พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · อุรควรรค
๙. เหมวตสูตร เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๐๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๒ ในอุรควรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
สุตฺตนิปาเต อุรควคฺคสฺส นวมํ เหมวตสุตฺตํ
เหมวตสูตรที่ ๙
สาตาคิรยักษ์กล่าวว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค เหมวตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
๙ อชฺช ปณฺณรโส อุโปสโถ (อิติ สาตาคิโร ยกฺโข)
ทิพฺยา ๒ รตฺติ อุปฏฺฐิตา
อโนมนามํ สตฺถารํ หนฺท ปสฺสาม โคตมํ ฯ
กจฺจิ มโน สุปณิหิโต (อิติ เหมวโต ยกฺโข)
สพฺพภูเตสุ ตาทิโน
กจฺจิ อิฏฺเฐ อนิฏฺเฐ จ สงฺกปฺปสฺส วสีกตา ฯ
มโน จสฺส สุปณิหิโต (อิติ สาตาคิโร ยกฺโข)
สพฺพภูเตสุ ตาทิโน
อโถ อิฏฺเฐ อนิฏฺเฐ จ สงฺกปฺปสฺส วสีกตา ฯ
กจฺจิ อทินฺนํ นาทิยติ (อิติ เหมวโต ยกฺโข)
กจฺจิ ปาเณสุ สญฺญโต
กจฺจิ อารา ปมาทมฺหา กจฺจิ ฌานํ น ริญฺจติ ฯ
น โส อทินฺนํ อาทิยติ (อิติ สาตาคิโร ยกฺโข)
อโถ ปาเณสุ สญฺญโต
อโถ อารา ปมาทมฺหา พุทฺโธ ฌานํ น ริญฺจติ ฯ
กจฺจิ มุสา น ภณติ (อิติ เหมวโต ยกฺโข)
กจฺจิ น ขีณพฺยปฺปโถ
กจฺจิ เวภูติยํ ๑ นาห กจฺจิ สมฺผํ น ภาสติ
มุสา จ โส น ภณติ (อิติ สาตาคิโร ยกฺโข)
อโถ น ขีณพฺยปฺปโถ
อโถ เวภูติยํ นาห มนฺตา อตฺถํ จ ๒ ภาสติ ฯ
กจฺจิ น รชฺชติ กาเมสุ (อิติ เหมวโต ยกฺโข)
กจฺจิ จิตฺตํ อนาวิลํ
กจฺจิ โมหํ อติกฺกนฺโต กจฺจิ ธมฺเมสุ จกฺขุมา ฯ
น โส รชฺชติ กาเมสุ (อิติ สาตาคิโร ยกฺโข)
อโถ จิตฺตํ อนาวิลํ
สพฺพโมหํ อติกฺกนฺโต พุทฺโธ ธมฺเมสุ จกฺขุมา ฯ
กจฺจิ วิชฺชาย สมฺปนฺโน (อิติ เหมวโต ยกฺโข)
กจฺจิ สํสุทฺธจารโณ
กจฺจิสฺส อาสวา ขีณา กจฺจิ นตฺถิ ปุนพฺภโว ฯ
วิชฺชาย เจว ๑ สมฺปนฺโน (อิติ สาตาคิโร ยกฺโข)
อโถ สํสุทฺธจารโณ
สพฺพสฺส อาสวา ขีณา นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโว ฯ
สมฺปนฺนํ มุนิโน จิตฺตํ กมฺมุนา ๒ พฺยปฺปเถน จ
วิชฺชาจรณสมฺปนฺนํ ธมฺมโต นํ ปสํสสิ
