พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๘
ฌานันตริกกถา เล่ม ๓๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๗๕๕–๑๗๖๓ (Royal Thai)7/9 in วรรคที่ ๑๘4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๘ ฌานันตริกกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 37, pp. 926–930
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น โยคีบุคคลก็ต้องเลื่อนสู่ฌานหนึ่งจากฌานหนึ่ง
จบ ฌานสังกันติกถา
(๑๘๓) ๗. ฌานันตริกกถา
ว่าด้วยเรื่องมีฌานคั่นในระหว่าง
{๑๗๕๕} [๘๑๗] สกวาทีถามว่า ฌานคั่นในระหว่างมีอยู่หรือ ?
ส. ผัสสะคั่นในระหว่างมีอยู่ ... สัญญาคั่นในระหว่างมีอยู่หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ฌานคั่นในระหว่างมีอยู่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ฌานคั่นในระหว่างมีอยู่ในระหว่างทุติยฌานและตติยฌานหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ฌานคั่นในระหว่างมีอยู่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ฌานคั่นในระหว่างมีอยู่ในระหว่างตติยฌานและจตุตถฌานหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายสมิติยะและอันธกะบางพวก ซึ่งมีความเห็นว่า ในระหว่างแห่งปฐมฌานกับทุติยฌาน มีฌานอย่างหนึ่งคั่นในระหว่างอยู่ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๐๑)
{๑๗๕๖} ส. ฌานคั่นในระหว่างไม่มีในระหว่างทุติยฌานและตติยฌานหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าฌานคั่นในระหว่างไม่มีในระหว่างทุติยฌานและตติยฌาน ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ฌานคั่นในระหว่างมีอยู่”ส. ฌานคั่นในระหว่างไม่มีในระหว่างตติยฌานและจตุตถฌานหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าฌานคั่นในระหว่างไม่มีในระหว่างตติยฌานและจตุตถฌาน ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ฌานคั่นในระหว่างมีอยู่”{๑๗๕๗} [๘๑๘] ส. ฌานคั่นในระหว่างมีอยู่ในระหว่างปฐมฌานและทุติยฌานหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ฌานคั่นในระหว่างมีอยู่ในระหว่างทุติยฌานและตติยฌานหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ฌานคั่นในระหว่างมีอยู่ในระหว่างปฐมฌานและทุติยฌานหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ฌานคั่นในระหว่างมีอยู่ในระหว่างตติยฌานและจตุตถฌานหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๗๕๘} ส. ฌานคั่นในระหว่างไม่มีในระหว่างทุติยฌานและตติยฌานหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ฌานคั่นในระหว่างไม่มีในระหว่างปฐมฌานและทุติยฌานหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ฌานคั่นในระหว่างไม่มีในระหว่างตติยฌานและจตุตถฌานหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ฌานคั่นในระหว่างไม่มีในระหว่างปฐมฌานและทุติยฌานหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๗๕๙} [๘๑๙] ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารเป็นฌานคั่นในระหว่างหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สมาธิมีวิตกมีวิจารเป็นฌานคั่นในระหว่างหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารเป็นฌานคั่นในระหว่างหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารเป็นฌานคั่นในระหว่างหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๗๖๐} ส. สมาธิที่มีวิตกมีวิจารไม่เป็นฌานคั่นในระหว่างหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารไม่เป็นฌานคั่นในระหว่างหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารไม่เป็นฌานคั่นในระหว่างหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารไม่เป็นฌานคั่นในระหว่างหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๗๖๑} [๘๒๐] ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารมีในระหว่างฌานทั้ง ๒ ที่เกิดขึ้นแจ่มชัดหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อสมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารเป็นไปอยู่ ปฐมฌานดับไปแล้ว ทุติยฌานก็ยังไม่เกิดขึ้นมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากเมื่อสมาธิที่ไม่วิตกมีเพียงวิจารเป็นไปอยู่ ปฐมฌานดับไปแล้ว ทุติยฌานก็ยังไม่เกิดขึ้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารเป็นฌานคั่นในระหว่างมีอยู่ในระหว่างฌานทั้ง ๒ ที่เกิดขึ้นแจ่มชัด”{๑๗๖๒} [๘๒๑] ป. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารไม่เป็นฌานคั่นในระหว่างหรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารเป็นปฐมฌาน ... เป็นทุติยฌาน ... เป็นตติยฌาน ... เป็นจตุตถฌานหรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ป. ถ้าอย่างนั้น สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารก็ต้องเป็นฌานคั่นในระหว่าง
{๑๗๖๓} [๘๒๒] ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารเป็นฌานคั่นในระหว่างหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสมาธิไว้ ๓ อย่าง คือ สมาธิที่มีวิตกมีวิจาร สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสมาธิไว้ ๓ อย่าง คือ สมาธิที่มีวิตกมีวิจาร สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารเป็นฌานคั่นในระหว่าง”
จบ ฌานันตริกกถา
(๑๘๔) ๘. สมาปันโนสัททังสุณาตีติกถา
ว่าด้วยเรื่องผู้เข้าสมาบัติสามารถได้ยินเสียงได้
{๑๗๖๔} [๘๒๓] สกวาทีถามว่า ผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้หรือ ?
ส. ผู้เข้าสมาบัติเห็นรูปด้วยจักขุ ... ฟังเสียงด้วยโสตะ ... สูดดมกลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้มรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายได้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผู้เข้าสมาบัติเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยโสตวิญญาณหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. สมาธิมีแก่ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณมิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายปุพพเสลิยะ ซึ่งมีความเห็นว่าเพราะเหตุที่เสียง (สัททะ) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นข้าศึกต่อปฐมฌาน ถ้าผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงนั้นไม่ได้ เสียงจะเป็นข้าศึกได้อย่างไร ฉะนั้น ผู้เข้าสมาบัติจึงได้ยินเสียงได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๐๒)
End of ฌานันตริกกถา