พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๘
สมาปันโน สัททัง สุณาตีติกถา เล่ม ๓๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๗๖๔–๑๗๖๖ (Royal Thai)8/9 in วรรคที่ ๑๘4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๘ สมาปันโน สัททัง สุณาตีติกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 37, pp. 930–932
ส. หากว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสมาธิไว้ ๓ อย่าง คือ สมาธิที่มีวิตกมีวิจาร สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารเป็นฌานคั่นในระหว่าง”
จบ ฌานันตริกกถา
(๑๘๔) ๘. สมาปันโนสัททังสุณาตีติกถา
ว่าด้วยเรื่องผู้เข้าสมาบัติสามารถได้ยินเสียงได้
{๑๗๖๔} [๘๒๓] สกวาทีถามว่า ผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้หรือ ?
ส. ผู้เข้าสมาบัติเห็นรูปด้วยจักขุ ... ฟังเสียงด้วยโสตะ ... สูดดมกลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้มรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายได้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผู้เข้าสมาบัติเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยโสตวิญญาณหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. สมาธิมีแก่ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายปุพพเสลิยะ ซึ่งมีความเห็นว่าเพราะเหตุที่เสียง (สัททะ) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นข้าศึกต่อปฐมฌาน ถ้าผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงนั้นไม่ได้ เสียงจะเป็นข้าศึกได้อย่างไร ฉะนั้น ผู้เข้าสมาบัติจึงได้ยินเสียงได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๐๒)
ส. หากว่าสมาธิมีแก่ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้”{๑๗๖๕} ส. สมาธิมีแก่ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยโสตวิญญาณฟังเสียงได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าสมาธิมีแก่ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยโสตวิญญาณฟังเสียงได้ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้”ส. สมาธิมีแก่ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยโสตวิญญาณฟังเสียงได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มีความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ... แห่งจิต ๒ หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๗๖๖} [๘๒๔] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “ผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเสียงว่าเป็นข้าศึกต่อปฐมฌานมิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเสียงว่าเป็นข้าศึกต่อปฐมฌาน ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “ผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้”[๘๒๕] ส. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเสียงว่าเป็นข้าศึกต่อปฐมฌาน ฉะนั้น ผู้ที่เข้าสมาบัติจึงฟังเสียงได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวิตกวิจารว่าเป็นข้าศึกต่อทุติยฌานวิตกวิจารจึงมีอยู่แก่ทุติยฌานนั้นหรีอ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเสียงว่าเป็นข้าศึกต่อปฐมฌาน ฉะนั้น ผู้ที่เข้าสมาบัติจึงฟังเสียงได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสปีติว่าเป็นข้าศึกต่อตติยฌาน ... ตรัสลมอัสสาสะปัสสาสะว่าเป็นข้าศึกต่อจตุตถฌาน ... ตรัสรูปสัญญาว่าเป็นข้าศึกต่อผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ... ตรัสอากาสานัญจายตนสัญญาว่าเป็นข้าศึกต่อผู้ที่เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ... ตรัสวิญญาณัญจายตนสัญญาว่าเป็นข้าศึกต่อผู้ที่เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ ... ตรัสอากิญจัญญายตนสัญญาว่าเป็นข้าศึกต่อผู้ที่เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ... ตรัสสัญญาและเวทนาว่าเป็นข้าศึกต่อผู้ที่เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ สัญญาและเวทนาจึงมีอยู่แก่ผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัตินั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
จบ สมาปันโนสัททังสุณาตีติกถา
(๑๘๕) ๙. จักขุนารูปังปัสสตีติกถา
ว่าด้วยเรื่องจักขุประสาทเห็นรูปได้
{๑๗๖๗} [๘๒๖] สกวาทีถามว่า บุคคลเห็นรูปด้วยจักขุประสาทหรือ ?
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นว่า จักขุประสาท (ประสาทคือตาเนื้อ) สามารถเห็นรูปได้ โดยอาศัยคำว่า ‘เห็นรูปด้วยจักขุ’ เป็นข้ออ้าง (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๐๒)
End of สมาปันโน สัททัง สุณาตีติกถา