พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๓
สัมมุขีภูตกถา เล่ม ๓๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๕๒๖–๑๕๒๘ (Royal Thai)6/10 in วรรคที่ ๑๓4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๓ สัมมุขีภูตกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 81 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 37, pp. 780–783
ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณที่ทำให้สิ้นอาสวะ” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลเป็นผู้มีจิตถูกนิวรณ์ครอบงำแล้วละนิวรณ์”{๑๕๒๕} [๖๖๗] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลเป็นผู้มีจิตถูกนิวรณ์ครอบงำแล้วละนิวรณ์” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “เมื่อบุคคลนั้นรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ ... แม้จากอวิชชาสวะ” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลเป็นผู้มีจิตถูกนิวรณ์ครอบงำแล้วย่อมละนิวรณ์
จบ นิวุตกถา
(๑๓๑) ๖. สัมมุขีภูตกถา
ว่าด้วยเรื่องผู้พรั่งพร้อมด้วยสังโยชน์ละสังโยชน์
{๑๕๒๖} [๖๖๘] สกวาทีถามว่า บุคคลเป็นผู้มีจิตพรั่งพร้อมด้วยสังโยชน์ย่อมละสังโยชน์หรือ ?
- ๑พึงดูเทียบใน ที.สี. (แปล) ๙/๒๔๘/๑๑๙-๑๒๐ เป็นตัน (อ้างแล้ว หน้า ๓๘๘ ในเล่มนี้)
- ๒ปรวาที ในกถานี้หมายสิ่งพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งมีความเห็นว่า การละสังโยชน์จะต้องละขณะที่จิตประกอบด้วยสังโยชน์ เหมือนกับการละนิวรณ์ (นัย อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๐)
ส. บุคคลเป็นผู้มีจิตกำหนัดแล้วย่อมละราคะ เป็นผู้มีจิตขัดเคืองแล้วย่อมละโทสะ เป็นผู้มีจิตหลงแล้วย่อมละโมหะ เป็นผู้มีจิตเศร้าหมองแล้วย่อมละกิเลสหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. บุคคลละราคะด้วยราคะ ละโทสะด้วยโทสะ ละโมหะด้วยโมหะ ละกิเลสด้วยกิเลสหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ราคะก็สัมปยุตด้วยจิต มรรคก็สัมปยุตด้วยจิตหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มีความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ... แห่งจิต ๒ หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ราคะเป็นอกุศล มรรคเป็นกุศลหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำและฝ่ายขาวซึ่งเป็นข้าศึกกันมารวมกันได้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
[๖๖๙] ส. สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำและฝ่ายขาว ซึ่งเป็นข้าศึกกัน มารวมกันได้หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ไกลแสนไกลกันมี ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างคืออะไรบ้าง คือ
(๑) ฟ้ากับแผ่นดิน นี้เป็นสิ่งที่ไกลแสนไกลกันประการที่ ๑
... ...
เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษจึงไกลจากธรรมของอสัตบุรุษ”
ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นกุศลและที่เป็นอกุศล ... มารวมกันได้”
{๑๕๒๗} ส. บุคคลเป็นผู้มีจิตพรั่งพร้อมด้วยสังโยชน์ละสังโยชน์หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “บุคคลนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ ... ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณที่ทำให้สิ้นอาสวะ” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลเป็นผู้มีจิตพรั่งพร้อมด้วยสังโยชน์ละสังโยชน์”
{๑๕๒๘} [๖๗๐] ป. ท่านไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลเป็นผู้มีจิตพรั่งพร้อมด้วยสังโยชน์ละสังโยชน์” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “เมื่อบุคคลนั้นรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ ... แม้จากอวิชชาสวะ” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลเป็นผู้มีจิตพรั่งพร้อมด้วยสังโยชน์ก็ย่อมละสังโยชน์
จบ สัมมุขีภูตกถา
(๑๓๒) ๗. สมาปันโนอัสสาเทติกถา
ว่าด้วยเรื่องผู้เข้าสมาบัติยินดีในฌาน
{๑๕๒๙} [๖๗๑] สกวาทีถามว่า ผู้เข้าสมาบัติย่อมยินดี ความยินดีรักใคร่ในฌาน มีฌานเป็นอารมณ์หรือ ?
ส. ฌานนั้นเป็นอารมณ์แห่งฌานนั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ฌานนั้นเป็นอารมณ์แห่งฌานนั้นหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลถูกต้องผัสสะนั้นด้วยผัสสะนั้น เสวยเวทนานั้นด้วยเวทนานั้น จำสัญญานั้นด้วยสัญญานั้น ตั้งเจตนานั้นด้วยเจตนานั้น คิดจิตนั้นด้วยจิตนั้น ตรึกวิตกนั้นด้วยวิตกนั้น ตรองวิจารนั้นด้วยวิจารนั้น ดื่มปีตินั้นด้วยปีตินั้น ระลึกสตินั้นด้วยสตินั้น รู้แจ้งปัญญานั้นด้วยปัญญานั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอันธกะ ซึ่งมีความเห็นว่า บุคคลผู้เข้าสมาบัติสามารถเกิดความยินดีหรือตัณหาในฌานได้ และความยินดีนั้นมีฌานเป็นอารมณ์ เพราะอาศัยพระพุทธพจน์ที่ว่า ‘บุคคลนั้นบรรลุปฐมฌาน ... เขาพอใจชอบใจปฐมฌานนั้นและถึงความปลื้มใจด้วยปฐมฌานนั้น’ (องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๒๓/๒๐๔) เป็นข้ออ้าง ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่า ในขณะแห่งสมาบัติ ตัณหาไม่สามารถเกิดแก่บุคคลผู้เข้าสมาบัติได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๐-๒๗๑)
End of สัมมุขีภูตกถา