arnon.worldSign in

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๓

อัฏฐมกกถา เล่ม ๓๗

Text layerBuddha’s wordsItems ๗๖๓–๗๗๘ (Royal Thai)5/12 in วรรคที่ ๓4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๓ อัฏฐมกกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 37, pp. 390–396

Page 390

ส. มีแต่จิตที่กำหนัดและไม่กำหนัด ขัดเคืองและไม่ขัดเคือง หลงและไม่หลง ขาดและไม่ขาด แตกดับและไม่แตกดับ ถูกปัจจัยปรุงแต่งและไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งเท่านั้นมิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ถ้ามีแต่จิตที่กำหนัดและไม่กำหนัด ขัดเคืองและไม่ขัดเคือง หลงและไม่หลง ขาดและไม่ขาด แตกดับและไม่แตกดับ ถูกปัจจัยปรุงแต่งและไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งเท่านั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “จิตกำลังหลุดพ้นมีอยู่”

จบ วิมุจจมานกถา

(๒๕) ๕. อัฏฐมกกถา

ว่าด้วยบุคคลที่ ๘

{๗๖๓} [๓๖๘] สกวาทีถามว่า บุคคลที่ ๘ ละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้วหรือ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. บุคคลที่ ๘ เป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ถึง ได้เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องโสดาปัตติผลด้วยกายอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๖๔} ส. บุคคลที่ ๘ ละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้วหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑บุคคลที่ ๘ (อัฏฐมกบุคคล) ในที่นี้หมายถึงบุคคลผู้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติมรรค (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๙๕)
  2. ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอันธกะและนิกายสมิติยะ ซึ่งมีความเห็นว่าบุคคลที่ ๘ คือ พระอริยบุคคลผู้ได้บรรลุโสดาปัตติมรรคสามารถละปริยุฏฐานกิเลสทั้ง ๒ คือ สักกายทิฏฐิ และวิจิกิจฉาได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๙๕)
Page 391

ส. บุคคลที่ ๘ เป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ถึง ... ถูกต้องโสดาปัตติผลด้วยกายอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๖๕} ส. บุคคลที่ ๘ ละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้วหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลที่ ๘ ละอนุสัยคือทิฏฐิได้แล้วหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลที่ ๘ ละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้วหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลที่ ๘ ละอนุสัยคือวิจิกิจฉา ... สีลัพพตปรามาสได้แล้วหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๖๖} ส. บุคคลที่ ๘ ละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้วหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลที่ ๘ ละอนุสัยคือวิจิกิจฉาได้แล้วหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลที่ ๘ ละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้วหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลที่ ๘ ละอนุสัยคือทิฏฐิ ... สีลัพพตปรามาสได้แล้วหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๖๗} ส. บุคคลที่ ๘ ยังละอนุสัยคือทิฏฐิไม่ได้หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

Page 392

ส. บุคคลที่ ๘ ยังละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิไม่ได้หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลที่ ๘ ยังละอนุสัยคือทิฏฐิไม่ได้หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลที่ ๘ ยังละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาไม่ได้หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลที่ ๘ ยังละอนุสัยคือวิจิกิจฉา ... สีลัพพตปรามาสไม่ได้หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลที่ ๘ ยังละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิไม่ได้หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลที่ ๘ ยังละสีลัพพตปรามาสไม่ได้หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลที่ ๘ ยังละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาไม่ได้หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๖๘} [๓๖๙] ส. บุคคลที่ ๘ ละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้วหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลที่ ๘ เจริญมรรคก็เพื่อละขาดกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลที่ ๘ ละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้วหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

Page 393

ส. บุคคลที่ ๘ เจริญสติปัฏฐาน ... เจริญสัมมัปปธาน ... เจริญโพชฌงค์ก็เพื่อละขาดเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

