พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๘
จักขุนา รูปัง ปัสสตีติกถา เล่ม ๓๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๗๖๗–๑๗๗๐ (Royal Thai)9/9 in วรรคที่ ๑๘4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๘ จักขุนา รูปัง ปัสสตีติกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 37, pp. 932–936
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวิตกวิจารว่าเป็นข้าศึกต่อทุติยฌานวิตกวิจารจึงมีอยู่แก่ทุติยฌานนั้นหรีอ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเสียงว่าเป็นข้าศึกต่อปฐมฌาน ฉะนั้น ผู้ที่เข้าสมาบัติจึงฟังเสียงได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสปีติว่าเป็นข้าศึกต่อตติยฌาน ... ตรัสลมอัสสาสะปัสสาสะว่าเป็นข้าศึกต่อจตุตถฌาน ... ตรัสรูปสัญญาว่าเป็นข้าศึกต่อผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ... ตรัสอากาสานัญจายตนสัญญาว่าเป็นข้าศึกต่อผู้ที่เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ... ตรัสวิญญาณัญจายตนสัญญาว่าเป็นข้าศึกต่อผู้ที่เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ ... ตรัสอากิญจัญญายตนสัญญาว่าเป็นข้าศึกต่อผู้ที่เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ... ตรัสสัญญาและเวทนาว่าเป็นข้าศึกต่อผู้ที่เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ สัญญาและเวทนาจึงมีอยู่แก่ผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัตินั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
จบ สมาปันโนสัททังสุณาตีติกถา
(๑๘๕) ๙. จักขุนารูปังปัสสตีติกถา
ว่าด้วยเรื่องจักขุประสาทเห็นรูปได้
{๑๗๖๗} [๘๒๖] สกวาทีถามว่า บุคคลเห็นรูปด้วยจักขุประสาทหรือ ?
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นว่า จักขุประสาท (ประสาทคือตาเนื้อ) สามารถเห็นรูปได้ โดยอาศัยคำว่า ‘เห็นรูปด้วยจักขุ’ เป็นข้ออ้าง (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๐๒)
ส. บุคคลเห็นรูปด้วยรูปหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. บุคคลเห็นรูปด้วยรูปหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลรับรู้รูปด้วยรูปหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. บุคคลรับรู้รูปด้วยรูปหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปเป็นมโนวิญญาณหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. บุคคลเห็นรูปด้วยจักขุประสาทหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความนึก ... ความตั้งใจของจักขุประสาทมีอย่หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ความนึก ... ความตั้งใจของจักขุประสาทไม่มีมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าความนึก ...ความตั้งใจของจักขุไม่มีท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลเห็นรูปด้วยจักขุประสาท”{๑๗๖๘} ส. บุคคลฟังเสียงด้วยโสตประสาท ... สูดดมกลิ่นด้วยฆานประสาท ... ลิ้มรสด้วยชิวหาประสาท ... {๑๗๖๙}ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายประสาทหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลถูกต้องรูปด้วยรูปหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. บุคคลถูกต้องรูปด้วยรูปหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลรับรู้รูปด้วยรูปหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. บุคคลรับรู้รูปด้วยรูปหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปเป็นมโนวิญญาณหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายประสาทหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความนึก ... ความตั้งใจของกายประสาทมีอยู่หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ความนึก ... ความตั้งใจของกายประสาทไม่มีมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าความนึก ... ความตั้งใจของกายไม่มี ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายประสาท”{๑๗๗๐} [๘๒๗] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลเห็นรูปด้วยจักขุประสาท ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายประสาท” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักขุ ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็ต้องเห็นรูปด้วยจักขุ ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย
จบ จักขุนารูปังปัสสตีติกถา
จบ อัฏฐารสมวรรค
รวมกถาที่มีในวรรคนื้ คือ
๑. มนุสสโลกกถา ๒. ธัมมเทสนากถา
๓. กรุณากถา ๔. คันธชาติกถา
๕. เอกมัคคกถา ๖. ฌานสังกันติกถา
๗. ฌานันตริกกถา ๘. สมาปันโนสัททังสุณาตีติกถา
๙. จักขุนารูปังปัสสตีติกถา
- ๑คำว่า เห็นรูปด้วยจักขุ ในที่นี้เป็นคำกล่าวโดย สสัมภารกถานัย คือ วิธีการพูดที่คลุมถึงส่วนประกอบย่อยไว้ทั้งหมด โดยในการที่บุคคลจะเห็นรูปได้นั้น จักขุประสาท (อวัยวะคือดวงตา) ทำหน้าที่รับหรือดูรูป และจักขุวิญญาณ (จิตรับรู้อารมณ์ทางตา) ทำหน้าที่รู้ จึงเรียกว่าเห็นรูปด้วยจักขุ แม้การฟังเสียด้วยโสตะ ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ก็นัยนี้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๐๓) แต่ปรวาทีเห็นว่า ลำพังประสาททั้ง ๕ มีจักขุประสาทเป็นต้นก็สามารถรับรู้อารมณ์ได้ โดยไม่ต้องอาศัยวิญญาณจิตทั้ง ๕ มีจักขุวิญญาณเป็นต้นเข้ามาเกี่ยวข้อง
๑๙. เอกูนวีสติมวรรค
(๑๘๖) ๑. กิเลสชหนกถา
ว่าด้วยเรื่องบุคคลละกิเลสที่เป็นอดีต
{๑๗๗๑} [๘๒๘] สกวาทีถามว่า บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีตหรือ ?
ส. บุคคลยังธรรมที่ดับแล้วให้ดับไป ยังธรรมที่ปราศไปแล้วให้ปราศไป ยังธรรมที่สิ้นไปแล้วให้สิ้นไป ยังธรรมที่ถึงภาวะตั้งอยู่ไม่ได้แล้วให้ถึงภาวะตั้งอยู่ไม่ได้ไป ยังธรรมที่สาบสูญไปแล้วให้สาบสูญไปหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีตหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อดีตดับไปแล้วมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าอดีตดับไปแล้ว ท่านก็ไม่ควรกล่าวว่า “บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีต”ส. บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีตหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะบางพวก ซึ่งมีความเห็นว่า เพราะเหตุที่การละกิเลสมีอยู่ และกิเลสทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันก็เป็นอันบุคคลผู้ละกิเลสละได้แล้วทั้งนั้น ฉะนั้น บุคคลจึงชื่อว่าละกิเลสที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่า บุคคลเมื่อกำลังละกิเลส ย่อมไม่มีความพยายามในการละกิเลสที่เป็นอดีตเป็นต้น เหมือนกับการที่บุคคลกำลังทิ้งขยะ ย่อมไม่มีความพยายามในการทิ้งขยะ คือ เมื่อจะทิ้ง ก็ทิ้งไปเลย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๐๔)
End of จักขุนา รูปัง ปัสสตีติกถา