาริกไป ๒ สิกขาบท ๑สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีให้บุรุษบ่งฝีในร่มผ้า๑ ว่าด้วยภิกษุณีนั่งบนอาสนะโดยไม่ขอโอกาสภิกษุก่อน๑
ธรรมคือสิกขาบทเหล่านี้ รวม ๒๙ สิกขาบท เกิดทางกายกับวาจา มิใช่ทางจิต และเกิดทางทวารทั้ง ๓ ทุก ๆ สิกขาบททั้งกฐินสิกขาบทมีสมุฏฐาน ๒ เสมอกัน
จบ จีวรสมุฏฐาน
- ๑สิกขาบทที่ ๑ แห่งสังฆาทิเสสกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๒สิกขาบทที่ ๑ แห่งปัตตวรรค นิสสัคคิยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๓-๓สิกขาบทที่ ๕,๖,๗ แห่งอันธการวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๔-๔สิกขาบทที่ ๔,๕ แห่งนัคควรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๕สิกขาบทที่ ๗,๘ แห่งจิตตาคารวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๖สิกขาบทที่ ๑๐ แห่งอารามวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๗สิกขาบทที่ ๑๑ แห่งฉัตตุปาหนวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
๖. เอฬกโลมสมุฏฐาน
ว่าด้วยสิกขาบทที่มีสมุฏฐานเหมือนเอฬกโลมสิกขาบท
{๘๓๒} [๒๖๓] สิกขาบทว่าด้วยการรับขนเจียม ๑ ว่าด้วยการนอนร่วมกัน ๒ สิกขาบท ๑ ว่าด้วยเตียงตั่งมีเท้าเสียบ ๑ ว่าด้วยการฉันอาหารในโรงพักแรม ๑ ว่าด้วยการฉันเป็นหมู่ ๑ ว่าด้วยฉันอาหารในเวลาวิกาล ๑ ว่าด้วยฉันอาหารที่เก็บสะสมไว้ ๑ ว่าด้วยรับประเคนอาหารนอกจากนํ้าและไม้ชำระฟัน ๑ ว่าด้วยการให้อาหารแก่อเจลก ๑สิกขาบทว่าด้วยการไปดูกองทัพที่ยกออกไปแล้ว ๑ ว่าด้วยการพักอยู่ในกองทัพได้ ๒-๓ คืน ๑ ว่าด้วยการพักอยู่ดูสนามรบ ๑ ว่าด้วยการดื่มสุรา ๑ ว่าด้วยการอาบนํ้า ๑ ว่าด้วยการทำจีวรใหม่ให้เสียสี ๑ ว่าด้วยปาฏิเทสนียะที่เหลืออีก ๒ สิกขาบท๑ ว่าด้วยภิกษุณีฉันกระเทียม ๑ ว่าด้วยภิกษุณีเข้าไปปรนนิบัติภิกษุผู้กำลังฉัน ๑ ว่าด้วยภิกษุณีไปดูฟ้อนรำ ๑
- ๑เอฬกโลมสิกขาบท ว่าด้วยการรับขนเจียม อันเป็นสิกขาบทที่ ๖ แห่งโกสิยวรรคที่ ๒ นิสสัคคิยกัณฑ์ มหาวิภังค์ (ดู วิ.มหาวิ. (แปล) ๒/๕๗๑-๕๗๕/๑๔-๑๑๘)
- ๒สิกขาบทที่ ๕,๖ แห่งมุสาวาทวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๓เวหาสกุฏิสิกขาบท (ว่าด้วยกฏิมีชั้นลอย) ที่ ๘ แห่งภูตคามวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๔-๔สิกขาบทที่ ๑,๒,๗,๘,๑๐ แห่งโภชนวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๕-๕สิกขาบทที่ ๑,๘,๙,๑๐ แห่งอเจลกวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๖-๖สิกขาบทที่ ๑,๗,๘ แห่งสุราปานวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๗สิกขาบทที่ ๑,๓ แห่งปาฏิเทสนียกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๘-๘สิกขาบทที่ ๑,๖,๑๐ แห่งลสุณวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีเปลือยกายอาบนํ้า๑ ว่าด้วยภิกษุณีสองรูปนอนบนเตียงเดียวกัน ๑ ว่าด้วยภิกษุณีสองรูปนอนใช้ผ้าปูนอนและผ้าห่มผืนเดียวกัน ๑ ว่าด้วยภิกษุณีจาริกไปในที่มีอันตรายภายในรัฐ ๑ ว่าด้วยภิกษุณีจาริกไปในที่มีอันตรายภายนอกรัฐ ๑ ว่าด้วยภิกษุณีเที่ยวจาริกไปภายในพรรษา ๑ ว่าด้วยภิกษุณีไปดูโรงละครหลวง ๑ ว่าด้วยภิกษุณีใช้สอยเก้าอี้ยาวและแท่น ๑ ว่าด้วยภิกษุณีกรอด้าย ๑สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีช่วยทำงานของชาวบ้าน ๑ ว่าด้วยภิกษุณีให้ของเคี้ยวของกินแก่ชาวบ้านเป็นต้น๑ ว่าด้วยภิกษุณีจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ๑ ว่าด้วยภิกษุณีใช้ร่มและรองเท้า ๑ ว่าด้วยภิกษุณีเดินทางด้วยยานพาหนะ ๑ ว่าด้วยภิกษุณีใช้เครื่องประดับเอว ๑ ว่าด้วยภิกษุณีใช้เครื่องประดับสำหรับสตรี ๑ ว่าด้วยภิกษุณีใช้เครื่องหอมและเครื่องประทินผิวสนานกาย ๑ ว่าด้วยภิกษุณีใช้แป้งร่ำสนานกาย ๑สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีใช้ภิกษุณีบีบนวด ๑ ว่าด้วยภิกษุณีใช้สิกขมานาบีบนวด ๑ ว่าด้วยภิกษุณีใช้สามเณรีบีบนวด ๑ ว่าด้วยภิกษุณีใช้สตรีคฤหัสถ์บีบนวด ๑ ว่าด้วยภิกษุณีไม่มีผ้ารัดถันเข้าหมู่บ้านต้องอาบัติ ๑
- ๑สิกขาบทที่ ๑ แห่งนัคควรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๒๒ สิกขาบทที่ ๑,๒,๗,๘,๙ แห่งตุวัฏฏวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๓-๓สิกขาบทที่ ๑,๒,๓.๔.๖ แห่งจิตตาคารวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๔สิกขาบทที่ ๖ แห่งอารามวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๕-๕สิกขาบทที่ ๑,๒,๓.๔.๕.๖.๗.๘,๙,๑๐,๑๓ แห่งฉัตตุปาหนวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
รวมเป็น ๔๔ สิกขาบท เกิดทางกาย มิใช่ทางวาจากับจิต เกิดทางกายกับจิต มิใช่ทางวาจา ทุก ๆ สิกขาบท รวมทั้งเอฬกโลมสิกขาบทมีสมุฏฐาน ๒ เสมอกัน
จบ เอฬกโลมสมุฏฐาน
๗. ปทโสธัมมสมุฏฐาน
ว่าด้วยสิกขาบทที่มีสมุฏฐานเหมือนปทโสธัมมสิกขาบท
{๘๓๓} [๒๖๔] สิกขาบทว่าด้วยการสอนธรรมแก่อนุปสัมบันโดยว่าพร้อมกันทุกบท ๑ ว่าด้วยการแสดงธรรมแก่มาตุคามเกิน ๕-๖ คำ เว้นแต่มีบุรุษผู้รู้เดียงสา๑ ว่าด้วยยังไม่ได้รับสมมติสั่งสอนภิกษุณี ๑ ว่าด้วยภิกษุได้รับสมมติแล้วสั่งสอนภิกษุณีเมื่อดวงอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ๑ ว่าด้วยภิกษุณีเรียนและสอนดิรัจฉานวิชา ๒ สิกขาบท ๑ ว่าด้วยภิกษุณีไม่ขอโอกาสก่อนถามปัญหา ๑สิกขาบทเหล่านี้รวม ๗ สิกขาบท เกิดทางวาจา มิใช่ทางกายและจิต เกิดทางวาจากับจิต แต่มิใช่เกิดทางกาย ทุก ๆ สิกขาบท มีสมุฏฐาน ๒ เหมือนปทโสธัมมสิกขาบท ฉะนั้น
จบ ปทโสธัมมสมุฏฐาน
- ๑ปทโสธัมสิกขาบท ว่าด้วยการสอนธรรมแก่อนุปสัมบันโดยว่าพร้อมกันทุกบท สิกขาบทที่ ๔ แห่งมุสาวาทวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์ (ดู วิ.มหาวิ. (แปล) ๒/๔๔-๔๙/๓๒๒-๓๒๕)