{๗๖๙} ส. บุคคลที่ ๘ ละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้วหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลที่ ๘ เจริญมรรค ... เจริญโพชฌงค์ก็เพื่อละขาดกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๗๐} ส. บุคคลที่ ๘ ไม่เจริญมรรคเพื่อละขาดกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิบุคคลที่ ๘ ละได้ด้วยธรรมที่มิใช่มรรคอันเป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ... เป็นอารมณ์ของสังกิเลสหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลที่ ๘ ไม่เจริญสติปัฏฐาน ... ไม่เจริญโพชฌงค์เพื่อละขาดกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิบุคคลที่ ๘ ละได้ด้วยธรรมที่มิใช่มรรคเป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ... เป็นอารมณ์ของสังกิเลสหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๗๑} ส. บุคคลที่ ๘ ไม่เจริญมรรค ... ไม่เจริญสติปัฏฐาน ... ไม่เจริญโพชฌงค์เพื่อละขาดกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

Page 394

ส. กิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาบุคคลที่ ๘ ละได้ด้วยธรรมที่มิใช่มรรค อันเป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ... เป็นอารมณ์ของสังกิเลสหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๗๒} [๓๗๐] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. กิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิยังจักเกิดขึ้นหรือ ?

ส. จักไม่เกิดขึ้น

ป. หากว่าจักไม่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว”{๗๗๓} ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้ว” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. กิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉายังจักเกิดขึ้นหรือ ?

ส. จักไม่เกิดขึ้น

ป. หากว่าจักไม่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “บุคคลที่ ๘ ละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้ว”{๗๗๔} ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฎฐิได้แล้วเพราะท่านเข้าใจว่ากิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิจักไม่เกิดขึ้นหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละอนุสัยคือทิฎฐิได้แล้วเพราะท่านเข้าใจว่าอนุสัยคือทิฏฐิจักไม่เกิดขึ้นหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

Page 395

{๗๗๕} ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้วเพราะท่านเข้าใจว่ากิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิจักไม่เกิดขึ้นหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละอนุสัยคือวิจิกิจฉา ... สีลัพพตปรามาสได้แล้วเพราะท่านเข้าใจว่าอนุสัยคือวิจิกิจฉา ... สีลัพพตปรามาสจักไม่เกิดขึ้นหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๗๖} ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้วเพราะท่านเข้าใจว่ากิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาจักไม่เกิดขึ้นหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละอนุสัยคือวิจิกิจฉา ... สีลัพพตปรามาสได้แล้วเพราะท่านเข้าใจอนุสัยคือวิจิกิจฉา ... สีลัพพตปรามาสจักไม่เกิดขึ้นหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ....

{๗๗๗} ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้วเพราะท่านเข้าใจว่ากิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิจักไม่เกิดขึ้นหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลผู้โคตรภูชื่อว่าละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้วเพราะท่านเข้าใจว่ากิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิจักไม่เกิดขึ้นหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๗๘} ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้วเพราะท่านเข้าใจว่ากิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาจักไม่เกิดขึ้นหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลผู้โคตรภูชื่อว่าละกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้วเพราะท่านเข้าใจว่ว่ากิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาจักไม่เกิดขึ้นหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

จบ อัฏฐมกกถา

Page 396

(๒๖) ๖. อัฏฐมกัสสอินทริยกถา

ว่าด้วยอินทรียธรรมของบุคคลที่ ๘

{๗๗๙} [๓๗๑] สกวาทีถามว่า บุคคลที่ ๘ ไม่มีสัทธินทรีย์หรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีศรัทธาหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๘๐} ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีวิริยินทรีย์ ... ไม่มีสตินทรีย์ ... ไม่มีสมาธินทรีย์ ... ไม่มีปัญญินทรีย์หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีปัญญาหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๗๘๑} ส. บุคคลที่ ๘ มีศรัทธาหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลที่ ๘ มีสัทธินทรีย์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลที่ ๘ มีวิริยะ ... มีสติ ... มีสมาธิ ... มีปัญญาหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลที่ ๘ มีปัญญินทรีย์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอันธกะ ซึ่งมีความเห็นว่าบุคคลที่ ๘ แม้จะได้อินทรียธรรม คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ก็ไม่เป็นอันได้ คือ ปฏิเสธไม่เรียกว่าอินทรีย์ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๙๖)

End of อัฏฐมกกถา