สมฺปนฺนํ มุนิโน จิตฺตํ กมฺมุนา พฺยปฺปเถน จ
วิชฺชาจรณสมฺปนฺนํ ธมฺมโต อนุโมทสิ
สมฺปนฺนํ มุนิโน จิตฺตํ กมฺมุนา พฺยปฺปเถน จ
วิชฺชาจรณสมฺปนฺนํ หนฺท ปสฺสาม โคตมํ ฯ
เอณิชงฺฆํ กีสํ ๓ ธีรํ อปฺปาหารํ อโลลุปํ
มุนึ วนสฺมึ ฌายนฺตํ เอหิ ปสฺสาม โคตมํ ฯ
สีหํ เอกจรํ นาคํ กาเมสุ อนเปกฺขินํ
อุปสงฺกมฺม ปุจฺฉาม มจฺจุปาสปโมจนํ ฯ
อกฺขาตารํ ปวตฺตารํ สพฺพธมฺมานปารคุํ
พุทฺธํ เวรภยาตีตํ มยํ ปุจฺฉาม โคตมํ ฯ
กิสฺมึ โลโก สมุปฺปนฺโน (อิติ เหมวโต ยกฺโข)
กิสฺมึ กุพฺพติ สนฺถวํ
กิสฺส โลโก อุปาทาย กิสฺมึ โลโก วิหญฺญติ ฯ
ฉสุ โลโก สมุปฺปนฺโน (เหมวตาติ ภควา)
ฉสุ กุพฺพติ สนฺถวํ
ฉนฺนเมว อุปาทาย ฉสุ โลโก วิหญฺญติ ฯ
กตมนฺตํ อุปาทานํ ยตฺถ โลโก วิหญฺญติ
นิยฺยานํ ปุจฺฉิโต พฺรูหิ กถํ ทุกฺขา ปมุญฺจติ ฯ
ปญฺจ กามคุณา โลเก มโนฉฏฺฐา ปเวทิตา
เอตฺถ ฉนฺทํ วิราเชตฺวา เอวํ ทุกฺขา ปมุญฺจติ ฯ
เอตํ โลกสฺส นิยฺยานํ อกฺขาตํ โว ๑ ยถาตถํ
เอตํ โว อหมกฺขามิ เอวํ ทุกฺขา ปมุญฺจติ ฯ
โกสูธ ตรติ โอฆํ โกธ ตรติ อณฺณวํ
อปฺปติฏฺเฐ อนาลมฺเพ โก คมฺภีเร น สีทติ ฯ
สพฺพทา สีลสมฺปนฺโน ปญฺญวา สุสมาหิโต
อชฺฌตฺตสญฺญี ๒ สติมา โอฆํ ตรติ ทุตฺตรํ ฯ
วิรโต กามสญฺญาย สพฺพสํโยชนาติโค ๓
นนฺทิภวปริกฺขีโณ โส คมฺภีเร น สีทติ ฯ
คมฺภีรปญฺญํ นิปุณตฺถทสฺสึ
อกิญฺจนํ กามภเว อสตฺตํ
ตํ ปสฺสถ สพฺพธิ วิปฺปมุตฺตํ
ทิเพฺย ปเถ กมฺมานํ ๔ มเหสึ
อโนมนามํ นิปุณตฺถทสฺสึ
ปญฺญาททํ กามาลเย อสตฺตํ
ตํ ปสฺสถ สพฺพวิทุํ สุเมธํ
อริเย ปเถ กมฺมานํ ๑ มเหสึ ฯ
สุทิฏฺฐํ วต โน อชฺช สุปฺปภาตํ สุหุฏฺฐิตํ
ยํ อทฺทสาม สมฺพุทฺธํ โอฆติณฺณมนาสวํ ฯ
อิเม ทสสตยกฺขา ๒ อิทฺธิมนฺโต ยสสฺสิโน
สพฺเพ ตํ สรณํ ยนฺติ ตฺวํ โน สตฺถา อนุตฺตโร ฯ
เต มยํ วิจริสฺสาม คามา คามํ นคา นคํ
นมสฺสมานา สมฺพุทฺธํ ธมฺมสฺส จ สุธมฺมตนฺติ ฯ
เหมวตสุตฺตํ นวมํ ฯ
๑ ม. สยาโน ยาวตาสฺส วิคตมิทฺโธ ฯ ๒ ม. ทิพฺพา ฯ
๑ ป. เวภูติยนฺนาห ฯ ๒ โป. ส ฯ
๑ ยุ. วิชาย เมว ฯ ๒ ยุ. กมฺมนา ฯ ๓ ม. กิสํ วีรํ ฯ
๑ โป. เต ฯ ๒ ม. ยุ. อชฺฌตฺตจินฺตี ฯ ๓ โป. สพฺพโยชนาติโต ฯ ๔ โป.