- ๒ธัมมเทสนาสิกขาบทที่ ๗ แห่งมุสาวาทวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๓สิกขาบทที่ ๑,๒ แห่งโอวาทวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๔สิกขาบทที่ ๙,๑๐ แห่งจิตตาคารวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๕สิกขาบทที่ ๑๒ แห่งฉัตตุปาหนวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
๘. อัทธานสมุฏฐาน
ว่าด้วยสิกขาบทที่มีสมุฏฐานเหมือนอัทธานสิกขาบท
{๘๓๔} [๒๖๕] สิกขาบทว่าด้วยการชักชวนภิกษุณีเดินทางไกลด้วยกัน ๑ ว่าด้วยการชักชวนภิกษุณีลงเรือลำเดิยวกัน ๑ ว่าด้วยการขอโภชนะอันประณีตมาฉัน ๑ ว่าด้วยการชักชวนมาตุคามเดินทางไกลด้วยกัน ๑ ว่าด้วยภิกษุณีให้ถอนขนในที่แคบ ๑ ว่าด้วยภิกษุณีขอข้าวเปลือกดิบ ๑ ว่าด้วยภิกษุณีรับนิมนต์แล้วฉันภัตตาหาร ๑ ว่าด้วยปาฏิเทสนียะของภิกษุณี ๘ สิกขาบท ๑สิกขาบทเหล่านี้รวม ๑๕ สิกขาบท เกิดทางกาย มิใช่ทางวาจา มิใช่ทางจิต เกิดทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิต เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา เกิดทางกาย วาจา และจิต เป็น ๔ สมุฏฐาน พระพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระญาณทรงบัญญัติว่ามีนัยเสมอกับอัทธานสิกขาบทจบ อัทธานสมุฏฐาน
- ๑คือ สังวิธานสิกขาบท ว่าด้วยการชักชวนภิกษุณีเดินทางไกลด้วยกัน อันเป็นสิกขาบทที่ ๗ แห่งโอวาทวรรค ปาจิตติกัณฑ์ มหาวิภังค์ (ดู วิ.มหาวิ. (แปล) ๒/๑๘๐-๑๘๕/๔๕๓-๔๕๖)
- ๒นาวาภิรูหนสิกขาบทที่ ๘ แห่งโอวาทวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๓ปณีตโภชนสิกขาบทที่ ๙ แห่งโภชนวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๔สังวิธานสิกขาบทที่ ๗ แห่งสัปปาณกวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๕-๕สิกขาบทที่ ๒,๗ แห่งลสุณวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๖สิกขาบทที่ ๔ แห่งอารามวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
- ๗ดูปาฏิเทสนียกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์ (วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๑๒๒๘-๑๒๓๙/๓๖๕-๓๙๓)
๙. เถยยสัตถสมุฏฐาน
ว่าด้วยสิกขาบทที่มีสมุฏฐานเหมือนเถยยสัตถสมุฏฐาน
{๘๓๕} [๒๖๖]สิกขาบทว่าด้วยการชักชวนกองเกวียนโจรเดินทางไกลด้วยกัน ๑ ว่าด้วยการแอบฟังภิกษุทะเลาะกัน ๑ ว่าด้วยขอแกงและข้าวสุกมาฉัน ๑ ว่าด้วยภิกษุณียืนเจรจากับบุรุษสองต่อสองในเวลาค่ำมืด ๑ ว่าด้วยภิกษุณียืนเจรจากับบุรุษสองต่อสองในสถานที่กำบัง ๑ ว่าด้วยภิกษุณียืนเจรจากับบุรุษสองต่อสองในสถานที่โล่งแจ้ง ๑ ว่าด้วยภิกษุณียืนเจรจากับบุรุษสองต่อสองในตรอกตันเป็นต้น ๑รวมสิกขาบทเหล่านี้ ๗ สิกขาบท เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา เกิดทางทวาร ๓ สิกขาบทเหล่านี้มีสมุฏฐาน ๒ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระอาทิตย์ได้ทรงแสดงแล้วว่าเหมือนเถยยสัตถสิกขาบท
