พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · อุรควรรค
๑๒. มุนีสูตร เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๑๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๒/๑๒ ในอุรควรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
______________6
สุตฺตนิปาเต อุรควคฺคสฺส ทฺวาทสมํ มุนิสุตฺตํ
มุนีสูตรที่ ๑๒
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค มุนีสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
๑๒ สนฺถวาโต ภยํ ชาตํ กิเกตา ชายเต รโช
อนิเกตมสนฺถวํ เอตํ เว มุนิทสฺสนํ ฯ
โย ชาตมุจฺฉิชฺช น โรปเยยฺย
ชายนฺตมสฺส นานุปฺปเวจฺเฉ
ตมาหุ เอกํ มุนินํ จรนฺตํ
อทฺทกฺขิ โส สนฺติปทํ มเหสิ ฯ
สงฺขาย วตฺถูนิ ปมาย ๑ พีชํ
สิเนหมสฺส นานุปฺปเวจฺเฉ
ส เว มุนิ ชาติขยนฺตทสฺสี
ตกฺกํ ปหาย น อุเปติ สงฺขํ ฯ
อญฺญาย สพฺพานิ นิเวสนานิ
อนิกามยํ อญฺญตรมฺปิ เตสํ
ส เว มุนิ วีตเคโธ อคิทฺโธ
นายูหตี ปารคโต หิ โหติ ฯ
สพฺพาภิภุํ สพฺพวิทุํ สุเมธํ
สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺตํ
สพฺพญฺชหํ ตณฺหกฺขเย วิมุตฺตํ
ตํ วาปิ ธีรา มุนิ ๒ เวทยนฺติ ฯ
ปญฺญาพลํ สีวลตูปปนฺนํ
สมาหิตํ ฌานรตํ สตีมํ
สงฺคา ปมุตฺตํ อขิลํ อนาสวํ
ตํ วาปิ ธีรา มุนิ ๔ เวทยนฺติ ฯ
เอกํ จรนฺตํ มุนิ ๓ อปฺปมตฺตํ
นินฺทาปสํสาสุ อเวธมานํ
สีหํว สทฺเทสุ อสนฺตสนฺตํ
วาตํว ชาลมฺหิ อสชฺชมานํ
ปทุมํว ๑ โตเยน อลิมฺปมานํ ๒
เนตารมญฺเญสมนญฺญเนยฺยํ
ตํ วาปิ ธีรา มุนิ เวทยนฺติ ฯ
โย โอคหเณ ถมฺโภริวาภิชายติ
ยสฺมึ ปเร วาจาปริยนฺตํ วทนฺติ
ตํ วีตราคํ สุสมาหิตินฺทฺริยํ
ตํ วาปิ ธีรา มุนิ เวทยนฺติ ฯ
โย เว ฐิตตฺโต ตสรํว อุชฺชุํ ๓
ชิคุจฺฉติ กมฺเมหิ ปาปเกหิ
วีมํสมาโน วิสมํ สมญฺจ
ตํ วาปิ ธีรา มุนิ เวทยนฺติ ฯ
โย สญฺญตตฺโต น กโรติ ปาปํ
ทหโร จ มชฺโฌ จ มุนี ยตตฺโต
อโรสเนยฺโย น ๔ โรเสติ กญฺจิ
ตํ วาปิ ธีรา มุนิ เวทยนฺติ ฯ
ยทคฺคโต มชฺฌโต เสสโต วา
ปิณฺฑํ ลเภถ ปรทตฺตูปชีวี
นาลํ ถุตุํ นาปิ ๕ นิปจฺจวาที
ตํ วาปิ ธีรา มุนิ เวทยนฺติ ฯ
มุนึ จรนฺตํ วิรตํ เมถุนสฺมา
โย โยพฺพเน น ๑ อุปนิภชฺฌเต กฺวจิ
มทปฺปมาทา วิรตํ วิปฺปยุตฺตํ
ตํ วาปิ ธีรา มุนิ เวทยนฺติ ฯ
อญฺญาย โลกํ ปรมตฺถทสฺสึ
โอฆํ สมุทฺทํ อติตริย ตาทึ
ตํ ฉินฺนคนฺถํ อสิตํ อนาสวํ
ตํ วาปิ ธีรา มุนิ เวทยนฺติ ฯ
อสฺมา อุโภ ทูรวิหารวุตฺติโน
คิหี ๒ ทารโปสี อมโม จ สุพฺพโต
ปรปาณโรธาย คิหี อสญฺญโต