ม. ยุ. กมมานํ ฯ
นี้วันเป็นอุโบสถที่ ๑๕ ราตรีอันเป็นทิพย์ปรากฏแล้ว มาเรา ทั้งสองจงไป
เฝ้าพระโคดมผู้เป็นพระศาสดามีพระนามอันไม่ทรามเถิด ฯ
เหมวตยักษ์ถามว่า
พระโคดมผู้คงที่ทรงตั้งพระทัยไว้ดีแล้ว ในสัตว์ทั้งปวงแลหรือพระโคดมทรงกระทำความดำริในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ให้อยู่ในอำนาจแลหรือ ฯ
สาตาคิรยักษ์ตอบว่า
ก็พระองค์เป็นผู้คงที่ ทรงตั้งพระทัยไว้ดีแล้วในสัตว์ทั้งปวงอนึ่งพระองค์ทรงกระทำความดำริในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ให้อยู่ในอำนาจแล้ว ฯ
เหมวตยักษ์ถามว่า
พระโคดมไม่ทรงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้แลหรือทรงสำรวมแล้วในสัตว์ทั้งหลายแลหรือ ทรงห่างไกลจากความประมาทแลหรือย่อมไม่ทรงละทิ้งฌานแลหรือ ฯ
สาตาคิรยักษ์ตอบว่า
พระองค์ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ทรงสำรวมแล้วในสัตว์ทั้งหลาย และทรงห่างไกลจากความประมาทพระองค์เป็นผู้ตรัสรู้แล้วย่อมไม่ทรงละทิ้งฌาน ฯ
เหมวตยักษ์ถามว่า
พระโคดมไม่ตรัสคำเท็จแลหรือ มีพระวาจาไม่หยาบคายแลหรือ ไม่ตรัสคำส่อเสียดแลหรือ ไม่ตรัสคำเพ้อเจ้อแลหรือ ฯ
สาตาคิรยักษ์ตอบว่า
พระองค์ไม่ตรัสคำเท็จ มีพระวาจาไม่หยาบคาย และไม่ตรัสคำส่อเสียดตรัสคำที่เป็นประโยชน์อย่างเดียว เพราะทรงกำหนดด้วยพระปัญญา ฯ
เหมวตยักษ์ถามว่า
พระโคดมไม่ทรงยินดีในกามทั้งหลายแลหรือ พระหฤทัยของพระโคดมไม่ขุ่นมัวแลหรือ พระโคดมทรงล่วงโมหะได้แล้วหรือ พระโคดมทรงมีพระจักษุในธรรมทั้งหลายแลหรือ ฯ
สาตาคิรยักษ์ตอบว่า
พระองค์ไม่ทรงยินดีในกามทั้งหลาย และพระหฤทัยของพระองค์ไม่ขุ่นมัว พระองค์ทรงล่วงโมหะได้ทั้งหมด พระองค์ตรัสรู้แล้ว ทรงมีพระจักษุในธรรมทั้งหลาย ฯ
เหมวตยักษ์ถามว่า
พระโคดมทรงถึงพร้อมแล้ว ด้วยวิชชาแลหรือ ทรงมีจรณะบริสุทธิ์แลหรือ อาสวะทั้งหลายของพระองค์นั้นสิ้นไปแล้วแลหรือ ภพใหม่ไม่มีแลหรือ ฯ
สาตาคิรยักษ์ตอบว่า
พระองค์ทรงถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชา และทรงมีจรณะบริสุทธิ์อาสวะทั้งหลายของพระองค์สิ้นไปหมดแล้ว ภพใหม่ของพระองค์ไม่มี ฯ
เหมวตยักษ์กล่าวว่า
พระหฤทัยของพระโคดมผู้เป็นมุนี ถึงพร้อมแล้ว กายกรรมวจีกรรมและมโนกรรม มาเราทั้งสองจงไปเฝ้าพระโคดมผู้ทรงถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะกันเถิด ฯ
เหมวตยักษ์ชมเชยพระผู้มีพระภาคว่า
มาเถิดเราจงไปเฝ้าพระโคดมผู้มีพระชงฆ์เพียงปลีแข้งเนื้อทรายผู้ซูบผอมเป็นนักปราชญ์ มีพระกระยาหารน้อย ไม่โลภเป็นมุนี ทรงฌานอยู่ในป่า เราเข้าไปเฝ้าพระโคดม ผู้ดุจราชสีห์ เสด็จเที่ยวไปพระองค์เดียวไม่เสด็จมาสู่ภพใหม่ไม่มีความห่วงใย ในกามทั้งหลาย แล้วจงทูลถามถึงธรรมเป็นเครื่องพ้นจากบ่วงมาร เราจงทูลถามพระโคดมผู้ตรัสบอกผู้ทรงแสดง ผู้ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ผู้ตรัสรู้แล้วผู้ทรงล่วงเวรภัยได้แล้ว ฯ