จบ เถยยสัตถสมุฏฐาน
- ๑เถยยสัตถสิกขาบท ว่าด้วยการชักชวนกองเกวียนโจรเดินทางไกลด้วยกัน อันเป็นสิกขาบทที่ ๖ แห่งสัปปาณกวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์ (ดู วิ.มหาวิ. แปล ๒/๔๐๗-๔๑๑/๖๑๔-๖๑๖)
- ๒อุปัสสุติสิกขาบทที่ ๘ แห่งสหธัมมิกวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๓สิกขาบทที่ ๗ แห่งสักกัจจวรรค เสขิยภัณฑ์ มหาวิภังค์
- ๔-๔สิกขาบทที่ ๑,๒,๓,๔ แห่งอันธการวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
๑๐. ธัมมเทสนาสมุฏฐาน
ว่าด้วยสมุฏฐานแห่งสิกขาบทที่เกี่ยวกับการแสดงธรรรม
{๘๓๖} [๒๖๗] พระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่ทรงแสดงธรรมแก่ผู้ถือร่ม ๑ ผู้ถือไม้พลอง ๑ ผู้ถือศัสตรา ๑ ผู้ถืออาวุธ ๑ สวมเขียงเท้า ๑ สวมรองเท้า ๑ อยู่ในยาน ๑ อยู่บนที่นอน ๑ นั่งรัดเข่า ๑ โพกศีรษะ ๑ คลุมศีรษะ ๑ รวมเป็น ๑๑ สิกขาบทพอดี เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิดทางกาย ทุก ๆ สิกขาบทมีสมุฏฐานอันหนึ่งเสมอ กับธัมมเทสนาสิกขาบท
จบ ธัมมเทสนาสมุฏฐาน
๑๑. ภูตาโรจนสมุฏฐาน
ว่าด้วยสมุฏฐานแห่งภูตาโรจนสิกขาบท
{๘๓๗} [๒๖๘] สิกขาบทว่าด้วยการบอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริง เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางจิต เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางกาย และมิใช่เกิดทางจิต
- ๑สมุฏฐานนี้หมายถึง สิกขาบทในธัมมเทสนาปฎิสังยุต แห่งเสขิยกัณฑ์ มหาวิภังค์ ซึ่งว่าด้วย ธรรมเนียมในการแสดงธรรมให้ถูกกาลเทศะและบุคคล จำนวน ๑๑ สิกขาบทที่เหลือจากการ จัดเข้าในสมนุภาสนสมุฏฐาน ๕ สิกขาบท (ธัมมเทสนาปฏิสังยุตมี ๑๖ สิกขาบท) คือ สิกขาบทที่ ๗,๘,๙,๑๐ แห่งสุรุสุรุวรรคที่ ๖ เสขิยกัณฑ์ และสิกขาบทที่ ๑,๒,๓,๔,๕,๖,๗ แห่งปาทุกวรรคที่ ๗ เสขิยกัณฑ์ มหาวิภังค์ (ดู วิ.มหาวิ. (แปล) ๒/๖๓๓-๖๔๔/๗๘๙-๗๙๙)
- ๒ภูตาโรจนสิกขาบท ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยการบอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริงแก่อนุปสัมบัน อันเป็นสิกขาบทที่ ๘ แห่งปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์ (ดู วิ.มหาวิ. ๒/๖๗-๗๗/๓๔๒-๓๗๕)
เกิดทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิต ชื่อว่าภูตาโรจนสมุฏฐาน เกิดขึ้นจากสมุฏฐาน ๓
จบ ภูตาโรจนสมุฏฐาน
๑๒. โจรีวุฏฐาปนสมุฏฐาน
ว่าด้วยสมุฏฐานแห่งโจรีวุฏฐาปนสิกขาบท
{๘๓๘} [๒๖๙] สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีรับหญิงโจรให้บวช เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิดทางกาย และเกิดโดยทวารทั้ง ๓ โจรีวุฏฐาปนสมุฏฐานนี้พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นธรรมราชาทรงตั้งไว้ว่ามีสมุฏฐาน ๒ ไม่ซํ้ากัน
จบ โจรีวุฏฐาปนสมุฏฐาน
๑๓. อนนุญญาตสมุฏฐาน
