arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · อุรควรรค

๑. อุรคสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๙๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๒ ในอุรควรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ปฐโม อุรควคฺโค

ปฐมํ อุรคสุตฺตํ

อุรควรรคที่ ๑

อุรคสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค อุรคสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

บาลี (สยามรัฐ)

๑ โย เว ๑ อุปฺปติตํ วิเนติ โกธํ

วิสฏํ สปฺปวิสํว โอสเถหิ ๒

โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ

อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ

โย ราคมุทจฺฉิทา อเสสํ

ภึสปุปฺผํว ๓ สโรรุหํ วิคยฺห

โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ

อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ

โย ตณฺหมุทจฺฉิทา อเสสํ

สริตํ สีฆสรํ วิโสสยิตฺวา

โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ

อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ

โย มานมุทพฺพธี อเสสํ

นฬเสตตว สุทุพฺพลํ มโหโฆ

โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ

อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ

โย นาชฺฌคมา ภเวสุ สารํ

วิจินํ ปุปฺผมิว อุทุมฺพเรสุ

โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ

อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ

ยสฺสนฺตรโต น สนฺติ โกปา

อิติ ภวาภวตญฺจ วีติวตฺโต

โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ

อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ

ยสฺส วิตกฺกา วิธูปิตา

อชฺฌตฺตํ สุวิกปฺปิตา อเสสา

โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ

อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ

โย นาจฺจสารี น ปจฺจสารี

สพฺพํ อจฺจุคมา ๑ อิมํ ปปญฺจํ

โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ

อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ

โย นาจฺจสารี น ปจฺจสารี

สพฺพํ วิตถมิทนฺติ ญตฺวา ๑ โลเก

โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ

อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ

โย นาจฺจสารี น ปจฺจสารี

สพฺพํ วิตถมิทนฺติ วีตโลโภ

โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ

อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ

โย นาจฺจสารี น ปจฺจสารี

สพฺพํ วิตถมิทนฺติ วีตราโค

โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ

อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ

โย นาจฺจสารี น ปจฺจสารี

สพฺพํ วิตถมิทนฺติ วีตโทโส

โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ

อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ

โย นาจฺจสารี น ปจฺจสารี

สพฺพํ วิตถมิทนฺติ วีตโมโห

โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ

อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ

ยสฺสานุสยา น สนฺติ เกจิ

มูลา [๑] อกุสลา สมูหตาเส

โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ

อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ

ยสฺส ทรถชา น สนฺติ เกจิ

โอรํ อาคมนาย ปจฺจยาเส

โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ

อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ

ยสฺส วนถชา น สนฺติ เกจิ

วินิพนฺธาย ภวาย เหตุกปฺปา

โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ

อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ ฯ

โย นีวรเณ ปหาย ปญฺจ

อนีโฆ ติณฺณกถงฺกโถ วิสลฺโล

โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ

อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณนฺติ ฯ

อุรคสุตฺตํ ปฐมํ ฯ

______________

๑ ม. ยุ. เวสทฺโท นตฺถิ ฯ ๒ ม. โอสเธหิ ฯ ๓ ม. ยุ. ภิสปุปฺผํว ฯ

๑ ม. ยุ. อจฺจคมา ฯ

๑ ม. ญตฺว ฯ

๑ ม. จสทฺโท ทิสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ภิกษุใดแล ย่อมกำจัดความโกรธที่เกิดขึ้นแล้ว เหมือนหมอกำจัดพิษงูที่ซ่านไปแล้วด้วยโอสถ ฉะนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น ภิกษุใดตัดราคะได้ขาด พร้อมทั้งอนุสัยไม่มีส่วนเหลือ เหมือนบุคคลลงไปตัดดอกปทุมซึ่งงอกขึ้นในสระฉะนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้นภิกษุใดยังตัณหาให้เหือดแห้งไปทีละน้อยๆ แล้วตัดเสียให้ขาดโดยไม่เหลือ ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้นภิกษุใดถอนมานะพร้อมทั้งอนุสัยไม่มีส่วนเหลือ

เหมือนห้วงน้ำใหญ่ถอนสะพานไม้อ้อที่ทุรพลฉะนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น ภิกษุใดค้นคว้าอยู่(ด้วยปัญญา) ไม่ประสบอัตภาพอันเป็นสาระในภพทั้งหลาย เหมือนพราหมณ์ค้นคว้าอยู่ ไม่ประสบดอกที่ต้นมะเดื่อฉะนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น กิเลสเป็นเครื่องให้กำเริบย่อมไม่มีภายในจิตของภิกษุใด และภิกษุใดล่วงเสียได้แล้วซึ่งความเจริญและความเสื่อมอย่างนี้ ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น ภิกษุใดกำจัดวิตกได้แล้ว

ปราบปรามดีแล้วในภายใน ไม่มีส่วนเหลือ ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้ว ฉะนั้นภิกษุใดไม่แล่นเลยไป ไม่ล้าอยู่ ล่วงกิเลสเป็นเครื่องให้เนิ่นช้านี้ได้หมดแล้ว ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้ว ฉะนั้นภิกษุใดรู้ว่าธรรมชาติมีขันธ์เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นของแปรผันไม่แล่นเลยไปไม่ล้าอยู่ในโลก ภิกษุนั้นชื่อว่า ย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้ว ฉะนั้น ภิกษุใดรู้ว่า ธรรมชาติมีขันธ์เป็นต้นทั้งหมดนี้เป็นของแปรผัน ปราศจากความโลภ ไม่แล่นเลยไปไม่ล้าอยู่ในโลก

ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้ว ฉะนั้น ภิกษุใดรู้ว่า ธรรมชาติมีขันธ์เป็นต้นทั้งหมดนี้เป็นของแปรผันปราศจากราคะ ไม่แล่นเลยไป ไม่ล้าอยู่ในโลก ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้ว ฉะนั้น ภิกษุใดรู้ว่า ธรรมชาติมีขันธ์เป็นต้นทั้งหมดนี้เป็นของแปรผัน ปราศจากโทสะไม่แล่นเลยไป ไม่ล้าอยู่ในโลกภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้ว ฉะนั้น ภิกษุใดรู้ว่า ธรรมชาติมีขันธ์เป็นต้นทั้งหมดนี้เป็นของแปรผัน ปราศจากโมหะ ไม่แล่นเลยไป ไม่ล้าอยู่ในโลกภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้

เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น ภิกษุใดไม่มีอนุสัยอะไรๆ ถอนอกุศลมูลได้แล้วภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้ว ฉะนั้น ภิกษุใดไม่มีกิเลสอันเกิดแต่ความกระวนกระวายอะไรๆ อันเป็นปัจจัยเพื่อมาสู่ฝั่งใน ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้ว ฉะนั้น ภิกษุใดไม่มีกิเลสอันเกิดแต่ตัณหาดุจป่าอะไรๆ อันเป็นเหตุเพื่อความผูกพัน เพื่อความเกิดภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้ว ฉะนั้น ภิกษุใดละนิวรณ์ ๕ ได้แล้วไม่มีทุกข์ข้ามความสงสัยได้แล้ว มีลูกศรปราศไปแล้ว ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้ว ฉะนั้น ฯ

จบอุรคสูตรที่ ๑

จบ ๑. อุรคสูตร