นิจฺจํ มุนี รกฺขติ ปาณิเน ยโต ฯ
สิขี ยถา นีลคิโว ๓ วิหงฺคโม
หํสสฺส โนเปติ ชวํ กุทาจนํ
เอวํ คิหี นานุกโรติ ภิกฺขุโน
มุนิโน วิวิตฺตสฺส วนมฺหิ ฌายโตติ ฯ
มุนิสุตฺตํ ทฺวาทสมํ ฯ
อุรควคฺโค ปฐโม
ตสฺสุทฺทานํ
อุรโค ธนิโย ขคฺค ๔ วิสาโณ กสิ ๕ จุนฺท จ
ปราภโว วสโล เมตฺต เหมวตาฬวโก อถ
วิชยํ มุนิ อุรค วคฺคํ วทนฺติ พารส ฯ
๑ โป. ม. นิพฺพานํ ปทมจฺจุตํ ฯ ๒ ม. ทฺวิปาทโกยํ ฯ ๓ ม. ปริหารติ ฯ
๑ โป. ปหาย ฯ ๒-๓ ๔ ยุ. มุนึ ฯ
๑ ม. ปทฺมํว ฯ ๒ โป. ม. ยุ. อลิปฺปมานํ ฯ ๓ โป. ม. อุชฺชู ฯ ๔ ม.
น โส โรเสติ ฯ ยุ. โส น โรเสติ ฯ ๕ ม. ยุ. โนปิ ฯ
๑ ม. โน ฯ ๒ ยุ. คิหิ ฯ ๓ ยุ. นีลคีโว ฯ ๔ ม. ยุ. เจว ฯ ๕ ม. ยุ.
วิสาณญฺจ ตถา กสิ ฯ
ภัยเกิดแต่ความเชยชม ธุลีคือราคะ โทสะ และโมหะย่อมเกิดแต่ที่อยู่ที่อันมิใช่ที่อยู่และความไม่เชยชมนี้แลพระพุทธเจ้าผู้เป็นมุนีทรงเห็น(เป็นความเห็นของมุนี)ผู้ใดตัดกิเลสที่เกิดแล้ว ไม่พึงปลูกให้เกิดขึ้นอีก เมื่อกิเลสนั้นเกิดอยู่ ก็ไม่พึงให้หลั่งไหลเข้าไป บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่าเป็นมุนีเอก เที่ยวไปอยู่ ผู้นั้นเป็นผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ได้เห็นสันติบท ผู้ใดกำหนดรู้ที่ตั้งแห่งกิเลสฆ่าพืชไม่ทำยางแห่งพืชให้หลั่งไหลเข้าไป ผู้นั้นแลเป็นมุนีมีปรกติเห็นที่สุดแห่งความสิ้นไปแห่งชาติ ละอกุศลวิตกเสียแล้ว ไม่เข้าถึงการนับว่าเป็นเทวดาและและมนุษย์ ผู้ใดรู้ชัดภพอันเป็นที่อาศัยอยู่ทั้งปวง
ไม่ปรารถนาภพอันเป็นที่อาศัยอยู่เหล่านั้นแม้ภพหนึ่ง ผู้นั้นแลเป็นมุนี ปราศจากกำหนัดไม่ยินดีแล้ว ไม่ก่อกรรม เป็นผู้ถึงฝั่งโน้นแล้วแล อนึ่งผู้ครอบงำธรรมได้ทั้งหมด รู้แจ้งธรรมทุกอย่าง มีปัญญาดีไม่เข้าไปติด (ไม่เกี่ยวเกาะ)ในธรรมทั้งปวง ละธรรมได้ทั้งหมด น้อมไปแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา นักปราชญ์ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี อนึ่ง ผู้มีกำลังคือปัญญาประกอบด้วยศีลและวัตร มีจิตตั้งมั่น ยินดีในฌาน มีสติ หลุดพ้นจากเครื่องข้อง ไม่มีกิเลสดุจหลักตอ ไม่มีอาสวะ นักปราชญ์ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี หรือผู้เป็นมุนี (มีปัญญา) ไม่ประมาท เที่ยวไปผู้เดียวไม่หวั่นไหวเพราะนินทาและสรรเสริญ ไม่สะดุ้งหวาดเพราะโลกธรรมเหมือนราชสีห์ไม่สะดุ้งหวาดเพราะเสียง