ว่าด้วยสมุฏฐานแห่งอนนุญญาตสิกขาบท
{๘๓๙} [๒๗๐] สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีบวชให้สิกามานาที่มารดาบิดา หรือสามียังมิได้อนุญาต เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทาง
- ๑โจรีวุฏฐาปนสิกขาบท ได้แก่ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒ แห่งสังฆาทิเสสกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์ ซึ่งว่าด้วยภิกษุณีรู้อยู่ว่าหญิงโจรผู้รู้กันว่ามีความผิดถึงขั้นประหาร ไม่บอกกล่าวพระราชา หมู่คณะ กลุ่ม หรือสมาคม รับให้บวชเป็นภิกษุณี ต้องอาบัติสังฆาทิเสสชื่อนิสสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ (ดู วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๖๘๒-๖๘๖/๓๒-๓๖)
- ๒อนนุญญาตสิกขาบท ได้แก่ สิกขาบทที่ ๑๐ แห่งกุมารีภูตวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์ ซึ่งว่าด้วยภิกษุณีบวชให้สิกขมานาผู้ที่มารดาบิดาหรือสามียังมิได้อนญาต ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (ดู วิ.ภิกฺขุนี. แปล ๓/๑๑๖๒-๑๑๖๕/๓๓๑-๓๓๒)
กาย และมิใช่เกิดทางจิต เกิดทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิต เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิดทางกาย เกิดทางกายวาจาจิต ๓ สถาน จึงมีสมุฏฐาน ๔ ไม่ซํ้ากัน
จบ อนนุญญาตสมุฏฐาน
{๘๔๐} ก็สมุฏฐาน ๑๓ ทรงแสดงไว้ดีแล้วโดยย่อ ๆ เป็นฐานที่ทำให้ไม่หลง อนุโลมแก่ธรรมที่เป็นแบบวิญญูชน เมื่อทรงจำสมุฏฐานนี้ไว้ได้ย่อมไม่หลงในสมุฏฐานแล
จบ สมุฏฐานสีสสังเขป
อันตรเปยยาล
ว่าด้วยการละข้อความในระหว่าง
กติปุจฉาวาร
วาระว่าด้วยการถามว่ามีเทาไร
{๘๔๑} [๒๗๑] อาบัติมีเท่าไร กองอาบัติมีเท่าไร วินีตวัตถุมีเท่าไร ความไม่เคารพมีเท่าไร ความเคารพมีเท่าไร วินีตวัตถุมีเท่าไร วิบัติมีเท่าไร สมุฏฐานแห่งอาบัติมีเท่าไร มูลเหตุแห่งวิวาทมีเท่าไร มูลเหตุแห่งการโจทมีเท่าไร ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึงกันมีเท่าไร เรื่องทำความแตกกันมีเท่าไร อธิกรณ์มีเท่าไร สมถะมีเท่าไร{๘๔๒} อาบัติมี ๕ กองอาบัติมี ๕ วินีตวัตถุมี ๕ อาบัติมี ๗ กองอาบัติมี ๗ วินีตวัตถุมี ๗ ความไม่เคารพมี ๖ ความเคารพมี ๖ วินีตวัตถุมี ๖ วิบัติมี ๔ สมุฏฐานแห่งอาบัติมี ๖ มูลเหตุแห่งวิวาทมี ๖ มูลเหตุแห่งการโจทมี ๖ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึงกันมี ๖ เรื่องทำความแตกกันมี ๑๘ อธิกรณ์มี ๔ สมถะมี ๗
อาบัติ ๕
{๘๔๓} [๒๗๒] ในหัวข้อเหล่านั้น อาบัติ ๕ คืออะไรบ้าง คือ อาบัติปาราชิก อาบัติสังฆาทิเสส อาบัติปาจิตตีย์ อาบัติปาฏิเทสนียะ อาบัติทุกกฏ นี้คืออาบัติ ๕
กองอาบัติ ๕
{๘๔๔} ในหัวข้อเหล่านั้น กองอาบัติ ๕ คืออะไรบ้าง คือ กองอาบัติปาราชิก กองอาบัติสังฆาทิเสส กองอาบัติปาจิตตีย์ กองอาบัติปาฏิเทสนียะ กองอาบัติทุกกฏ นี้คือกองอาบัติ ๕
จบ ย่อหัวข้อสมุฏฐาน