เหมวตยักษ์ทูลถามว่า
เมื่ออะไรเกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น โลกย่อมกระทำความเชยชิดในอะไรโลกยึดถืออะไร เมื่ออะไรมี โลกจึงเดือดร้อน ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรเหมวตะ
เมื่ออายตนะภายในและภายนอก ๖ เกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น โลกย่อมกระทำความเชยชิดในอายตนะภายในและภายนอก ๖ โลกยึดถืออายตนะภายในและภายนอก ๖ นั่นแหละ เมื่ออายตนะภายในและภายนอก ๖มี โลกจึงเดือดร้อน ฯ
อุปาทานที่เป็นเหตุให้โลกต้องเดือดร้อนเป็นไฉน ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์ตรัสบอก ซึ่งธรรมชาติเป็นเครื่องออกจากโลก บุคคลจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร ฯ
กามคุณ ๕ ในโลกมีใจเป็นที่ ๖ เราประกาศแล้ว บุคคลคลายความพอใจในกามคุณ ๕ นี้ได้แล้วย่อมพ้นจากทุกข์ได้ด้วยอาการอย่างนี้ เราบอกซึ่งธรรมชาติเป็นเครื่องออกจากโลกนี้ ตามความเป็นจริง แก่ท่านทั้งหลายแล้ว ถ้าแม้ท่านทั้งหลายพึงถามเราพันครั้ง เราก็จะบอกข้อนี้แก่ท่านทั้งหลายเพราะบุคคลย่อมพ้นจากทุกข์ได้ด้วยอาการอย่างนี้ ฯ
ในโลกนี้ใครเล่าข้ามโอฆะได้ ในโลกนี้ใครเล่าข้ามอรรณพได้ ใครย่อมไม่จมลงในอรรณพที่ลึกซึ้ง ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว ฯ
ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล มีปัญญา มีใจตั้งมั่นดีแล้ว มีความหมายรู้ ณภายใน มีสติทุกเมื่อ ย่อมข้ามพ้นโอฆะที่ข้ามได้แสนยาก ผู้นั้นเว้นจากกามสัญญา ล่วงสังโยชน์ทั้งปวงเสียได้ มีความเพลิดเพลินและภพหมดสิ้นแล้ว ย่อมไม่จมลงในอรรณพ คือ สงสารอันลึก ฯ
เชิญท่านทั้งหลาย ดูพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้มีพระปัญญาลึกซึ้งผู้ทรงแสดงเนื้อความละเอียด ไม่มีความกังวลไม่ข้องแล้วในกามภพพ้นวิเศษแล้วในอารมณ์ทั้งปวง ทรงดำเนินไปในทางอันเป็นทิพย์ ทรงแสวงหาคุณอันใหญ่เชิญท่านทั้งหลายดูพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นผู้มีพระนามไม่ทราม ผู้ทรงแสดงเนื้อความละเอียด ผู้ทรงให้ปัญญา ไม่ข้องแล้วในอาลัยในกาม ทรงรู้ธรรมทั้งปวง มีพระปัญญาดีทรงดำเนินไปในทางอันเป็นอริยะ ทรงแสวงหาคุณอันใหญ่ ฯ
วันนี้เราทั้งหลายเห็นดีแล้วหนอ สว่างไสวแล้ว ตั้งขึ้นดีแล้วเพราะเราทั้งหลายได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ทรงข้ามโอฆะได้แล้ว หาอาสวะมิได้ ฯ
ยักษ์หนึ่งพันทั้งหมดเหล่านี้ มีฤทธิ์ มียศ ย่อมถึงพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นสรณะด้วยคำว่า พระองค์เป็นพระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมของข้าพระองค์ทั้งหลาย ข้าพระองค์ทั้งหลาย จักขอนอบน้อมซึ่งพระสัมพุทธเจ้าและความที่พระธรรมเป็นธรรมดี เที่ยวไปจากบ้านสู่บ้านจากภูเขาสู่ภูเขา ฯ
จบเหมวตสูตรที่ ๙
จบ ๙. เหมวตสูตร