ไม่ข้องอยู่ในตัณหาและทิฐิเหมือนลมไม่ข้องอยู่ในตาข่าย ไม่ติดอยู่กับโลก เหมือนดอกบัวไม่ติดอยู่กับน้ำ เป็นผู้นำ ไม่ใช่ผู้ที่ใครๆ อื่นจะพึงนำไปได้ นักปราชญ์ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี หรือแม้ผู้ใดไม่ถึงความยินดีหรือยินร้าย ในเรื่องที่ผู้อื่นกล่าววาจาด้วยอำนาจการชมหรือการติ เหมือนเสามีอยู่ที่ท่าเป็นที่ลงอาบน้ำ ผู้นั้นปราศจากราคะ มีอินทรีย์ตั้งมั่นดีแล้ว นักปราชญ์ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี หรือแม้ผู้ใดแลดำรงตนไว้ซื่อตรงดุจกระสวยเกลียดชังแต่กรรมที่เป็นบาป พิจารณาเห็นกรรมทั้งที่ไม่เสมอและที่เสมอ (ทั้งผิดทั้งชอบ) ผู้นั้นนักปราชญ์ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี หรือแม้ผู้ใดยังหนุ่มแน่นหรือปูนกลาง สำรวมตนไม่ทำบาป เป็นมุนี มีจิตห่างจากบาป ไม่โกรธง่าย ไม่ว่าร้ายใครๆ ผู้นั้นนักปราชญ์ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี หรือแม้ผู้ใดอาศัยอาหารที่ผู้อื่นให้เป็นอยู่ ได้ก้อนข้าวแต่ส่วนที่ดีส่วนปานกลางหรือส่วนที่เหลือ ไม่อาจจะกล่าวชม
ทั้งไม่ กล่าวทับถมให้ทายกตกต่ำ ผู้นั้นนักปราชญ์ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี
หรือแม้ผู้ใดไม่หมกมุ่นอยู่ในรูปแห่งหญิงอะไรๆที่กำลังเป็นสาวเป็นผู้รู้เที่ยวไปอยู่ ปราศจากความยินดีในเมถุน ไม่กำหนัด หลุดพ้นแล้วจากความมัวเมาประมาทผู้นั้นนักปราชญ์ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี หรือแม้ผู้รู้จักโลกเห็นปรมัตถประโยชน์ ข้ามพ้นโอฆะและสมุทร เป็นผู้คงที่ตัดกิเลสเครื่องร้อยรัดได้ขาดแล้ว อันทิฐิหรือตัณหาอาศัยไม่ได้แล้วไม่มีอาสวะ ผู้นั้นนักปราชญ์ย่อมประกาศว่าเป็นมุนีคนทั้งสองไม่เสมอกัน มีที่อยู่และความเป็นอยู่ไกลกัน คือคฤหัสถ์เลี้ยงลูกเมีย ส่วนภิกษุไม่ยึดถือว่าเป็นของเรามีวัตรงาม คฤหัสถ์ไม่สำรวมเพราะบั่นรอนสัตว์อื่น ภิกษุเป็นมุนี สำรวมเป็นนิตย์ รักษาสัตว์มีชีวิตไว้ นกยูงมีสร้อยคอเขียว บินไปในอากาศ ยังสู้ความเร็วของหงส์ไม่ได้ในกาลไหนๆ ฉันใด คฤหัสถ์ทำตามภิกษุผู้เป็นมุนี สงัดเงียบเพ่งอยู่ในป่าไม่ได้ ฉันนั้น ฯ
จบมุนีสูตรที่ ๑๒
จบอุรควรรคที่ ๑
__________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อุรคสูตร ๒. ธนิยสูตร
๓. ขัคควิสาณสูตร ๔. กสิภารทวาชสูตร
๕. จุนทสูตร ๖. ปราภวสูตร
๗. วสลสูตร ๘. เมตตสูตร
๙. เหมวตสูตร ๑๐. อาฬวกสูตร
๑๑. วิชยสูตร ๑๒. มุนีสูตร บัณฑิตเรียกว่าอุรควรรค ฯ
จบ ๑๒. มุนีสูตร